บทที่ 94: หมัดเด็ดของแม่
หลี่ซิ่วลี่ถ่มน้ำลาย “ถุย” ลงพื้นอย่างไม่ไว้หน้า ก่อนจะตวาดแว้ดขึ้นมา
“รอให้หนิวหนิวโตเป็นสาวก่อนเถอะ เชือกแดงผูกผมเส้นนั้นก็คงเก่าจนต้องซื้อใหม่พอดี
อย่าคิดว่าฉันดูไม่ออกนะว่าหล่อนอยากจะฮุบเอาไปผูกผมตัวเอง ไม่ใช่ฉันอยากจะว่าหรอกนะ แต่สภาพผมสั้นกุดขนาดนั้นจะเอาปัญญาที่ไหนไปผูก
หน้าตาก็บ้านๆ แต่กลับฝันหวานไปไกลเชียว
เอาอย่างนี้สิ ลองถามหนิวหนิวดูเลยเป็นไง ว่าหลานยินดีฝากของไว้ที่หล่อนหรือเปล่า”
โจวเหมยหันขวับไปมองลูกสาวตัวน้อยด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม
นี่ยัยหนูเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขที่คลานออกมาจากท้องเธอแท้ๆ มีหรือจะไม่ยอมให้แม่เก็บรักษาของมีค่าไว้ให้
อีกอย่าง ถึงตอนนี้ผมเธอจะสั้น แต่เลี้ยงไว้ไม่กี่เดือนมันก็ยาวสลวยแล้วไม่ใช่หรือ
เรื่องแค่นี้จิ๊บจ๊อยจะตายไป
ใครจะไปคาดคิดว่า...
ทันทีที่สิ้นเสียงย่า หนิวหนิวก็ส่ายหน้าพรืดแล้ววิ่งแจ้นไปกอดขาหลี่ซิ่วลี่ทันทีโดยไม่หันกลับมาแลมองแม่บังเกิดเกล้าเลยสักนิด
แม่หนูน้อยใช้การกระทำประกาศชัดแจ้งว่า ‘หนูไม่ยอม’
ปฏิกิริยานี้เหมือนกับฝ่ามือที่มองไม่เห็นตบเข้าฉาดใหญ่ที่หน้าของคนเป็นแม่จนชาหนึบไปทั้งแถบ
หลี่ซิ่วลี่แค่นเสียงหึในลำคอ พร้อมกับเอ่ยเยาะเย้ยอย่างสะใจ
“แหกตาดูซะสิ เห็นหรือยังว่าหนิวหนิวรังเกียจแม่ตัวเองขนาดไหน
วันๆ ถ้าเพลาๆ เรื่องไร้สาระลงบ้าง ลูกสาวคงไม่เมินใส่ขนาดนี้ กลับไปใช้สมองคิดทบทวนตัวเองให้ดีเถอะ”
อันที่จริงลูกสะใภ้รองคนนี้ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรนักหนา
ติดตรงที่นิสัยบางอย่างกับการพูดจาที่ชอบขัดหูขัดตาคนอื่นอยู่เรื่อย
โจวเหมยได้แต่ยืนหน้ามุ่ยด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ
ของมีค่าของลูกบ้านไหนๆ เขาก็ให้แม่เป็นคนเก็บรักษาให้ทั้งนั้น ทำไมพอเป็นบ้านนี้ถึงทำเหมือนเธอเป็นโจรไปได้
แถมเด็กตัวกะเปี๊ยกแค่นั้นจะมีของดีราคาแพงไว้กับตัวทำไม
เกิดไปเดินซุ่มซ่ามแล้วโดนใครแย่งไปจะทำยังไง หรือต่อให้ไม่มีโจรมาฉก ถ้าเกิดทำหล่นหายหรือทำพังขึ้นมาล่ะ
สายตาเธอเฉียบคมจะตาย มองแวบเดียวก็รู้แล้วว่าเชือกแดงเส้นนั้นราคาไม่ใช่เล่นๆ
อย่างต่ำต้องมีหลายเหมาแน่ๆ
ทางด้านหนิวหนิว พอเห็นว่าแม่ตัวดีเลิกจ้องจะเอาดอกไม้ติดผมของเธอแล้ว เด็กหญิงก็กลับมายิ้มแป้นอารมณ์ดีอีกครั้ง
“ย่าจ๋า ป้าสะใภ้ใหญ่จ๋า หนูสวยไหม” เด็กหญิงตัวน้อยเอียงคอถามด้วยท่าทางหลงตัวเองสุดฤทธิ์
ภาพที่เห็นช่างน่าเอ็นดูเหลือเกิน เพราะบนแก้มยุ้ยๆ นั้นยังมีคราบน้ำตาเปรอะเปื้อนอยู่เลย
หลี่ซิ่วลี่เห็นแล้วก็อดหัวเราะไม่ได้ นางยื่นมือสากระคายไปเช็ดคราบน้ำตาให้หลานสาวอย่างเบามือ
“สวยสิลูก สวยมากเลย หนิวหนิวของย่าสวยที่สุดในโลก มาเช็ดหน้าเช็ดตาให้สะอาดก่อนเร็ว เดี๋ยวคราบน้ำตาแห้งแล้วหน้าจะตึงเจ็บเอานะ”
พอได้ยินคำชม หนิวหนิวก็ยิ้มแก้มปริจนตาหยี
หนูน้อยรีบหันขวับไปมองหนิงซินโหรวตาแป๋ว
ส่งสายตาวิบวับรอคอยคำชมอย่างมีความหวัง
หนิงซินโหรวระบายยิ้มอ่อนโยนดั่งสายน้ำ “สวยจ้ะ สวยเหมือนตุ๊กตาเลย”
ตัวแค่นี้ก็รู้จักรักสวยรักงามเสียแล้ว
พอได้สบตากับดวงตาคู่สวยที่แสนอ่อนโยนของป้าสะใภ้ใหญ่ หนิวหนิวก็เขินม้วนจนหน้าแดงระเรื่อ
ร่างป้อมๆ หมุนตัวกลับหลังหัน วิ่งดุ๊กดิ๊กไปอวดความสวยกับพ่อของตัวเองต่อทันที
หลี่ซิ่วลี่มองตามแผ่นหลังเล็กๆ ของหลานสาวไปพลางหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี
“เด็กๆ บ้านเราเนี่ย จะมีใครเกินหน้าเกินตาเจ้าหนิวหนิวเรื่องรักสวยรักงามอีกล่ะ”
ยุคสมัยนี้ลำพังแค่จะกินให้อิ่มท้องยังยาก ใครจะมีกะจิตกะใจมาห่วงสวยห่วงงาม
แต่หลานสาวตัวดีของนางกลับฉายแววรักสวยรักงามมาตั้งแต่ตัวเท่าเมี่ยง
โจวเหมยแอบชำเลืองมองแม่สามีด้วยหางตา แล้วบ่นพึมพำงุบงิบ
“ก็ใช่น่ะสิ ตัวแค่นี้ริอาจจะรักสวยรักงามซะแล้ว คุณแม่ต้องจัดการดัดนิสัยบ้างนะ ขืนตามใจจนเคยตัวเดี๋ยวจะเสียคนเอา”
ปากก็บ่นไปอย่างนั้น แต่ใจจริงยังคงอาลัยอาวรณ์เชือกแดงผูกผมเส้นนั้นไม่หาย
แค่อีกฝ่ายขยับตัว หลี่ซิ่วลี่ก็รู้นิสัยทะลุปรุโปร่งว่าสะใภ้ตัวดีกำลังคิดอะไรอยู่
หญิงชรากลอกตามองบนอย่างเอือมระอา “หนิวหนิวเป็นเด็กดีจะตาย หล่อนนั่นแหละจัดการตัวเองให้ดีเถอะ”
พูดจบก็นิ่งเฉยไม่ต่อความยาวสาวความยืดกับลูกสะใภ้อีก
หลี่ซิ่วลี่หันไปสั่งความกับหนิงซินโหรวว่า “สะใภ้ใหญ่ เธอเตรียมตั้งโต๊ะไปก่อนนะ เดี๋ยวแม่ขอเข้าไปดูอาการพ่อเธอหน่อย”
ตั้งแต่กลับมาถึงบ้าน หลี่ซิ่วลี่ก็ยังวางใจไม่ได้ จึงบังคับขู่เข็ญให้หลินลู่เข้าไปนอนพักในห้อง
หนิงซินโหรวรับคำอย่างว่าง่าย “ค่ะแม่”
ภายในห้องนอน หลินลู่เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่เรียบร้อยแล้ว และกำลังเอนหลังพักสายตาอยู่บนเตียงเตา
ทันทีที่หลี่ซิ่วลี่ก้าวเท้าข้ามธรณีประตูเข้ามา นางก็เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง “ได้เวลากินข้าวแล้วนะ พ่อเฒ่าอาการเป็นยังไงบ้าง ให้ฉันยกสำรับเข้ามาให้กินในนี้ไหม”
หลินลู่รีบผุดลุกขึ้นนั่ง “ไม่ต้องๆ ผมไม่ได้เป็นอะไรแล้วจริงๆ ให้ลงไปไถนาตอนนี้เลยก็ยังไหว...”
“อย่าแม้แต่จะคิดเชียว วันนี้คุณต้องพักผ่อนให้เต็มที่ มีโปรเจกต์ร้อยล้านอะไรก็เก็บไว้คิดพรุ่งนี้ ที่บ้านเราไม่ได้ขัดสนแต้มค่าแรงของคุณแค่วันเดียวหรอก” หลี่ซิ่วลี่บ่นกระปอดกระแปดใส่สามีชุดใหญ่
หลินลู่นั่งทำตาปริบๆ ในใจก็นึกแย้งว่า จะไม่ขัดสนได้ยังไง ปกติเมียจ๋าพูดกรอกหูอยู่ทุกวันว่าเก็บแต้มได้อีกนิดก็ยังดีกว่าไม่ได้ ทำไมวันนี้เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเสียล่ะ
ถึงกระนั้น
พอเหลือบไปเห็นเส้นเลือดที่ปูดโปนขึ้นมาบนหน้าผากของภรรยา ซึ่งบ่งบอกถึงความเครียดและความเป็นห่วงเป็นใย หลินลู่ก็จำต้องยอมจำนนอย่างราบคาบ
“ก็ได้ๆ ผมเชื่อคุณแล้ว”
เมื่อเห็นสามีว่านอนสอนง่าย เส้นประสาทที่ตึงเครียดของหลี่ซิ่วลี่จึงค่อยๆ ผ่อนคลายลง
สายตาของนางเหลือบไปเห็นกล่องใบเล็กที่วางสงบนิ่งอยู่บนตู้ไม้
กล่องใบนี้หน้าตาแปลกตา นางไม่เคยเห็นมาก่อน
ด้วยความสงสัยจึงเปิดออกดู พบว่าข้างในมีน้ำผึ้งสีเหลืองทองบรรจุอยู่เกือบเต็มกล่อง
“นี่คือสาเหตุที่คุณโดนหมูป่าไล่ขวิดวันนี้ใช่ไหม”
หลินลู่ยิ้มแห้งๆ เกาหัวแก้เก้อ ดวงตาที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาค่อนชีวิตทอประกายรักใคร่เอ็นดูเมื่อเอ่ยถึงลูกสาว
“ก็ถังถังเขาชอบน้ำมะนาวอะไรนั่นไม่ใช่เหรอ วันก่อนลูกยังเปรยๆ อยู่เลยว่าถ้าได้น้ำผึ้งมาผสมสักหน่อยคงจะอร่อยเหาะ
ผมเห็นลูกสาวนานๆ ทีจะนึกอยากกินของหวาน ก็เลยตั้งใจจะไปหามาให้ ถังถังจะได้พกติดตัวไปในเมือง เวลาว่างๆ ก็ชงดื่ม...”
ส่วนเรื่องที่ฉีต้าฟาเป็นคนชี้เป้ารังผึ้งนั้น เขาเลือกที่จะรูดซิปปากเงียบ
อีกฝ่ายมีเจตนาดีมาบอกข่าว แถมยังกำชับไม่ให้บอกใคร
ขืนหลี่ซิ่วลี่รู้เข้าแล้วไปพาลโกรธต้าฟา มันจะมองหน้ากันไม่ติดเปล่าๆ
หลี่ซิ่วลี่ถลึงตาใส่สามีคู่ทุกข์คู่ยาก น้ำเสียงเริ่มสูงปรี๊ดขึ้นมาอีกรอบ
“คุณเกือบจะเอาชีวิตไปทิ้งเพราะน้ำผึ้งกระปุกแค่นี้ คุณคิดว่าถังถังจะกลืนลงคอได้ยังไง”
ถ้าลูกสาวรู้ความจริงว่าพ่อต้องเสี่ยงตายโดนหมูป่าไล่ขวิดเพียงเพื่อน้ำผึ้งกระปุกนี้ เกรงว่าชาตินี้คงจะไม่แตะต้องน้ำผึ้งอีกเลย
ตาแก่งี่เง่าคนนี้นี่นะ ทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลัง!
หลินลู่รีบกระโดดลงจากเตียง พุ่งตัวเข้าไปตะครุบปากภรรยาไว้แน่น
เขากวาดตามองไปทางประตูอย่างลุกลี้ลุกลน แล้วกระซิบเสียงเครียด “เบาเสียงหน่อยสิคุณ อย่าให้ถังถังได้ยินเชียวนะ”
“คุณไม่พูดก็จบเรื่องแล้วนี่...”
หลี่ซิ่วลี่แค่นเสียงในลำคอ “ต่อให้ฉันไม่พูด แล้วปากชาวบ้านล่ะ คุณจะห้ามไหวเหรอ”
ช่างไร้เดียงสาเสียจริงพ่อคุณ
เรื่องในหมู่บ้านมีอะไรเป็นความลับซะที่ไหน
หลินลู่โบกมือปฏิเสธพัลวัน
“คุณไม่พูดก็ไม่มีใครรู้แล้ว เรื่องที่ผมแอบไปตีผึ้งไม่มีใครระแคะระคายหรอก
ตอนนั้นเลิกงานกันหมดแล้ว ตีนเขาเงียบกริบไม่มีคนเดินผ่าน
ต่อให้คนในกองผลิตได้ยินข่าวว่าผมซวยโดนหมูขวิด อย่างมากพวกเขาก็แค่สมน้ำหน้าว่าผมดวงซวย คงไม่มีใครตรัสรู้เรื่องน้ำผึ้งหรอก”
ถึงจะพอเดาได้ลางๆ ว่าสองคนผัวเมียอาจจะไปเจอของดีเข้า แต่ชาวบ้านก็คงทำอะไรไม่ได้ นอกจากนึกดีใจที่ตัวเองไม่ได้เสนอหน้าไปด้วยก็เท่านั้น
“แหม เก่งจริงนะพ่อตัวดี” หลี่ซิ่วลี่ประชดประชัน ก่อนจะเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นเจ้าเล่ห์ “คุณคิดตื้นๆ ว่าแค่คุณไม่พูด แล้วถังถังจะไม่รู้ระแคะระคายเลยเหรอ”
น้ำเสียงของนางเจือแววขบขันเหมือนกำลังรอดูเรื่องสนุก
ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนคนนี้ฉลาดเป็นกรด ไม่ได้หลอกง่ายเหมือนพวกเจ้าลูกชายทึ่มๆ พวกนั้นหรอกนะ
หลินลู่ชะงักกึก สีหน้าครุ่นคิดอย่างหนัก ก่อนจะเอ่ยว่า “งั้นน้ำผึ้งนี่คุณเก็บซ่อนไว้ก่อนเถอะ
รอลูกสาวไปอยู่ในเมืองเรียบร้อยแล้ว วันหลังผมค่อยฝากคนเอาไปให้
แค่สับขาหลอกเรื่องเวลา ถังถังก็จับไม่ได้ไล่ไม่ทันแล้วไม่ใช่เหรอ”
หลี่ซิ่วลี่ได้แต่นิ่งเงียบอย่างจนใจกับความดื้อรั้นของสามี
“...เอาเถอะ คุณรู้ลิมิตตัวเองก็พอ ออกไปกินข้าวกันได้แล้ว”
หลังจากสมาชิกทุกคนในครอบครัวกินข้าวเสร็จเรียบร้อย
พักผ่อนหย่อนใจได้เพียงครึ่งชั่วโมงกว่าๆ เสียงนกหวีดเรียกรวมพลไปทำงานก็ดังแสบแก้วหูขึ้น
หลินลู่ถูกคำสั่งประกาศิตจากภรรยาให้นอนพักฟื้นอยู่ที่บ้าน และเมื่อคำนึงถึงว่าพรุ่งนี้หลินถังต้องย้ายสำมะโนครัวเข้าเมืองแล้ว หลี่ซิ่วลี่จึงสั่งให้ลูกสาวอยู่บ้านเพื่อเตรียมเก็บข้าวของเช่นกัน
ความจริงสัมภาระก็ไม่ได้มีอะไรมากมาย มีเพียงผ้าห่มผืนเก่า เสื้อผ้าไม่กี่ชุด และเสบียงกรังอีกนิดหน่อย
หลินถังตั้งใจแน่วแน่ว่าจะลงไปทำงานในนาเพื่อช่วยเก็บแต้มค่าแรง แล้วค่อยให้แม่มาช่วยเก็บของทีหลัง แต่หลี่ซิ่วลี่หัวเด็ดตีนขาดก็ไม่ยอม
ในสายตาคนเป็นแม่ ลูกสาวกำลังจะได้เป็นถึงเจ้าหน้าที่ธุรการผู้ทรงเกียรติในโรงงาน จะให้มาตากแดดตากลมลงนาทำงานในวันสุดท้ายให้ผิวเสียได้ยังไง
ไม่ได้ เรื่องนี้ยอมไม่ได้เด็ดขาด
หลินถังจนปัญญาจะเถียง ทำได้เพียงยืนมองส่งสมาชิกในครอบครัวและชาวบ้านในกองผลิตเดินแถวออกไปทำงานตาปริบๆ
พอกลับเข้ามาในตัวบ้าน
หลินลู่กำลังง่วนอยู่กับการช่วยจัดแจงข้าวของ
“ถังถัง แม่เขาเอาผ้าห่มไปตากแดดฆ่าเชื้อให้ตั้งแต่สองวันก่อนแล้วนะลูก แล้วยังมีซอสสูตรเด็ดที่แม่เขาเพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ ก็เตรียมใส่กระปุกไว้ให้ลูกแล้วเหมือนกัน...
ลูกทำกับข้าวไม่เป็น ต่อไปก็ฝากท้องกินข้าวที่โรงงานเอานะ อย่ามัวแต่ขี้เหนียวคิดจะประหยัดเงิน เรื่องปากท้องและสุขภาพตัวเองสำคัญที่สุด
แล้วก็ไม่ต้องมาคอยเป็นห่วงคนทางบ้าน บ้านเราคนเยอะแยะจะตาย ไม่เกิดเรื่องร้ายแรงอะไรหรอก
ห่วงก็แต่ลูกนั่นแหละ ต้องไปใช้ชีวิตอยู่ในเมืองตัวคนเดียว ถ้ามีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจอะไรก็รีบไปหาอาเล็ก แล้วก็อย่าลืมฝากความมาบอกที่บ้านด้วย
ถึงพ่อจะไม่ได้มียศถาบรรดาศักดิ์อะไร แต่เรื่องใช้แรงงานหรือวิ่งเต้นหาเส้นสาย พ่อก็พอจะทำให้ลูกได้อยู่นะ...”
[จบบท]