บทที่ 44: เพื่อเธอทุกอย่าง
นานทีปีหนที่ซูเย่จะเอ่ยปากบ่นพึมพำออกมาด้วยความไม่สบอารมณ์ ซึ่งเป็นภาพที่หาดูได้ยากยิ่งสำหรับชายหนุ่มผู้มีบุคลิกนิ่งสงบเช่นเขา
“เวลาพักผ่อนรวนไปหมดนี่ยังพอว่า แต่เรื่องอาหารการกินที่ไม่ดีต่อสุขภาพนี่สิ แถมรอบกายยังไม่มีใครคอยดูแลอีก มันน่าเป็นห่วงจริงๆ นะครับ”
“พอแล้วๆ อย่าบ่นเลยน่า!”
ทว่า...เดี๋ยวก่อนนะ?
เสิ่นเจาอี้ทบทวนประโยคเมื่อครู่นี้ในหัวอีกครั้ง พลันจับประเด็นสำคัญบางอย่างได้ ดวงตาคู่สวยเป็นประกายวิบวับขึ้นมาทันที เธอขยับใบหน้าเข้าไปใกล้หน้าจอโทรศัพท์มากขึ้น ราวกับต้องการจะจับผิดปฏิกิริยาของคนปลายสาย
“ซูเย่ นี่นายกำลังเป็นห่วงฉันอยู่เหรอ~”
ร่างสูงโปร่งที่ปรากฏอยู่ในเลนส์กล้องชะงักค้างไปชั่วขณะ ใบหูขาวสะอาดค่อยๆ แดงระเรื่อขึ้นด้วยความรวดเร็วที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แม้จะผ่านหน้าจออิเล็กทรอนิกส์ก็ตาม
เขาเบนสายตาหลบไปทางอื่น ไม่กล้าสบตาเธอตรงๆ
“นี่... นี่มันก็เป็นเรื่องที่ควรทำไม่ใช่เหรอครับ...”
“ในแง่หนึ่ง คุณก็ถือว่าเป็นบอสของผมเหมือนกัน”
เสิ่นเจาอี้ไม่ยอมปล่อยผ่าน เธอยังคงรุกไล่ถามต่อด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า
“เป็นแค่บอสเหรอ?”
ดวงตาของซูเย่ไหวระริก เขาไม่กล้ามองสบตาเธอตรงๆ ผ่านเวลาไปครู่ใหญ่ กว่าที่เขาจะเค้นเสียงแผ่วเบาออกมาจากลำคอ
“เป็นเพื่อนด้วยครับ”
เพื่อนงั้นเหรอ?
เสิ่นเจาอี้เกือบจะหลุดปากบ่นออกไปแล้วว่า ตัวเองเปย์เงินไปตั้งมากมายขนาดนั้น กลับได้สถานะขยับขึ้นมาเป็นแค่เพื่อนเนี่ยนะ แต่ทว่าในวินาทีถัดมา เธอก็ฉุกคิดขึ้นได้และเข้าใจในเจตนาของเขา
ความรู้สึกระมัดระวังตัวที่มาพร้อมกับความจริงใจ และการรักษาระยะห่างอย่างให้เกียรติแบบนี้แหละ คือสิ่งที่ล้ำค่าที่สุดในตัวเขา
หากจู่ๆ ซูเย่เปลี่ยนท่าทีมาเป็นคนปากหวานก้นเปรี้ยว พูดจาเอาอกเอาใจจนเลี่ยน เธอคงจะรู้สึกขัดหูขัดตาและอึดอัดใจพิลึก
เธอจ้องมองใบหน้าด้านข้างที่ดูตึงเครียดของเขาผ่านหน้าจอ แล้วจู่ๆ ก็หลุดหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี
“ก็ได้ๆ เพื่อนก็เพื่อน”
ยังไงเสียหนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล ค่อยเป็นค่อยไปก็แล้วกัน
บทสนทนาวนกลับมาที่หัวข้อเรื่องอาหารการกินและเวลาพักผ่อนเหมือนในตอนแรกอีกครั้ง
เมื่อซูเย่ได้รับรู้ว่าเสิ่นเจาอี้ได้ติดต่อหาแม่บ้านเรียบร้อยแล้ว และคนงานจะเริ่มเข้ามาทำงานในวันพรุ่งนี้ เขาถึงได้พยักหน้ารับด้วยความโล่งใจ
การที่มีใครสักคนคอยอยู่เป็นเพื่อนในบ้าน อย่างน้อยเธอก็คงจะไม่รู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้างจนเกินไปกระมัง...
สายตาของเขาวนกลับมาหยุดอยู่ที่หน้าจออีกครั้ง เมื่อเห็นว่าข้าวในชามของเธอยังเหลืออยู่เกือบเท่าเดิม ทั้งที่เวลาผ่านไปพักใหญ่แล้ว เขาจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยเร่งเร้าด้วยความเป็นห่วง
“รีบกินข้าวก่อนเถอะครับ เดี๋ยวอาหารจะเย็นชืดหมดซะก่อน”
เสิ่นเจาอี้พยักหน้ารับอย่างว่าง่าย
ทว่ายังกินข้าวไม่ทันหมดชาม ความง่วงงุนก็ถาโถมเข้าใส่เสียก่อน
ตลอดทั้งช่วงกลางวันที่ผ่านมา เธอต้องออกไปทำธุระข้างนอก วิ่งวุ่นไปมาถึงสองรอบ พอกลับมาถึงบ้านก็ยังเล่นโทรศัพท์มือถืออย่างต่อเนื่องแทบไม่ได้พักสายตา
แน่นอนว่า อาการหนังท้องตึงหนังตาหย่อนที่เกิดจากการกินแป้งเข้าไป ก็อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ง่วงได้เช่นกัน
เธอเหลือบมองเวลาบนหน้าจอโทรศัพท์ ตอนนี้เพิ่งจะแปดทุ่มกว่าๆ เท่านั้น
ถ้าหากเธอนอนหลับตอนนี้ อีกสี่ชั่วโมงข้างหน้าก็ต้องตื่นขึ้นมาใหม่อีกรอบ การที่ต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกขณะกำลังฝันหวานทุกวันแบบนี้ มันไม่ใช่เรื่องน่าอภิรมย์เอาเสียเลย
แต่จะให้บอกซูเย่ไปตรงๆ ก็คงไม่ได้
เธออุตส่าห์สร้างภาพลักษณ์ว่าเป็น ‘ตัวแม่แห่งวงการอยู่โยงเฝ้าสตรีม’ ไปแล้วนี่นา!
หลังจากนั่งขบคิดอย่างหนักอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดเสิ่นเจาอี้ก็นึกข้ออ้างอันยอดเยี่ยมขึ้นมาได้
เมื่อครู่นี้เขาแสดงความเป็นห่วงเธอ ถ้าอย่างนั้นตอนนี้เธอจะใช้ข้ออ้างเรื่อง "ความเป็นห่วง" ที่มีต่อสุขภาพการนอนของเขาบ้าง ก็คงไม่ผิดอะไรใช่ไหม?
การตอบแทนน้ำใจซึ่งกันและกัน ถือเป็นเรื่องยุติธรรมที่สุด!
คิดได้ดังนั้น เธอจึงแสร้งทำน้ำเสียงห่วงใยและเอ่ยถามออกไป
“ซูเย่ ช่วงเวลาเข้ากะดึกของนายพอจะเปลี่ยนได้ไหม นอนตอนตีสามกว่าตลอดแบบนี้ มันไม่ดีต่อสุขภาพเลยนะ”
สิ้นเสียงของเธอ ปรากฏว่าอีกฝ่ายเริ่มขมวดคิ้วครุ่นคิดตามคำพูดนั้นอย่างจริงจัง
อันที่จริง ซูเย่สังเกตเห็นมาสักพักแล้วว่าเสิ่นเจาอี้ดูง่วงเพลียเพียงใด
ในตอนแรกที่เขาเลือกรับงานช่วงกะดึกหลังเที่ยงคืน เป็นเพราะเขามักจะมีอาการนอนไม่หลับ แต่ทว่าในช่วงหลังมานี้ ตั้งแต่ที่ได้เริ่มเชื่อมต่อวิดีโอคอลคุยกับเธอ อาการเรื้อรังเหล่านั้นก็ค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ
ถ้าจะลองปรับเปลี่ยนเวลาดูบ้าง ก็น่าจะเป็นความคิดที่ไม่เลวเหมือนกัน?
ยิ่งไปกว่านั้น เสิ่นเจาอี้ยังยืนกรานที่จะอยู่เป็นเพื่อนเขาจนจบสตรีมทุกครั้ง ต่อให้ไม่คิดเผื่อตัวเอง ก็ต้องเกรงใจเธอ...
“ตารางสตรีมของวันนี้จัดไว้เรียบร้อยแล้วครับ”
ซูเย่มีสีหน้าลำบากใจเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยต่อ
“แต่ผมลองคุยกับเจ้าของห้องดูได้ น่าจะขอเปลี่ยนเวลาของวันพรุ่งนี้ได้ครับ”
ถ้าทำแบบนั้น เวลาลงจากสตรีมก็จะไม่ดึกจนถึงเช้าวันใหม่ จะได้มีเวลาพักผ่อนเพียงพอ
เสิ่นเจาอี้ได้ยินดังนั้น แทบอยากจะยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาสาธุด้วยความดีใจ
เยี่ยมไปเลย ในที่สุดก็จะได้นอนหลับยาวๆ รวดเดียวถึงเช้าสักที!
แต่ทว่าวันเวลาอันแสนสุขนั้นคือเรื่องของพรุ่งนี้ ส่วนคืนนี้เธอยังคงต้องรับกรรมไปก่อน
โชคยังดีที่ซูเย่เป็นคนช่างสังเกตและเอาใจใส่ หลังจากที่เห็นเสิ่นเจาอี้กินข้าวเสร็จเรียบร้อย เขาก็เสนอให้เธอไปงีบหลับพักผ่อนก่อน
“เที่ยงคืนห้าสิบผมจะโทรปลุก คุณวางใจนอนเถอะครับ”
น้ำเสียงทุ้มนุ่มที่เอ่ยกล่อมอย่างอ่อนโยนนั้น ยากเหลือเกินที่ใครจะปฏิเสธได้ลง
เสิ่นเจาอี้วางสายไปด้วยความอาลัยอาวรณ์ เธอเดินไปไม่ถึงห้องนอนด้วยซ้ำ ทิ้งตัวลงนอนบนโซฟานุ่มแล้วผล็อยหลับไปในทันที
ซูเย่จ้องมองหน้าจอที่ขึ้นแสดงเวลาการโทรที่จบลง รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นที่มุมปาก หลังจากดึงสติกลับมาได้ เขาก็รีบกดทักแชตไปหา Vic เพื่อเจรจาเรื่องการขอปรับเปลี่ยนตารางสตรีมชั่วคราว
Vic: [ทำไมจู่ๆ ถึงอยากเปลี่ยนเวลาล่ะ?]
ซูเย่: [ZY นอนดึกมากไม่ได้ครับ]
เพียงแค่เอ่ยถึงเทพเจ้าแห่งโชคลาภท่านนี้ ข้อความที่ Vic พิมพ์ค้างไว้เตรียมจะบ่นก็ถูกลบเกลี้ยงหายไปในพริบตา
เมื่อลองพิจารณาดูให้ละเอียด คำพูดที่ว่า 'ZY นอนดึกไม่ได้' นั้น แฝงความนัยไว้สองประการ
ประการแรก เรื่องขอเปลี่ยนเวลา เป็นความต้องการของเธอ
ประการที่สอง หากดึกเกินไป เธอจะไม่เข้ามาดู
ไม่ได้การล่ะ เห็นแก่เม็ดเงินมหาศาล อย่าว่าแต่ขอเปลี่ยนมาเป็นเก้าทุ่มเลย ต่อให้ต้องให้เขาขึ้นไปนั่งเฝ้าเป็นเพื่อนด้วยตัวเองเขาก็ยอม
ขอแค่บอสใหญ่ไม่รังเกียจก็พอ
การอนุมัติของ Vic เป็นสิ่งที่ซูเย่คาดการณ์ไว้อยู่แล้ว
หลังจากจัดการเรื่องนี้เสร็จสรรพ เขาก็กดทักหาจื่อฉีต่อ
พวกเขาสองคนรู้จักกันเป็นการส่วนตัวมานานแล้ว สมัยเรียนปีหนึ่งเคยเป็นรูมเมทกันมาก่อน เพียงแต่ภายหลังซูเย่ตัดสินใจย้ายคณะกะทันหัน ทว่าความสัมพันธ์ฉันเพื่อนก็ยังคงเหนียวแน่นเหมือนเดิม
วงการสตรีมเมอร์ในห้องแชทเสียงนี้ ก็เป็นซูเย่นั่นแหละที่เป็นคนชักชวนเพื่อนเข้าวงการ
เมื่อบอกเล่าเรื่องการเปลี่ยนเวลาสตรีม ปฏิกิริยาแรกของจื่อฉีคือความตกใจ
[บอส ZY หนีไปแล้วเหรอ?]
จะโทษว่าเขาคิดมากก็คงไม่ได้ เพราะช่วงเวลาเก้าทุ่มถือเป็นช่วงไพรม์ไทม์ ปกติแล้วจะมีแต่สตรีมเมอร์มืออาชีพที่ทำเป็นอาชีพหลักเพื่อกอบโกยเงินเท่านั้น ถึงจะถูก Vic จัดให้ลงเวลานี้
ช่วงเวลานั้นทราฟฟิกคนดูหนาแน่น และเหล่าบอสกระเป๋าหนักก็มักจะเข้ามากันเป็นกลุ่มๆ
ส่วนพวกพาร์ทไทม์หารายได้เสริมอย่างพวกเขา โดยพื้นฐานแล้วมักจะถูกจับไปลงกะดึกเพื่อฆ่าเวลาเสียมากกว่า
ซูเย่รีบพิมพ์อธิบายกลับไปทันที
[เปล่าๆ ไม่ใช่แบบนั้น คือ ZY เขามาอยู่เป็นเพื่อนจนจบทุกครั้ง ฉันแค่อยากให้เขาได้นอนเร็วขึ้นหน่อย]
ประโยคนี้ทำให้จื่อฉีเริ่มจับสังเกตถึงความผิดปกติบางอย่างได้
เมื่อรู้ว่าเพื่อนกำลังคิดลึกไปไกล ซูเย่จึงถอนหายใจออกมาอย่างจนปัญญา
[อย่าคิดมาก ที่เปลี่ยนเวลาก็เพราะฉันเองก็ไม่อยากนอนดึกแล้วเหมือนกัน]
จื่อฉีถึงกับประหลาดใจ
[ไม่นอนดึกแล้วนายจะหลับลงเหรอ?]
หลังจากได้รับคำยืนยันที่แน่ชัด เขาก็รู้สึกยินดีกับเพื่อนเก่าจากใจจริง
[ถือเป็นเรื่องดีเลยนะ ผ่านมาตั้งหลายปี ในที่สุดมันก็จะผ่านพ้นไปสักที]
พิมพ์มาถึงตรงนี้ เขาก็พลันตระหนักได้ว่าตัวเองเผลอพูดจี้ปมในอดีต จึงรีบกดยกเลิกข้อความนั้นทันที แล้วเปลี่ยนมาพิมพ์หยอกล้อเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศแทน
[พอนายย้ายเวลาไปแบบนี้ ZY ก็ต้องตามไปด้วยแน่ๆ กะดึกของพวกเราก็คงเหลือแต่พวกผู้ชายอกสามศอกนั่งตบยุงกันเหงาๆ ทำยอดรั้งท้ายเหมือนเดิมสินะ~]
แต่ทว่า ในระหว่างที่แชตคุยกัน ข้อความมันเด้งขึ้นมาแบบเรียลไทม์
ประโยคที่ถูกยกเลิกไปนั้น ซูเย่ได้เห็นมันไปแล้ว
เขาพยายามบังคับตัวเองไม่ให้หวนนึกถึงเรื่องราวเลวร้ายในอดีตเหล่านั้น ซูเย่หยุดพักหายใจครู่หนึ่ง ก่อนจะบอกจุดประสงค์ที่แท้จริงในการทักหาเพื่อน
[จริงๆ แล้วที่ฉันทักมา คืออยากจะถามว่า นายสนใจจะมาขึ้นสตรีมรอบเก้าทุ่มด้วยกันไหม?]
[หือ? มันจะดีเหรอวะ?]
จื่อฉีเริ่มลังเล แม้ว่าสำหรับเขาแล้วจะสตรีมเวลาไหนก็ค่าเท่ากัน แต่นิสัยของ ZY เขาก็พอจะมองออก เวลาที่เธออารมณ์ดีมักจะเปย์กระจายแบบทั่วถึง ถ้าหากเขาตามไปด้วย คงยากที่จะห้ามไม่ให้คนอื่นมองว่าซูเย่กำลัง "หอบหิ้วคนกันเอง" ไปเกาะแข้งเกาะขาบอสเพื่อสูบเลือดสูบเนื้อ
แบบนี้คนอื่นในห้องสตรีมคงจะคิดไม่ซื่อเป็นแน่
ต่อข้อกังวลนี้ ซูเย่จึงได้เปิดเผยความตั้งใจจริงของเขาออกมา
[ZY เพิ่งจะเริ่มเล่นแอปห้องเสียงได้ไม่นาน ถ้าเปลี่ยนเวลาสตรีมแล้วมีคนคุ้นเคยไปด้วยสักคน เขาก็น่าจะรู้สึกสบายใจและเป็นกันเองมากขึ้น]
ทุกประโยคไม่เคยห่างจากชื่อของเสิ่นเจาอี้ ทุกเรื่องราวล้วนคิดเผื่อเธอทั้งสิ้น
จื่อฉีถึงกับไปไม่เป็น ไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยแซวความในใจเล็กๆ น้อยๆ ของเพื่อน
เอาเถอะ เพื่อความสุขสมหวังของพี่น้อง เรื่องแค่นี้ถือว่าเล็กน้อยมาก
เส้นทางความรักสายนี้ เขาจื่อฉีคนนี้จะขออาสาเป็นผู้พิทักษ์ปกป้องให้เอง!
หลังจากคุยกับซูเย่จบ จื่อฉีก็หันไปเจรจากับเจ้าของห้องทันที
ทางด้าน Vic เอง ตอนนี้ก็เริ่มจะกุมขมับด้วยความกลุ้มใจ
คนนั้นก็จะเปลี่ยน คนนี้ก็จะย้าย แถมเหตุผลของแต่ละคนก็ฟังดูดีจนปฏิเสธไม่ลง...
เขาคลิกเปิดดูรายงานผลประกอบการของเดือนนี้ เพียงแค่ผ่านไปสัปดาห์เดียว ยอดของกลุ่มสตรีมเมอร์กะดึกที่มีเย่ติงเป็นแกนนำ กลับพุ่งทะยานแซงหน้ากะอื่นไปแบบไม่เห็นฝุ่น
“ช่างมันเถอะ จะเปลี่ยนก็เปลี่ยนให้หมดเลยแล้วกัน จะได้ดูมีน้ำหนักหน่อย”
Vic ตัดสินใจทักแชตส่วนตัวหาสตรีมเมอร์คนอื่นๆ ในทันที เพื่อทำการปรับเปลี่ยนตารางงานใหม่อย่างเร่งด่วน
เวลาล่วงเลยเข้าสู่ตีหนึ่ง เสิ่นเจาอี้ที่ถูกซูเย่โทรปลุกขึ้นมา งัวเงียลืมตาขึ้นมาข้างหนึ่งแล้วกดเข้าห้องสตรีมด้วยความสะลึมสะลือ
ขั้นตอนของคืนนี้ยังคงเหมือนเดิม คือการเปย์รอบวงเพื่อให้ทุกคนได้ขึ้นมาเล่นเกม แต่ทว่าตอนนี้เธอขี้เกียจเกินกว่าจะขยับปากพูดอะไรแล้ว จึงได้แต่ปีนลงจากไมค์ด้วยความมึนงง มีเพียงนิ้วมือเท่านั้นที่ยังคงขยับกดส่งของขวัญซ้ำๆ ตามความเคยชิน
แต่ทว่ายังเปย์ไปได้ไม่เท่าไหร่ เปลือกตาที่หนักอึ้งก็เริ่มต่อต้าน ในที่สุดเธอก็ทนไม่ไหว กอดโทรศัพท์มือถือแล้วผล็อยหลับไปทั้งอย่างนั้น
เสี่ยวเช่อตะโกนเรียกผ่านไมค์อยู่สองสามครั้ง “พี่ ZY ครับ ยังอยู่ไหมครับ?”
ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ กลับมา
ซูเย่รีบส่งข้อความทางวีแชตไปหาเธอทันที
[หลับแล้วเหรอ?]
[จบบท]