บทที่ 74 : ตะโกนสโลแกนของเราออกมา! (ตอนพิเศษ!)
เช้าวันต่อมา เมื่อเสิ่นเจาอี้ลืมตาตื่นขึ้นมาก็พบว่าวีแชตของเธอคึกคักเป็นพิเศษ
เรื่องที่เธอพาเจียงเจียงไปตะลุยบอร์ดจัดอันดับรายชั่วโมงเมื่อคืน มู่มู่เองก็รู้เรื่องแล้วเหมือนกัน ข้อความที่เขาส่งมาจึงเต็มไปด้วยความหึงหวงและน้อยอกน้อยใจอย่างเห็นได้ชัด
ความจริงเขาไม่ได้รู้สึกแย่ที่เธอเอาเงินไปเปย์ให้คนอื่นหรอก แต่เป็นเพราะหลายวันมานี้เธอไม่ได้แวะเข้าไปดูเขาไลฟ์เลย แถมในวีแชตก็แทบไม่ได้คุยอะไรกันอีกด้วย
[พี่ คนใหม่ชนะคนเก่าแล้วสินะ...]
เสิ่นเจาอี้พิมพ์ตอบกลับไปว่ามันก็แค่ความบังเอิญเท่านั้น
เธอแค่เห็นเจียงเจียงเริ่มไลฟ์ก็เลยแวะเข้าไปสนับสนุนนิดหน่อย ส่วนเรื่องราวใหญ่โตหลังจากนั้น มันก็เป็นแค่อุบัติเหตุนอกเหนือความคาดหมายจริงๆ
มู่มู่พิมพ์แย้งกลับมาทันที
[แบบนั้นเรียกว่าแวะเข้าไปนิดหน่อยเหรอครับ พี่กำลังจะดันเธอให้เดบิวต์เป็นดาวรุ่งอยู่แล้วนะ]
[คืนเดียวผู้ติดตามเพิ่มขึ้นตั้งหนึ่งแสนคน คลิปบันทึกหน้าจอตอนไลฟ์ก็ถูกพวกบัญชีการตลาดเอาไปตัดต่อลงเต็มไปหมด ในกลุ่มแชตกิลด์ก็ยังคุยเรื่องนี้กันไม่หยุดเลยครับ]
เรื่องมันบานปลายไปถึงขนาดนี้เลยงั้นเหรอ
แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องดีทีเดียว ไม่เสียแรงเลยที่เธออุตส่าห์จัดฉากเปย์ของขวัญชุดใหญ่ให้เจียงเจียงไปตั้งมากมายขนาดนั้น
เมื่อสัมผัสได้ว่าน้ำเสียงของมู่มู่เจือความน้อยใจอย่างชัดเจน เสิ่นเจาอี้ที่กำลังอารมณ์ดีจึงพิมพ์บอกไปว่า รอให้เธอกลับไปก่อนเถอะ เดี๋ยวจะหาเวลาไปจัดชุดใหญ่แบบนี้ให้เขาบ้างเหมือนกัน
[ผมไม่เอาหรอกครับ!]
มู่มู่รีบพิมพ์ปฏิเสธกลับมาทันควัน พร้อมกับบอกว่าเขาพอใจกับสถานะตอนนี้ของตัวเองมากแล้ว ไม่เห็นจะต้องการยอดผู้ติดตามหรือความนิยมอะไรพวกนั้นเลยสักนิด
เสิ่นเจาอี้พิมพ์ตอกกลับไปอย่างรู้ทัน
[นายไม่ได้พอใจกับสถานะตอนนี้หรอก นายแค่พอใจกับกระเป๋าเงินของฉันต่างหาก]
ในเมื่อมีนายทุนรายใหญ่ที่พร้อมทุ่มเงินเปย์ให้ไม่อั้นอยู่ตรงหน้าทั้งคน แล้วเขาจะต้องไปเหนื่อยเรียกร้องความสนใจจากคนอื่นอีกทำไมกัน
มู่มู่ที่ถูกจี้ใจดำเข้าอย่างจังถึงกับรู้สึกทำตัวไม่ถูกขึ้นมาทันที
จะว่าไปแล้ว ตอนแรกเขาก็ตั้งใจจะเข้าหาเพื่อจับลูกค้ากระเป๋าหนักคนนี้ให้อยู่หมัดจริงๆ นั่นแหละ ไม่อย่างนั้นเขาจะยอมทุ่มเทแรงกายแรงใจไปมากมายขนาดนั้นเพื่ออะไรกัน
และเสิ่นเจาอี้ก็ใจป้ำมากจริงๆ เธอใช้จ่ายเงินอย่างมือเติบจนเกินกว่าที่เขาจะจินตนาการได้
เม็ดเงินมหาศาลไหลเข้าบัญชีของเขาเป็นว่าเล่นราวกับกระแสน้ำ
แต่หลังจากได้พูดคุยและทำความรู้จักกันในช่วงที่ผ่านมา เขากลับค้นพบว่าพี่คนนี้ดูจะแตกต่างจากคนอื่น เธอไม่เคยเรียกร้องผลประโยชน์อะไรตอบแทน แถมยังทำตัวสบายๆ ไม่เคยวางอำนาจข่มเขาเลยสักครั้ง
จนตอนนี้เงินที่เขาเคยหลอกล่อให้เธอเปย์มา เริ่มจะทำให้เขารู้สึกละอายใจขึ้นมาบ้างแล้ว
โดยเฉพาะบทสนทนาหลังจากที่เธอพาเขาไปดันยอดในสตรีมกลุ่มคราวนั้น มันยิ่งทำให้เขารู้สึกอับอายจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี
ทั้งที่รู้ทันเล่ห์เหลี่ยมของเขาทุกอย่าง แต่เธอก็ยังเต็มใจยอมให้เขาหลอกเอาเงินไปง่ายๆ แม้แต่คำตักเตือนก็ยังนุ่มนวลจนไม่ได้ทำให้เขารู้สึกกดดันอะไรเลย
ดังนั้นในช่วงหลายวันมานี้ เขาจึงเก็บจุดประสงค์แอบแฝงในตอนแรกของตัวเองเอาไว้ แล้วหันมาลองปรับเปลี่ยนวิธีเข้าหาพี่สาววัยหกสิบคนนี้ใหม่ด้วยความจริงใจแทน
แต่สุดท้ายเขาก็เพิ่งตระหนักได้ในตอนนี้เองว่า ความใจดีและสิทธิพิเศษที่เธอเคยมอบให้เขานั้น เธอก็มอบให้กับคนอื่นได้หน้าตาเฉยเหมือนกัน
หรือว่าเธอจะชอบเปย์ให้ทั้งผู้หญิงและผู้ชายกันนะ
ทางด้านเสิ่นเจาอี้นั้นไม่ได้รับรู้ถึงความคิดว้าวุ่นในหัวของเขาเลยสักนิด ที่เธอเปย์หนักขนาดนั้นก็เป็นเพราะเห็นแก่ยอดเงินคืนต่างหาก
แน่นอนว่าส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะลีลาการเต้นของเขาด้วย ก็แหม ก่อนหน้านี้เธอไม่เคยมีโอกาสได้ดูอะไรที่เจริญหูเจริญตาแบบนี้มาก่อนเลยนี่นา
เมื่อเห็นว่ามู่มู่เงียบไป เสิ่นเจาอี้ก็ไม่ได้ใส่ใจเด็กหนุ่มที่กำลังคิดเองเออเองจนว้าวุ่นใจอีก ตอนนี้ความสนใจทั้งหมดของเธอพุ่งเป้าไปที่เรื่องบัญชีการตลาดแทน
แย่แล้วสิ
ช่วงที่ผ่านมาเธอทำตัวโดดเด่นสะดุดตามากเกินไปหน่อย จนเกือบจะลืมความตั้งใจแรกที่อยากใช้ชีวิตอย่างสงบเงียบไม่เป็นจุดสนใจไปเสียสนิท
แต่ในเมื่อเรื่องบานปลายมาถึงขั้นนี้แล้ว เธอคงได้แต่ภาวนาขอให้ชาวเน็ตอย่าขุดคุ้ยประวัติของเธอเลย เพราะเรื่องราวในอดีตของเธอมันไม่มีอะไรที่ทนต่อการตรวจสอบได้เลยสักอย่าง
เมื่อรออยู่นานแต่มู่มู่ก็ยังไม่ยอมส่งข้อความกลับมา เธอจึงเดาเอาว่าเด็กหนุ่มคงรู้สึกอับอายที่ถูกเธอพูดจี้ใจดำเข้าให้
ยอมรับว่าประโยคที่เธอเพิ่งพิมพ์ไปเมื่อกี้อาจจะดูตรงไปตรงมาเกินไปหน่อย เธอจึงตัดสินใจพิมพ์ข้อความใหม่ที่นุ่มนวลกว่าเดิมส่งไปง้อเขา
[ไม่เป็นไรหรอก หวังเงินในกระเป๋าของฉันมันก็ยังดีกว่าไม่หวังอะไรเลยนะ]
ยังไงซะเธอก็มีเงินให้ถลุงเล่นเหลือเฟืออยู่แล้ว
เสิ่นเจาอี้กดออกจากหน้าแชตของมู่มู่ แล้วเปลี่ยนไปกดที่รูปโปรไฟล์ของเจียงเจียงแทน
หญิงสาวคนนั้นเองก็ดูจะเก็บซ่อนความตื่นเต้นเอาไว้ไม่อยู่เหมือนกัน เพราะหลังจากลงจากไลฟ์แล้ว เธอก็ส่งข้อความยาวเหยียดมาหาเสิ่นเจาอี้หลายต่อหลายข้อความ ตัวหนังสืออัดแน่นเต็มหน้าจอจนตาลายไปหมด
เนื้อหาใจความหลักๆ ก็หนีไม่พ้นเรื่องพวกนี้
ขอบคุณผู้มีพระคุณที่ช่วยกรุยทางให้ สัญญาว่าจะตั้งใจหาเงินมาตอบแทนบุญคุณ และปิดท้ายด้วยการขอเลขที่บัญชีเพื่อโอนเงินค่าของขวัญทั้งหมดคืนมาให้
เรื่องอะไรเสิ่นเจาอี้จะยอมตกลงล่ะ
หลังจากพิมพ์ปฏิเสธคำขอนั้นไป เธอก็หยิบยกเอาประโยคเดิมที่เคยใช้กลับมาพิมพ์ตอบอีกครั้งว่า เธอคู่ควรกับมันแล้ว
[รักษาความตั้งใจนี้เอาไว้ แล้วกล้าที่จะพุ่งชนเป้าหมายต่อไปนะ]
[ฉันจะคอยดูอยู่ตรงนี้แหละ อยากรู้เหมือนกันว่าเธอจะก้าวไปได้ไกลสักแค่ไหน]
แน่นอนว่าข้อความสั้นๆ ทั้งสามประโยคนี้ทำเอาเจียงเจียงซาบซึ้งจนแทบจะร้องไห้ออกมาอีกรอบ หญิงสาวเริ่มเข้าสู่โหมดพิมพ์เรียงความร่ายยาวตอบกลับมาอีกครั้ง
หลังจากนั่งตอบข้อความซาบซึ้งกินใจอยู่พักใหญ่ เสิ่นเจาอี้ก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเธอยังมีธุระสำคัญต้องจัดการ
เธอรีบลุกจากเตียงไปเก็บข้าวของลงกระเป๋าเดินทางให้เรียบร้อย หลังจากตรวจดูจนแน่ใจว่าไม่ได้ลืมอะไรไว้แล้ว เธอจึงส่งข้อความไปหาซูเย่เพื่อบอกว่าเธอพร้อมออกเดินทางแล้ว
สิบนาทีต่อมา เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
เสิ่นเจาอี้เดินไปเปิดประตู ก็พบว่าซูเย่กำลังยืนรออยู่หน้าห้อง
เขายังคงสวมเสื้อยืดสีขาวทับด้วยเสื้อเชิ้ต และสวมกางเกงลำลองสบายๆ เหมือนเดิม ดูสะอาดสะอ้านและให้ความรู้สึกเหมือนนักศึกษาหนุ่มไม่มีผิด
"ทำไมมาเร็วจัง"
เสิ่นเจาอี้ถามด้วยความประหลาดใจ
ซูเย่พยักหน้ารับ สายตาของเขาเหลือบไปเห็นกระเป๋าเดินทางที่วางอยู่ด้านหลังของเธอ เขาจึงเดินเข้าไปดึงมันมาถือไว้ในมืออย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมกับกวาดสายตาสำรวจรอบๆ ห้องเพื่อตรวจดูว่าเธอไม่ได้ลืมของอะไรทิ้งไว้
หลังจากลงมาจัดการเรื่องคืนห้องที่เคาน์เตอร์ด้านล่างเสร็จเรียบร้อย ทั้งสองคนก็เดินออกไปขึ้นรถที่จอดรออยู่ตรงหน้าประตู
เมื่อก้าวขึ้นไปนั่งบนรถ เสิ่นเจาอี้ก็สังเกตเห็นกล่องใส่อาหารวางอยู่ตรงเบาะข้างๆ ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเขาต้องเตรียมมันมาให้เธออย่างแน่นอน
เธอแค่รู้สึกแปลกใจนิดหน่อยว่าผู้ชายคนนี้ออกเดินทางมาตั้งแต่ตอนไหนกันแน่
กว่าจะขับรถออกจากบ้าน แล้วยังต้องแวะซื้ออาหารเช้ามาให้อีก
เวลาแค่สิบนาทีมันไม่น่าจะพอจัดการเรื่องพวกนี้ได้ทันหรอกมั้ง
เมื่อซูเย่เข้ามานั่งประจำที่คนขับ เขาก็เห็นว่าเธอกำลังหยิบกล่องอาหารขึ้นมาดูพอดี ชายหนุ่มจึงอธิบายว่าข้างในนั้นคือคุนป่านสี่รสชาติที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นอาหารพื้นเมืองที่ขึ้นชื่อของที่นี่เหมือนกัน
"คุณมาพักที่นี่แค่วันครึ่ง ยังมีของอร่อยอีกตั้งหลายอย่างที่คุณยังไม่ได้ลองชิมเลย ถ้าไม่ติดว่ากลัวคุณจะกินไม่หมด ผมก็กะจะซื้ออย่างอื่นมาให้ลองเพิ่มอีกครับ"
"ไม่ต้องลำบากขนาดนั้นหรอก"
เสิ่นเจาอี้รีบโบกมือปฏิเสธ
"ที่จริง ตอนอยู่บ้านฉันก็ไม่ได้กินข้าวเช้าเป็นประจำอยู่แล้วล่ะ"
ซูเย่ตอบกลับมาด้วยรอยยิ้มบางๆ ว่าไม่ได้ลำบากอะไรเลย เขาแค่แวะซื้อที่ร้านตรงใต้ตึกที่พักก่อนจะขับรถออกมาเท่านั้นเอง
ระยะทางกลับไปยังเมืองจีค่อนข้างไกล เขาแค่กลัวว่าเธอจะหิวระหว่างทางก็เท่านั้น
เสิ่นเจาอี้เองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าควรจะเชื่อคำพูดของเขาดีไหม เธอจึงแกล้งพูดหยอกล้อเขากลับไปว่า
"ร้านอาหารใต้ตึกบ้านคุณนี่เป็นทำเลทองจริงๆ นะ แค่แวะซื้อนิดหน่อยก็ยังได้ของอร่อยขนาดนี้เลย"
เมื่อวานก็เสี่ยวหลงเปามันปู วันนี้ก็มีคุนป่านอีก...
ซูเย่อมยิ้มรับคำชมโดยไม่ได้พูดอะไรตอบกลับมา เขาสตาร์ตเครื่องยนต์แล้วค่อยๆ ขับรถออกไป
พอรถเริ่มขับเข้าสู่ถนนไฮเวย์ เสิ่นเจาอี้ก็จัดการกับอาหารเช้าของตัวเองจนหมดเกลี้ยงพอดี
ส่วนที่เหลืออีกไม่กี่คำสุดท้ายนั้น เธอแทบจะต้องฝืนยัดมันลงคอไปเลยทีเดียว
ตอนนี้เธอเริ่มรู้สึกง่วงนอนขึ้นมานิดๆ แล้วสิ สงสัยจะเป็นเพราะร่างกายได้รับคาร์โบไฮเดรตเข้าไปเยอะเกินไปแน่ๆ รู้สึกเหมือนตัวเองจะผล็อยหลับไปได้ทุกเมื่อ
เธอสะบัดหัวไล่ความง่วงเบาๆ พยายามจะหากิจกรรมอะไรทำเพื่อดึงความสนใจของตัวเองไม่ให้หลับ
เมื่อนึกขึ้นได้ว่ามู่มู่เพิ่งบอกเรื่องที่พวกบัญชีการตลาดพากันตัดต่อคลิปเมื่อคืน เสิ่นเจาอี้จึงหยิบหูฟังขึ้นมาใส่แล้วกดเข้าไปในโต่วอินทันที
ระบบบิ๊กดาต้าของแอปพวกนี้นี่มันน่ากลัวจริงๆ แค่เธอกดเข้ามาในหน้าแรก ก็เห็นคลิปวิดีโอที่เกี่ยวกับเรื่องเมื่อคืนเด้งขึ้นมาให้ดูติดๆ กันตั้งหลายคลิป
แทบไม่ต้องเสียเวลาพิมพ์ค้นหาเลยด้วยซ้ำ
เพียงแต่ว่าคลิปส่วนใหญ่นั้นเน้นไปที่การพูดถึงตัวเจียงเจียงเสียมากกว่า
มีบางคอมเมนต์ที่เข้ามาตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริงของเธอ พวกเขาคิดว่าเรื่องทั้งหมดนี้เป็นแค่การสร้างกระแสเพื่อเรียกยอดวิวเท่านั้น ในขณะที่ก็มีชาวเน็ตอีกหลายคนที่ตามเข้าไปดูในไลฟ์จริงๆ ออกมาช่วยยืนยันว่าหญิงสาวคนนี้หน้าตาดีแล้วยังเต้นเก่งมากอีกด้วย
สรุปง่ายๆ ก็คือมีทั้งคนชอบและคนเกลียดปะปนกันไป
และหนึ่งในคอมเมนต์ที่ได้รับความสนใจมากที่สุด ก็มีคนพูดถึงเสิ่นเจาอี้ด้วยเหมือนกัน
[ฉันจำแอ็กเคานต์หญิงชราวัยหกสิบคนนี้ได้นะ ก่อนหน้านี้ก็เพิ่งไปทุ่มเงินเปย์ให้สตรีมเมอร์ผู้ชายตั้งหลายคน ตอนนี้ก็เปลี่ยนมาเปย์ให้สตรีมเมอร์ผู้หญิงหน้าใหม่อีกแล้ว ดูท่าทางจะไม่มีสเปกที่ชอบตายตัวเลยนะเนี่ย ฉันว่าไม่น่าจะใช่พวกเศรษฐีใจป้ำที่ชอบเปย์หรอก น่าจะเป็นพวกหน้าม้าปั่นยอดที่ทางแพลตฟอร์มจ้างมาสร้างกระแสเสียมากกว่า]
เสิ่นเจาอี้แค่นเสียงหัวเราะในลำคออย่างไม่ใส่ใจ
พวกแกคงคิดไม่ถึงล่ะสิ ว่าที่จริงแล้วฉันก็แค่มีระบบสุดเทพคอยหนุนหลังอยู่ต่างหาก
ถึงแม้ว่าในโลกออนไลน์จะเต็มไปด้วยข้อสงสัยและคำวิจารณ์มากมายขนาดไหน เสิ่นเจาอี้ก็ตัดสินใจที่จะไม่ทักไปพูดคุยเรื่องนี้กับเจียงเจียง
ถ้าหากเจียงเจียงตั้งใจจะเดินบนเส้นทางสายนี้จริงๆ ในอนาคตเธอก็คงต้องเผชิญหน้ากับเรื่องแบบนี้อีกนับไม่ถ้วน คลิปวิดีโอแค่ไม่กี่คลิปนี่ถือเป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น ให้เธอได้ลองฝึกรับมือกับแรงกดดันตั้งแต่ตอนนี้เลยก็ดีเหมือนกัน
เสิ่นเจาอี้กดกลับเข้ามาดูที่หน้าโปรไฟล์ส่วนตัวของตัวเอง
นอกจากชื่อบัญชีผู้ใช้แล้ว เธอก็ไม่ได้ใส่คำอธิบายตัวเอง หรือลงคลิปวิดีโออะไรเอาไว้เลยสักอย่าง
มีคนที่เธอกดติดตามอยู่แค่ไม่ถึงสิบคน แต่ยอดผู้ติดตามของเธอกลับทะลุสองแสนคนเข้าไปแล้ว
ก็ไม่แปลกหรอกที่คนพวกนั้นจะมองว่าเธอเป็นแค่หน้าม้าปั่นยอด
เผลอๆ ต่อไปคงมีคนลือกันว่าเธอตั้งใจจะปั้นช่องเพื่อเอาไปขายต่อแน่ๆ
หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง เสิ่นเจาอี้ก็กดเข้าไปที่ปุ่มแก้ไขข้อมูลส่วนตัว เธอจัดการเปลี่ยนรูปโปรไฟล์ให้เป็นรูปเดียวกันกับที่ใช้ในวีแชต จากนั้นก็พิมพ์ข้อความสั้นๆ ลงไปในช่องคำอธิบายตัวเองว่า
"ไม่ว่าจะเวลาไหน สถานที่ใด ขอแค่มีหนุ่มหล่อสาวสวย ฉันก็ชอบดูทั้งนั้น!"
[จบบท]