บทที่ 82: รอยร้าวในใจ
ริมฝีปากของเฝิงลิ่วจินสั่นระริกไม่หยุด แม้จะพยายามควบคุมน้ำเสียงให้ปกติ แต่ความแหบพร่าและสั่นเครือก็ยังเล็ดลอดออกมาให้เห็นถึงความตื่นเต้นที่ยังไม่จางหาย
“...วิธีช่วยชีวิตคน...ก็คือทำแบบที่เธอทำเมื่อกี้นี้เหรอ กดหน้าอกเป็นจังหวะ แล้วก็เป่าลมใส่...ปาก แบบนั้นใช่ไหม”
หลินถังส่ายหน้าช้าๆ สีหน้าของเธอจริงจังเมื่อพูดถึงเรื่องความเป็นความตาย “ไม่ง่ายขนาดนั้นหรอกค่ะลุงเฝิง การทำผายปอดกู้ชีพหรือที่เรียกว่า CPR มันมีเทคนิคและจังหวะของมัน จะทำสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นกระดูกซี่โครงอาจจะหักทิ่มปอดเอาได้”
จากนั้นหญิงสาวก็เริ่มอธิบายขั้นตอนและข้อควรระวังในการทำผายปอดกู้ชีพให้ทุกคนฟังอีกครั้ง เธอเลือกใช้คำเปรียบเทียบที่ชาวบ้านเข้าใจได้ง่าย ไม่ใช้ศัพท์เทคนิคทางการแพทย์ที่ซับซ้อน อธิบายละเอียดยิบแทบจะแกะท่าทางออกมาทีละส่วน เพื่อให้มั่นใจว่าหากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นอีก ชาวบ้านเหล่านี้จะสามารถช่วยเหลือกันเองได้
พอหลินถังอธิบายจบ ความเงียบก็เข้าปกคลุมชั่วขณะ
สีหน้าของเฝิงลิ่วจินดูหม่นหมองลงอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาที่เคยมีความหวังริบหรี่กลับมืดลง เขาก้มหน้าต่ำมองพื้นดินราวกับกำลังครุ่นคิดถึงบางสิ่งที่เจ็บปวด และไม่ได้เอ่ยถามอะไรอีก
ที่ด้านข้าง ลุงกัว ผู้เป็นเพื่อนบ้านจอมโผงผาง ใช้ศอกกระทุ้งเอวลูกชายตัวดีอย่างกัวเล่ยที่กำลังยืนพยักหน้าหงึกหงักทำท่าเหมือนเข้าใจ
“ไอ้ซานสือ แกฟังรู้เรื่องกับเขาบ้างไหมเนี่ย ถ้าไม่เข้าใจตรงไหนก็รีบถามหลินถังซะ เรียนรู้วิชาช่วยชีวิตคนไว้ไม่ใช่เรื่องเสียหายนะเว้ย”
กัวเล่ยพยักหน้ารับอย่างแข็งขัน สีหน้าดูจริงจังขึงขัง
“ฟังน่ะฟังรู้เรื่องครับพ่อ ผมจำขั้นตอนได้หมดแล้ว แต่...ไอ้ฟังเข้าใจกับลงมือทำจริงมันคนละเรื่องกันนี่นา ตอนนี้ผมก็ชักไม่แน่ใจแล้วว่าตัวเองเข้าใจถูกไหม... มันเหมือนจะเข้าใจนะพ่อ แต่พอลองนึกภาพตามก็เหมือนไม่ได้เข้าใจทั้งหมดนั่นแหละ”
สรุปง่ายๆ ก็คือ สมองบอกว่าเข้าใจ แต่มือไม้อาจจะไม่ขยับตามนั้น
ลุงกัวได้ยินลูกชายพูดจาวกไปวนมาจนน่าเวียนหัว ก็อดไม่ได้ที่จะง้างฝ่ามือหยาบกร้านตบป้าบเข้าที่กลางหลังลูกชายเต็มแรง
“ไอ้ลูกทึ่มเอ๊ย! แกเป็นผู้ชายแท้ๆ ตัวก็โตกว่าหลินถังตั้งเยอะ แต่กลับหัวช้าสู้แม่หนูถังถังไม่ได้เลยสักนิด เฮ้อ...พ่อล่ะจนปัญญาจะสรรหาคำมาด่าแกจริงๆ ไอ้ลูกชายบื้อ!”
ทำไมเด็กหนุ่มในหมู่บ้านซวงซานถึงได้ไม่ได้เรื่องได้ราวกันแบบนี้นะ สู้เด็กผู้หญิงบ้านหลินไม่ได้สักคน
กัวเล่ยยกมือลูบหลังป้อยๆ รู้สึกว่าตรรกะของพ่อมันแปลกพิกล
“พ่อ...เรื่องความฉลาดมันเกี่ยวอะไรกับเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายด้วยเล่า” เขาเถียงกลับด้วยสีหน้าจริงจัง ราวกับกำลังเรียกร้องความเป็นธรรม “พ่อกำลังเหยียดเพศอยู่นะรู้ตัวไหม อีกอย่างเรื่องนี้มีอะไรให้ต้องเปรียบเทียบ หลินถังเขาทำอะไรก็เก่งกว่าพวกเรามาแต่ไหนแต่ไรแล้ว พ่อจะให้ผมไปเทียบรัศมีคนเก่งได้ยังไง”
มุมปากของลุงกัวกระตุกยิกๆ คันไม้คันมือขึ้นมาอีกรอบ ก่อนจะฟาดฝ่ามือใส่กบาลลูกชายไปอีกทีด้วยความหมั่นไส้
“เดี๋ยวเถอะ! พ่อไปเหยียดเพศตอนไหนฮะ แล้วพ่อไปพูดตอนไหนว่าหลินถังไม่เก่ง”
แม่หนูบ้านหลินคนนั้นน่ะเก่งกาจจะตายไป
ให้เอาเด็กผู้ชายทั้งกองผลิตมายืนเรียงหน้ากระดาน ก็ยังเทียบความฉลาดหลักแหลมของหลินถังไม่ติดฝุ่น
กัวเล่ยโดนตบไปอีกฉาดก็ทำหน้ามุ่ย ยอมจำนนแต่โดยดี
“ก็ได้ๆ พ่อไม่ได้พูด ผมผิดเองแหละ”
ห่างออกไปไม่กี่ก้าว บรรยากาศกลับแตกต่างจากคู่พ่อลูกตระกูลกัวอย่างสิ้นเชิง
หลินเสี่ยวจิ้งนั่งตัวสั่นเทาอยู่บนพื้นหญ้า บนไหล่คลุมด้วยเสื้อตัวนอกของหลี่ซิ่วลี่ที่ถอดมาห่มให้ ความอบอุ่นจากเสื้อช่วยให้ร่างกายที่หนาวเหน็บเริ่มคลายตัวลง สติสัมปชัญญะค่อยๆ กลับคืนมา
แต่ประโยคแรกที่หลุดออกจากปากซีดเซียวของเธอ กลับเป็นคำถามที่บาดลึกในใจคนฟัง
“...พวกคุณช่วยฉันทำไม”
เธอนั่งกอดเข่าหดตัวลีบ ดวงตาคู่นั้นไร้ประกายแห่งความหวัง ใบหน้าขาวซีดเผือดไร้สีเลือด พลังชีวิตทั่วร่างเหมือนถูกกระแสน้ำเย็นยะเยือกสูบออกไปจนหมดสิ้น มองดูแล้วสภาพช่างน่าเวทนา ไม่เหมือนเด็กสาววัยสิบแปดปีที่ควรจะสดใสเลยสักนิด
หลี่ซิ่วลี่ได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้วแน่นด้วยความไม่ชอบใจ แต่เมื่อเห็นสภาพของหลานสาว นางก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วตบไหล่หลินเสี่ยวจิ้งอย่างอ่อนโยน น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาเต็มไปด้วยความเมตตา
“เสี่ยวจิ้ง...อย่าเพิ่งคิดอะไรฟุ้งซ่านเลยนะ มีเรื่องอะไรที่มันหนักหนาจนผ่านไปไม่ได้เชียวหรือ วันข้างหน้าของหลานยังอีกยาวไกลนัก ถ้ามีเรื่องทุกข์ใจอะไรที่คิดไม่ตกก็บอกป้าได้ อย่าเอาชีวิตมาทิ้งเล่นๆ แบบนี้เลยนะลูก”
หลินเสี่ยวจิ้งค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองป้าสะใภ้รอง ขอบตาที่แห้งผากเริ่มรื้นไปด้วยหยาดน้ำตา
ความอบอุ่นนี้... ทำไมแม่แท้ๆ ของเธอถึงไม่เคยมีให้เธอเลยสักนิด ขอแค่เศษเสี้ยวเดียวของความห่วงใยแบบนี้ เธอก็คงไม่ต้องตัดสินใจทำอะไรโง่ๆ ลงไป
เฝิงลิ่วจินที่ยืนฟังอยู่ใกล้ๆ ได้ยินคำตัดพ้อของเด็กสาว ใบหน้าของเขาก็พลันดำทะมึนลงทันตา เขาจ้องมองหลินเสี่ยวจิ้งด้วยสายตาที่ไม่พอใจอย่างรุนแรง ราวกับคำพูดของเธอไปสะกิดแผลใจบางอย่างของเขาเข้า
“ชีวิตคนเรามีแค่ครั้งเดียว ตายแล้วก็คือตายเลย ย้อนกลับมาไม่ได้ รู้ไหมว่ามีคนอีกตั้งเท่าไหร่ที่อยากจะมีคนมาช่วยชีวิตแทบตาย แต่พวกเขากลับไม่มีโอกาสนั้น”
น้ำเสียงของเขาเจือไปด้วยความขมขื่นและความเจ็บปวดลึกๆ พูดจบชายวัยกลางคนก็เดินหันหลังกลับ แผ่นหลังที่ผอมแห้งและค่อมลงเล็กน้อยนั้นดูอ้างว้างและโดดเดี่ยว ท่ามกลางสายลมที่พัดผ่าน ทำให้คนที่มองตามรู้สึกปวดใจแปลบกับความโศกเศร้าที่แผ่ออกมาจากตัวเขา
หลินเสี่ยวจิ้งมองตามแผ่นหลังนั้นไป สีหน้าเหม่อลอยคล้ายกับกำลังซึมซับความหมายในคำพูดทิ้งท้ายนั้น
หลินชิงซาน พี่ชายคนโตของหลินถัง ยืนมองเหตุการณ์ด้วยความหนักใจ เขานึกไม่ถึงเลยว่าลูกพี่ลูกน้องที่ดูเงียบๆ เรียบร้อยมาตลอดจะกล้ากระโดดน้ำฆ่าตัวตาย
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ มันจะต้องกลายเป็นขี้ปากชาวบ้านไปทั่วทั้งกองผลิตซวงซานแน่นอน
พอได้ยินคำพูดตัดพ้อชีวิตของน้องสาว คิ้วเข้มของชายหนุ่มก็ขมวดจนแทบจะผูกเป็นปม
“...เสี่ยวจิ้ง มีปัญหาอะไรที่มันแก้ไม่ได้ขนาดนั้นเลยเหรอ เธอกล้าที่จะตายขนาดนี้ แล้วทำไมถึงไม่กล้าที่จะมีชีวิตอยู่ต่อล่ะ”
เขาไม่ได้รอคำตอบจากเด็กสาว หลินชิงซานหันหลังแล้วย่อตัวลงตรงหน้าเธอ
“ขึ้นมาเถอะ เดี๋ยวพี่จะแบกเธอไปส่งที่บ้านเอง”
หลี่ซิ่วลี่กับสะใภ้ใหญ่และสะใภ้รองรีบช่วยกันพยุงร่างที่อ่อนปวกเปียกของหลินเสี่ยวจิ้งให้ขึ้นขี่หลังหลินชิงซาน
ทันทีที่สัมผัสกับแผ่นหลังกว้างอันมั่นคงของพี่ชาย ความเข้มแข็งที่พยายามสร้างขึ้นมาก็พังทลายลง หลินเสี่ยวจิ้งซบหน้าลงกับไหล่ของเขา ปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อาจกั้น น้ำตาแห่งความอัดอั้นตันใจไหลพรากเปียกชุ่มเสื้อของหลินชิงซาน
ในขณะเดียวกัน จางหงเยี่ยน ป้าสะใภ้สามของหลินถัง กำลังทำไร่อยู่ในแปลงนา พอได้ยินคนตะโกนบอกว่าลูกสาวกระโดดน้ำ ร่างของหล่อนก็สั่นสะท้าน เครื่องมือทำกินในมือร่วงหล่นลงพื้น
สมองของหล่อนขาวโพลนไปชั่วขณะ ก่อนจะตั้งสติได้เมื่อเพื่อนบ้านย้ำข่าวร้ายอีกครั้ง
แววตาของหญิงวัยกลางคนฉายแววตื่นตระหนกและกังวลอย่างปิดไม่มิด หล่อนทิ้งงานทุกอย่างแล้วออกวิ่งสุดฝีเท้ากลับมาที่ริมแม่น้ำ
ตอนที่จางหงเยี่ยนมาถึง หลินเสี่ยวจิ้งฟื้นคืนสติเรียบร้อยแล้ว
ภาพลูกสาวที่นั่งอยู่บนหลังหลานชายทำให้หล่อนถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ความตึงเครียดที่เกาะกุมหัวใจค่อยๆ คลายลง
ชาวบ้านที่ยังจับกลุ่มมุงดูอยู่เห็นจางหงเยี่ยนวิ่งกระหืดกระหอบมา ก็รีบเข้าไปรุมล้อมเล่าเหตุการณ์ให้ฟังอย่างออกรส
“หงเยี่ยน เอ๊ย ในที่สุดเธอก็มาสักที รู้ไหมว่าเมื่อกี้เสี่ยวจิ้งอาการหนักมากเลยนะ ตอนแรกหยุดหายใจไปแล้วด้วยซ้ำ ตัวเย็นเฉียบไปหมด โชคดีที่ได้หลานสาวบ้านรองอย่างหลินถังช่วยงัดวิธีปั๊มหัวใจอะไรนั่นมาช่วยชีวิตไว้ได้ทัน”
“ใช่ๆ เสี่ยวจิ้งต้องทรมานน่าดู น้ำในแม่น้ำเย็นอย่างกับน้ำแข็งขนาดนี้”
หลินเสี่ยวจิ้งที่ซบหน้าอยู่บนหลังหลินชิงซาน พอได้ยินเสียงคนบอกว่าแม่มาแล้ว ร่างกายของเธอก็เกร็งเขม็งขึ้นมาวูบหนึ่ง เธอเลือกที่จะซุกหน้าแน่นกว่าเดิม ไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาสบตากับผู้เป็นแม่แม้แต่นิดเดียว
จางหงเยี่ยนตอบรับคำบอกเล่าของชาวบ้านด้วยสีหน้าเจื่อนๆ ก่อนจะเดินตรงเข้าไปหาหลินชิงซานและกลุ่มคนบ้านรอง
หล่อนมองหลี่ซิ่วลี่ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและเกรงใจ “พี่สะใภ้รอง... รบกวนพวกพี่แย่เลย”
หลี่ซิ่วลี่มองสภาพของหลานสาวแวบหนึ่ง ก่อนจะหันมาส่ายหน้าให้จางหงเยี่ยน
“ไม่เป็นไรหรอก แต่เธอก็ลองหาเวลาคุยเปิดอกฟังความในใจของเสี่ยวจิ้งบ้างเถอะ ถ้าเด็กมันไม่ทุกข์ใจจนถึงที่สุดจริงๆ มันจะไปกระโดดน้ำฆ่าตัวตายทำไม”
คำพูดตรงไปตรงมาของหลี่ซิ่วลี่เหมือนเข็มที่จี้ใจดำ จางหงเยี่ยนฝืนยิ้มที่มุมปากอย่างกระอักกระอ่วน “...อืม ฉันเข้าใจแล้ว”
ไม่นานนัก จ้าวซูเจินกับหลินซิวหย่วน ปู่และย่าของหลินถังก็เดินทางมาถึง
เนื่องจากลูกหลานตระกูลหลินต่างก็กตัญญู งานการในแปลงนาของผู้เฒ่าทั้งสองจึงไม่หนักหนา พอทำส่วนของตัวเองเสร็จก็กลับไปพักผ่อนที่บ้าน การเดินทางจากบ้านมาที่เกิดเหตุจึงต้องใช้เวลาสักหน่อย
เมื่อเห็นหลานสาวปลอดภัยดี สองผู้เฒ่าก็วางใจลงได้เปราะหนึ่ง
จ้าวซูเจิน ย่าผู้เข้มงวดประจำตระกูล ปรายตามองจางหงเยี่ยนด้วยสายตาเรียบเฉยแต่แฝงแววตำหนิ ก่อนจะหันไปออกคำสั่งกับหลินชิงซาน
“เจ้าใหญ่ แบกน้องไปส่งที่บ้านย่า เสี่ยวจิ้งตกน้ำร่างกายอ่อนแอ ให้ไปพักฟื้นที่บ้านย่าสักสองสามวัน”
ประโยคคำสั่งเด็ดขาดนี้ทำให้หน้าของจางหงเยี่ยนซีดเผือดลงทันที หล่อนรู้ได้ในวินาทีนั้นว่าแม่สามีกำลังไม่พอใจการเลี้ยงลูกของหล่อนเข้าให้แล้ว
ทางด้านหลินโซ่ว พ่อของหลินเสี่ยวจิ้ง ที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็รู้สึกเสียหน้าอย่างแรง ใบหน้าที่ดำคล้ำและซูบตอบจากการตรากตรำทำงานหนักพลันแดงก่ำขึ้นมาด้วยความอับอาย
การที่แม่ของเขาออกปากรับหลานไปดูแลเองแบบนี้ ก็เท่ากับเป็นการตบหน้าเขาฉาดใหญ่ว่าดูแลลูกในไส้ไม่ได้เรื่อง
พอลองคิดทบทวนดู ความโกรธก็เริ่มพุ่งเป้าไปที่ภรรยาของตน
เขาพร่ำบอกจางหงเยี่ยนให้ดีกับลูกสาวบ้าง พูดกรอกหูมาเป็นสิบปีแล้ว แต่เมียของเขาก็เหมือนคนหูทวนลม หัวชนฝาไม่ยอมฟัง
ช่วงนี้เห็นว่ากำลังวุ่นวายกับการหาคู่ดูตัวให้ลูกสาวอยู่ไม่ใช่หรือ แล้วทำอีท่าไหนถึงไปบีบคั้นจนเสี่ยวจิ้งต้องตัดสินใจกระโดดน้ำหนีปัญหาแบบนี้
หลินโซ่วที่เป็นคนซื่อๆ ก้มหน้าก้มตาทำงานแลกแต้มเลี้ยงปากท้องครอบครัวมาตลอด รู้สึกไม่เข้าใจความคิดของเมียตัวเองเลยจริงๆ
จางหงเยี่ยนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรวบรวมความกล้าเอ่ยปากแย้ง “...อย่าไปรบกวนแม่เลยค่ะ ให้แกกลับไปพักฟื้นที่บ้านเราก็ได้ เหมือนกันนั่นแหละ”
แต่จ้าวซูเจินที่กำลังไม่สบอารมณ์กับลูกสะใภ้คนนี้ มีหรือจะสนใจ นางทำหูทวนลม ประคองแขนสามีแล้วส่งสายตาสั่งให้หลินชิงซานแบกน้องตามมา ก่อนจะเดินเชิดหน้าตรงดิ่งกลับบ้านไปทันทีโดยไม่หันมามองลูกสะใภ้อีก
หลินถังและคนอื่นๆ ก็รีบเดินตามผู้เฒ่าทั้งสองไป
ชาวบ้านที่มุงดูอยู่ พอเห็นจ้าวซูเจินมาถึงก็วงแตกสลายตัวกันไปคนละทิศละทางตั้งนานแล้ว เพราะใครๆ ก็รู้กิตติศัพท์ความดุของหญิงชราคนนี้ดี ขืนอยู่เกะกะอาจจะโดนด่าเปิงได้ สัญชาตญาณการเอาตัวรอดของชาวบ้านกองผลิตซวงซานนั้นเป็นเลิศเสมอ
ดังนั้น ณ ริมฝั่งแม่น้ำตอนนี้ จึงเหลือเพียงหลินโซ่วกับจางหงเยี่ยนยืนเผชิญหน้ากันตามลำพัง
หลินโซ่วพยายามข่มความโกรธที่ปะทุอยู่ในอก เขามองหน้าภรรยาคู่ทุกข์คู่ยาก น้ำเสียงที่กดต่ำนั้นเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจและความโมโห
“ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่! เธอไปทำอะไรให้ลูกมันถึงทางตันจนต้องกระโดดน้ำแบบนี้ นี่เธอจะต้องบีบลูกให้ตายคามือไปเลยใช่ไหมถึงจะพอใจ!”
ในใจของจางหงเยี่ยนเองก็สุมไปด้วยเพลิงโทสะและความน้อยเนื้อต่ำใจเช่นกัน หล่อนสวนกลับทันควัน
“ฉันไปบีบอะไรมันนักหนา! มันอายุเกือบสิบแปดปีแล้วนะ เด็กผู้หญิงรุ่นเดียวกันในหมู่บ้านเขาออกเรือนไปกันหมดแล้ว ฉันในฐานะแม่หาคนมาดูตัวให้ลูกมันผิดตรงไหน!”
ไม่อยากแต่งก็แค่บอกกันดีๆ ไม่ต้องแต่งก็ได้ จะไปกระโดดน้ำประชดประชันให้ใครดู
หลินเสี่ยวจิ้งเกิดมาเพื่อเป็นเจ้ากรรมนายเวรของเธอชัดๆ!
หลินโซ่วถอนหายใจยาวด้วยความเหนื่อยหน่ายใจ
“...เธอพูดดีๆ กับลูกไม่ได้หรือไงจางหงเยี่ยน ฉันรู้นะว่าเธอแค้นฝังใจที่การคลอดเสี่ยวจิ้งตอนนั้นมันลำบากจนทำให้หมอบอกว่าเธอจะมีลูกต่อไม่ได้อีก แต่สุดท้ายเราก็มีอาหยา (หลินชิงหยา) มาจนได้ไม่ใช่หรือไง เรื่องมันก็ผ่านมาเป็นสิบกว่าปีแล้ว จะมีอะไรที่เธอปล่อยวางไม่ได้อีกฮะ? เธอจะไปโกรธแค้นลงที่เด็กที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวทำไม ถ้าเธอแบ่งความรักความใจเย็นที่มีให้ไอ้ลูกชายคนเล็ก มาแบ่งให้เสี่ยวจิ้งสักส่วนเดียว ลูกมันก็คงไม่คิดสั้นไปกระโดดน้ำหรอก เธอก็รู้ว่าเสี่ยวจิ้งโตเป็นสาวแล้ว จะอยู่บ้านนี้ได้อีกไม่นาน เดี๋ยวก็ต้องแต่งงานออกไป เธอช่วยดีกับลูกในช่วงเวลาที่เหลือนี้หน่อยได้ไหม...ถือว่าฉันขอร้องล่ะ”
[จบบท]