บทที่ 46 : ภูเขาไม่มาหา ฉันก็จะเดินไปหาเอง
ขั้นตอนการส่งมอบรถเสร็จสิ้นลงอย่างรวดเร็ว ทว่าวินาทีที่กุญแจรถตกมาอยู่ในมือ เสิ่นเจาอี้กลับรู้สึกใจคอไม่ดีขึ้นมาเสียอย่างนั้น
ความจริงก็คือเธอไม่ได้ขับรถมานานมากแล้ว
ขณะที่กำลังชั่งใจว่าจะเรียกคนขับรถแทนมาช่วยขับให้คุ้นมือไปก่อนดีไหม ชิวเจ๋อก็เดินตามออกมาพอดี
ทันทีที่เห็นสีหน้าของเธอ เด็กหนุ่มก็มองออกทะลุปรุโปร่ง เขารีบพูดขึ้นมาทันที
"ขับก็ไม่เป็น ซื้อไปก็เสียของเปล่าๆ ขายต่อให้ผมดีกว่าน่า ได้กำไรด้วยนะ"
ผู้จัดการที่ยืนอยู่ข้างๆ แทบอยากจะทรุดลงไปคุกเข่ากราบกรานลูกค้ารายนี้เต็มที ได้แต่กู่ร้องอยู่ในใจว่า 'พ่อทูนหัวเอ๊ย! หยุดพูดเถอะครับ!'
ถ้าชิวเจ๋อไม่พูดก็คงไม่เป็นไร แต่พอเขาพูดออกมาแบบนี้ กลับยิ่งไปกระตุ้นต่อมความดื้อรั้นของเสิ่นเจาอี้เข้าอย่างจัง
คนขับรถแทนอะไรกัน ไม่เรียกแล้ว! เธอจะขับเอง!
เธอดึงประตูรถเปิดออก ก่อนจะหันกลับไปส่งสายตาท้าทายเด็กหนุ่มหนึ่งที
โชคดีที่มีคู่มือการใช้งานรถยนต์ให้มาด้วย เธอเข้าไปนั่งคลำหาปุ่มต่างๆ อยู่พักใหญ่ สูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อเรียกความมั่นใจให้ตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในที่สุดก็สตาร์ทเครื่องยนต์ได้สำเร็จ
วินาทีที่เสียงเครื่องยนต์กระหึ่มขึ้น หัวใจของเธอก็เต้นรัวแรงราวกับตีกลอง
ช่างเถอะ! เป็นไงเป็นกัน!
เท้าข้างหนึ่งเหยียบเบรก อีกข้างเหยียบคันเร่งสลับกันไปมา ในที่สุดม้าลำพองสีแดงคันงามก็ค่อยๆ คลานต้วมเตี้ยมออกจากโชว์รูมไปด้วยความเร็วระดับหอยทาก
ชิวเจ๋อยืนมองภาพนั้นด้วยสีหน้าปวดใจสุดขีด นี่มันเอาของดีมาทำลายทิ้งชัดๆ!
เขามองตามด้วยความรู้สึกเสียดายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาพิมพ์ข้อความส่งหาใครบางคน
หลังจากขับพ้นเขตโชว์รูมและเลี้ยวเข้าสู่ถนนเส้นหลัก ระยะทางสั้นๆ นี้ก็ช่วยให้เสิ่นเจาอี้เริ่มจับจังหวะการขับรถได้อีกครั้ง แม้ว่าความเร็วจะยังคงเชื่องช้าไม่ต่างจากเดิมก็ตาม
ทว่าด้วยมูลค่าของตัวรถที่แพงหูฉี่ บรรดาผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ จึงพร้อมใจกันเว้นระยะห่างจากเธออย่างรู้ทัน เธอจึงขับกลับมาถึงปี้สุ่ยอวานได้อย่างปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน
ทว่าพอมาถึงหน้าประตูทางเข้า เธอกลับถูกเรียกให้หยุดรถ แม้จะซื้อโรงรถไว้แล้ว แต่ป้ายทะเบียนรถคันนี้ยังไม่ได้ถูกบันทึกลงในระบบ
โชคดีที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจำหน้าเธอได้ หลังจากจัดการลงทะเบียนเสร็จสรรพ เขาก็เปิดที่กั้นให้เธอนำรถเข้าไปจอด
ทันทีที่ผลักประตูเดินเข้ามาในบ้าน ภาพที่ปรากฏตรงหน้าก็ทำเอาเสิ่นเจาอี้ถึงกับชะงักฝีเท้า
เธอเพิ่งออกไปข้างนอกได้แค่ชั่วโมงกว่าๆ แต่ห้องนั่งเล่นที่เคยวางของระเกะระกะกลับเปลี่ยนไปราวกับหน้ามือเป็นหลังมือ หน้าต่างทุกบานถูกเปิดออกเพื่อระบายอากาศ เธอไม่เคยเห็นบ้านหลังนี้ดูสว่างและปลอดโปร่งขนาดนี้มาก่อนเลย!
แม้กระทั่งกรงของต้าขว่านก็ยังถูกทำความสะอาดจนเอี่ยมอ่อง
"คุณผู้หญิงเสิ่น กลับมาแล้วเหรอคะ"
สวี่เมิ่งรีบชักนิ้วที่กำลังแหย่เล่นกับนกแก้วกลับมาด้วยท่าทีเก้อเขิน
"หนูจัดห้องแต่งตัวตามที่คุณสั่งเรียบร้อยแล้วนะคะ ลองไปตรวจดูก่อนได้เลยค่ะ ถ้ามีตรงไหนไม่ถูกใจเดี๋ยวหนูจะไปแก้ให้ใหม่ ส่วนกรงนกนี่ พอดีเห็นว่ามันเปื้อนก็เลยทำความสะอาดให้ด้วยเลยค่ะ"
"ไม่เป็นไร เธอทำได้ดีมากเลย"
เสิ่นเจาอี้เอ่ยชมอย่างไม่ตระหนี่ คนที่มองเห็นงานและรู้จักจัดการเองแบบนี้ช่วยเบาแรงไปได้เยอะทีเดียว
"จริงสิ เจ้านี่ชื่อต้าขว่านนะ มันเชื่องมาก ถ้าว่างๆ เธอก็ปล่อยมันออกมาบินเล่นบ้างก็ได้นะ"
รู้สึกดีจัง ในที่สุดก็โยนภาระเลี้ยงเด็กให้คนอื่นดูแลแทนได้เสียที
เสิ่นเจาอี้เดินอารมณ์ดีเข้าไปในห้องแต่งตัว ก่อนจะพบกับความประหลาดใจอีกครั้ง
เสื้อผ้าที่เธอจับแขวนลวกๆ ไว้เมื่อวาน ตอนนี้ถูกจัดหมวดหมู่ไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ไล่ตั้งแต่โทนสีไปจนถึงความสั้นยาวของชุด ทำให้หยิบใช้งานได้ง่ายขึ้นมาก
ส่วนพวกกระเป๋ากับรองเท้าก็ถูกจัดวางให้มองเห็นได้ชัดเจนเช่นกัน
นี่มันโชคหล่นทับชัดๆ ไม่นึกเลยว่าจะได้แม่บ้านที่เก่งรอบด้านขนาดนี้มาทำงานด้วย
ดูท่าทางแล้วถ้าผ่านช่วงทดลองงานไปได้โดยไม่มีปัญหาอะไร คงต้องพิจารณาขึ้นเงินเดือนให้เสียหน่อย ไม่อย่างนั้นคงรู้สึกผิดกับฝีมือการทำงานระดับนี้แย่
เธอเดินกลับเข้ามาในห้องนอน เปลี่ยนชุดเป็นชุดลำลองใส่สบาย จากนั้นก็เริ่มไล่ตอบข้อความในแพลตฟอร์มโซเชียลต่างๆ
เริ่มจากฝั่งของซูเย่ก่อน เขาพิมพ์มาชมเรื่องอาหารมื้อกลางวัน แล้วก็บอกว่าวันนี้เขาจะเลิกงานตรงเวลา
[คุณได้คุยเรื่องเปลี่ยนเวลางานหรือยัง]
เสิ่นเจาอี้ยังคงแอบกังวลเรื่องการนอนหลับในคืนนี้ของตัวเองอยู่บ้าง จนกระทั่งอีกฝ่ายพิมพ์ตอบกลับมายืนยันว่าจัดการเรียบร้อยแล้ว เธอถึงได้ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
ถัดมาคือข้อความจากมู่มู่ เธอใช้ปลายนิ้วกดฟังข้อความเสียงทั้งสามข้อความเรียงตามลำดับ น้ำเสียงออดอ้อนหวานเลี่ยนดังแว่วเข้ามากระทบโสตประสาทอีกครั้ง
[พี่ครับ]
[คืนนี้ผมต้องสตรีมกลุ่ม ตอนนี้เลยต้องไปซ้อมเต้นก่อน คงไม่ได้สตรีมเดี่ยวแล้วนะครับ]
[ถ้าพี่คิดถึงผมล่ะก็ สองทุ่มมาเจอกันที่ซิงเหอนะครับ]
สองทุ่มงั้นเหรอ? ส่วนห้องแชทเสียงของซูเย่เริ่มตอนสามทุ่ม เวลาดูจะทับซ้อนกันอยู่หน่อยๆ
แต่เธอไม่อยากเทใครเลยสักคน สำหรับมู่มู่ ตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงเห่อของใหม่ ส่วนกับซูเย่ หลังจากประทับตราคำว่า 'คนเดียว' ลงไปแล้ว เธอก็ตัดเขาไม่ขาดเหมือนกัน
เสิ่นเจาอี้ไม่ได้รู้สึกรังเกียจพฤติกรรมจับปลาสองมือของตัวเองเลยสักนิด กลับรู้สึกโชคดีด้วยซ้ำที่คืนนี้หานจื่อหยางไม่ได้เปิดสตรีม
ไม่อย่างนั้นเธอคงหัวหมุน ไม่รู้จะไปสรรหาไอดีจากไหนมาเปิดทิ้งไว้หลายๆ ห้องพร้อมกัน
หลังจากพิมพ์ตอบมู่มู่ไปว่าจะเข้าไปดู เธอสลับหน้าจอไปเปิดหลังไมค์ของแอปโต่วอิน
ไฟร์ยังคงตอบกลับมาแค่เครื่องหมาย '?' ตัวเดียว
ความจริงแล้วตั้งแต่ตอนที่ได้รับข้อความนั้น เพ่ยเยี่ยนก็ชะงักไปเพราะคำว่า 'เร้าใจ' ที่เธอส่งมา เขาแอบคิดเตลิดไปไกลว่าอีกฝ่ายจะส่งภาพวับๆ แวมๆ อะไรมาให้ดูหรือเปล่า
แต่พอเห็นว่าเป็นรูปถ่ายรถยนต์ปอร์เช่ 911 คันจริง เขาก็หูตาสว่าง รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที
[เร้าใจพอไหม]
[พอเลยแหละ]
เพ่ยเยี่ยนตอบกลับแทบจะในวินาทีนั้น ถึงราคารถคันนี้จะไม่ได้แพงหูฉี่อะไร แต่มันก็ใช่ว่าจะหาซื้อกันได้ง่ายๆ ตามท้องตลาด
นอกเหนือจากความตกตะลึงในเส้นสายของ 'พี่สาวสละที่นั่ง' คนนี้แล้ว เขายังแอบสงสัยอยู่ลึกๆ ว่า อีกฝ่ายเพิ่งจะถอยเรนจ์โรเวอร์ไปเมื่อสองวันก่อนไม่ใช่หรือไง
และเหตุผลที่เสิ่นเจาอี้ให้ไว้ก็คือ...
[มันสวยดี ก็เลยซื้อมา]
เพ่ยเยี่ยนจ้องมองข้อความบรรทัดนั้น พลางทอดถอนใจอยู่เงียบๆ มันไม่ใช่แค่สวยโว้ย! รถคันนี้มันเกิดมาเพื่อวิ่งบนสนามแข่งชัดๆ!
แต่ดูทรงแล้ว ขืนพูดเรื่องพวกนี้ไป พี่สาวสละที่นั่งก็คงไม่เข้าใจอยู่ดี ถ้าตอนนี้เขาอยู่ที่เมือง C ก็คงจะดีสิ เผลอๆ อาจจะได้ขอยืมมาลองขับให้หายคันไม้คันมือบ้าง
ตั้งแต่ที่เพ่ยเยี่ยนเป็นฝ่ายเคลียร์ความเข้าใจผิดระหว่างพวกเขาสองคนไปเอง บทสนทนาก็ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น ซึ่งเสิ่นเจาอี้ก็สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงนี้เช่นกัน
และคนอย่างเธอก็ไม่ใช่พวกที่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือไปง่ายๆ เสียด้วย
พอใช้เรื่องรถเป็นสะพานเชื่อมบทสนทนาได้สำเร็จ เธอก็เนียนขอวีแชตของไฟร์มาจนได้ โดยอ้างเหตุผลสวยหรูว่า เผื่อวันหลังมีเรื่องอะไรไม่เข้าใจ จะได้ทักไปถามได้สะดวก
เพ่ยเยี่ยนเองก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เขาส่งไอดีของตัวเองไปให้อย่างว่าง่าย ในใจลึกๆ ก็แอบหวังว่าวันข้างหน้าอาจจะมีบุญได้ลองสัมผัสพวงมาลัยรถคันนั้นดูสักครั้ง
ต่างฝ่ายต่างก็มีแผนการแอบแฝงอยู่ในใจ พอแอดเพื่อนกันเสร็จสรรพ ทั้งคู่ก็รีบกดเข้าไปส่องไทม์ไลน์ของอีกฝ่ายทันที
ทว่าสิ่งที่เพ่ยเยี่ยนเห็นกลับมีแค่รูปนกแก้วหนึ่งตัวกับรูปอาหารอีกหนึ่งจานเท่านั้น
ส่วนฝั่งของเสิ่นเจาอี้ยิ่งแล้วใหญ่ เธอเลื่อนดูจนสุดฟีดก็เจอแต่รูปรถยนต์สารพัดรุ่น แถมยังมีโฆษณาอุปกรณ์แต่งรถแทรกอยู่ประปราย
ความตั้งใจที่จะสืบหาข้อมูลการใช้ชีวิตของอีกฝ่ายเป็นอันต้องพับเก็บไปโดยปริยาย
แต่ทัศนคติของเสิ่นเจาอี้ในตอนนี้เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนแล้ว
หากภูเขาไม่ยอมเดินมาหา เธอเนี่ยแหละจะเป็นฝ่ายเดินเข้าไปหาภูเขาลูกนั้นเอง
[เล่นเกมไหม]
เธอส่งข้อความชวนไฟร์เพื่อสานสัมพันธ์ให้คืบหน้าไปอีกขั้น
ผู้ชายร้อยทั้งร้อยล้วนมีสัญชาตญาณลึกๆ ที่ชื่นชมผู้ที่แข็งแกร่งกว่า ไม่ว่าจะในด้านไหนก็ตาม แล้วบังเอิญว่าฝีมือการเล่นเกมอันน้อยนิดของเสิ่นเจาอี้ก็ดันมีประโยชน์ขึ้นมาพอดี
ซึ่งทฤษฎีนี้เธอก็พิสูจน์มาแล้วกับหานจื่อหยาง และผลตอบรับที่ได้ก็ดีเกินคาด ความเป็นจริงตรงหน้ากำลังยืนยันว่าการตัดสินใจของเธอไม่มีอะไรผิดพลาด
หลังจากล็อกอินเข้าเกมและเข้ามาที่หน้าล็อบบี้จัดทีม ไฟร์ก็ยังคงไม่ยอมเล่นตำแหน่งเลนบนเหมือนเดิม แต่กลับเลือกเล่นซัพพอร์ตแทน
"โห อะไรเนี่ย ติดใจฝีมือฉันเข้าแล้วจริงๆ ใช่ไหม"
เสิ่นเจาอี้เปิดไมค์เอ่ยแซว
"ชมหน่อยก็ทำเป็นเหลิงไปได้ ฉันก็แค่ขี้เกียจใช้สมองก็เท่านั้นแหละ"
น้ำเสียงที่เจือความเกียจคร้านดังทะลุหูฟังออกมา เสิ่นเจาอี้ไม่ได้ต่อปากต่อคำอะไรกับเขาอีก เธอเลือกที่จะหยอกล้อแต่พอดี
การแข่งขันในรอบถัดๆ มา เธอใช้การกระทำเป็นเครื่องพิสูจน์ฝีมือของตัวเองให้เขาเห็นอีกครั้ง และไฟร์เองก็ยอมปริปากคุยมากกว่าปกติอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เพียงแต่สิ่งที่ทำให้เสิ่นเจาอี้รู้สึกเสียดายอยู่ลึกๆ ก็คือ จนกระทั่งออฟไลน์ออกเกมไป เธอก็ยังหลอกถามชื่อจริงของเขาไม่สำเร็จ
บรรดาเป้าหมายที่เธอเปย์ของขวัญให้ทั้งหมดในตอนนี้ หมอนี่ถือว่าเป็นคนที่ดูลึกลับที่สุดแล้ว แต่ยิ่งเขาทำตัวลึกลับมากเท่าไหร่ ความอยากรู้อยากเห็นในใจของเสิ่นเจาอี้ก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น
ตกเย็น สวี่เมิ่งก็จัดการเตรียมอาหารค่ำไว้เรียบร้อย
หลังจากใช้เวลาอยู่ด้วยกันมาทั้งวัน เธอก็พอจะจับทางนิสัยใจคอของเจ้านายคนนี้ได้บ้างแล้วว่าเป็นคนสวย ใจดี แถมยังไม่ค่อยจู้จี้จุกจิก เป็นคนที่อยู่ด้วยแล้วสบายใจมาก
ความรู้สึกเหล่านั้นช่วยคลายความประหม่าที่ตึงเครียดมาทั้งวันลงไปได้มากโข รอจนเสิ่นเจาอี้ทานข้าวเสร็จและจัดการเก็บกวาดห้องครัวจนเรียบร้อย เธอถึงได้บอกลาแล้วขอตัวกลับบ้าน
เข็มนาฬิกาเดินหน้าอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งถึงเวลาสองทุ่ม...
[จบบท]