บทที่ 102 : วันนี้มีของลอตใหม่เข้ามาพอดี (เจียงเหยี่ย)
หลังจากพูดประโยคนั้นออกไป เสิ่นเจาอี้ก็นึกขึ้นได้ว่าสวี่เมิ่งมีนิสัยติดบ้าน ไม่ค่อยชอบออกไปไหนมาไหนสักเท่าไหร่
เธอจึงรีบเปลี่ยนคำพูดเพื่อเสนอทางเลือกใหม่ทันที
"หรือจะลองไปคุยกับป้าหลี่ดูก็ได้นะ หาเวลาไปซื้อเตาปิ้งย่างมาสักชุด จะจัดตรงลานหน้าบ้านหรือหลังบ้านก็ตามใจเลย กินกันที่บ้านนี่แหละ"
"จริงเหรอคะ"
สวี่เมิ่งแทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง ถ้าให้เลือก เธอย่อมอยากกินที่บ้านมากกว่าอยู่แล้ว
บรรยากาศก็ดี แถมยังเป็นส่วนตัวกว่าตั้งเยอะ
พอเห็นเจ้านายพยักหน้ายืนยัน แววตาของเธอก็เป็นประกายวิบวับขึ้นมาทันที ก่อนจะรีบประจบประแจงเสียงใส
"เจาอี้ดีที่สุดเลยค่ะ!"
เสิ่นเจาอี้แกล้งแซวกลับไป
"ตอนขึ้นเงินเดือนกับซื้อรถให้ ไม่เห็นจะดีใจขนาดนี้เลยนะ"
สวี่เมิ่งหัวเราะแหะๆ ออกมา
"ที่ไหนกันล่ะคะ หนูตื่นเต้นทุกครั้งนั่นแหละค่ะ!"
"เอาล่ะ อย่าลืมไปคุยกับป้าหลี่ล่วงหน้าก็แล้วกัน"
เสิ่นเจาอี้เลิกหยอกล้ออีกฝ่าย แล้วหมุนตัวเดินขึ้นไปชั้นบน
ถึงคืนนี้หานจื่อหยางจะรับหน้าที่ย่างเนื้อให้ทั้งหมด แต่กลิ่นควันก็ยังติดเสื้อผ้ามาอยู่ดี เธอเลยต้องรีบขึ้นไปอาบน้ำชำระร่างกายเสียหน่อย
ภายในห้องน้ำถูกเติมเต็มด้วยน้ำอุ่นจัด ไอน้ำสีขาวลอยคลุ้งไปทั่วบริเวณ
เสิ่นเจาอี้ทิ้งตัวลงแช่ในอ่าง ปล่อยให้ความเหนื่อยล้าคลายลงอยู่นานพักใหญ่ กว่าเธอจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเล่นฆ่าเวลา
นิ้วเรียวกดเข้าแอปพลิเคชันวีแชต จัดการเปลี่ยนรูปโปรไฟล์ที่ใครๆ ต่างก็คิดว่าเป็นรูปภาพจากอินเทอร์เน็ตออกไปเป็นอันดับแรก
พอกวาดสายตาดูอีกที หน้าต่างแชทของซูเย่ก็ยังคงนิ่งสนิทอยู่บนสุดของรายการสนทนา
ผู้ชายคนนี้ส่งข้อความมาแค่ว่า 'เที่ยวให้สนุกนะ' ตั้งแต่ก่อนเธอออกจากบ้าน หลังจากนั้นก็เงียบหายไปเลย
ดูออกไม่ยากว่าเขากำลังงอนอยู่ ส่วนสาเหตุน่ะเหรอ เสิ่นเจาอี้รู้อยู่เต็มอก
เพิ่งจะมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันไปหมาดๆ พอตกเย็นเธอกลับทิ้งเขาแล้วไปออกเดตกับผู้ชายคนอื่นแทน
ไม่ว่าใครก็คงทำใจกว้างยอมรับเรื่องแบบนี้ในทันทีไม่ได้หรอก คงต้องปล่อยให้มีเวลาปรับตัวสักพัก
แต่ก็ไม่เป็นไรหรอก เรื่องความอดทนนี่เธอมีเหลือเฟืออยู่แล้ว ค่อยๆ ฝึกให้เขาชินไปทีละนิดก็พอ
คนที่มีมาตรฐานทางศีลธรรมยืดหยุ่นได้อย่างเสิ่นเจาอี้ ใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาทีก็ปัดความรู้สึกผิดเล็กๆ น้อยๆ ที่เพิ่งก่อตัวขึ้นทิ้งไปจนหมดเกลี้ยง
เธอพิมพ์ข้อความบอกซูเย่ว่าถึงบ้านแล้ว ก่อนจะสลับหน้าจอไปที่แชทของเจียงเหยี่ยแทน เรื่องงานต้องมาก่อนเป็นอันดับแรก
ผู้ชายคนนี้บอกว่าจะไปหาทำเลทำสตูดิโอออกแบบ นี่ก็ผ่านมาตั้งหลายวันแล้วยังไม่เห็นส่งข่าวอะไรมาเลย
ถ้าไม่ติดว่าเธอยังไม่ได้โอนเงินให้ เสิ่นเจาอี้คงคิดว่าเขาหอบเงินหนีไปแล้วแน่ๆ
[คุณดาราดัง ช่วงนี้ยุ่งอะไรอยู่]
ข้อความหยอกล้อถูกส่งออกไป ทว่าผ่านไปพักใหญ่ก็ยังไม่มีการตอบกลับใดๆ
เธอจึงสลับไปเข้าแอปโต่วอินแทน แล้วก็เป็นไปตามคาด ผู้ชายคนนี้กำลังไลฟ์อยู่จริงๆ
บนโต๊ะหน้ากล้องมีสินค้าจุกจิกเปลี่ยนลอตใหม่อีกแล้ว ดูท่าทางคงจะรับงานรีวิวสินค้าตัวใหม่มา
พอเสิ่นเจาอี้กดเข้าไปในห้องไลฟ์ปุ๊บ เจียงเหยี่ยก็สังเกตเห็นเธอทันที
เขาชูห่อบะหมี่หอยทากในมือขึ้นมา ทำหน้าตาหลิ่วตาอย่างมีเลศนัย
"พี่สาววัยหกสิบ มาได้จังหวะพอดีเลย วันนี้มีของลอตใหม่เข้ามาพอดี ลองชิมหน่อยไหมครับ"
คำพูดประโยคนี้ฟังยังไงก็แปร่งหู แฟนคลับที่ตั้งสติได้เริ่มพิมพ์เตือนให้เขาระวังคำพูดคำจาบ้างแล้ว
[เตือนแล้วนะ เตือนแล้วนะ!]
[เลิกเล่นพิเรนทร์ได้แล้ว ระวังโดนแอดมินอุ้มช่องบินนะ!]
[สงสัยไลฟ์ขายของจนเพี้ยนไปแล้ว ถึงได้กล้าท้าทายอำนาจมืดแบบนี้]
[ไม่อยากทำงานก็บอกมาตรงๆ เถอะ!]
เสิ่นเจาอี้พิมพ์ตอบกลับไปว่าของรอบที่แล้วยังกินไม่หมดเลย ไม่ลองดีกว่า
แฟนคลับตาไวบางคนจำไอดีที่ยาวเหยียดนั้นได้ พอมองดูป้ายเลเวลก็รู้ทันทีว่าเป็นพี่สาวสายเปย์ที่สั่งให้เจียงเหยี่ยเต้นคัฟเวอร์เมื่อคืนก่อน
พอรื้อฟื้นความทรงจำเกี่ยวกับบทสนทนาในวันนั้นได้ ทุกคนก็เริ่มแห่แซวกันยกใหญ่
[พี่สาวคะ กินไม่หมดก็ส่งมาให้ฉันได้นะ แล้วก็ขอคลิปเอ็กซ์คลูซีฟด้วย ฉันรู้นะว่าพี่ได้คลิปไปแล้วน่ะ]
[คลิปอะไรกัน ฉันอยากดูบ้าง!]
[แบ่งกันดูหน่อยสิ!]
[ขอฉันด้วยคน!]
เมื่อเห็นข้อความบนหน้าจอที่ร้องห่มร้องไห้อยากดูคลิปกันเป็นแถว เสิ่นเจาอี้จึงกดส่งอั่งเปาเพชรไปให้สองรอบ เพื่อสงบสติอารมณ์ของพวกเธอลง
ส่วนเรื่องคลิปวิดีโอนั้นไม่มีทางปล่อยให้ดูเด็ดขาด เพราะนั่นเป็นสิทธิพิเศษที่เธอตั้งใจขอมาให้สวี่เมิ่งคนเดียวเท่านั้น
เธอพิมพ์ถามเจียงเหยี่ยต่อไปอีก
[จะลงไลฟ์ตอนไหน]
คำตอบที่ได้รับกลับมาก็คือ 'รอยอดขายถึงเป้า'
ประโยคนี้เปรียบเสมือนปุ่มเปิดสวิตช์ เสิ่นเจาอี้ไม่พูดพร่ำทำเพลง เธอกดเปิดแถบของขวัญขึ้นมา แล้วเริ่มมหกรรมกระหน่ำเปย์แบบรัวๆ ทันที
'หญิงชราวัยหกสิบถูกหนุ่มมหาลัยรุมสละที่นั่งให้บนรถเมล์' ส่ง [ฝันวิจิตรภาพอุกิโยะ] x1!
'หญิงชราวัยหกสิบถูกหนุ่มมหาลัยรุมสละที่นั่งให้บนรถเมล์' ส่ง [ฝันวิจิตรภาพอุกิโยะ] x2!
เอฟเฟกต์สุดอลังการปรากฏขึ้นบนหน้าจออย่างต่อเนื่อง บดบังร่างของเจียงเหยี่ยจนมิด ได้ยินแค่เสียงของเขาโวยวายดังทะลุออกมา
"พอแล้วๆ พี่ครับ พี่ก็จริงๆ เลย มาเฉยๆ ก็ได้ จะเกรงใจเปย์หนักทุกรอบทำไมเนี่ย!"
หลังจากกดส่งของขวัญฝันวิจิตรภาพอุกิโยะชิ้นสุดท้ายจนตัวเลขกลมสวยงาม เสิ่นเจาอี้ก็กดออกจากห้องไลฟ์ไปทันที
ทิ้งให้กลุ่มแฟนคลับตื่นตะลึงอยู่หน้าจอ พร้อมกับเจ้าของช่องที่กำลังยิ้มกว้างจนเห็นฟันครบทุกซี่
เจียงเหยี่ยมองดูยอดของขวัญใต้รูปโปรไฟล์ที่ทะลุเป้าไปไกลลิบ ก่อนจะตบหน้าผากตัวเองเสียงดัง
"เอาล่ะ คืนนี้ได้ยอดพอแล้ว ทุกคนครับ ผมขอเลิกงานก่อนเวลานะ ไปล่ะ!"
พูดจบ เขาก็โบกมือลาหน้ากล้อง แล้วกดตัดการเชื่อมต่อไลฟ์ไปอย่างไม่ยี่หระ
พอเจียงเหยี่ยเปิดแอปพลิเคชันวีแชตขึ้นมา ถึงได้เห็นข้อความที่เสิ่นเจาอี้ส่งมาทิ้งไว้
เขาจึงรีบรายงานความคืบหน้าในช่วงสองสามวันที่ผ่านมาด้วยความจนใจ
[พี่ครับ พูดตรงๆ เลยนะ ผมยุ่งอยู่จริงๆ]
[พวกตึกที่ติดป้ายประกาศให้เช่าแถวนี้ ผมตระเวนดูมาหมดแล้ว ไม่สภาพแวดล้อมแย่ ก็ทำเลห่างไกลความเจริญเกินไป]
[ถ้าขืนตกลงเช่าที่พวกนี้ไป อนาคตคงหาพนักงานยากน่าดู]
ตอนนี้เสิ่นเจาอี้ลุกจากอ่างอาบน้ำ และพันผ้าเช็ดตัวเดินกลับเข้ามาในห้องนอนแล้ว
หลังจากอ่านข้อความบ่นกระปอดกระแปดของเขา จู่ๆ ในหัวเธอก็ปิ๊งไอเดียอะไรบางอย่างขึ้นมา เธอจึงพิมพ์ถามเจียงเหยี่ยกลับไปตรงๆ ว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน
[เมืองเฉวียนโจว]
คำตอบสั้นๆ เพียงแค่ชื่อเมือง เป็นการยืนยันคำตอบในใจของเธอได้อย่างสมบูรณ์แบบ
เป็นอย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด โฉนดโรงงานในเขตอุตสาหกรรมวัฒนธรรมและสร้างสรรค์ที่ระบบสุ่มแจกมาให้ ในที่สุดก็ได้ใช้งานเสียที
[โอเค ไม่ต้องหาแล้ว]
เจียงเหยี่ยใจหายวาบ นึกว่าดีลธุรกิจที่กำลังจะสำเร็จหลุดลอยไปซะแล้ว
เขากำลังจะพิมพ์ข้อความรั้งเธอไว้ แต่ก็เห็นเสิ่นเจาอี้พิมพ์ต่อมาเสียก่อน
[ฉันมีโรงงานอยู่ที่นั่นที่นึง เดี๋ยวไว้ไปดูด้วยกัน น่าจะพอใช้ได้อยู่นะ]
หือ? มีที่นึง? โรงงานเนี่ยนะ?
เจียงเหยี่ยอดไม่ได้ที่จะพิมพ์ถามกลับไปด้วยความอยากรู้
[อยู่แถวไหนครับ]
[เขตอุตสาหกรรมวัฒนธรรมและสร้างสรรค์]
ประโยคสั้นๆ ทำเอาเจียงเหยี่ยแทบจะขยี้ตาตัวเองด้วยความไม่อยากเชื่อ
ที่ดินตรงนั้นมันทำเลทองชัดๆ แค่ปล่อยเช่ากินค่าที่อย่างเดียวก็มีเงินใช้สบายไปทั้งชาติแล้ว
ท่าทางพิมพ์บอกมาสบายๆ แบบนั้น ตอนแรกเขาคิดว่าเป็นแค่โรงงานร้างเก่าๆ ซะอีก พี่สาวคนนี้รวยของจริงแฮะ
แต่ก็เอาเถอะ ในเมื่อได้สถานที่แล้ว พรุ่งนี้เขาค่อยแวะไปดูสักหน่อย ถ้าโอเค จะได้ลุยงานขั้นต่อไปสักที
ทว่าเสิ่นเจาอี้กลับบอกให้เขาใจเย็นๆ ก่อน
[ฉันรู้แค่ว่ามีที่ดินตรงนั้น แต่ไม่รู้รายละเอียดหรอกว่าอยู่ตรงไหนเป๊ะๆ รอฉันไปสืบดูก่อน ถึงตอนนั้นเราค่อยไปดูพร้อมกัน]
คราวนี้เจียงเหยี่ยเริ่มนั่งไม่ติดแล้ว เขาเดาว่าคงมีใครให้เป็นของขวัญเธอแน่ๆ
กำลังจะพิมพ์ถามไปว่าครอบครัวบ้านคนรวยเขาให้ที่ดินกันง่ายๆ แบบนี้เลยเหรอ แต่บทสนทนากลับถูกตัดจบไปดื้อๆ เสียก่อน
[อีกสองสามวันเดี๋ยวฉันหาเวลาไปเฉวียนโจว ถึงตอนนั้นค่อยนัดเจอกัน]
เมื่อได้รับข้อความนี้ เขาจึงทำได้แค่ลบคำถามที่พิมพ์ค้างไว้ทิ้งไปเงียบๆ แล้วพิมพ์ตอบกลับไปแค่คำว่า 'ตกลง'
ตัดภาพมาที่อีกด้านหนึ่ง เสิ่นเจาอี้กำลังถือโทรศัพท์มือถือ กดรับสายวิดีโอคอลที่ซูเย่โทรเข้ามา
ตอนที่เธอส่งข้อความหาเขาเมื่อครู่นี้ เพิ่งจะทุ่มกว่าเอง
การทักไปในเวลานี้ เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่า 'ฉันกินข้าวเสร็จแล้ว กลับถึงบ้านแล้ว และไม่มีไปต่อที่ไหน'
แค่รู้เรื่องนี้ ข้อสันนิษฐานฟุ้งซ่านในหัวของซูเย่ก็ถูกปัดเป่ากระจุยกระจายไปจนหมด
การที่รู้ว่าเธอไปกับคนอื่นก็เรื่องนึง แต่การที่ไม่ได้สานต่อความสัมพันธ์กันก็เป็นอีกเรื่องนึง
อย่างไรก็ตาม สีหน้าที่เพิ่งจะผ่อนคลายลงได้ไม่ทันไร กลับต้องตื่นตระหนกจนม่านตาหดเกร็ง เมื่อเขามองเห็นภาพบนหน้าจอชัดๆ
หลังจากเดินออกมาจากห้องน้ำ เสิ่นเจาอี้ก็มัวแต่ใช้สองมือพิมพ์ข้อความสนทนา ทำให้เธอยังคงพันตัวด้วยผ้าเช็ดตัวผืนเดิมอยู่จนถึงตอนนี้
ลาดไหล่ขาวเนียนเปิดเปล่งประกายท้าทายสายตา ปลายผมที่ยังเปียกชื้นแนบลู่ไปกับผิวเนื้อนุ่ม...
วินาทีต่อมา สายวิดีโอคอลก็ถูกกดตัดทิ้งไปกะทันหัน
[จบบท]