บทที่ 56 : ที่รัก ช่วยผมด้วยเถอะ
สถานีตำรวจเขตเฉิงซี เมือง C
เพ่ยเยี่ยนนั่งหน้าเครียดอยู่ในห้องสอบสวน บรรยากาศรอบตัวอึดอัดจนเขาแทบหายใจไม่ออก
ข้างกายเขามีเด็กหนุ่มอย่างชิวเจ๋อนั่งหน้าซีดเผือดอยู่ด้วย นอกจากพวกเขายังมีกลุ่มคนที่เข้าร่วมการแข่งรถเถื่อนอีกหลายคน
บรรดาวัยรุ่นลูกเศรษฐีที่รวมหัวกันจัดงานแข่งรถใต้ดิน ทยอยถูกครอบครัวประกันตัวกลับบ้านกันไปเกือบหมดแล้ว
ชิวเจ๋อนั่งยองๆ อยู่ข้างเก้าอี้ด้วยท่าทางน่าสงสาร ก่อนจะหันมาถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"พี่ ทำยังไงกันดีครับ..."
"พี่ก็อยากรู้เหมือนกันว่าต้องทำยังไง!"
เพ่ยเยี่ยนยกมือขึ้นนวดขมับด้วยความปวดหัว
ทั้งคู่รู้อยู่เต็มอกว่าการลักลอบแข่งรถเถื่อนแบบนี้ ถ้าไม่ได้ทำให้ใครบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ตำรวจก็จะตั้งข้อหาแค่ก่อความวุ่นวายในที่สาธารณะเท่านั้น
ยิ่งพวกเขาสองคนเพิ่งเคยโดนจับเป็นครั้งแรก โทษที่ได้รับจึงไม่ร้ายแรงอะไรนัก
แค่ทนฟังตำรวจเทศนาสั่งสอน จ่ายค่าปรับให้เรียบร้อย แล้วให้ผู้ปกครองมาเซ็นเอกสารรับรองความประพฤติก็น่าจะกลับบ้านได้แล้ว
แต่ปัญหาใหญ่ตอนนี้คือ จะให้ใครมาประกันตัวพวกเขากันแน่
พ่อแม่ของชิวเจ๋ออยู่ต่างประเทศ คนในครอบครัวที่อยู่ที่นี่ก็มีแค่พี่ชายแท้ๆ ของเขาเท่านั้น
แต่ต่อให้เอาปืนมาจ่อหัว เด็กหนุ่มก็ไม่กล้าพอที่จะให้ชิวอวี่รู้เรื่องนี้เด็ดขาด
ถ้าพี่ชายรู้ว่าเขาแอบมาคลุกคลีกับเพ่ยเยี่ยน แถมยังโผล่ไปอยู่ในสนามแข่งรถเถื่อนจนโดนตำรวจรวบตัวมาแบบนี้ กลับบ้านไปคงโดนตีจนขาหักแน่นอน
ส่วนฝั่งของเพ่ยเยี่ยนยิ่งไม่ต้องพูดถึง
การที่เขามาเมือง C ได้ในครั้งนี้ ก็เพราะใช้ข้ออ้างว่าจะมาร่วมงานเลี้ยงฉลองที่ชิวเจ๋อได้โควตาเรียนต่อมหาวิทยาลัย
เขาแอบหนีรอดจากสายตาของครอบครัวมาได้แบบหวุดหวิด ทว่าตอนนี้กลับต้องมานั่งหมดสภาพอยู่ในโรงพักแทน
ชายหนุ่มทั้งสองคนมองหน้ากันด้วยความรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ประตูห้องสอบสวนถูกเปิดออกอีกครั้ง เจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งเดินถือแฟ้มเอกสารตรงเข้ามาหา
เขาขมวดคิ้วมองรายชื่อบนกระดาษสลับกับใบหน้าของเด็กหนุ่ม
"ชิวเจ๋อใช่ไหม อายุแค่นี้ยังไม่บรรลุนิติภาวะเลย เข้ามามั่วสุมอะไรกับพวกนี้!"
ตำรวจบ่นเสียงดุ เพราะการกระทำของเด็กพวกนี้สร้างภาระงานให้พวกเขาเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น
เด็กหนุ่มที่ถูกเรียกชื่อหดคอด้วยความหวาดกลัว เขาขยับตัวเข้าไปเบียดเพ่ยเยี่ยนตามสัญชาตญาณ
"คุณตำรวจครับ ผม...ผมแค่บังเอิญเดินผ่านไปแถวนั้นพอดี..."
"เดินผ่านอะไรกัน!"
ตำรวจเคาะโต๊ะเสียงดังด้วยความหงุดหงิด
"รีบโทรศัพท์ติดต่อให้คนในครอบครัวมารับตัวเดี๋ยวนี้!"
ชิวเจ๋อหันขวับไปมองหน้าเพ่ยเยี่ยนทันที สองมือคว้าแขนเสื้อของชายหนุ่มเอาไว้แน่น
"พี่..."
พอได้ยินคำเรียกขานนั้น ตำรวจก็เลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจ
"พวกเธอสองคนเป็นพี่น้องกันเหรอ"
"ใช่ครับ!"
ชิวเจ๋อพยักหน้าตอบรับอย่างรวดเร็ว
เจ้าหน้าที่ตำรวจก้มลงมองสมุดบันทึกในมือด้วยความสงสัย
"ทำไมคนหนึ่งใช้แซ่เพ่ย แล้วอีกคนใช้แซ่ชิว"
สองหนุ่มหันมาสบตากัน ก่อนจะตอบออกมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
"เขาใช้แซ่ตามพ่อ ส่วนผมใช้แซ่ตามแม่ครับ"
"เขาใช้แซ่ตามแม่ ส่วนผมใช้แซ่ตามพ่อครับ"
น้ำเสียงและจังหวะการตอบช่างพร้อมเพรียงกันเหลือเกิน
การโกหกหน้าตายของทั้งคู่ดูเนียนจนแทบจับผิดไม่ได้ ตำรวจถึงกับชะงักไปเล็กน้อยกับคำตอบที่ฟังดูสมเหตุสมผลนั้น
ความผิดครั้งนี้ไม่ใช่คดีร้ายแรงอะไร เจ้าหน้าที่เพียงแค่ลงบันทึกข้อมูลไว้ในกระดาษ ยังไม่ได้พิมพ์ประวัติเข้าระบบคอมพิวเตอร์ จึงไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงอะไรให้มากความ
"เป็นพี่ชายประสาอะไร ทำไมไม่รู้จักพาน้องไปทำเรื่องดีๆ บ้าง!"
ตำรวจหันไปดุเพ่ยเยี่ยน ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือที่ยึดไว้ยื่นส่งคืนให้
"เอาล่ะ รีบโทรเรียกพ่อแม่ให้มารับตัวกลับไปได้แล้ว"
เพ่ยเยี่ยนนั่งลังเลอยู่นาน ในหัวพยายามคิดหาทางออกอย่างหนัก ก่อนจะฝืนใจถามออกไป
"ตอนนี้พ่อกับแม่อยู่ต่างเมืองครับ อายุมากแล้วเดินทางมาไม่สะดวก ให้แฟนผมมาแทนได้ไหมครับ"
แฟนเหรอ!
ชิวเจ๋อเงยหน้าขึ้นมองเพ่ยเยี่ยน เบิกตากว้างราวกับไม่อยากเชื่อหูตัวเอง
ตำรวจพยักหน้ารับอย่างไม่คิดมาก
"ได้สิ เบอร์อะไรล่ะ"
"เอ่อ...เธอไม่รับสายเบอร์แปลกหรอกครับ..."
เพ่ยเยี่ยนตอบอึกอัก ประหม่าจนทำตัวไม่ถูก
"ต้องใช้มือถือของผมโทรไปหาเธอครับ"
ตำรวจถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะยื่นโทรศัพท์มือถือคืนให้ชายหนุ่ม
เพ่ยเยี่ยนกดปลดล็อกหน้าจอ ข้อความล่าสุดที่เสิ่นเจาอี้ส่งมาก็ปรากฏขึ้นให้เห็นทันที
【ถ้ามีปัญหาอะไร หรือมีเรื่องที่ฉันพอจะช่วยได้ก็ติดต่อมานะ】
เยี่ยมไปเลย!
นี่มันข้อความจากสวรรค์ชัดๆ ผู้หญิงคนนี้คือพระผู้ช่วยให้รอดของเขา!
ชายหนุ่มไม่รอช้า รีบกดโทรออกผ่านแอปพลิเคชันทันที
ตัดภาพมาที่เสิ่นเจาอี้ เธอนั่งรอข้อความตอบกลับอยู่นานจนไม่ได้หลับไม่ได้นอน
หญิงสาวนั่งอยู่บนเก้าอี้ริมหน้าต่าง คิดทบทวนว่าอีกฝ่ายไปก่อเรื่องอะไรไว้ ถึงขั้นต้องมีตำรวจมาจับตัวไปตอนดึกดื่นป่านนี้
เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือดึงสติของเธอกลับมา พอเห็นว่าเป็นสายจากไฟร์ เธอจึงรีบกดรับทันที
"คุณไม่เป็นอะไรใช่ไหมคะ"
เสียงของชายหนุ่มปลายสายฟังดูตะกุกตะกักและไม่เป็นธรรมชาติเอาเสียเลย
"เอ่อ...คุณช่วยมาที่สถานีตำรวจเขตเฉิงซีหน่อยได้ไหมครับ..."
"เขตเฉิงซีเหรอ"
เสิ่นเจาอี้ทวนคำด้วยความแปลกใจ
"คุณอยู่เมือง C เหรอคะ"
"ครับ"
ชายหนุ่มตอบรับสั้นๆ
เขาเหลือบมองสายตากดดันจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก่อนจะกัดฟันพูดรัวเร็ว
"ผมกับน้องชายถูกกักตัวไว้ที่นี่ ตำรวจบอกว่าต้องให้คนในครอบครัวมาทำเรื่องประกันตัวน่ะครับ"
เสิ่นเจาอี้จับใจความสำคัญของประโยคได้ทันที
"คนในครอบครัวเหรอคะ"
หญิงสาวลุกขึ้นยืน มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย น้ำเสียงแฝงความขบขัน
"ถ้าอย่างนั้น คุณจะให้ฉันไปในฐานะพี่สาว หรือว่าฐานะอื่นดีคะ"
สถานการณ์ตอนนี้ชัดเจนมากว่าเพ่ยเยี่ยนกำลังตกเป็นรอง และต้องการความช่วยเหลือจากเธออย่างหนัก
ชายหนุ่มกัดฟันแน่น ตัดสินใจยอมทิ้งศักดิ์ศรีทั้งหมดที่มี รวบรวมความกล้าแล้วเค้นเสียงพูดออกมาประโยคหนึ่ง
"ที่รัก ช่วยผมด้วยเถอะครับ"
เสิ่นเจาอี้ถึงกับพูดไม่ออก
เรื่องนี้ช่างน่าประหลาดใจเหลือเกิน นอกจากเขาจะกล้าโทรมาขอความช่วยเหลือจากเธอแล้ว ยังกล้าลงทุนพูดจาออดอ้อนขนาดนี้อีก
"เข้าใจแล้วค่ะ รอฉันก่อนนะคะ"
หญิงสาวกดวางสาย เธอกำลังตื่นเต้นและอยากเห็นเรื่องสนุกที่กำลังจะเกิดขึ้น จึงรีบเดินไปจัดการแต่งตัวเพื่อเตรียมออกไปข้างนอกทันที
ทางด้านของชิวเจ๋อที่นั่งฟังบทสนทนาอยู่ตลอด เขารู้สึกขนลุกซู่เมื่อได้ยินคำเรียกชวนเลี่ยนนั้น
เด็กหนุ่มจิกปลายเท้าลงกับพื้นด้วยความกระอักกระอ่วนใจ สายตาที่มองไปยังพี่ชายเต็มไปด้วยความสงสัยแบบปิดไม่มิด
เพ่ยเยี่ยนรู้สึกอับอายจนใบหน้าร้อนผ่าว แต่ก็ต้องแสร้งทำเป็นใจดีสู้เสือ
เขาหันไปฉีกยิ้มแห้งๆ ให้กับตำรวจ
"เดี๋ยวเธอรีบมาหาเลยครับ"
หลังจากนั้นทั่วทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบ
ชายหนุ่มนั่งกระสับกระส่ายอยู่บนเก้าอี้ อึดอัดจนแทบทนไม่ไหว เขาคิดไม่ออกเลยว่าจะทำหน้าอย่างไรเมื่อต้องเผชิญหน้ากับเสิ่นเจาอี้ในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า
พวกเขาต้องมาเจอกันครั้งแรกในสถานการณ์ที่น่าอายแบบนี้จริงๆ เหรอ
แต่ในเมื่อหาตัวเลือกอื่นไม่ได้แล้ว เพ่ยเยี่ยนก็ได้แต่สวดมนต์อ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในใจ ขอให้เรื่องวุ่นวายทั้งหมดนี้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี
ยี่สิบนาทีต่อมา รถปอร์เช่ 911 คันหรูของเสิ่นเจาอี้ก็แล่นมาจอดเทียบหน้าสถานีตำรวจ
เธอแจ้งจุดประสงค์ในการมาเยือนและกรอกข้อมูลลงบันทึกประจำวันเรียบร้อย ก่อนจะก้าวเข้าไปด้านในท่ามกลางสายตาของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย
เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นดังก้องไปตามทางเดิน
ถึงจะรีบมาประกันตัวคน แต่เธอก็เปลี่ยนรองเท้าบนรถเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่เสมอ
แม้จะเป็นการมาโรงพักเพื่อรับตัวผู้ต้องหา แต่เสิ่นเจาอี้ก็จัดเต็มเรื่องเสื้อผ้าหน้าผมมาอย่างสมบูรณ์แบบตั้งแต่หัวจรดเท้า
การพบหน้าไฟร์เป็นครั้งแรก เธอต้องทำให้เด็กหนุ่มคนนั้นประจักษ์ถึงความสวยของเธอเสียก่อน
การใช้ความสวยควบคู่ไปกับความช่วยเหลือ ย่อมให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดเสมอ!
ตำรวจเดินนำทางหญิงสาวมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้องสอบสวน
"ผู้กองอวี๋ครับ ญาติของผู้ต้องหามาถึงแล้วครับ"
สิ้นเสียงแจ้ง ทุกชีวิตในห้องต่างหันขวับมามองที่ประตูเป็นตาเดียว
แต่พอบรรดาวัยรุ่นลูกเศรษฐีเห็นว่าไม่ใช่คนที่มารับตัวเอง พวกเขาก็ถอนหายใจออกมาด้วยความผิดหวัง
มีเพียงเพ่ยเยี่ยนเท่านั้นที่มองหญิงสาวในชุดเดรสสีดำสนิท ริมฝีปากแต่งแต้มด้วยสีแดงสดดูโดดเด่นสะดุดตา
ในหัวของเขามีความคิดบ้าๆ ผุดขึ้นมาทันที
หรือว่าผู้หญิงคนนี้คือพี่สาวสละที่นั่งที่เขาคุ้นเคย
ผู้กองอวี๋หันหน้ามาถามหญิงสาวที่ยืนอยู่หน้าประตู
"คุณมารับใครครับ"
"ฉันมารับแฟนกับน้องชายของเขาค่ะ"
เป้าหมายในการมารับตัวชัดเจนขนาดนี้ ผู้กองอวี๋จึงหันไปมองหน้าเพ่ยเยี่ยนทันที
เสิ่นเจาอี้มองตามสายตาของเจ้าหน้าที่ตำรวจไป
ผู้ชายที่นั่งอยู่ตรงนั้นเป็นเด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาเอาเรื่อง ผมหน้าม้าถูกปัดเสยขึ้นไปด้านหลังจนเผยโครงหน้าชัดเจน
รูปร่างของเขาดูสมส่วน ช่วงไหล่กว้าง เอวสอบ แถมยังมีช่วงขายาวที่ดูโดดเด่น สันกรามที่ขบเข้าหากันแน่นบ่งบอกว่าเขากำลังประหม่าอย่างหนัก
หญิงสาวละสายตาจากเขาแล้วมองเลยไปยังคนข้างๆ
ทำไมเด็กคนนี้ถึงดูหน้าคุ้นๆ
อ๋อ นึกออกแล้ว เด็กที่ยอมจ่ายเงินสองแสนหยวนเพื่อแย่งซื้อรถคันนั้นนี่เอง!
ชิวเจ๋อก็จำหน้าเธอได้เช่นกัน ทั้งสองคนสบตากันเพียงเสี้ยววินาทีก็รีบเบือนหน้าหนี สีหน้าของทั้งคู่ดูไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่นัก
เมื่อเพ่ยเยี่ยนมั่นใจแล้วว่าผู้หญิงคนนี้คือใคร เขาก็เอ่ยทักทายด้วยความกระดากอาย
"คุณมาแล้วเหรอ"
หลังจากประโยคนั้น เขาก็ไม่รู้จะพูดอะไรต่ออีกเลย
เสิ่นเจาอี้มองใบหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกของเขาแล้วก็รู้สึกสะใจอยู่ลึกๆ
ในหัวของเธอจินตนาการภาพตัวเองกำลังถือแส้ฟาดลงบนพื้น พร้อมกับตะโกนใส่หน้าเขาว่า 'ทำไมไม่ทำตัวอวดดีเหมือนตอนอยู่ในไลฟ์ล่ะ พูดสิ! พูดออกมาเลย!'
เธอเดินตรงเข้าไปโดยไม่สนใจจะทักทายเด็กหนุ่มทั้งสองคน หญิงสาวหันไปคุยกับผู้กองอวี๋แทน
"สวัสดีค่ะ ฉันขอสอบถามหน่อยได้ไหมคะว่าพวกเขาสองคนไปก่อเรื่องอะไรมา แล้วความผิดร้ายแรงมากไหมคะ"
เมื่อเห็นว่าญาติของผู้ต้องหาให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี น้ำเสียงของผู้กองอวี๋ก็เป็นมิตรมากขึ้น
"พวกลักลอบแข่งรถเถื่อนน่ะครับ แต่เห็นว่าเป็นครั้งแรก และไม่ได้สร้างความเสียหายรุนแรงอะไร จ่ายค่าปรับเสร็จก็พากลับบ้านได้เลยครับ"
เสิ่นเจาอี้พยักหน้ารับรู้ เธอจัดการทำเอกสารและเซ็นชื่อรับรองความประพฤติจนเสร็จสิ้น
หญิงสาวหันไปกล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายในห้อง ก่อนจะเดินนำหน้าเด็กหนุ่มทั้งสองคนออกจากประตูสถานีตำรวจไป
[จบบท]