บทที่ 66 : หมอหรือ? ตลอดชีวิตต่างหาก!
เสิ่นเจาอี้ทอดสายตามองหน้าจอโทรศัพท์มือถือ หากไม่ใช่เพราะเงินเปย์จากระบบสะสมได้ช้าเกินไป ประกอบกับเธอต้องแบ่งยอดเงินส่วนหนึ่งไปเปย์ในห้องแชทเสียงอย่างวิคตอเรียฮาร์เบอร์แล้วละก็ แถบภารกิจของหมอเฉิงก็น่าจะเต็มหลอดไปตั้งแต่ครึ่งเดือนก่อนแล้ว
แบนเนอร์ประกาศการเปย์ของขวัญชิ้นใหญ่สว่างวาบพาดผ่านหน้าจออย่างต่อเนื่องยาวนาน แสงสีตระการตานั้นดึงดูดความสนใจจนดึงยอดคนดูขาจรให้หลั่งไหลเข้ามาในห้องไลฟ์อย่างล้นหลาม
ไอดีของเสิ่นเจาอี้พร้อมกับป้ายเลเวลสุดอลังการสว่างจ้าโดดเด่นอยู่บนตำแหน่งอันดับหนึ่งบนบอร์ดจัดอันดับ ตัวเลขผู้ติดตามบัญชีของเธอพุ่งทะยานขึ้นอย่างบ้าคลั่งในชั่วพริบตา
ทว่าเจ้าตัวกลับไม่ได้ให้ความสนใจกับยอดผู้ติดตามเหล่านั้นแม้แต่น้อย เมื่อสังเกตเห็นว่าเฉิงอวี่ไป๋เอาแต่นั่งนิ่งเงียบไม่ยอมพูดจามาพักใหญ่แล้ว นิ้วเรียวก็พิมพ์ข้อความส่งเข้าไปในห้องแชทอย่างรวดเร็ว
"หมอเฉิง นั่งเหม่ออะไรอยู่คะ มีคนเข้ามาดูตั้งเยอะแยะไม่รีบคว้าโอกาสไว้ล่ะ"
ข้อความของเธอมาพร้อมกับเอฟเฟกต์ป้ายเตือนสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ลอยเด่นอยู่เหนือสุดของหน้าจอสาธารณะ ดึงสติของบรรดาคนดูหน้าใหม่ให้กลับมาจดจ่อกับสิ่งที่เกิดขึ้น ข้อความมากมายเริ่มไหลบ่าเข้ามา
"หมอเหรอ ตอนแรกฉันนึกว่าเป็นดาราซะอีกนะ"
"หมออะไรกัน นี่มันสามีในอนาคตของฉันต่างหาก!"
"ว่าแต่ห้องไลฟ์นี้เขาทำอะไรกันเหรอ"
"ศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอก? เป็นแผนกที่ดูน่าเกรงขามมาก แล้วหน้าตาคุณหมอก็ดูหล่อเหลาเอาเรื่องเหมือนกันนะเนี่ย"
"ตกลงว่าเขาไลฟ์สัมมนาวิชาการหรือทำอะไรกันแน่ ทำไมถึงได้เงินเปย์เยอะขนาดนี้"
"ขอถามแบบคนไม่รู้หน่อยนะ แบบนี้มันไม่ผิดกฎข้อบังคับของอาชีพหมอเหรอ"
ทันทีที่มีคนตั้งคำถามประเด็นนี้ แฟนคลับตัวยงที่ติดตามมานานก็รีบพิมพ์ข้อความอธิบายอย่างรวดเร็วว่าเฉิงอวี่ไป๋ได้ลาออกจากโรงพยาบาลเรียบร้อยแล้ว จึงไม่ใช่เรื่องที่ผิดกฎอะไร (ประเด็นนี้เป็นการปรับเปลี่ยนเพื่อความลื่นไหลของเนื้อหานิยาย ไม่ควรนำไปอ้างอิงกับความเป็นจริง เพราะตามปกติแล้วต่อให้ลาออกจากการเป็นแพทย์ การรับของขวัญเพื่อแลกกับการให้คำปรึกษาก็ยังถือว่าผิดกฎหมายทางการแพทย์อยู่ดี)
ทางด้านเฉิงอวี่ไป๋ที่เพิ่งได้สติกลับมา ชายหนุ่มทอดสายตามองรูปโปรไฟล์ของเสิ่นเจาอี้ด้วยความรู้สึกที่ยากจะคาดเดา สุดท้ายเขาก็ไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้อีก
เพียงแค่กวาดสายตาอ่านข้อความบนหน้าจอ แล้วเลือกตอบคำถามที่เกี่ยวข้องกับความรู้เฉพาะทางแพทย์ เพื่ออธิบายเป็นวิทยาทานให้แก่ผู้คนในห้องไลฟ์
เสิ่นเจาอี้เห็นดังนั้นก็ไม่ได้สนใจการไลฟ์ต่อ เธอจัดการกดออกจากแอปพลิเคชันโต่วอิน แล้วสลับหน้าจอไปตรวจสอบรางวัลชิ้นใหม่ที่ระบบเพิ่งจะปลดล็อกให้แทน
เสียงของระบบดังขึ้นในหัวพร้อมข้อความแจ้งเตือน 'ขอแสดงความยินดีด้วย คุณได้รับโรงงานขนาด 1200 ตารางเมตร ภายในเขตอุตสาหกรรมวัฒนธรรมและสร้างสรรค์ของเมืองเฉวียนโจวจำนวนหนึ่งแห่ง'
หญิงสาวจ้องมองชื่อเมืองที่ไม่คุ้นเคยนักบนหน้าจอ พลางนึกประเมินในใจ รางวัลชิ้นนี้น่าจะมีความเกี่ยวข้องกับสตรีมเมอร์คนใดคนหนึ่งที่เธอเคยเปย์ของขวัญให้อย่างแน่นอน
แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ขี้เกียจเกินกว่าจะมานั่งคิดวิเคราะห์หาความจริงในตอนนี้ หากถึงเวลาที่เหมาะสม ความเชื่อมโยงเหล่านั้นก็คงจะปรากฏขึ้นมาให้เห็นเอง
วันเวลาในช่วงหลายวันต่อมาผ่านไปอย่างราบเรียบโดยไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก กิจวัตรประจำวันของเสิ่นเจาอี้ยังคงวนเวียนอยู่กับการเปิดดูไลฟ์ พิมพ์แชทพูดคุยกับผู้คน และนั่งมองตัวเลขยอดเงินในบัญชีธนาคารที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จากระบบเปย์เงินคืน
แม้ว่าตอนนี้ระบบจะกำหนดเป้าหมายของรางวัลในขั้นต่อไปด้วยจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ทว่าเธอกลับไม่ได้รู้สึกรีบร้อนที่จะทำภารกิจให้สำเร็จเลยแม้แต่น้อย ความรู้สึกตื่นเต้นในตอนแรกที่ได้กดส่งของขวัญเริ่มจืดจางลงจนกลายเป็นความเคยชินไปเสียแล้ว
เธอไม่ได้หมกมุ่นกับการต้องพยายามผลาญเงินเปย์ให้หมดเกลี้ยงในทุกๆ วันเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป ตอนนี้เธอเลือกที่จะเข้าห้องไลฟ์แล้วเปย์ของขวัญโปรยปรายเล็กๆ น้อยๆ ตามแต่อารมณ์เท่านั้น
จนกระทั่งถึงวันนี้ เสิ่นเจาอี้ได้หาเวลาว่างพาสวี่เมิ่งเดินทางไปยังศูนย์จัดหาแม่บ้านเพื่อจัดการเซ็นสัญญากับทางบริษัทอย่างเป็นทางการ
"เงินเดือนสองหมื่นหยวน วันหยุดเทศกาลมีเงินพิเศษเพิ่มให้"
เสิ่นเจาอี้พูดพร้อมกับยื่นปากกาในมือส่งให้สวี่เมิ่ง
"ถ้าไม่มีปัญหาอะไรก็เซ็นชื่อได้เลย"
หญิงสาวตกลงใจให้ช่วงทดลองงานสิ้นสุดลงก่อนกำหนดถึงครึ่งเดือน ซ้ำยังปรับขึ้นเงินเดือนให้มากกว่าตัวเลขที่ตกลงกันไว้ในตอนแรกถึงหนึ่งเท่าตัว
สวี่เมิ่งรับปากกามาถือไว้ในมือ ความตื้นตันใจทำเอามือของเธอสั่นเทาเล็กน้อยในขณะที่กำลังจรดปลายปากกาเซ็นชื่อลงบนกระดาษสัญญา
เมื่อจัดการธุระเสร็จสิ้น พอถึงช่วงเที่ยง เสิ่นเจาอี้ก็พาสวี่เมิ่งไปรับประทานอาหารที่ร้านอาหารข้างห้างซิงกวงเพื่อถือเป็นการเลี้ยงฉลอง
ส่วนเหตุผลที่เธอเจาะจงเลือกร้านอาหารในละแวกนี้นั้น เป็นเพราะเมื่อวานมีพนักงานขายจากร้านแบรนด์เนมหลายร้านส่งข้อความมาแจ้งว่าสินค้าคอลเลกชันใหม่ประจำฤดูกาลมาถึงที่ร้านแล้ว และพวกเขาก็ตั้งใจเก็บสินค้าชิ้นเด่นที่เข้ากับรสนิยมและบุคลิกของเธอเอาไว้ให้โดยเฉพาะ
เนื่องจากระยะทางอยู่ไม่ไกลกันนัก หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ รถยนต์จึงยังคงจอดทิ้งไว้ที่ชั้นล่างของร้านอาหาร แล้วปล่อยให้ผู้หญิงสองคนเดินเท้าเข้าไปในห้างสรรพสินค้าแทน
ลำดับการเดินชอปปิงก็ไม่ได้ต่างไปจากตอนที่เสิ่นเจาอี้มาเดินเล่นคนเดียวเมื่อคราวก่อน เธอแวะเข้าไปที่แบรนด์ดีก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นก็เดินทะลุไปดูของที่ร้านแบรนด์เอ็มซึ่งอยู่ติดกัน
เสิ่นเจาอี้เลือกหยิบเสื้อผ้ามาสองสามชุดโดยไม่ได้เสียเวลาเข้าไปลองสวมในห้องลอง พอแจ้งขนาดตัวเสร็จเธอก็ยื่นบัตรให้พนักงานรูดจ่ายเงินทันที ไม่ว่าจะเป็นรองเท้าหรือกระเป๋าก็ใช้วิธีเดียวกันทั้งหมด
ก่อนกลับเธอแวะลงไปที่แผนกเครื่องสำอางชั้นหนึ่ง แม้ว่าของที่ซื้อไปคราวก่อนจะยังถูกแกะใช้ไม่หมด แต่เธอก็ยังเลือกหยิบลิปสติกกับอายแชโดว์สีใหม่ติดมือมาอีกหลายชิ้น
แน่นอนว่าวิธีการรับสินค้ายังคงเป็นบริการจัดส่งให้ถึงหน้าประตูบ้านเช่นเคย ทั้งสองคนจึงเดินตัวปลิวเข้ามาในห้างและเดินตัวปลิวกลับออกไปอย่างสบายใจ
ระหว่างทางเดินกลับไปที่รถ เสิ่นเจาอี้ก็โยนกุญแจรถส่งให้สวี่เมิ่ง
"เธอเป็นคนขับก็แล้วกัน"
เมื่อได้ยินดังนั้น สวี่เมิ่งก็รีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธเป็นพัลวันทันที
"หนู หนูขับไม่ได้หรอกค่ะ ถ้าเกิดไปขูดกับอะไรเข้า..."
"ถ้าเกิดรอยขีดข่วนเดี๋ยวฉันรับผิดชอบเอง"
เสิ่นเจาอี้ไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ เธอจัดการดึงประตูรถเปิดออกแล้วก้าวเข้าไปนั่งในตำแหน่งเบาะผู้โดยสารด้านหน้าทันที
"ถือโอกาสนี้ฝึกความกล้าของเธอไปด้วยเลย มั่นใจในตัวเองหน่อยสิสวี่เมิ่ง"
คำพูดให้กำลังใจเหล่านั้นแม้จะไม่ได้ช่วยให้ความกังวลลดลงเท่าไหร่นัก แต่ถึงอย่างนั้นสวี่เมิ่งก็ยอมรับหน้าที่นี้มาทำแต่โดยดี
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อรวบรวมความกล้าอยู่พักใหญ่ ในที่สุดรถยนต์คันหรูก็เคลื่อนตัวออกจากจุดจอดได้อย่างราบรื่น
แม้ว่ารถจะเคลื่อนไปอย่างเชื่องช้า แต่การที่ได้เห็นว่าสวี่เมิ่งกล้าที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง เสิ่นเจาอี้ก็ลอบพยักหน้าด้วยความพึงพอใจอยู่เงียบๆ
เมื่อสักครู่ตอนอยู่ที่ห้างเธอก็เพิ่งจะกำชับกับพนักงานขายไปแล้วว่า หากวันหลังมีสินค้าคอลเลกชันใหม่ออกมาอีก ก็ให้จัดส่งไปตามที่อยู่เดิมได้เลย จะได้ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางมาเลือกซื้อด้วยตัวเองให้ยุ่งยาก ยิ่งอากาศนับวันก็ยิ่งร้อนอบอ้าว การหมกตัวอยู่แต่ในบ้านย่อมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
เมื่อทั้งสองคนเดินทางกลับมาถึงบ้าน และตรวจสอบจนแน่ใจแล้วว่าภายในห้องแต่งตัวยังมีพื้นที่ว่างเหลือเฟือสำหรับเก็บของที่จะส่งตามมา เสิ่นเจาอี้ถึงได้วางใจ
สำหรับเรื่องที่อยู่อาศัย ในช่วงเวลานี้เธอยังไม่มีความคิดที่จะกว้านซื้อบ้านเพิ่มแต่อย่างใด เมื่อได้อยู่อาศัยในสถานที่แห่งใดแห่งหนึ่งจนคุ้นชินแล้ว เธอก็ขี้เกียจที่จะต้องมาคอยเก็บของย้ายที่อยู่ใหม่
อีกอย่าง หากประเมินจากนิสัยการสุ่มแจกของรางวัลของระบบเปย์เงินคืนแล้ว ก็ไม่แน่ว่าวันดีคืนดีอาจจะมีรางวัลเป็นอสังหาริมทรัพย์โผล่มาให้ปวดหัวอีกก็เป็นได้
ขืนมีบ้านหลายหลัง ค่าส่วนกลางที่ต้องจ่ายในแต่ละปีก็ไม่ใช่จำนวนเงินน้อยๆ เธอไม่อยากหาเรื่องเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้มีความจำเป็นต่อชีวิตเลยสักนิด
มะรืนนี้ก็จะเข้าสู่เดือนพฤษภาคมแล้ว
วันนี้หานจื่อหยางมีลงแข่งรอบชิงชนะเลิศ พรุ่งนี้เขาก็น่าจะได้หยุดพักผ่อนเสียที หลังจากที่ทิ้งช่วงไม่ได้เล่นเกมด้วยกันมานานนับครึ่งเดือน ในที่สุดพวกเขาก็จะได้กลับมาตั้งปาร์ตี้ลงแรงก์ด้วยกันอีกครั้ง
ทางด้านเพ่ยเยี่ยนเองก็เพิ่งจะส่งข้อความมาบอกสถานที่และเวลาสำหรับการแข่งขันซูเปอร์แชมเปียนชิปแล้วเช่นกัน กำหนดการคือวันที่สิบสามช่วงบ่ายสามโมง
ตอนแรกเสิ่นเจาอี้คิดไว้ว่าจะนั่งเครื่องบินบินตรงไปในช่วงเช้าของวันงานเลยก็น่าจะยังทันเวลา ทว่าเมื่อนึกขึ้นได้ว่าบ้านเดี่ยวสุดหรูที่ได้เป็นรางวัลเธอยังไม่เคยเดินทางไปดูสถานที่จริงเลยสักครั้ง หญิงสาวจึงตัดสินใจว่าจะเดินทางล่วงหน้าไปก่อนกำหนดสักสองวัน
บ้านเดี่ยวสุดหรูเชียวนะ ตั้งแต่เกิดมาเธอยังไม่เคยใช้ชีวิตในบ้านแบบนั้นเลยสักครั้ง คงต้องหาโอกาสไปลองสัมผัสประสบการณ์ดูเสียหน่อย
ส่วนสวี่เมิ่ง เธอก็ตั้งใจจะพาเดินทางไปด้วยกัน การมีเพื่อนร่วมทางคอยพูดคุยแก้เหงาระหว่างการเดินทางย่อมดีกว่าการต้องนั่งเหงาอยู่คนเดียวเป็นไหนๆ
เวลาล่วงเลยเข้าสู่ช่วงบ่ายสามโมงกว่า หานจื่อหยางที่ต้องทุ่มเทเวลาให้กับการฝึกซ้อมอย่างหนักมาเกือบหนึ่งเดือนเต็ม ในที่สุดเขาก็มีเวลาว่างเสียที
[พี่ครับ!]
[ผมแข่งเสร็จแล้ว!]
ข้อความที่ส่งมาพร้อมกับความสดใสร่าเริงของเจ้าลูกสุนัขตัวโตกลับมาอีกครั้ง
เสิ่นเจาอี้จึงพิมพ์ข้อความถามกลับไปว่าผลการแข่งขันเป็นอย่างไรบ้าง
[น่าจะต้องรออีกหนึ่งอาทิตย์ถึงจะรู้ผลครับ แต่ผมคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร คงจะติดหนึ่งในสามแน่นอน!]
แม้จะไม่ได้ยินเสียงพูดของอีกฝ่าย แต่เสิ่นเจาอี้ก็สามารถสัมผัสได้ถึงความมั่นใจที่เปล่งประกายออกมาจากตัวอักษรเหล่านั้น ริมฝีปากบางยกยิ้มขึ้นบางเบา ก่อนจะพิมพ์ข้อความตอบกลับไป
[สงสัยพี่คงต้องเตรียมหาของขวัญรอไว้ล่วงหน้าแล้วสินะ]
[ยังไม่ต้องรีบหรอกครับพี่ นี่เพิ่งจะเป็นแค่การแข่งรอบแรกเอง]
[ถ้าเกิดผมผ่านเข้ารอบไปได้ เดือนหน้าก็ต้องเดินทางไปแข่งระดับประเทศที่เมืองเอสต่อครับ]
เมืองเอสอีกแล้วเหรอ
ทำไมคนพวกนี้ถึงได้ชอบไปกระจุกตัวรวมกันอยู่ที่นั่นนักนะ
เสิ่นเจาอี้ส่ายหน้าไปมาด้วยความขบขัน ก่อนจะพิมพ์ข้อความวกกลับมาคุยเรื่องของขวัญต่อ
[ของขวัญที่พี่รับปากไว้คือการแข่งรอบนี้ ยังไงก็ต้องให้]
[ไว้ถ้าเข้ารอบระดับประเทศได้ ค่อยว่ากันอีกที]
เมื่อเห็นดังนั้นหานจื่อหยางก็ไม่คิดจะปฏิเสธความหวังดีของหญิงสาวอีก เขาจัดการส่งข้อความตอบกลับมาทันที
[ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ประทานรางวัลให้พ่ะย่ะค่ะ!]
จากนั้นชายหนุ่มก็พิมพ์ข้อความเล่าต่อว่า เขาต้องขอตัวกลับไปเก็บของที่หอพักกับรูมเมทก่อน เพราะช่วงเย็นพวกเขามีนัดกินเลี้ยงเพื่อฉลองที่การฝึกซ้อมสุดโหดตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาได้จบลงเสียที
เสิ่นเจาอี้ไม่รอช้า เธอจัดการกดโอนเงินจำนวนหนึ่งหมื่นหยวนไปให้อีกฝ่ายทันที
[มื้อนี้พี่เลี้ยงพวกนายเอง]
[?!]
[ไม่ต้องเลยครับพี่! พวกผมตกลงกันไว้แล้วว่าจะหารค่าอาหารกัน!]
[อีกอย่าง ตอนนี้ผมก็มีเงินเก็บตั้งเยอะแล้วด้วย!]
หานจื่อหยางรีบพิมพ์ข้อความปฏิเสธเป็นพัลวัน
มีหรือที่เสิ่นเจาอี้จะยอมปล่อยให้เขาทำตามใจ เธอเตรียมจะพิมพ์ข้อความบังคับให้อีกฝ่ายกดยอมรับเงินก้อนนั้น
ทว่าในระหว่างที่หานจื่อหยางกำลังยื้อยุดอยู่นั้น หวังเล่ยรูมเมทที่เคยโผล่มาทักทายเมื่อหลายวันก่อนก็พุ่งพรวดเข้ามาหา เมื่อเขากวาดสายตามองข้อความบนหน้าจอโทรศัพท์ของเพื่อนสนิทจบ ชายหนุ่มก็ถือวิสาสะกดยอมรับเงินโอนก้อนนั้นทันที
"หยางไจ๋ พี่คนนี้คือคนเดียวกับตอนนั้นใช่ไหม แกได้ของขวัญในห้องไลฟ์จากเขามาตั้งเยอะตั้งแยะ แค่เงินหมื่นเดียวจะมามัวคิดเล็กคิดน้อยอะไรอยู่อีก"
หานจื่อหยางอ้าปากเตรียมจะเถียงกลับไปว่าเรื่องนั้นมันไม่เหมือนกัน
แต่ยังไม่ทันจะได้พูดอะไร เล่ยจื่อก็จัดการยกแขนขึ้นมากอดคอเขาแล้วออกแรงลากให้เดินออกไปข้างนอกด้วยกันเสียก่อน ริมฝีปากของเพื่อนสนิทเอาแต่พร่ำพูดถึงร้านอาหารรสเด็ดในละแวกนี้ไม่หยุดหย่อน
ดูท่าทางคืนนี้คงต้องจัดเต็มกินให้พุงกางกันไปข้างหนึ่งแน่
เมื่อเห็นว่าสถานะการโอนเงินเปลี่ยนเป็นรับเงินเรียบร้อยแล้ว เสิ่นเจาอี้ก็เริ่มกลับมาขบคิดถึงปัญหาสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง
ตกลงว่าของขวัญที่รับปากไว้ เธอควรจะซื้ออะไรให้เขาดีนะ
[จบบท]