บทที่ 5: ค่ารักษาหนึ่งเหมา
[ทำไมเงียบไปล่ะ ไม่กล้ารับคำท้า PK หรือไง ปอดแหกชะมัด?]
[ที่บ้านมีพี่สาวเปย์หนักหนุนหลังอยู่ทั้งที ยังจะทำตัวเป็นเต่าหดหัวอยู่อีกเหรอ]
[หรือว่าไอ้ยอดวิวที่เห็นเนี่ยไปจ้างหน้าม้าปั่นมา พอต้องมาเจอของจริงเลยกลัวความแตกกันแน่?]
เพ่ยเยี่ยนเค่นหัวเราะเสียงเย็นออกมาหนึ่งที มุมปากยกขึ้นอย่างเหยียดหยาม
“หมาที่ไหนมาเห่าเสียงดังแถวนี้”
ในขณะเดียวกัน เสิ่นเจาอี้กำลังง่วนอยู่กับการสำรวจร้านค้าลึกลับที่เพิ่งโผล่ขึ้นมาในช่องของขวัญอย่างสนอกสนใจ ทันใดนั้นเสียงพูดของชายหนุ่มก็ดังแทรกขึ้นมาขัดจังหวะ
เธอสะดุ้งเล็กน้อยจนเผลอปิดหน้าต่างร้านค้านั้นลงตามสัญชาตญาณ สายตาจึงเลื่อนไปโฟกัสที่ข้อความคอมเมนต์บนหน้าจอแทน
[เกิดอะไรขึ้นเนี่ย?]
ทันทีที่ไอดีของเธอปรากฏขึ้นในช่องแชท เจ้าพวกเกรียนคีย์บอร์ดสองคนนั้นก็เปลี่ยนเป้าหมายในการโจมตีทันควัน
[โอ้โห เจ๊เศรษฐินีก็อยู่ด้วยนี่นา งั้นก็บอกให้สตรีมเมอร์ลูกรักของเจ๊กดรับคำท้า PK สิ]
[คงไม่ใช่ว่าแกล้งทำตัวเป็นคนรวยหน้าใหญ่ แต่จริงๆ แล้วถังแตกไม่มีปัญญาเปย์หรอกนะ?]
เสิ่นเจาอี้เลิกคิ้วขึ้นสูงด้วยความแปลกใจ นี่มันเข้าข่ายพวกมาก่อกวนหาเรื่องกันชัดๆ
ไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนกล้ามาท้าทาย ‘ไฟร์’ ถึงถิ่นแบบนี้
แต่จะว่าไปแล้ว การแข่ง PK ก็คือการที่สตรีมเมอร์สองฝั่งมาแข่งกันเรียกยอดของขวัญ ภายในเวลาที่กำหนดใครได้ยอดมากกว่าก็เป็นฝ่ายชนะ
เธอกำลังกลุ้มใจอยู่พอดีว่าจะเอาวงเงินที่เหลือของวันนี้ไปผลาญที่ไหนดี
ยอดเงินที่รีเฟรชมาใหม่ในช่วงสองสามวันนี้ถูกเธอเติมเข้าระบบโต่วอินไปจนหมดเกลี้ยง รวมกับยอดของวันนี้อีกกว่าสองแสนหนึ่งหมื่นหยวน คำนวณดูแล้วก็น่าจะพอสำหรับการฟาดฟันในรอบนี้ได้สบาย
ถึงแม้ว่าอัตราส่วนเงินคืนจากระบบจะต่ำไปสักหน่อย แต่อย่างน้อยนี่ก็เป็นเป้าหมายที่ระบบคัดสรรมาให้เธอแล้ว จะยอมให้ใครมาดูถูกเขาไม่ได้เด็ดขาด
นิ้วเรียวพิมข้อความตอบกลับไปทันที
[ไฟร์ รับคำท้าไปเลย]
น้ำเสียงของเพ่ยเยี่ยนฟังดูหงุดหงิดและรำคาญใจอย่างเห็นได้ชัด
“ไร้สาระน่า ผมไม่รับ”
[ทำไมถึงไม่รับล่ะ?]
“ดูไม่ออกหรือไงว่าพวกมันจงใจมายั่วโมโหเพื่อให้คุณหน้ามืดตามัวเปย์เงินแข่ง จะไปสนใจพวกมันทำไม”
เสิ่นเจาอี้ไม่สนใจเหตุผลพวกนั้นหรอก นาทีนี้ยังไงก็ต้องกดรับคำท้า PK ให้ได้ ไม่อย่างนั้นเธอจะเอาของขวัญกองโตพวกนี้ไประบายที่ไหนกัน
เธอจิ้มเปิดหน้าร้านค้าลึกลับเมื่อครู่อีกครั้ง ภายในนั้นมีรายการของขวัญลิมิเต็ดรุ่นหายากวางเรียงรายอยู่หลายชิ้น ซึ่งเป็นของที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีมาก่อน
‘เรือรบกาแล็กซี’ (5,000 เพชร) ‘อุกกาบาตห้วงดารา’ (10,000 เพชร) ‘แกนกลางจักรวาล’ (20,000 เพชร)
ปลายนิ้วของเธอกดลงบนหน้าจอเบาๆ เพียงพริบตาเดียว เอฟเฟกต์อลังการของ ‘เรือรบกาแล็กซี’ ก็พุ่งตกลงมากลางหน้าจอเสียงดังสนั่นหวั่นไหว
[รับคำท้าไปเถอะ บ้านเรามีทุนหนาอยู่แล้ว ไม่ต้องกลัว]
เพ่ยเยี่ยนถึงกับพูดไม่ออก เขาไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าผู้หญิงคนนี้เงินเหลือใช้จนร้อนวิชาหรือยังไงกันแน่
“นี่คุณเอาจริงเหรอ?”
[อื้ม วางใจได้เลย เดี๋ยวฉันเป็นแบ็กแบคให้เอง จะยอมให้ใครมาดูถูกไม่ได้เด็ดขาด]
เพ่ยเยี่ยนจ้องมองหน้าจอคอมพิวเตอร์นิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ
“ก็ได้”
เขากดปุ่มยอมรับคำท้า PK
“ในเมื่อพี่สาวสละที่นั่งอยากจะเล่นสนุก งั้นผมก็จะเล่นด้วยสักหน่อย”
ทันใดนั้นหน้าจอก็ถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่ง ฝั่งตรงข้ามปรากฏภาพของสตรีมเมอร์สาวหน้าตาน่ารัก ชื่อไอดีว่า ‘หวานใจสตรอว์เบอร์รีลูกเล็ก’
พอเห็นว่าหน้าจอฝั่งของเพ่ยเยี่ยนมืดสนิทไม่มีภาพวิดีโอ เธอก็ฉีกยิ้มหวานหยดย้อยยิ่งกว่าเดิม
“พี่ชายไฟร์ทำไมไม่เปิดกล้องล่ะคะ ได้ยินเขาเม้าท์กันว่าห้องพี่มีพี่สาวสายเปย์กระเป๋าหนักอยู่ด้วย ไม่ใช่ว่าเขินหรอกนะคะ”
เพ่ยเยี่ยนร้านจะใส่ใจแม่สาวสตรอว์เบอร์รีคนนี้ เขาเอ่ยถามห้วนๆ ว่าจะแข่งกติกาแบบไหน
ยัยหวานใจสตรอว์เบอร์รีแกล้งทำเป็นเกรงใจ บอกให้เขาเป็นคนเลือกกติกาเองได้เลย
เสิ่นเจาอี้พิมพ์ข้อความลงในช่องแชททันที
[แข่งตีหลอดเลือด ฝ่ายแพ้ต้องฟังฝ่ายชนะร้องเพลง ห้ามปิดไมค์เด็ดขาด]
เพ่ยเยี่ยน “?”
[คุณเตรียมตัวไว้ให้ดี เอาเพลงเมื่อคืนนั่นแหละ]
ที่อีกฟากหนึ่งของหน้าจอ สีหน้าของเพ่ยเยี่ยนบิดเบี้ยวจนดูไม่ได้
“นี่คุณแน่ใจนะ?”
[แน่ใจที่สุด]
แม่สาวสตรอว์เบอร์รีฝั่งตรงข้ามหารู้ไม่ว่าหายนะกำลังจะมาเยือน เธอยังคงยิ้มระรื่นดีใจที่สามารถดึงไฟร์มา PK ได้สำเร็จ
เมื่อคืนนี้ ‘หญิงชราวัยหกสิบ’ เปย์ของขวัญไปไม่ใช่น้อย เรื่องนี้เธอรู้ดีอยู่แล้ว
สตรีมเมอร์ไก่รองบ่อนกับนายทุนกระเป๋าหนัก ช่างเป็นเหยื่ออันโอชะที่สมบูรณ์แบบจริงๆ
ในการแข่ง PK ของแอปโต่วอิน มันมีกฎที่รู้กันอยู่กลายๆ ว่าผู้ชนะจะต้องส่งของขวัญให้ผู้แพ้เป็นการปลอบใจ หรือที่เรียกกันว่า ‘ค่ารักษา’ ซึ่งโดยปกติแล้วพวกพี่ชายพี่สาวขาเปย์จะเป็นคนจัดการเรื่องนี้
และเพื่อเป็นการรักษาหน้าตาของตัวเอง ของขวัญที่พวกเศรษฐีเหล่านี้ส่งให้มักจะมีมูลค่าไม่น้อยเลยทีเดียว
หลังจากที่เคยได้ลิ้มลองความหอมหวานมาแล้วสองครั้ง หวานใจสตรอว์เบอร์รีก็เริ่มวางแผนหากินทางนี้ โดยเจาะจงเลือกคู่แข่งที่ดูแล้วตัวเองน่าจะแพ้แน่ๆ
ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ อาศัยแค่เก็บเล็กผสมน้อยจาก ‘ค่ารักษา’ เธอก็ทำกำไรไปได้โข
พอมาเจอกับคนอย่างไฟร์ เธอจึงใช้วิธีเดิมคือสมัครไอดีรองสองไอดีเข้าไปปั่นประสาท ซึ่งมันก็ได้ผลทุกครั้ง
เมื่อตัวเลขนับถอยหลังการแข่งขันสิ้นสุดลง เสิ่นเจาอี้ก็ประเดิมด้วยการโยนของขวัญชุดใหญ่ลงไปตูมเดียว
หลอดเลือดพลังฝั่งของไฟร์พุ่งปรี๊ดจนเต็มหลอด ข่มฝั่งตรงข้ามจนมิดในพริบตา
ดวงตาของหวานใจสตรอว์เบอร์รีเป็นประกายวาววับ... เลือกเหยื่อไม่ผิดจริงๆ ด้วย!
แต่เธอยังคงตีหน้าซื่อ แสร้งทำเป็นร้องเรียกให้นายทุนฝั่งตัวเองช่วยส่งของขวัญสู้บ้าง
เพ่ยเยี่ยนมองสถานการณ์ตรงหน้าแล้วยกมือขึ้นขยี้ผมตัวเองอย่างหงุดหงิด
“พี่สาวสละที่นั่ง คุณแน่ใจจริงๆ เหรอว่าจะให้ผมร้องเพลง?”
[แน่ใจมาก]
“ก็ได้...”
เขากดเปิดดนตรีประกอบ ทันทีที่เสียงอินโทรดังกังวานขึ้น หวานใจสตรอว์เบอร์รียังคงรักษารอยยิ้มพิมพ์ใจเอาไว้ได้
จนกระทั่ง...
“อ้า~ ฮ้า~ ฮาอ้าาาาาฮ้า~”
เสียงร้องของเพ่ยเยี่ยนที่หลุดคีย์ไปดาวอังคาร ราวกับเสียงเลื่อยขึ้นสนิมที่กำลังสีบาดแก้วหูของผู้ฟังอย่างโหดเหี้ยม
รอยยิ้มหวานเชื่อมบนใบหน้าของหวานใจสตรอว์เบอร์รีแข็งค้างไปในทันที
ช่องแชทในห้องของเธอก็ไหลเป็นน้ำตกด้วยข้อความตื่นตระหนก
[นี่มันเสียงที่เปล่งออกมาจากอวัยวะส่วนไหนเนี่ย?]
[อาวุธคลื่นเสียงชัดๆ ร้ายกาจมาก]
โชคยังดีที่กติกาสั่งห้ามปิดไมค์ หวานใจสตรอว์เบอร์รีรีบเอ่ยปากขอร้องเสียงสั่น
“พี่ชายไฟร์คะ คือว่า... เราไม่ต้องร้องแล้วก็ได้มั้งคะ?”
“ไม่ได้สิ”
เพ่ยเยี่ยนจงใจตะเบ็งเสียงให้ดังขึ้นด้วยความสะใจ
“นี่ยังไม่ถึงท่อนฮุกเลยนะ”
สิ้นเสียงนรกแตกของท่อนว้าก ใบหน้าของหวานใจสตรอว์เบอร์รีก็ไม่อาจควบคุมอารมณ์ได้อีกต่อไป หน้าตาบิดเบี้ยวเหยเกจนดูไม่ได้
หารู้ไม่ว่า ก่อนที่ไฟร์จะเริ่มแหกปากร้องเพลง เสิ่นเจาอี้ได้กดปิดเสียงโทรศัพท์เตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว เธอนั่งมองสีหน้าทรมานของแม่สาวสตรอว์เบอร์รีอย่างเพลิดเพลิน
ในที่สุดก็หาคนมาร่วมรับกรรมได้อีกคนแล้ว
รวมถึงพวกคนดูในห้องของเธอด้วย ห้ามใครหนีไปไหนทั้งนั้น!
ถึงจะนั่งดูละครฉากเด็ดอยู่อย่างสนุกสนาน แต่มือของเธอก็ไม่ได้หยุดทำงาน พอรวมยอดได้เป็นตัวเลขกลมๆ เสิ่นเจาอี้ก็เริ่มจิ้มเลือกของขวัญชิ้นใหญ่อย่าง ‘แกนกลางจักรวาล’ ส่งรัวๆ ไม่ยั้ง
ยอดเพชรคงเหลือที่สะสมมาหลายวัน ในที่สุดก็เริ่มลดฮวบลงอย่างเห็นได้ชัด
เวลาการแข่งขันเหลืออีกเพียง 30 วินาทีสุดท้าย
ตามสูตรสำเร็จของการ PK ช่วงเวลานี้คือนาทีทองที่ฝ่ายตรงข้ามจะทำ ‘การขโมยบ้าน’ คือการที่ฝ่ายที่คะแนนตามหลังอยู่จู่ๆ ก็ระดมปาของขวัญแซงขึ้นมาในช่วงวินาทีสุดท้าย ในขณะที่ฝ่ายนำกำลังชะล่าใจ ทำให้ตั้งตัวรับมือไม่ทัน
แต่เสิ่นเจาอี้สังเกตเห็นว่า หลอดเลือดพลังของหวานใจสตรอว์เบอร์รีนั้นนิ่งสนิท ไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่นิดเดียวตั้งแต่เริ่มเกม
นี่มันหมายความว่ายังไง ล้มมวยงั้นเหรอ?
ตัวเลขนับถอยหลังจบลง ไฟร์เป็นฝ่ายคว้าชัยชนะไปด้วยคะแนนทิ้งห่างแบบขาดลอย 99%
เพ่ยเยี่ยนเองก็ยอมหยุดการแสดงโชว์ลูกคอลง
เสิ่นเจาอี้กดเปิดเสียงลำโพงอีกครั้ง ได้ยินเสียงของหวานใจสตรอว์เบอร์รีดังลอดออกมา
“บ้านพี่ชายไฟร์แข็งแกร่งเกินไปแล้วค่ะ เล่นเอาหนูสู้ไม่ได้เลย หมดทางสู้จริงๆ~”
เธอไม่คิดจะสู้เลยต่างหากล่ะ!
เสิ่นเจาอี้แอบบ่นอุบอิบอยู่ในใจ
เนื่องจากกติกาที่ตกลงกันไว้เมื่อครู่ ผู้แพ้ไม่ต้องโดนบทลงโทษอะไรเพิ่มเติม พอเห็นว่าการแข่งจบลงแล้ว เพ่ยเยี่ยนก็กดตัดสายทิ้งทันทีอย่างไม่ไยดี
เขาง่วงจะตายอยู่แล้ว อยากจะรีบไปนอนเต็มที
หวานใจสตรอว์เบอร์รีมองหน้าจอที่ถูกตัดสายไปอย่างงุนงง เธอนิ่งอึ้งไปสองวินาทีก่อนจะได้สติกลับมา
เธอยังไม่ได้ ‘ค่ารักษา’ เลยนะ!
ไวเท่าความคิด เธอรีบสลับไปใช้ไอดีรองเข้าไปในห้องไลฟ์สดของไฟร์ แล้วเริ่มปั่นกระแสทันที
[ชนะแล้วหนีเลยเหรอ? รู้จักธรรมเนียมบ้างไหมเนี่ย?]
[ไม่จริงน่า นายทุนกระเป๋าหนักขนาดนี้ แค่ค่ารักษาเล็กๆ น้อยๆ ก็ไม่ยอมจ่ายเหรอ?]
[ขี้เหนียวชะมัดเลยแฮะ]
เสิ่นเจาอี้อ่านคอมเมนต์พวกนั้นแล้วเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
[ค่ารักษาอะไร?]
หวานใจสตรอว์เบอร์รีในร่างอวตารรีบพิมพ์อธิบายรัวๆ
[ฝ่ายที่ชนะ PK ต้องส่งของขวัญให้ฝ่ายแพ้เป็นค่ารักษาไง นี่มันเป็นกฎที่รู้กันทั่ว ไม่รู้เรื่องแล้วยังจะมารับคำท้าอีก?]
อ๋อ... เป็นอย่างนี้นี่เอง
เมื่อปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดเข้าด้วยกัน เสิ่นเจาอี้ก็เข้าใจกระจ่างแจ้งทันที ยัยนี่ตั้งใจใช้ไฟร์เป็นสะพาน เพื่อมาหลอกกินเงินจากกระเป๋าเธอนี่เอง
มิน่าล่ะ เวลาตั้งห้านาที อีกฝ่ายถึงส่งของขวัญขึ้นมาแค่ไม่กี่ชิ้น
ตอนแรกก็นึกว่าตกตะลึงใน ‘เสียงสวรรค์’ จนมือไม้ทำอะไรไม่ถูก ที่ไหนได้ จงใจนี่หว่า
ในตอนนั้นเอง เพ่ยเยี่ยนที่กำลังเตรียมตัวจะลงสตรีมก็เหลือบมาเห็นข้อความแชท น้ำเสียงของเขาติดจะหงุดหงิดขึ้นมาทันที
“เป็นคนอยากจะ PK เองแท้ๆ แพ้แล้วก็ต้องยอมรับสภาพสิ จะมาขอทานอะไรแถวนี้!”
พอจับน้ำเสียงรำคาญใจของเขาได้ เสิ่นเจาอี้ก็จิ้มหน้าจอส่งสติกเกอร์บอกเขาว่าอย่าเพิ่งโมโห
“ไม่ได้โมโห ผมจะรีบไปนอน”
พูดจบ เขาก็นึกขึ้นได้ว่าเสิ่นเจาอี้เพิ่งจะอัปเกรดเลเวลการใช้จ่ายขึ้นมาอีกระดับหลังจากหายไปคืนนึง ด้วยความที่เป็นห่วงจึงพูดกำชับทิ้งท้ายไว้
“คุณเองก็เหมือนกัน ไม่ต้องไปส่งค่ารักษงรักษาอะไรให้เขานะ ผมไปล่ะ”
เสิ่นเจาอี้ไม่ได้พิมพ์ตอบอะไรกลับไป แต่เธอกดออกจากห้องไลฟ์สดของไฟร์แทน
จากนั้นก็พิมพ์ชื่อ ‘หวานใจสตรอว์เบอร์รีลูกเล็ก’ ลงในช่องค้นหา แล้วกดเข้าไปในห้องของแม่นั่น
ทันทีที่มีข้อความแจ้งเตือนว่า ‘หญิงชราวัยหกสิบ’ เข้ามาในห้อง น้ำเสียงของหวานใจสตรอว์เบอร์รีก็หวานหยดย้อยขึ้นอีกแปดระดับ
“ยินดีต้อนรับพี่สาววัยหกสิบค่า~ พี่สาวแวะมาหาหนูด้วยเหรอคะ?”
พี่สาววัยหกสิบ?
สู้เรียกว่าพี่สาวสละที่นั่งยังจะฟังรื่นหูซะกว่า
เสิ่นเจาอี้แอบค่อนขอดในใจว่าช่างเสแสร้งเก่งจริงๆ เธอไม่พูดพร่ำทำเพลง กดเปิดหน้าต่างของขวัญ แล้วเลื่อนหาอันที่ราคาถูกที่สุด
‘ลูกอม’ (ราคา 1 เหมา)
นี่เป็นอั่งเปาฟรีที่เธอเคยแย่งกดได้มาจากห้องอื่นสมัยที่ยังไม่ได้ผูกกับระบบ
กดยืนยันการส่ง
‘ฟิ้ว——’
เอฟเฟกต์ขนาดจิ๋วที่แทบจะมองไม่เห็น ลอยผ่านมุมหน้าจอไปอย่างเงียบเชียบ
“ขอบคุณพี่สาววัยหกสิบสำหรับลูกอมนะคะ~”
[ไม่ต้องเกรงใจ นี่ค่ารักษาของเธอ]
หลังจากพิมพ์ประโยคนี้ส่งไป เสิ่นเจาอี้ก็ได้เห็นรอยยิ้มบนหน้าของหวานใจสตรอว์เบอร์รีแข็งค้างสมใจอยาก
ไม่ใช่สิ เมื่อกี้เธอเห็นกับตาเลยนะว่าตอน PK ห้องของไฟร์มียอดของขวัญตั้งหนึ่งล้านเพชรเชียวนะ! (อัตราส่วน 1:10)
บรรดาแฟนคลับขาเผือกในห้องของหวานใจสตรอว์เบอร์รีเริ่มส่งข้อความตั้งคำถาม
[นี่มันหมายความว่ายังไง?]
[จงใจกวนประสาทหรือเปล่าเนี่ย?]
[ไหนบอกว่าอันดับหนึ่งของฝั่งนู้นเป็นเศรษฐินีไง ทำไมเปย์แค่นี้ล่ะ?]
[ทำไม?] เสิ่นเจาอี้พิมพ์ตอบกลับอย่างไม่ยี่หระ [ก็ไม่ได้มีกฎตายตัวนี่ว่าต้องจ่ายค่ารักษาเท่าไหร่ หรือว่ารังเกียจว่ามันน้อยไป?]
“เปล่าค่ะ... แต่ว่า...”
หวานใจสตรอว์เบอร์รีไม่กล้าพูดออกมาตรงๆ เธอกำลังเรียบเรียงคำพูดเพื่อจะพูดอ้อมๆ ทวงถาม แต่สายตาก็เหลือบไปเห็นข้อความแจ้งเตือนว่า ‘หญิงชราวัยหกสิบ’ ได้ออกจากห้องไปแล้ว
ไปแล้วเหรอ?
ต่อให้โง่แค่ไหน ตอนนี้เธอก็รู้ตัวแล้วว่าตัวเองโดนต้มจนเปื่อย
ไม่คิดเลยว่ากลยุทธ์ที่ใช้ได้ผลมาตลอด วันนี้จะมาเจอตอเข้าอย่างจัง ดันมาเจอกับคนที่ไม่เล่นตามเกมซะได้
เท่ากับว่าเธอเสียโควตา PK ไปฟรีๆ ครั้งหนึ่งเลยนะเนี่ย
ที่ด้านนอกห้องไลฟ์สด เสิ่นเจาอี้ยังไม่ได้จากไปไหนไกล
เธอมองดูสีหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความเจ็บใจของหวานใจสตรอว์เบอร์รีอย่างพึงพอใจเป็นที่สุด
คิดจะมาหลอกกินตังค์ฉันงั้นเหรอ?
ฝันไปเถอะ
จังหวะนั้นโทรศัพท์ก็สั่นครืดคราด เป็นข้อความจากไฟร์ที่เพิ่งลงสตรีมไป
“คุณไม่ได้ไปส่งค่ารักษาให้เขาจริงๆ ใช่ไหม?”
เสิ่นเจาอี้พิมพ์ตอบกลับ [ส่งสิ หนึ่งเหมาถ้วน]
เพ่ยเยี่ยน “......”
เอาเถอะ อย่างน้อยเวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่นก็ยังพอจะมีสมองอยู่บ้าง แต่น้อยไปหน่อย ถ้าเป็นเขาละก็ แม้แต่หนึ่งเหมาก็อย่าหวังว่าจะได้แอ้ม
จากนั้นเขาก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับมาอีก คงจะปิดมือถือนอนไปแล้ว
เมื่อเห็นว่าข้อความขึ้นว่าอ่านแล้วแต่ไม่มีการตอบกลับ เสิ่นเจาอี้ก็เดาได้ว่าไฟร์คงจะหลับไปแล้วจริงๆ
เมื่อครู่ตอนแข่ง PK แม้จะรัวของขวัญไปไม่ยั้ง แต่รวมๆ แล้วก็แค่แสนเดียว คำนวณตามอัตราส่วน 30% เงินคืนที่จะได้ก็แค่สามหมื่นหยวน
ระยะห่างจากคอนโดหรูใจกลางเมือง ยังไม่พอซื้อแม้แต่พื้นหน้าประตูทางเข้าด้วยซ้ำ
ยังน้อยเกินไป
ไม่รู้ว่าคืนนี้เฉิงอวี่ไป๋จะมาไลฟ์หรือเปล่า
คงต้องเอาเงินรางวัลที่เหลือไปปั่นยอดเอาเงินคืน 50% จากห้องเขามาสมทบทุน อย่างน้อยก็ขอให้ได้สักห้องน้ำหรือระเบียงก็ยังดี
...
ท้องฟ้าด้านนอกมืดสนิทแล้ว
หลังจากกลับมาถึงห้องเมื่อช่วงบ่าย เธอก็ขลุกอยู่แต่หน้าจอไลฟ์สดจนลืมเวลา ข้าวเย็นก็ยังไม่ได้ตกถึงท้อง
ในครัวมีแต่อาหารสำเร็จรูปแช่แข็ง เสิ่นเจาอี้มองแล้วก็รู้สึกไม่เจริญอาหารเอาเสียเลย
เธอคว้าโทรศัพท์กับกุญแจห้อง เดินสวมรองเท้าแตะออกจากห้องไปทั้งที่ผมเผ้ายังไม่ได้มัดรวบให้เรียบร้อย
เดือนมีนาคมในเมือง C ลมหนาวยามค่ำคืนยังคงพัดพาความเย็นยะเยือกมาปะทะผิวกาย แต่ย่านเมืองเก่าที่อยู่นอกเขตวงแหวนรอบที่สามกลับยังคงคึกคักไปด้วยผู้คนและเสียงจอแจ
เตาถ่านจากร้านปิ้งย่างส่งเสียงแตกปะทุ กลิ่นหอมฉุนของพริกหม่าล่าและยี่หร่าลอยตลบอบอวลไปทั่ว
พอเดินมาถึงร้านเจ้าประจำที่มากินบ่อยๆ เ้จาของร้านหญิงร่างท้วมก็ร้องทักทายเธออย่างเป็นกันเอง
“ไม่เห็นหน้าเห็นตาตั้งนาน วันนี้หยุดงานเหรอจ๊ะ?”
เสิ่นเจาอี้ยิ้มพลางส่ายหน้า “ลาออกแล้วค่ะ”
“อุ๊ย เรื่องดีนี่นา!” เจ้าของร้านรีบเช็ดโต๊ะให้อย่างคล่องแคล่ว “ดูสภาพหนูเมื่อก่อนสิ ทำโอทีจนขอบตาดำจะไหลลงไปกองที่ปากอยู่แล้ว”
ระหว่างที่พูดคุยกัน เสิ่นเจาอี้ก็สั่งอาหารเสร็จเรียบร้อย แถมยังสั่งเบียร์เพิ่มมาอีกหนึ่งลัง
ระหว่างรออาหารมาเสิร์ฟ เธอก้มหน้าก้มตาไถหน้าจอโทรศัพท์
ดูเหมือนว่ากำลังมองหาอะไรบางอย่าง
[จบบท]