บทที่ 8: ไก่ในมือซ้าย กระต่ายในมือขวา
แม้ว่าจิตวิญญาณของเธอจะมาจากยุคหลังที่ผ่านประสบการณ์ชีวิตมาอย่างโชกโชน และเคยพบเห็นของดีของอร่อยมานับไม่ถ้วน
ทว่าร่างกายนี้กลับขาดแคลนสารอาหารและไขมันอย่างรุนแรง
พยาธิในท้องที่หิวโหยจึงส่งเสียงประท้วงอย่างบ้าคลั่งจนแทบควบคุมไม่ได้
เฮ้อ ทั้งหมดนี้เป็นเพราะความยากจนแท้ๆ เชียว
แต่เมื่อก้มมองไก่ป่าในมือ ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมา อย่างน้อยเจ้าไก่ตัวนี้ก็น่าจะช่วยบำรุงร่างกายให้คนในครอบครัวได้บ้าง
เมื่อคิดได้เช่นนั้น ใบหน้าของหลินถังก็ฉายแววเบิกบานใจ เธอสาวเท้าก้าวเดินมุ่งหน้าไปยังตีนเขาด้วยจังหวะที่กระฉับกระเฉงและร่าเริงยิ่งขึ้น
เดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นกระต่ายสีขาวขนปุยตัวอ้วนกลมกำลังขยับตัวดุ๊กดิ๊กอยู่
“...เจ้าตัวเล็กนี่น่ารักน่าเอ็นดูเสียจริง”
หลินถังพึมพำเบาๆ พลางกลืนน้ำลายลงคออย่างห้ามไม่อยู่
จังหวะที่เธอก้มลงเก็บกระต่ายขึ้นมายังไม่ทันจะได้พิจารณามันให้ละเอียด เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นที่คุ้นหูแว่วมาตามสายลม
หลินถังเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ นั่นมันเสียงของโก่วตั้นนี่นา
ความตื่นตระหนกแล่นเข้ามาในใจทันที เธอเกรงว่าหลานชายตัวน้อยจะกำลังเผชิญกับอันตราย จึงรีบหิ้วไก่ป่าและอุ้มกระต่ายวิ่งลงจากเขาอย่างไม่คิดชีวิต
“...อาเล็ก อาเล็กอยู่ที่ไหนครับ”
ทางด้านโก่วตั้นที่จินตนาการไปไกลว่าอาหญิงเล็กของตนถูกหมาป่าตัวใหญ่คาบไปกินเสียแล้ว ความกลัวก็ยิ่งเกาะกุมหัวใจดวงน้อย
บนใบหน้าเล็กๆ ที่ผอมตอบและดำคล้ำเต็มไปด้วยคราบน้ำตาเป็นทางยาว
เขาทำอาเล็กหายไป หากกลับบ้านไปต้องโดนย่าตีตายแน่ๆ
พ่อกับแม่คงไม่นับเขาเป็นลูกอีกต่อไป
และน้องชายก็คงไม่มีใครคอยพาเล่นด้วยอีกแล้ว...
ยิ่งคิดจินตนาการเด็กน้อยก็ยิ่งหวาดกลัว ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ
ในที่สุดโก่วตั้นก็กลั้นความรู้สึกไม่ไหว ร้องจ้าออกมาเสียงดังลั่นป่ากว่าเดิม
หลินถังเดินออกมาจากพุ่มไม้ด้านหลัง เธอจัดการเอาไก่ป่าที่ถูกหักคอและกระต่ายที่ถูกมัดขาใส่ลงในตะกร้าไม้ไผ่อย่างรวดเร็ว
จากนั้นจึงเอื้อมมือไปตบไหล่หลานชายเบาๆ
“โก่วตั้น?”
เด็กชายชะงักกึกด้วยความงุนงง มือเล็กๆ ยกขึ้นปาดน้ำมูกน้ำตาที่เปรอะเปื้อนเต็มหน้า ก่อนจะค่อยๆ หันกลับมามอง
“...อะ อา อาเล็ก?”
ดวงตาและจมูกของเด็กน้อยแดงก่ำไปหมด
เพราะหยุดร้องไห้กะทันหัน ร่างกายจึงตอบสนองด้วยการสะอึกออกมาเฮือกใหญ่
หลินถังเห็นท่าทางเซื่อมซึมปนน่าเอ็นดูของหลานชายแล้วก็เกือบจะหลุดขำออกมา
แต่เธอรู้ดีว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลามาหัวเราะ จึงปรับสีหน้าให้ดูอ่อนโยน แววตาเจือรอยยิ้มขณะเอ่ยตอบ
“อาเอง”
โก่วตั้นจ้องมองเธอตาค้าง ราวกับไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง ไม่รู้ทำไมจู่ๆ เขาก็ปล่อยโฮออกมาอีกรอบ
“...อาเล็ก อาหายไปไหนมา ผมนึกว่าอาโดนหมาป่าตัวใหญ่จับตัวไปแล้ว... ผม ผมกลัวมากเลย”
หลินถังไม่คาดคิดมาก่อนว่าการที่เธอหายไปเพียงครู่เดียวจะทำให้โก่วตั้นขวัญเสียได้ถึงขนาดนี้
เมื่อเห็นเจ้าตัวเล็กสะอื้นไห้จนตัวโยน ความรู้สึกผิดก็ก่อตัวขึ้นในใจ
เธอรีบหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาซับน้ำตาให้หลานชายอย่างเบามือ
“...โอ๋ๆ ไม่ร้องนะ เป็นความผิดของอาเอง
อาแค่คิดว่าจะเดินไปไกลอีกหน่อย เผื่อจะจับสัตว์ป่าได้ ไม่ได้ตั้งใจจะทิ้งเรานะ”
“ยกโทษให้อาสักครั้งเถอะนะ ถ้าหายโกรธ เดี๋ยวอาแบ่งน่องไก่ให้เราทั้งสองข้างเลย ดีไหม?”
โก่วตั้นที่กำลังร้องไห้ฟูมฟาย พอได้ยินคำว่า ‘น่องไก่’ ก็ถึงกับชะงักงัน น้ำลายแทบจะไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว
“อาเล็กโกหก จะไปมีน่องไก่ที่ไหนกัน แค่ได้กินไข่ไก่ก็ถือว่าวิเศษมากแล้ว”
เสียงร้องไห้เงียบลงในพริบตา
จมูกของเด็กชายมีลูกโป่งน้ำมูกใสๆ โป่งออกมาตามจังหวะการหายใจ
หลินถังเห็นภาพนั้นแล้วถึงกับพูดไม่ออก
แย่แล้ว แย่แล้ว!!
เธอคงทำให้หลานชายตกใจจนเลอะเลือนไปแล้วแน่ๆ ถึงมองไม่เห็นไก่ป่าตัวอ้วนพีขนาดนี้
“โก่วตั้น ดูสิว่านี่คืออะไร?”
หลินถังหิ้วไก่ป่าตัวใหญ่ชูขึ้นตรงหน้าโก่วตั้นพลางเอ่ยถาม
เด็กฉลาดและรู้ความอย่างโก่วตั้น ทำไมถึงถูกเธอหลอกจนเป็นแบบนี้ไปได้นะ
ช่างเป็นบาปกรรมจริงๆ
โก่วตั้นเบิกตากว้างจ้องมองไก่ป่าที่โผล่มาตรงหน้าอย่างเหม่อลอย ริมฝีปากเล็กเผยอค้าง
ผ่านไปครู่ใหญ่กว่าสติจะกลับเข้าร่าง
“...กะ ไก่ป่า ไก่ป่าจริงๆ ด้วย!!”
หลินถังแอบถอนหายใจในใจ
ก็ใช่น่ะสิ จะเป็นอะไรไปได้
สีหน้าของโก่วตั้นยังคงเต็มไปด้วยความมึนงง เขาใช้นิ้วจิ้มๆ ไปที่ขนสีสวยงามของไก่ป่าลายดอก ดวงตาเริ่มทอประกายเจิดจ้าประหนึ่งดวงอาทิตย์ดวงน้อย
“อาเล็ก เป็นเรื่องจริง นี่คือไก่ป่าจริงๆ ด้วย...”
เด็กน้อยถอนหายใจออกมาท่าทางราวกับผู้ใหญ่ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความชื่นชมระคนอิจฉา
“อาเล็กเก่งจังเลย! ถ้าผมเก่งได้สักครึ่งของอาก็คงดี”
ถ้าเขาสามารถจับไก่ป่าได้เหมือนอาเล็ก เขาก็คงได้กินอิ่มท้อง
และตอนกลางคืนก็คงไม่ต้องสะดุ้งตื่นเพราะความหิวอีก
เด็กชายจ้องมองไก่ตัวนั้น พลางกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่
หลินถังไม่รู้ว่าหลานชายกำลังคิดอะไรอยู่ แต่เธอรู้สึกว่าเด็กวัยนี้สมควรได้รับคำชมและกำลังใจ
เธอจึงเอ่ยขึ้นว่า “โก่วตั้นก็เก่งเหมือนกัน ตอนนี้เรายังเด็ก รอให้โตขึ้นกว่านี้ต้องเก่งมากแน่ๆ”
เมื่อได้รับคำชมจากไอดอลคนใหม่ โก่วตั้นก็ยืดอกเชิดคางขึ้นอย่างภาคภูมิใจ
“อื้อ ผมเหมือนอาเล็ก ฉลาดจะตายไป โตขึ้นต้องเก่งแน่นอน”
หลินถังที่รู้สึกว่าตัวเองปลอบใจหลานชายได้สำเร็จ ก็แอบยกนิ้วโป้งให้ตัวเองในใจ รู้สึกภูมิใจในวาทศิลป์ของตนไม่น้อย
“ป่ะ กลับบ้านกัน เย็นนี้เราจะได้กินเนื้อ” หลินถังโบกมือพร้อมประกาศก้องด้วยท่าทางฮึกเหิม
ทว่าโก่วตั้นกลับรีบคว้าแขนเธอไว้
“อาเล็ก อาจะกลับไปสภาพนี้เลยเหรอ?”
พูดจบ เขาก็ชี้ไปที่ไก่ป่าในมือเธอ ใบหน้าเล็กฉายแววตื่นตระหนกและไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง
ย่าเคยสอนไว้ว่า ช่วงนี้ทุกคนต่างขาดแคลนอาหาร ใครมีของกินก็ต้องซ่อนไว้ให้ดี
ขนาดกากถั่วเหลืองคนข้างนอกยังแย่งกันแทบตาย แล้วนี่มันเนื้อเชียวนะ จะไม่โดนแย่งได้ยังไง
เนื้ออร่อยขนาดนั้น คนในหมู่บ้านเห็นเข้าต้องอยากได้แน่ๆ
เมื่อคิดได้ดังนั้น โก่วตั้นจึงวางแผนจะเทฟืนในตะกร้าออกให้หมดก่อน
แต่พอชะโงกหน้าเข้าไปดู เขาก็พบว่าข้างในนั้นยังมีกระต่ายอ้วนอีกตัวนอนแอ้งแม้งอยู่
“?!”
เด็กชายตกใจจนตาถลนแทบหลุดจากเบ้า
“อา อาครับ กระต่าย? มีกระต่ายด้วย!”
หลินถังพยักหน้าเบาๆ “อืม อาบังเอิญจับได้ติดมือมาน่ะ”
โก่วตั้นตะลึงงันไปแล้ว อาเล็กสุดยอดไปเลย!
เขามองหลินถังด้วยสายตาเป็นประกายวิบวับ ราวกับกำลังมองเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่
“เอาล่ะ เลิกจ้องได้แล้ว เราลงเขากันเถอะ” หลินถังเอื้อมมือไปเขกหัวเขาเบาๆ เพื่อเรียกสติ
โก่วตั้นสะดุ้งได้สติกลับมา
เขามองเจ้ากระต่ายอ้วนด้วยสายตาละห้อย
ดวงตาแดงก่ำจ้องเขม็ง อดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายอีกอึกใหญ่
นี่มันเนื้อทั้งนั้นเลยนะ!!
เขาเริ่มลงมือปฏิบัติการทันที โดยการปูหญ้าแห้งรองก้นตะกร้าไม้ไผ่ชั้นหนึ่ง จากนั้นวางกระต่ายอ้วนลงไป แล้วโปะทับด้วยหญ้าอีกชั้น
เขายื่นตะกร้าใบเล็กให้หลินถัง สีหน้าจริงจังขึงขังราวกับกำลังทำภารกิจลับระดับชาติ
“อาเล็ก อาถือตะกร้าใบนี้ไว้นะ”
จากนั้นเขาก็เอาไก่ป่าตัวอ้วนยัดลงไปที่ก้นตะกร้าสะพายหลังใบใหญ่ของตัวเอง แล้วเอาเศษฟืนวางทับปิดไว้ด้านบนจนมิดชิด
โชคดีที่วันนี้เขาเอาตะกร้าใบใหญ่มาด้วย ไม่อย่างนั้นคงยัดไม่ลงแน่ๆ
หลินถังมองการกระทำของหลานชายด้วยสีหน้างุนงง ใบหน้าขาวผ่องฉายแววสงสัย
“...โก่วตั้น เราทำอะไรน่ะ?”
ทำไมต้องทำลับๆ ล่อๆ เหมือนขโมยด้วย?
โก่วตั้นขมวดคิ้วจนเป็นปม มองอาสาวด้วยสายตาตำหนิเล็กน้อย
“ย่าบอกว่า คนสมัยนี้เห็นของกินเหมือนหมาเห็นกระดูก
นี่มันเนื้อสัตว์นะ ก็ต้องป้องกันไว้ก่อนสิครับ”
หลินถังชะงักไปครู่หนึ่ง แม้จะยังปรับตัวไม่ค่อยทัน แต่เธอก็รู้ดีว่ายุคนี้อาหารขาดแคลนจริง จึงยอมเออออห่อหมกไปกับหลานชาย
ภายใต้การนำทางแบบกองโจรของโก่วตั้น หลินถังเดินตามหลานชายกลับบ้านด้วยความรู้สึกเหนื่อยใจแปลกๆ
เวลานี้งานในไร่นาไม่ค่อยยุ่งมากนัก ชาวบ้านส่วนใหญ่เมื่อเสร็จงานของตนก็ทยอยกลับบ้านกันแล้ว
ตอนนี้ยังพอมีเวลาก่อนจะถึงมื้อเย็น
ในชนบทไม่มีกิจกรรมบันเทิงเริงรมย์อะไรให้ทำ พวกผู้หญิงจึงมักจะหยิบงานฝีมือเล็กๆ น้อยๆ มานั่งทำรวมกลุ่มกันตรงที่ร่มๆ ของลานหมู่บ้าน พลางจับกลุ่มนินทา
หัวข้อสนทนาก็วนเวียนอยู่แต่เรื่องชาวบ้านร้านตลาด
และแน่นอนว่า หลินถังได้รับ ‘เกียรติ’ ให้เป็นหัวข้อสนทนาหลักของเหล่าป้าๆ น้าๆ ในวันนี้
“พวกหล่อนว่าทำไมลูกชายบ้านหลิวถึงถอนหมั้นสาวบ้านหลินล่ะ? เด็กสองคนนั้นก็ดูเหมาะสมกันดีไม่ใช่เหรอ?
การหมั้นหมายนี้ หยางชุนฟางเมียบ้านหลิวเป็นคนบากหน้ามาขอร้องเองแท้ๆ ไม่ใช่หรือไง”
“ฉันก็จำได้แบบนั้นแหละ เรื่องนี้หยางชุนฟางเป็นคนขอร้องจริงๆ
ตอนนั้นเพื่อให้ได้หมั้นกับสาวน้อยบ้านหลิน หล่อนวิ่งเทียวไปเทียวมาบ้านหลินทุกวัน จนธรณีประตูบ้านหลินแทบจะสึกหมดแล้ว!”
“จะว่าไป สาวน้อยบ้านหลินตอนเด็กๆ หน้าตาน่ารักน่าชังจริงๆ นะ เจอใครก็ยิ้มแย้มทักทาย
หน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพราแบบนั้น ไม่เหมือนคนบ้านหลินสักนิดเดียว!”
[จบบท]