บทที่ 109 : กฎเหล็กห้ามเป็นปีศาจ
【สวัสดีครับบอส ผมลู่จิ้นนะครับ ดีใจมากที่บอสชอบเพลงและการเต้นของพวกผม】
ตั้งแต่ข้อความส่วนตัวเมื่อครู่มาจนถึงข้อความล่าสุดในแอปพลิเคชันวีแชต ทุกตัวอักษรล้วนแข็งทื่อและดูเป็นทางการมากเกินไป
คนอื่นจะคิดอย่างไรเธอไม่รู้ แต่สำหรับเสิ่นเจาอี้ในตอนนี้ เธอไม่ค่อยชอบวิธีการพูดคุยแบบนี้สักเท่าไร
มันดูมีระยะห่างมากเกินไป เหมือนอีกฝ่ายพยายามขีดเส้นแบ่งสถานะระหว่างสตรีมเมอร์กับแฟนคลับอันดับหนึ่งอย่างชัดเจนตั้งแต่เริ่มสนทนา
แต่เห็นแก่ที่สองพี่น้องช่วยทำบั๊กให้ เธอจึงตอบกลับไปสั้นๆ
【อืม】
ลู่จิ้นผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอกเมื่อเห็นข้อความตอบกลับจากหญิงสาว
โชคดีที่อีกฝ่ายไม่ได้พิมพ์ข้อความรัวมาเต็มหน้าจอ หรือเรียกร้องอะไรที่เขาไม่สามารถทำให้ได้
ชายหนุ่มจึงรีบส่งตารางเวลาสตรีมไลฟ์ในแต่ละวันไปให้เธอ
【ถ้าบอสว่างก็แวะมาดูพวกเราบ่อยๆ นะครับ】
เสิ่นเจาอี้กวาดสายตามองตารางเวลานั้นคร่าวๆ วันจันทร์ถึงวันศุกร์เวลาหนึ่ง ส่วนวันเสาร์และอาทิตย์ก็เป็นอีกเวลาหนึ่ง
เธอไม่ได้มีความจำดีถึงขั้นจะต้องมานั่งจดจำเรื่องพวกนี้ เอาไว้ถึงเวลาค่อยว่ากันอีกที ถ้าบังเอิญเลื่อนฟีดไปเจอก็จะแวะเข้าไปดู
แต่ตอนนี้เธอมีเรื่องอื่นที่อยากจะถามเขามากกว่า
【คุณคือคนที่ร้องเพลงหรือคนที่เต้นคะ】
ลู่จิ้นพิมพ์ตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว
【คนที่ร้องเพลงครับ】
เสิ่นเจาอี้ลองนึกภาพตาม ในหัวจำได้เพียงแค่น้ำเสียงทุ้มต่ำมีเสน่ห์กับหมวกใบนั้นเท่านั้น ส่วนหน้าตาจริงๆ ของเขาเป็นอย่างไร เธอจำไม่ได้เลย
【โอเคค่ะ ถ้ามีเวลาจะแวะไปนะคะ】
เดี๋ยวค่อยเข้าไปดูหน้าตาให้ชัดๆ อีกทีก็แล้วกัน...
งานเลี้ยงปิ้งย่างที่ลานหลังบ้านดำเนินมาถึงช่วงสุดท้าย เสิ่นเจาอี้สัมผัสได้ถึงสายลมยามค่ำคืนที่พัดโชยมาเบาๆ เธอจึงบอกกล่าวคนอื่นๆ แล้วขอตัวเดินกลับเข้าไปในตัวบ้านก่อน
ส่วนบทสนทนาในแอปพลิเคชันเมื่อครู่ก็ถูกลืมเลือนไปชั่วขณะ
ทางด้านลู่จิ้นทอดสายตามองหน้าต่างแชตที่ไม่มีข้อความใหม่เด้งขึ้นมาอีก ความกดดันที่แบกรับไว้เมื่อครู่จางหายไปจนหมด
ลู่หรานเห็นท่าทีของพี่ชายจึงเดินเข้าไปตบไหล่เบาๆ
“พี่ เห็นไหมล่ะ ผมบอกแล้วให้ทำตัวตามสบาย เขาคุยง่ายจะตายไป”
ถึงจะพูดแบบนั้นก็เถอะ แต่พอตระหนักถึงชื่อไอดีในแอปพลิเคชันโต่วอินของอีกฝ่าย ลู่จิ้นก็ยังรู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่าอยู่ดี
ภายในห้องนั่งเล่นของบ้านเดี่ยวสุดหรู เสิ่นเจาอี้ปล่อยเจ้านกแก้วต้าขว่านออกมาเดินเล่น ก่อนจะหยิบถั่วหยิบมือหนึ่งส่งให้มันแทะเล่นเพลินๆ
เมื่อเห็นว่าใกล้จะถึงเวลานัดหมาย เธอจึงหันไปบอกสวี่เมิ่งแล้วเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นบน
มู่มู่ส่งข้อความมาบอกว่าถึงบ้านแล้วและขอเวลาเตรียมตัวสักพัก
เธอรู้สึกสงสัยไม่น้อย ปกติเขาเลิกงานปุ๊บก็จะวิดีโอคอลมาหาทันที แต่ทำไมครั้งนี้ถึงต้องขอเวลาเตรียมตัวด้วย เขาจะทำอะไรกันแน่
เวลาผ่านไปราวสิบนาที คำเชิญวิดีโอคอลก็เด้งขึ้นมาบนหน้าจอโทรศัพท์
เสิ่นเจาอี้เรียนรู้จากประสบการณ์ครั้งก่อน เธอจัดการเชื่อมต่อหูฟังและปิดกล้องฝั่งตัวเองให้เรียบร้อยก่อนจะกดรับสาย
หน้าจอโทรศัพท์สว่างวาบ ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำเอาเสิ่นเจาอี้เบิกตากว้างด้วยความตกใจ
ครั้งนี้มู่มู่มาแบบตรงไปตรงมา ภาพท่อนบนที่เปลือยเปล่าปรากฏชัดเจนในกล้อง เส้นสายกล้ามเนื้อหน้าท้องเรียงตัวสวยงาม เหนือขึ้นไปมีเครื่องประดับลวดลาย “คนรักของคุณปู่” อวดโฉมอยู่อย่างโจ่งแจ้ง
สร้อยเงินเส้นเล็กสีตัดกับผิวขาวสว่างพาดผ่านกระดูกไหปลาร้า รัดรึงเรือนร่างของเขาเอาไว้ มันขยับไหวไปตามจังหวะการหายใจเข้าออกจนเกิดเป็นประกายแสงระยิบระยับ
เสิ่นเจาอี้ดึงสติกลับมาได้อย่างรวดเร็ว แม้เรือนร่างของชายหนุ่มจะน่ามองเพียงใด แต่มันก็ยังไม่ถึงขั้นทำให้เธอเสียอาการ
ทว่าวินาทีถัดมา มุมกล้องกลับเลื่อนสูงขึ้น ใบหน้าหล่อเหลาของมู่มู่ขยับเข้ามาเต็มหน้าจอ
ท่ามกลางผมลอนเล็กสีน้ำตาลเกาลัดที่ดูยุ่งเหยิงนิดๆ กลับมีหูสัตว์ขนฟูสองข้างตั้งตระหง่านอยู่บนศีรษะ
“คุณแต่งตัว...”
คำพูดหลุดออกจากปากได้เพียงแค่นั้น เธอก็เห็นว่าหูสองข้างนั้นขยับดุ๊กดิ๊กไปมา
เสิ่นเจาอี้ตกใจจนเกือบจะทำโทรศัพท์มือถือหล่น เธอคิดเอาไว้ไม่มีผิดว่าหมอนี่ต้องเป็นปีศาจจิ้งจอก
มู่มู่คงเดาได้ว่าเธอสังเกตเห็นลูกเล่นของเขาแล้ว ชายหนุ่มจึงขยับใบหน้าเข้ามาใกล้เลนส์กล้องมากยิ่งขึ้น พร้อมกับยกยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์
“เป็นยังไงบ้างครับพี่” น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือเสียงกระซิบเอ่ยถาม “ชอบไหมครับ”
เสิ่นเจาอี้รู้สึกร้อนรุ่มขึ้นมาในใจอย่างบอกไม่ถูก
จะใช้คำว่าชอบอย่างเดียวคงไม่พอ เพราะตอนนี้มือของเธอเริ่มคันยุบยิบ อยากจะยื่นมือออกไปลูบคลำหูคู่นั้นใจจะขาด
เธอพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติแล้วเอ่ยถาม
“คุณจะเต้นสภาพนี้เหรอคะ”
“ใช่ครับ”
มู่มู่ขยับตัวถอยหลังไปสองก้าวเพื่อให้กล้องจับภาพได้เต็มตัว
ภาพที่เห็นทำเอาเสิ่นเจาอี้ต้องเบิกตากว้างอีกครั้ง ใครก็ได้ช่วยอธิบายทีว่าหางฟูฟ่องที่งอนโค้งอยู่ด้านหลังนั่นมันคืออะไร
แถมมันยังขยับแกว่งไกวไปมาตามจังหวะการเคลื่อนไหว ราวกับว่ามันงอกออกมาจากบั้นท้ายของเขาจริงๆ
“เขาห้ามสัตว์กลายเป็นปีศาจหลังก่อตั้งประเทศนะคะ” เธอพูดออกมาเสียงแผ่ว
มู่มู่หลุดหัวเราะออกมาเบาๆ ปลายนิ้วเรียวเกี่ยวสายโซ่ที่หน้าอกเล่น
“ของฮิตในแอปซื้อของครับ ผมแค่ให้เพื่อนช่วยดัดแปลงใส่ระบบมอเตอร์ไฟฟ้าให้มันขยับได้ก็แค่นั้นเอง”
พูดจบเขาก็หมุนตัวหันหลัง หางฟูฟ่องตวัดผ่านหน้าเลนส์กล้องไปอย่างรวดเร็ว
แนวเพลงและสไตล์การเต้นในค่ำคืนนี้ไม่ได้ดูดุดันร้อนแรงเหมือนครั้งก่อนๆ
ท่วงทำนองเพลงแนวตะวันออกกลางค่อยๆ ดังขึ้น มู่มู่ขยับเรือนร่างพลิ้วไหวไปตามจังหวะ หูและหางที่ประดับอยู่บนตัวช่วยส่งเสริมให้ท่วงท่าการเต้นของเขาดูมีชีวิตชีวาและมีเสน่ห์มากยิ่งขึ้น
การแสดงชุดนี้ตรงกับรสนิยมของเสิ่นเจาอี้อย่างจัง ของเล่นชิ้นใหม่ชิ้นนี้ถือว่าผ่านเกณฑ์
เมื่อหางฟูฟ่องนั้นหยุดแกว่งไกว เสิ่นเจาอี้จึงเอ่ยปากถาม
“เต้นแบบนี้ ตั้งใจไปเรียนมาเลยหรือเปล่าคะ”
มู่มู่ส่ายหน้าเบาๆ ส่งผลให้หูสัตว์บนศีรษะขยับตามไปด้วย
“เปล่าครับ ตอนไปเรียนเต้นผมไปถึงเร็ว คลาสก่อนหน้ายังไม่เลิก ผมก็เลยยืนดูอยู่ข้างนอกแล้วแอบจำมาครับ”
“ดูแค่ไม่กี่ครั้งก็เต้นได้เลยเหรอคะ คุณนี่หัวไวเหมือนกันนะ”
พอถูกชมแบบไม่ทันตั้งตัว มู่มู่ก็ออกอาการเขินอายเล็กน้อย ชายหนุ่มตอบอึกอัก
“ก็...อาจจะเป็นเพราะท่ามันง่ายด้วยมั้งครับ”
“ง่ายเหรอคะ” เสิ่นเจาอี้แย้ง “เรื่องแบบนี้มันต้องมีพรสวรรค์ด้วยนะ”
เธอแวะเวียนเข้าไปดูไลฟ์สตรีมในแอปพลิเคชันวิดีโอสั้นมาตั้งมากมาย แถมยังไถดูคลิปวิดีโอมาก็ไม่น้อย
พวกสตรีมเมอร์ที่ชอบอ้างตัวว่าเป็นเด็กเอกเต้น เอาเข้าจริงก็ไม่ค่อยมีใครนำเสนออะไรแปลกใหม่ เพลงไหนกำลังฮิตก็เต้นตามกระแสกันไปหมด
แต่มู่มู่กลับแตกต่างออกไป การแสดงเดี่ยวของเขาเปลี่ยนรูปแบบไปเรื่อยแทบจะไม่ซ้ำกันเลย เห็นได้ชัดว่าเขาแอบทุ่มเทฝึกซ้อมอย่างหนักในเวลาส่วนตัว
“คุณเรียนเต้นมาตั้งแต่เด็กเลยหรือเปล่าคะ หรือว่าแค่สนใจเฉยๆ”
“เรียนมาตั้งแต่เด็กครับ”
เสิ่นเจาอี้เข้าใจเรื่องราวทั้งหมดทันที มิน่าล่ะ ตอนที่ดูไลฟ์กลุ่ม เธอถึงรู้สึกว่าทักษะการเต้นของเขาดูโดดเด่นกว่าคนอื่น ที่แท้ก็ได้รับการฝึกฝนมาอย่างถูกต้องตามหลักการนี่เอง
เธอแกล้งทำเป็นถามอย่างไม่ใส่ใจ
“ปกติคุณต้องไลฟ์กลุ่ม ไลฟ์เดี่ยว แถมยังต้องซ้อมอีก คุณเอาเวลาที่ไหนไปเรียนเต้นคะ”
“มีสิครับ” มู่มู่ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ น้ำเสียงราบเรียบเป็นธรรมชาติ “ก็หาเวลาว่างแทรกเอา”
“ขยันจังเลยนะคะ”
“คนเราก็ต้องพัฒนาตัวเองอยู่เสมอนี่ครับ”
“อ้อ ไม่ใช่ว่าเอาเวลาพักอันน้อยนิดไปใช้พัฒนาตัวเองหมดเลยนะคะ”
มู่มู่มีสีหน้าเรียบเฉย ชายหนุ่มพยักหน้าตอบรับด้วยท่าทีจริงจัง
เสิ่นเจาอี้จ้องมองหน้าจอโทรศัพท์พร้อมกับลอบขำในใจ ถ้าเธอไม่บังเอิญไปเห็นเขาทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านชานมด้วยตาตัวเอง เธอคงเชื่อคำโกหกพวกนี้ไปแล้ว
แต่ถึงอย่างนั้น คืนนี้เขาก็ตั้งใจเตรียมการแสดงมาเพื่อเธอโดยเฉพาะ ก่อนจะวางสาย เธอจึงลองหยั่งเชิงถามเขาไปอีกครั้ง
“ไม่อยากให้ฉันหาเวลาแวะไปดูไลฟ์กลุ่มจริงๆ เหรอคะ”
ไลฟ์เดี่ยวของเขามีแค่อาทิตย์ละครั้ง บางครั้งเธอก็อาจจะไม่ได้เข้าไปดู
เธอรู้สึกว่ามู่มู่น่าจะกำลังเดือดร้อนเรื่องเงินอยู่ การเข้าไปดูไลฟ์กลุ่มก็เหมือนเป็นการเปิดโอกาสให้เธอได้เปย์ของขวัญให้เขามากขึ้น ถือซะว่าเป็นการช่วยเหลือเขาทางอ้อมก็แล้วกัน
ปีศาจจิ้งจอกบนหน้าจอกลับส่งยิ้มแล้วปฏิเสธ
“ไม่ต้องหรอกครับพี่ แค่พี่แวะมาดูไลฟ์เดี่ยวของผม ผมก็ดีใจมากแล้ว”
เสิ่นเจาอี้เม้มริมฝีปากเข้าหากัน
“โอเคค่ะ”
ในเมื่อเขาไม่อยากขอความช่วยเหลือ เธอจะแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเรื่องนี้ก็แล้วกัน
คืนนี้มีการจัดปาร์ตี้ปิ้งย่างที่ชั้นล่าง เสิ่นเจาอี้จึงไม่ได้เข้าไปฟังเพลงในห้องแชตเสียง พอวิดีโอคอลจบก็เป็นเวลาเลิกงานของซูเย่พอดี
หลังจากเชื่อมต่อไมค์คุยกันได้เพียงไม่กี่ประโยค เธอก็เผลอหลับไป
ช่วงกลางวันเธอเดินซื้อของมาเป็นเวลานานจนหมดแรง การที่เธอฝืนถ่างตามาได้จนถึงตอนนี้ก็ถือว่าร่างกายของเธอแข็งแรงมากแล้ว
เธอหลับสนิทรวดเดียวยันเช้า เวลาแปดนาฬิกาตรง ในตอนที่ซูเย่กำลังเตรียมตัวออกไปทำงาน เสียงนาฬิกาปลุกของเสิ่นเจาอี้ก็ดังขึ้นพอดี
เมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว ชายหนุ่มจึงกดเปิดไมโครโฟนแล้วเอ่ยเรียกเธอด้วยความสงสัย
“เจาอี้”
[จบบท]