บทที่ 36: มองคนที่ภายนอก
เช้าตรู่วันถัดมา ซูเย่เป็นฝ่ายตื่นขึ้นมาก่อนเพราะเสียงนาฬิกาปลุก
เขานึกขึ้นได้ว่าเมื่อคืนดูเหมือนจะคุยกับเสิ่นเจาอี้ไปเรื่อยๆ จนเผลอหลับไปทั้งอย่างนั้น เขาจึงหยิบโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่ข้างหมอนขึ้นมาดู
แบตเตอรี่เหลืออยู่เพียงแค่สี่เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
ทว่าสายยังคงเชื่อมต่อกันอยู่ จากลำโพงสนทนายังคงได้ยินเสียงลมหายใจสม่ำเสมอลอดออกมาแผ่วเบา
เขากดวางสาย ก่อนจะพิมพ์ข้อความส่งไปหาอีกฝ่าย
“อรุณสวัสดิ์ครับ”
“ผมไปทำงานแล้วนะ”
“ถ้าช่วงกลางวันผมไม่ได้ตอบข้อความ แสดงว่ากำลังยุ่งอยู่นะครับ”
กว่าเสิ่นเจาอี้จะตื่นขึ้นมาเห็นข้อความ ก็ปาเข้าไปสิบเอ็ดโมงกว่าแล้ว
ในหัวของเธอตอนนี้มีแต่ภาพความทรงจำเกี่ยวกับเรื่องที่พูดไปเมื่อคืนเต็มไปหมด พวงแก้มทั้งสองข้างเริ่มขึ้นสีแดงระเรื่อ
มันคือความรู้สึกกระดากอาย
เธอรู้ตัวดีว่าถ้าดึกดื่นป่านนั้นแล้วยังไม่ยอมหลับยอมนอน สมองมันมักจะสั่งการให้ทำเรื่องน่าอายออกไปได้ง่ายๆ บทสนทนาเมื่อคืนมันช่างเลี่ยนจนน่าขนลุกจริงๆ
หญิงสาวซุกหน้ามุดลงไปในผ้าห่ม ผ่านไปครู่ใหญ่เธอถึงค่อยโผล่หน้าออกมา
หลังจากตอบกลับข้อความไปว่าตัวเองตื่นแล้ว เธอก็สลับไปส่งข้อความหาหานจื่อหยางต่อ
สองคนนี้ทำตัวเหมือนขุนนางถวายฎีกายามเช้าไม่มีผิด ทั้งตรงเวลาและเนื้อหาใจความก็แทบจะเหมือนเดิมทุกวัน
ตอนนี้เข้าสู่เดือนเมษายนแล้ว ช่วงเที่ยงที่พระอาทิตย์ตั้งฉากส่องแสงลงมาจึงเริ่มมีความร้อนอบอ้าวอยู่บ้าง เธอลุกจากที่นอนไปรูดผ้าม่านกันแสงปิดลง จากนั้นก็ไปนั่งเล่นโทรศัพท์บนชักโครกเพื่อดูคลิปวิดีโอสั้นฆ่าเวลา แล้วเธอก็เห็นว่ามีข้อความส่วนตัวส่งเข้ามา
เป็นข้อความจากไฟร์
เขาทักมาถามว่าเธอไปออกรถหรือยัง
เสิ่นเจาอี้พิมพ์ตอบกลับไป
“เพิ่งตื่นค่ะ กินข้าวเสร็จแล้วจะไป”
หลังจากล้างหน้าแปรงฟันเสร็จเรียบร้อย ไฟร์ก็ส่งข้อความมาเตือนย้ำอีกรอบ
“ต้องซื้อตามแผนที่ผมวางไว้นะ ห้ามไปฟังคนอื่นเป่าหูมั่วซั่วเด็ดขาด”
เสิ่นเจาอี้ตอบกลับเพื่อให้เขาสบายใจ
“ฉันรับรองว่าจะไม่ยอมเสียเงินฟรีแม้แต่หยวนเดียว”
“เงินส่วนที่ประหยัดได้ เดี๋ยวเอาไว้เปย์ของขวัญให้นายนะ”
เพ่ยเยี่ยนที่ได้เห็นประโยคสุดท้ายถึงกับส่งเสียง จิ๊จ๊ะ ในลำคออย่างไม่สบอารมณ์
เขาหมายความแบบนั้นเสียที่ไหนกัน
อุตส่าห์หวังดีแท้ๆ
...
เมื่อออกจากบ้านและหาอะไรกินรองท้องง่ายๆ เรียบร้อยแล้ว เสิ่นเจาอี้ก็เรียกรถแท็กซี่ตรงดิ่งไปยังโชว์รูมรถอีกครั้ง
พนักงานขายชายคนเดิมที่เจอเมื่อวานก็ยังอยู่
เพียงแต่พออีกฝ่ายเหลือบมาเห็นเธอ เขาก็รีบเบนสายตาหลบไปทางอื่นทันที
คงจะคิดว่าพฤติกรรมที่เธอถามราคาเสร็จแล้วก็เดินหนีไปเมื่อวาน น่าจะเป็นพวกไม่มีเงินซื้อ เลยไม่อยากจะมาเสียเวลาด้วย
กลับกลายเป็นพนักงานหญิงอีกคนที่นั่งอยู่ข้างๆ เขาเดินเข้ามาต้อนรับเธออย่างกระตือรือร้น
“สวัสดีค่ะคุณผู้หญิง มาดูรถเหรอคะ”
“อืม มาดูรถค่ะ”
เสิ่นเจาอี้เข้าประเด็นทันที
“เรนจ์โรเวอร์ เอสวีอาร์”
พูดจบเธอก็ยื่นโพยรายการที่ไฟร์ลิสต์มาให้ส่งให้พนักงานดู
พนักงานสาวรับไปอ่านรายละเอียดอย่างถี่ถ้วน ก่อนจะมีสีหน้าลำบากใจเล็กน้อย
“รถรุ่นนี้ทางโชว์รูมของเราไม่มีรถพร้อมส่งมอบค่ะ ออปชันบางอย่างต้องสั่งของจากสาขาอื่น น่าจะใช้เวลาประมาณห้าวันกว่ารถจะมาถึงที่ร้าน คุณลูกค้าพอจะรอได้ไหมคะ”
“ห้าวันเหรอ ก็ได้อยู่นะ”
เสิ่นเจาอี้นั่งลงบนเก้าอี้ตามคำเชิญของพนักงาน
ฝ่ายพนักงานสาวจึงเดินไปที่เคาน์เตอร์เพื่อพิมพ์เอกสาร
พอเห็นเธอกลับมา หวังตงพนักงานขายชายคนนั้นก็ขยับเข้าไปใกล้ๆ แล้วหัวเราะเยาะอย่างไม่เกรงใจ
“เสี่ยวหยวน ฉันขอเตือนนะว่าอย่าไปทุ่มเทมากเลย คนนี้เมื่อวานก็มา ถามนั่นถามนี่เสร็จพอรู้ราคาก็วิ่งหนี ดูทรงแล้วไม่ใช่คนมีตังค์หรอก ฉันว่าก็แค่พวกมาเนียนถ่ายรูปคู่กับรถนั่นแหละ”
เสี่ยวหยวนปั้นหน้ายิ้มตอบกลับไปตามมารยาท
“อืม ขอบคุณที่เตือนนะ แต่ฉันขอตัวไปทำสัญญาแป๊บหนึ่ง”
“สัญญา? สัญญาอะไร”
“อ๋อ ลืมบอกไปเลย คุณผู้หญิงท่านนั้นเลือกรถที่ต้องสั่งจอง วันนี้เลยจะวางเงินมัดจำแล้วเซ็นสัญญาซื้อขายไว้ก่อนน่ะ”
“อะไรนะ!”
หวังตงตกใจจนแทบช็อกกับคำพูดนั้น เขารีบฉวยแฟ้มเอกสารในมือเธอมาเปิดดูทันที พอเห็นว่าเป็นสัญญาซื้อขายรถจริงๆ ความรู้สึกเสียดายก็แล่นปราดเข้ามาในใจ
ต้องรู้นะว่าลูกค้าคนนี้ตอนแรกเขาเป็นคนรับหน้าแท้ๆ
ยอดขายตั้งสองล้านกว่า!
ค่าคอมมิชชันขนาดนี้เอาไปถลุงเล่นได้สบายๆ ครึ่งค่อนปีเลยนะ
ของดีมาเกยถึงที่ดันปล่อยให้ยัยเด็กนี่ฉกไปกินหน้าตาเฉยได้อย่างไร
ความไม่ยินยอมพร้อมใจบวกกับความโลภบังตา ทำให้หวังตงรีบปรับสีหน้าแล้วเดินจ้าเข้าไปหาเสิ่นเจาอี้ทันที
“คุณผู้หญิงครับ จำผมได้ไหม วันก่อนที่คุณบอกว่าจะดูรถ ผมเป็นคนทำใบเสนอราคาให้คุณเองนะ”
เสิ่นเจาอี้ปรายตามองพลางยกแก้วน้ำขึ้นจิบอย่างเชื่องช้า
“อืม จำได้สิ มีธุระอะไรหรือเปล่า”
“แหม ก็ได้ยินเสี่ยวหยวนบอกว่าคุณจะวางมัดจำแล้วนี่ครับ ไม่ทราบว่าดูรถคันไหนไว้ เดี๋ยวผมไปเปิดบิลให้คุณเองครับ”
“แค่เปิดบิลใบเดียว จำเป็นต้องใช้คนรุมทึ้งขนาดนี้เลยเหรอ”
พอได้ยินน้ำเสียงที่เจือความรำคาญของเธอ หวังตงก็ยังหน้าด้านฝืนยิ้มเตรียมจะแก้ตัว แต่ก็ถูกเสี่ยวหยวนที่รีบตามมาขัดจังหวะเสียก่อน
“หวังตง นายจะทำอะไร มาแย่งลูกค้ากันซึ่งๆ หน้าแบบนี้เลยเหรอ หัดมียางอายบ้างสิ”
“นั่นสิ หัดมียางอายบ้างนะ”
เสิ่นเจาอี้พูดสนับสนุนขึ้นมาบ้าง
“เมื่อกี้ตอนฉันเดินเข้ามานายก็จำฉันได้ แต่ไม่คิดแม้แต่จะลุกมาต้อนรับ พอได้ยินว่าจะเซ็นสัญญาซื้อขาย นายก็รีบเสนอหน้ามาทันที สกิลการเลือกปฏิบัติของนายนี่ฝึกมาจนช่ำชองเลยสินะ”
ใบหน้าของหวังตงแดงก่ำ พอโดนผู้หญิงสองคนรุมต่อว่าพร้อมกันแบบนี้ เขาก็ถึงกับพูดไม่ออก
บรรดาเพื่อนร่วมงานคนอื่นที่ได้ยินเสียงเอะอะก็พากันหันมามองด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“ผม...”
“ผมเผิมอะไร ลุกออกไปได้แล้ว อย่ามาเสียเวลาลูกค้าฉัน”
ตอนนี้เสี่ยวหยวนโมโหจนแทบระเบิด
ยอดขายสองล้านกว่าเกือบจะโดนไอ้หมอนี่แย่งไปต่อหน้าต่อตา ถ้าไม่ติดว่ามีลูกค้าอยู่ตรงนี้ เธอคงได้เปิดฉากด่ากราดสั่งสอนให้รู้สำนึกไปแล้ว
เสิ่นเจาอี้เองก็ทึ่งในความตรงไปตรงมาของอีกฝ่าย นิสัยแบบนี้ถือว่าคล้ายคลึงกับเธออยู่ไม่น้อย
หลังจากเซ็นสัญญาเสร็จเรียบร้อย เธอจัดการโอนเงินมัดจำอย่างรวดเร็ว และก่อนจะเดินออกจากร้านรถเธอก็ไม่ลืมที่จะแอดวีแชตของเสี่ยวหยวนเอาไว้
ระหว่างทางกลับบ้าน เสิ่นเจาอี้เพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าซื้อรถแล้วจะเอาไปจอดที่ไหน
บ้านหลังนี้เป็นรางวัลที่ได้จากการปลดล็อกระบบ ไม่รู้ว่ามันแถมสิ่งอำนวยความสะดวกพวกนี้มาให้ด้วยหรือเปล่า
เธออดทนรอจนกลับมาถึงบ้าน แล้วรีบเรียกหาระบบทันที
“ระบบ เรามีที่จอดรถแถมมาด้วยไหม”
[เรียนโฮสต์ ไม่มีครับ อสังหาริมทรัพย์ชุดนี้ไม่มีโปรโมชันพ่วงรายการอื่น]
เอาเถอะ สรุปว่าต้องซื้อที่จอดรถเพิ่มสินะ
เสิ่นเจาอี้ค้นหารายชื่อผู้ติดต่อจนเจอวีแชตของหลินเหวินผู้จัดการฝ่ายขายคอนโด แล้วแจ้งความต้องการของตัวเองไปสั้นๆ
อีกฝ่ายทำงานรวดเร็วทันใจมาก เพียงแค่สิบนาทีก็ส่งข้อมูลที่จอดรถห้าตำแหน่งที่เจ้าของร้อนเงินอยากปล่อยขายด่วนมาให้ ซึ่งทั้งหมดก็อยู่ใต้ตึกของเธอนี่เอง
เธอเลือกหมายเลขช่องจอดที่ดูสวยถูกใจ แล้วนัดหมายโอนกรรมสิทธิ์ในวันพรุ่งนี้
หลังจากจัดการธุระทุกอย่างเสร็จสิ้น ระบบจึงค่อยเด้งข้อความแจ้งเตือนขึ้นมาเอง
[โฮสต์ ยอดเงินคืนสะสมครบห้าล้านหยวน สามารถปลดล็อกรางวัลระดับที่สี่ได้ ต้องการตรวจสอบตอนนี้เลยหรือไม่]
“ดูสิ ดูเลย! ของมันแน่อยู่แล้ว”
เสิ่นเจาอี้รู้สึกตื่นเต้นอยู่ลึกๆ ช่วงนี้เธอคอยเดาเล่นๆ มาตลอดว่ารางวัลรอบนี้จะเป็นอะไร
แต่พอได้ยินระบบบอกว่ารางวัลคือ ‘การเพิ่มยอดเงินคืนเป็นสองเท่าถาวรสำหรับเป้าหมายที่ระบุ’ เธอก็ถึงกับชะงักไป
สองเท่าเลยเหรอ
นั่นหมายความว่า ถ้าเธอเปย์ให้หานจื่อหยางหรือมู่มู่ ก็แทบจะเท่ากับเปย์เท่าไหร่ได้คืนเท่านั้น
แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นซูเย่ ยิ่งไม่ธรรมดาเข้าไปใหญ่
หนึ่งจุดหกเท่าเชียวนะ!
เสิ่นเจาอี้ตัดสินใจเลือกใช้สิทธิ์กับเขาโดยไม่ลังเล
ต่อจากนี้ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด เธอจะมีเงินเข้ากระเป๋าวันละหลายล้านหยวน การจะไปถึงเป้าร้อยล้านก็คงไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อมอีกต่อไป
เธอรู้สึกว่ารางวัลแบบนี้ถ้ายิ่งมีเยอะก็ยิ่งดี ไว้ถึงตอนนั้นค่อยจัดให้ไฟร์ด้วยอีกสักคน ไม่อย่างนั้นระหว่างที่กำลังปฏิบัติการดัดนิสัยเขา ผลตอบแทนอันน้อยนิดที่ได้คืนมาคงทำให้เสียอารมณ์แย่
เมื่อตรวจสอบเป้าหมายระดับถัดไปที่ต้องทำยอดเงินคืนให้ถึงแปดล้านหยวน เสิ่นเจาอี้ก็มองว่าเป็นเรื่องหมูๆ
ก็แค่ขยับนิ้วจิ้มหน้าจอในห้องแชทเสียงเท่านั้นเอง
ในเมื่อกระเป๋าสตางค์เริ่มตุงขึ้นเรื่อยๆ ชีวิตความเป็นอยู่ทางวัตถุก็สามารถดึงขึ้นไปจนสุดเพดานได้ แน่นอนว่าเธอจะไม่ยอมให้ตัวเองต้องลำบาก
พอนึกถึงการเลือกปฏิบัติของพนักงานขายรถชายคนนั้นขึ้นมา
ธาตุแท้ของคนเรามันเปิดเผยออกมาให้เห็นกันชัดๆ ก็ตอนนั้นแหละ
สังคมที่มองคนจากเปลือกนอกก่อนแล้วค่อยนับถือกันที่ตัวบุคคล
คนที่ทำงานสายบริการแบบพวกเขามักจะประเมินกำลังซื้อของลูกค้าจากรูปลักษณ์ภายนอกจริงๆ
ถึงแม้ว่าเธอจะข้ามชนชั้นมาได้เพราะระบบ แต่โดยเนื้อแท้แล้วเธอก็ยังเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง
ในห้องแต่งตัวนอกจากชุดกระโปรงแบรนด์ D ที่ซื้อมาตอนนั้นแล้ว เสื้อผ้าตัวอื่นๆ ล้วนเป็นแบบบ้านๆ ราคาประหยัด ดูท่าทางเธอคงจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองตั้งแต่หัวจรดเท้าเสียหน่อยแล้ว
เสิ่นเจาอี้ตั้งเป้าหมายหลักไปที่การเดินช้อปปิ้งในห้างสรรพสินค้า
ถึงเวลาที่จะต้องโละของในห้องแต่งตัวทิ้งแล้วเปลี่ยนถ่ายเลือดใหม่แบบยกเซตเสียที
ก่อนออกจากบ้าน เธอพิมพ์ข้อความส่งหาหานจื่อหยาง...
[จบบท]