บทที่ 13: แพ้ฉันไม่ต้องอาย
เสียงทุ้มของจื่อฉีดังขึ้นผ่านลำโพงโทรศัพท์ในทันทีที่ข้อความถูกส่งออกไป ทำให้เสิ่นเจาอี้ต้องขยับตัวเล็กน้อยเพื่อเปลี่ยนท่านั่ง เธอปรับสีหน้าท่าทางของตัวเองโดยอัตโนมัติ แม้ว่าจะไม่มีใครมองเห็นเธอก็ตาม
“อย่างอื่นเหรอครับ แล้วอยากเล่นอะไรดีล่ะ”
ข้อความจาก ‘zy’ เด้งขึ้นมาบนหน้าจอถามกลับไปแบบสั้นๆ
แม้ว่าการเปย์กระหน่ำในรอบนี้จะทำให้เลเวลไอดีของเธอพุ่งทะยานขึ้นไปถึงระดับ 35 จนกลายเป็นลูกค้าระดับบอสตัวน้อยประจำแอปโซไปแล้วก็ตาม
แต่เมื่อพิจารณาประกอบกับสัญลักษณ์มือใหม่ที่ติดอยู่หน้าชื่อ จื่อฉีก็เข้าใจได้ในทันทีว่า นี่คือนักบุญทุนหนาคนใหม่ที่ยังไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไรเลย
โชคดีชะมัด คนที่เปย์หนักขนาดนี้ดันหลงเข้ามาในห้องของพวกเขา
แถมประจวบเหมาะที่มีเสียงของใครบางคนไปสะดุดใจเธอเข้าพอดี
จื่อฉีรีบปลุกตัวเองให้ตื่นตัวขึ้นมาทันที ไม่ว่าจะทำเพื่อตัวเองหรือเพื่อเย่ติง วันนี้เขาต้องงัดทุกกลเม็ดเด็ดพรายมารั้งตัวคนคนนี้ไว้ให้ได้
“พี่สาว zy ครับ พี่ขึ้นมาบนไมค์ก่อนดีกว่า มานั่งที่เก้าอี้หมายเลขแปดเลยครับ”
เก้าอี้หมายเลขแปดอย่างนั้นเหรอ
หมายถึงลำดับไมค์ที่ว่างอยู่ท้ายสุดนั่นหรือเปล่านะ
ที่แท้ก็ไม่ใช่ว่ามีคนขาดหรอกเหรอ ก่อนหน้านี้เธอกดเข้าไปดูห้องไลฟ์สดห้องอื่น ก็เห็นมีที่ว่างเหลืออยู่เหมือนกัน ตอนแรกเธอยังเข้าใจไปเองว่าเพราะดึกมากแล้ว คนเลยมากันไม่ครบเสียอีก
เสิ่นเจาอี้ทำตามคำแนะนำของจื่อฉี เธอกดปุ่มเพื่อขึ้นไมค์ จากนั้นรูปโปรไฟล์ของเธอก็ปรากฏขึ้นบนหน้าจอ อินเตอร์เฟซแสดงผลเหมือนกับคนอื่นๆ ในห้อง
“พี่สาวครับ ลองดูที่มุมขวาล่างของหน้าจอนะครับ จะมีสัญลักษณ์รูปไมโครโฟนอยู่ พี่กดตรงนั้นหนึ่งทีก็พูดได้แล้วครับ”
ครั้งนี้เสิ่นเจาอี้เข้าใจระบบการทำงานของมันแล้ว ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเล่นเกมอยู่เลย
เธอเปลี่ยนโหมดจากปิดไมค์เป็นเปิดไมค์ เมื่อเห็นว่าไอคอนเปลี่ยนรูปแล้ว เธอจึงลองส่งเสียงออกไปเพื่อทดสอบ
“ฮัลโหล ได้ยินไหมคะ”
จื่อฉีรีบตอบกลับด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น
“ได้ยินชัดแจ๋วเลยครับ เสียงพี่สาวเพราะมากเลยนะเนี่ย โชคดีนะครับที่ห้องเราไม่ใช่ห้องรวมวีเจสาวๆ ไม่อย่างนั้นพวกเธอคงได้รู้สึกมีปมด้อยกันเป็นแถวแน่ๆ”
“ขนาดนั้นเชียวเหรอคะ แต่ถ้าต้องแพ้ให้กับฉัน ก็ไม่ต้องรู้สึกมีปมด้อยหรอกนะ”
เสิ่นเจาอี้หัวเราะพลางตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงหยอกเย้าอย่างเป็นกันเอง ก่อนจะวกกลับมาถามเข้าประเด็นว่าในห้องนี้มีอะไรให้เล่นบ้าง
ในจังหวะเดียวกันนั้น บรรดาสตรีมเมอร์คนอื่นๆ ที่อยู่บนไมค์ต่างก็ได้รับสัญญาณแจ้งเตือนในกลุ่มแชทลับหลังบ้าน
ลูกค้าใหม่ กระเป๋าหนัก รวยจริง
ป้ายแปะหน้าทั้งสามคำนี้สำหรับพวกเขาแล้ว มันมีความหมายเดียวเท่านั้น นั่นคือถ้าทำให้ลูกค้าคนนี้สนุกได้ ไม่แน่ว่าคืนนี้อาจจะกอบโกยยอดเงินได้เป็นกอบเป็นกำ
สตรีมเมอร์หนุ่มทั้งหลายต่างพากันผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันแนะนำตัว เพื่อชดเชยช่วงแนะนำตัวแบบรวมที่เสิ่นเจาอี้เปย์ของขวัญให้ไปก่อนหน้านี้
ต้องยอมรับเลยว่า คนพวกนี้สมแล้วที่หากินกับงานใช้เสียง แต่ละคนล้วนมีของดีอยู่ในตัวกันทั้งนั้น
ถ้าให้จับแยกออกมาทีละคน รับรองว่าแต่ละคนเป็นระดับเทพที่สามารถหลอกล่อให้คนในโลกออนไลน์โอนเงินให้จนหมดตัวได้สบายๆ
“พี่สาว zy ครับ ที่พี่เปย์พลุชุดใหญ่ให้ทุกคนเมื่อกี้นี้ พี่อยากฟังเพลง หรืออยากเล่นอะไรอย่างอื่นเป็นพิเศษไหมครับ”
“เอาอย่างอื่นดีกว่าค่ะ ไหนๆ คุณก็ให้ฉันขึ้นมาบนไมค์แล้ว ลองบอกมาหน่อยสิว่ามีอะไรให้เล่นบ้าง”
เสิ่นเจาอี้เอนตัวพิงหัวเตียง ฟังจื่อฉีพยายามนำเสนอกิจกรรมต่างๆ อย่างขยันขันแข็ง ไม่ว่าจะเป็นทายคำปริศนา เกมวัดดวง เกมวงล้อคำสั่ง หรือถามปุ๊บตอบปั๊บ
ฟังดูแล้วให้ความรู้สึกเหมือนเอาเกมวงเหล้ามารวมมิตรกันไว้ในห้องแชทเสียงยังไงยังงั้น
ซึ่งเกมพวกนี้ต้องอาศัยอารมณ์ร่วมและการโต้ตอบที่ค่อนข้างสูง แม้ว่าตอนนี้เธอจะยังนอนไม่หลับ แต่พลังงานของเธอก็เหลืออยู่ไม่มากแล้วเหมือนกัน
“เอาเป็นร้องเพลงดีกว่าค่ะ ฉันเริ่มเพลียๆ แล้ว วันหลังค่อยเล่นเกมแล้วกัน”
จื่อฉีจับใจความสำคัญจากประโยคของเธอได้ทันที
วันหลัง
นั่นหมายความว่าบอสตัวน้อยคนนี้จะกลับมาอีก
ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องกังวลแล้ว
ในฐานะที่เขาเป็นไมค์หนึ่ง เขาจึงเริ่มเปิดฟลอร์เป็นคนแรก แม้จะเป็นเวลาตีสามกว่าแล้ว แต่น้ำเสียงของเขาก็ยังคงนิ่งและไพเราะ
ลำดับถัดไปเป็นคิวของเย่ติง เพลงที่เขาเลือกมาร้องคือเพลง ‘องุ่นสุกงอม’
เพลงแต่ละเพลงที่พวกเขาร้องเหมือนถูกคัดมาแล้วว่าต้องโดนใจเสิ่นเจาอี้เข้าอย่างจัง เธอถึงขนาดคิดเล่นๆ ว่า ต่อให้ไม่เห็นหน้าตา เธอก็เต็มใจที่จะเปย์ให้คนเสียงดีพวกนี้ต่อไปเรื่อยๆ
เพราะความประทับใจแรกมันดีเกินคาด จนทำให้ช่วงร้องเพลงของสตรีมเมอร์คนหลังๆ เธอแทบไม่ได้ตั้งใจฟังเท่าไหร่นัก
เวลาล่วงเลยมาจนถึงตีสามอย่างเงียบเชียบ ซึ่งเป็นเวลาที่คิวงานของพวกเขาใกล้จะจบลงพอดี
เมื่อรู้ว่าพวกเขาเตรียมตัวจะเลิกงาน เสิ่นเจาอี้ก็จัดการกดส่งของขวัญชุด ‘ฝนดาวตก’ ให้กับทุกคนบนไมค์อีกคนละสองชุด เพื่อเป็นการขอบคุณที่พวกเขาอยู่เป็นเพื่อนเธอเพียงคนเดียวในช่วงครึ่งหลังของคืนนี้
หน้าจอแชทสาธารณะเต็มไปด้วยข้อความขอบคุณที่เด้งขึ้นมารัวๆ
จื่อฉีพิมพ์ข้อความขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
“นี่คือโบนัสค่าโอทีเหรอครับเนี่ย พี่สาว zy สวยแล้วยังใจดีอีก!”
เจียเจียเองก็ไม่น้อยหน้า
“อร่อยเหาะ! อร่อยเหาะ! ของขวัญแบบเหมาไมค์นี่มันหอมหวานจริงๆ!”
อาเยว่รีบหยอดคำหวานอ้อนวอน
“พรุ่งนี้พี่สาวจะมาอีกไหมครับ จะคิดถึงพวกผมไหม”
เย่ติงพิมพ์ข้อความสั้นๆ แต่ได้ใจความ
“ขอบคุณสำหรับของขวัญครับ ขอให้ฝนดาวตกช่วยกล่อมให้คืนนี้หลับฝันดีนะครับ”
เมื่อเห็นข้อความของเย่ติงที่ดูแตกต่างจากสไตล์ทีเล่นทีจริงของคนอื่นอย่างชัดเจน เสิ่นเจาอี้ก็รู้สึกได้ว่า ตัวจริงของเขาคงจะเป็นคนอ่อนโยนและสุภาพเรียบร้อย เหมือนกับความรู้สึกที่ส่งผ่านมาในตอนที่เขาร้องเพลงไม่มีผิด
เธอกดเข้าไปที่รูปโปรไฟล์ของเขาแล้วกดติดตาม จากนั้นก็กดย้อนกลับไปกดติดตามให้กับจื่อฉี พิธีกรหนุ่มช่างจ้อที่ใส่ใจรายละเอียดคนนั้นด้วยอีกคน
หลังจากกดออกจากห้องวิคตอเรียฮาร์เบอร์ด้วยความรู้สึกที่ยังค้างคาอยู่นิดๆ ห้องนอนทั้งห้องก็กลับเข้าสู่ความเงียบสงบในฉับพลัน
ความง่วงยังคงไม่ยอมมาเยือนเสียที
ด้วยอิทธิพลจากเสียงเพลงของเย่ติง เธอจึงกดเข้าแอปเพลง เลือกเปิดเพลย์ลิสต์เพลงกวางตุ้งจังหวะฟังสบายขึ้นมาหลายเพลง พร้อมกับปรับไฟในห้องให้เป็นโหมดสร้างบรรยากาศ
ท่ามกลางบรรยากาศที่จงใจสร้างขึ้นนี้ เปลือกตาของเธอก็ค่อยๆ หนักอึ้งลงทีละน้อย
เสิ่นเจาอี้ที่ผล็อยหลับไปแล้ว ไม่ได้รับรู้เลยว่าในกลุ่มแชทพูดคุยของห้องวิคตอเรีย ชื่อของเธอกำลังถูกพูดถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ฉางเฟิงเมนชั่นหาเพื่อนร่วมงานทันที
“@เย่ติง บอสใหม่คนนี้แกต้องเกาะให้อยู่นะเว้ย อย่าเผลอทำเขาตกใจหนีไปซะล่ะ”
อาเยว่รีบพิมพ์สนับสนุน
“ใช่ๆ ถ้าไม่ไหวเดี๋ยวพวกเราช่วยคุยให้ แกอย่าหลุดปากพูดอะไรไม่เข้าท่าเชียวนะ”
เสี่ยวเช่อพิมพ์เข้ามาด้วยความอิจฉา
“อะไรนะ เย่ติงมีบอสใหม่อีกแล้วเหรอ ฉันล่ะเจ็บใจนัก เป็นสายเหวินชิงเหมือนกันแท้ๆ ทำไมไอ้หมอนี่ถึงดวงดีตลอดเลยวะ!”
เย่ติงส่งสติ๊กเกอร์จุดไข่ปลามาเพื่อแสดงความอิดหนาระอาใจ
เจียเจียพิมพ์แทรกขึ้นมา
“ดวงก็ส่วนหนึ่ง แต่ฉันกลัวจริงๆ ว่ารอบนี้พี่เย่แกจะคว้าโอกาสไว้ไม่อยู่อีกน่ะสิ...”
อาเยว่มั่นใจมาก
“ต้องคว้าให้อยู่สิ ฉันมีลางสังหรณ์ว่า แค่เขารวยคนเดียวก็เลี้ยงพวกเราได้ทั้งตระกูลแบบไม่อดตายแล้ว!”
เย่ติงส่งจุดไข่ปลามาอีกครั้ง
สำหรับความคาดหวังของเหล่าเพื่อนฝูง ซูเย่ที่นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ได้แต่นิ่งเงียบ ไม่รู้จะตอบกลับไปว่าอย่างไรดี
ดูเหมือนจื่อฉีจะมองออกว่าเขากำลังลำบากใจ พิธีกรหนุ่มที่ซุ่มดูอยู่ตลอดจึงออกจากหน้าแชทกลุ่ม แล้วกดทักแชทส่วนตัวมาหาเขาแทน
“เพื่อนเอ๋ย ไอ่พวกนั้นมันก็พูดไปเรื่อย นายอย่าไปเก็บมาใส่ใจมาก คุยได้ก็คุย คุยไม่ไหวก็ช่างมัน บอสใหม่ๆ มีเยอะแยะ อย่ากดดันตัวเองเลย”
ซูเย่อ่านข้อความแล้วพิมพ์ตอบกลับไป
“ไม่เป็นไร ฉันรู้ว่าพวกนั้นหวังดีกับฉัน”
เขากระดกเหล้าก้นแก้วเข้าปากจนหมดหยดสุดท้าย ซูเย่กดเปิดหน้าต่างระบบหลังบ้านของแอปโซขึ้นมา พบว่า ‘zy’ ได้กดติดตามเขาเรียบร้อยแล้ว
หลังจากไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ตัดสินใจกดติดตามเธอกลับ
จากนั้นเขาก็พิมพ์ข้อความส่งไปทางหลังไมค์หาเธอสองประโยค
เมื่อจัดการธุระเสร็จเรียบร้อย เขาก็ลุกไปล้างหน้าแปรงฟัน ตั้งนาฬิกาปลุกไว้ตอนเก้าโมงเช้า แล้วจึงล้มตัวลงนอน
...
การนอนหลับครั้งนี้ช่างยาวนาน ไร้เสียงนาฬิกาปลุกมารบกวน เสิ่นเจาอี้หลับยาวรวดเดียวจนถึงเที่ยงวัน
เมื่อลืมตาตื่นขึ้น เธอก็พลิกตัวไปมาอย่างเกียจคร้าน มือควานหาโทรศัพท์ตามความเคยชิน ทันทีที่หน้าจอสว่างขึ้น เธอก็เห็นข้อความจากหานจื่อหยางส่งมารัวๆ หลายข้อความ
“พี่สาวอรุณสวัสดิ์ครับ”
“ยังไม่ตื่นเหรอครับ”
“โรงอาหารเพิ่งทำเมนูใหม่ ซี่โครงหมูเปรี้ยวหวาน รสชาติเด็ดขาดมาก!”
แถมท้ายด้วยรูปถ่ายอาหารที่ดูน่ากินสุดๆ
เสิ่นเจาอี้ยกมือขยี้ตาพลางพิมพ์ตอบกลับ
“ปีสามน่าจะว่างมากไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงตื่นเช้าได้ทุกวันเลยเนี่ย”
สายตาของเธอจับจ้องไปที่รูปซี่โครงหมูที่เคลือบซอสจนเป็นมันวาว พยาธิในท้องก็เริ่มประท้วงตื่นตัวขึ้นมาทันที
เมื่อเห็นว่าหานจื่อหยางยังไม่ตอบกลับ เธอจึงลุกจากเตียงไปจัดการธุระส่วนตัวในห้องน้ำก่อน
ขณะแปรงฟัน เธอจ้องมองตัวเองในกระจกที่มีสภาพผมเผ้ายุ่งเหยิง เสิ่นเจาอี้อดไม่ได้ที่จะบ่นกับตัวเอง
ตั้งแต่ลาออกจากงาน แต่ละวันก็ขลุกอยู่แต่กับหน้าจอโทรศัพท์ ใช้ชีวิตกลางคืนเป็นกลางวัน กลางวันเป็นกลางคืน ชีวิตแบบนี้มันช่างดูเหลวแหลกเกินไปหน่อยไหม
แต่ยังบ่นไม่ทันขาดคำ หลังจากเช็ดหน้าเช็ดตาเสร็จ เธอก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กดเข้าแอปพลิเคชันสั่งอาหารแล้วจัดการกดสั่งเมนูที่อยากกินมาสองอย่าง เพื่อเป็นการซ้ำเติมวิถีชีวิตที่ไม่ค่อยจะรักสุขภาพนี้ให้หนักข้อขึ้นไปอีก
ถ้าพูดกันตามจริง ด้วยฐานะทางการเงินในตอนนี้ การจะจ้างแม่บ้านมาคอยดูแลเรื่องอาหารการกินสามมื้อก็ไม่ใช่เรื่องยาก
แต่เสิ่นเจาอี้เป็นคนที่มีความเป็นส่วนตัวสูงมาก แค่คิดว่าจะมีคนแปลกหน้าเข้ามาเดินเพ่นพ่านในบ้าน เธอก็รู้สึกอึดอัดไปทั้งตัวแล้ว
ช่างเถอะ ไม่รักสุขภาพก็ช่างมันปะไร
คนเราจะเอาทั้งปลาทั้งอุ้งตีนหมีพร้อมกันไม่ได้ ในเมื่อรวยแล้ว ก็ต้องยอมแลกกับบางอย่างที่เสียไปบ้างเป็นธรรมดา
เธอปลอบใจตัวเองแบบข้างๆ คูๆ ก่อนจะเดินออกไปที่ห้องนั่งเล่น กระชากผ้าม่านเปิดออกทั้งหมด แสงแดดสาดส่องเข้ามานำพาความสดใสของวันใหม่มาให้
โทรศัพท์ในมือสั่นเตือนสองครั้ง
“สาขาผมเรียนหนักจะตายครับ ต้องเตรียมสอบต่อปริญญาโทด้วย แต่อาทิตย์หน้าก็น่าจะเบาลงแล้วล่ะครับ”
“พี่สาวเพิ่งตื่นเหรอครับ หิวข้าวหรือเปล่า ผมกำลังจะเปิดไลฟ์พอดี มาดูไปกินไปไหมครับ”
เจ้าเสื้อนวมตัวน้อยแสนรู้ใจออนไลน์แล้ว แถมยังคาดเดาได้แม่นยำว่าเธอกำลังกินข้าวอยู่ เสิ่นเจาอี้ยิ้มมุมปากแล้วพิมพ์ตอบตกลง จากนั้นก็สลับหน้าจอไปที่แอปโต่วอิน
หลังจากผูกบัญชีกับระบบแล้ว เธอก็จัดการล้างรายชื่อคนที่เคยติดตามเก่าๆ ทิ้งจนเกลี้ยง ตอนนี้ในลิสต์ติดตามของเธอจึงมีแค่สามคนเท่านั้น
และในเวลานี้ มีแค่รูปโปรไฟล์ของหยางไจ๋คนเดียวที่ขึ้นสถานะว่ากำลังไลฟ์สดอยู่
ส่วนอีกสองคนที่เหลือ...
เสิ่นเจาอี้รู้สึกว่าตัวเองในตอนนี้ช่างเหมือนกับฮ่องเต้ผู้มากรัก สนมคนใหม่เพิ่งเข้าวังกำลังเป็นที่โปรดปราน ส่วนคนเก่าๆ ก็ถูกเธอโยนไปไว้หลังสมองเสียแล้ว
ดูท่าคงต้องหาเวลาแวะไปเยี่ยมเยียนตำหนักอื่นบ้างเสียแล้วสิ
[จบบท]