บทที่ 81 : กะจะปอกลอกกันให้หมดตัว (มู่ เย่ เจียง)
ตอนที่เสิ่นเจาอี้ไปเดินห้างสรรพสินค้าด้วยตัวเองเป็นครั้งแรก เธอแวะซื้อชุดนอนติดมือมาเพิ่มอีกหลายชุด
คืนนี้เลยได้เอามาใส่พอดี
พวกข้าวของเครื่องใช้ในห้องน้ำก็เตรียมไว้พร้อมสรรพตั้งแต่ตอนย้ายเข้าบ้านใหม่ พอถึงเวลาชำระร่างกาย แค่หยิบมาแกะกล่องก็ใช้ได้เลยทันที ไม่ต้องวุ่นวายหาซื้อเพิ่ม
หลังจากทั้งสองคนบอกฝันดีกันแล้ว ต่างคนต่างก็แยกย้ายกลับเข้าห้องของตัวเอง
ในวีแชตมีข้อความที่ยังไม่ได้อ่านเด้งขึ้นมาเป็นพรวน เสิ่นเจาอี้กดเข้าไปดู พลางเลือกตอบกลับแค่บางข้อความเท่านั้น
สองวันมานี้มู่มู่ดูทำตัวเรียบร้อยขึ้นเยอะ การทักทายพูดคุยผ่านข้อความในแต่ละวันก็ดูจริงจังเป็นทางการแปลกๆ จนเธอแอบรู้สึกตะหงิดใจว่า หมอนี่คงไปเกาะพี่สาวสายเปย์คนใหม่ได้แล้วแน่ๆ ถึงได้มีท่าทีเปลี่ยนไปแบบนี้
อย่างเรื่องที่คุยกันเมื่อคืน
เธอคิดเอาไว้ว่าวันนี้พอกลับถึงบ้าน ถ้าเขาเปิดสตรีมเดี่ยว เธอจะแวะไปช่วยอุดหนุนเปย์ของขวัญให้สักหน่อย
แต่คำตอบที่ได้กลับมาคือ “ไม่ต้องหรอกครับพี่ ตอนสตรีมกลุ่มพี่ก็ช่วยสนับสนุนผมไปเยอะแล้วครับ!”
ดูคำพูดคำจาเข้าสิ ช่างต่างกับตอนที่งัดทุกกลเม็ดมาล่อให้เธอไปเปย์ของขวัญให้ลิบลับ เหมือนเป็นคนละคนเลย
คงไม่ได้กำลังเล่นตัวเรียกร้องความสนใจอยู่หรอกใช่ไหม
เสิ่นเจาอี้อยากรู้จริงๆ ว่าหมอนี่กำลังมาไม้ไหน เธอเลยกดเข้าแอปโต่วอิน แล้วตรงดิ่งไปที่ห้องไลฟ์ซิงเหอชุ่ยช่านทันที
คะแนนโหวตของมู่มู่ยังคงรั้งท้ายอยู่ในอันดับที่ห้าหรือหกเหมือนเดิม
ดูเผินๆ เหมือนไม่มีอะไรผิดปกติ แต่กลับมีความรู้สึกแปลกๆ บางอย่างที่บอกไม่ถูก
ใช่แล้ว เธอนึกออกแล้ว ปฏิกิริยาของมู่มู่นั่นเอง
ก่อนหน้านี้ทุกครั้งที่เธอเข้ามาในห้องไลฟ์ พอพิธีกรอ่านชื่อไอดีของเธอ เขาจะทำหน้าทำตาเล่นหูเล่นตาใส่กล้องตลอด
แต่ช่วงสองวันนี้ แม้เขาจะยิ้มให้ แต่มันกลับดูฝืนๆ ไปหน่อย
ถึงจะเป็นเพราะเรื่องที่เธอไปเปย์ให้เจียงเจียง เขาก็ไม่น่าจะงอนนานขนาดนี้นี่นา
เสิ่นเจาอี้ไม่เข้าใจ และขี้เกียจจะเดาด้วย เธอเลยกดออกจากห้องไลฟ์ไปดื้อๆ
ที่นี่ไม่ต้อนรับ ก็ไปหาที่อื่นก็ได้!
เธอจะไปหาเจียงเจียงคนสวยแล้ว!
แต่พอกดจากรายชื่อที่ติดตามเพื่อเข้าไปในห้องสตรีมกลุ่มใหม่ กลับพบว่าเจียงเจียงก็ยังไม่อยู่
【เจียงเจียงลางานเหรอคะช่วงสองวันนี้】
เสิ่นเจาอี้พิมพ์ถามพิธีกรไปตรงๆ พลางเดาว่าอีกฝ่ายทนรับแรงกดดันไม่ไหวหรือเปล่า
แต่ก็ไม่น่าจะใช่นะ
พอเห็นข้อความของเธอ พิธีกรก็รู้สึกแปลกใจนิดหน่อย
เขาจำหญิงชราวัยหกสิบคนนี้ได้ดี เป็นลูกค้ามือเติบ จ่ายหนักเปย์ไม่อั้น วันแรกที่เปิดไลฟ์ก็ดันยอดทะลุเป้าไปไกลลิบ
ได้ยินมาว่าเป็นแฟนคลับสายเปย์ของมู่มู่ แต่ตอนหลังดันไปถูกใจเจียงเจียง
เมื่อวานก็แวะมา แต่เข้ามาปุ๊บก็ออกปั๊บ ตอนนั้นเขายังคิดว่าอีกฝ่ายแค่เผลอมือกดเข้ามาผิด
แต่พอดูจากคำถามนี้แล้ว ดูเหมือนเธอจะไม่รู้เรื่องที่เจียงเจียงย้ายไปอยู่ห้องอื่น
หรือว่ามีเรื่องผิดใจกัน
พอคิดได้แบบนี้ เขาก็มองเห็นโอกาสทองทันที!
ถ้าเขารั้งตัวลูกค้าคนนี้เอาไว้ได้ ถึงจะเปย์ไม่หนักมือเท่าตอนแรก แต่ฟันเงินมาได้สักนิดก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย
“พี่สาววัยหกสิบครับ ตั้งแต่วันที่เจียงเจียงดังเป็นพลุแตก เธอก็ไม่ได้อยู่ห้องนี้แล้วครับ เธอไม่ได้บอกพี่เหรอครับ”
“โธ่เอ๊ย ดูสิ ปล่อยให้พี่มาเสียเที่ยวตั้งสองรอบเลย”
“ในเมื่อมาแล้ว พี่ลองดูน้องๆ คนอื่นในห้องเราก่อนไหมครับ เต้นได้ทุกแนว รับรองว่าถูกใจพี่แน่ครับ!”
คำพูดที่รัวมาเป็นชุดด้วยน้ำเสียงโอเวอร์นั้น ล้วนแฝงเจตนาทิ่มแทงใจทั้งสิ้น
แต่เสิ่นเจาอี้ฟังแค่ประโยคแรกจบ เธอก็สลับหน้าจอกลับไปที่วีแชตแล้ว
เธอต้องถามเจียงเจียงให้รู้เรื่อง ว่าสรุปแล้วมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
คงไม่ได้โดนเรียกตัวไปดึงยอดให้สตรีมกลุ่มห้องอื่นเหมือนมู่มู่หรอกนะ
บริษัทนี้เป็นคอมมูนยุคปฏิวัติหรือไง
ถึงได้ยัดคนเข้ามาเพิ่มไม่จบไม่สิ้นแบบนี้
แถมสิ่งที่เธอติดใจที่สุด คือการที่เจียงเจียงไม่ยอมบอกเรื่องนี้กับเธอด้วยตัวเอง แต่ละคนทำตัวไม่น่ารักเอาเสียเลย
ข้อความถูกส่งออกไปตั้งนานแล้ว แต่ก็ยังไม่มีการตอบกลับ เธอเลยเดาว่าอีกฝ่ายน่าจะยังไม่ลงจากไลฟ์
วันนี้เธอเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว เสิ่นเจาอี้คิดว่าขอนอนพักก่อนดีกว่า พรุ่งนี้เช้าตื่นมาค่อยจัดการเรื่องนี้ต่อ
ช่วงนี้นาฬิกาชีวิตของเธอปรับตัวได้ดีมาก วางโทรศัพท์ปุ๊บก็หลับสนิทไปทันที
ตอนเช้าเธอตื่นขึ้นมาเองตามธรรมชาติ พอลืมตาก็เห็นข้อความจากสวี่เมิ่งทักมาถามว่า จะให้ทำอาหารเช้าเผื่อด้วยเลยไหม
【ทำจ้ะ ฉันอยากกินบะหมี่】
【ได้เลยค่ะ อีกครึ่งชั่วโมงพร้อมทานนะคะ!】
หลังจากลุกไปล้างหน้าแปรงฟันเสร็จ เสิ่นเจาอี้ก็เดินออกจากห้องนอน ในวีแชต เจียงเจียงยังคงไม่ตอบข้อความ
ส่วนมู่มู่ ก็ส่งข้อความมาตอนเที่ยงคืนกว่าว่า “ฝันดีครับพี่”
เธอคิดในใจว่า ถ้าเธอเป็นคนอารมณ์ร้อนกว่านี้อีกสักนิด คงจับสองคนนี้บล็อกทิ้งไปแล้ว
ซูเย่น่ารักที่สุดแล้ว
ก่อนไปทำงาน เขาก็ส่งรูปเก้าอี้แขวนมาให้ดูหลายแบบ ให้เธอลองเลือกว่าชอบอันไหน เขาบอกว่าถ้าตัดสินใจซื้อวันนี้เลย ตอนเอาของกลับมาจะได้มีเวลาตากลมดับกลิ่นสีกลิ่นใหม่ด้วย
【ส่วนเรื่องห้องโฮมเธียเตอร์ ผมนัดช่างไว้แล้ว พรุ่งนี้เริ่มงานได้เลยครับ】
【ผมกะว่าจะทุบห้องแม่บ้านทิ้ง คุณโอเคไหมครับ】
นี่จัดการเร็วเกินไปหรือเปล่า
เสิ่นเจาอี้พิมพ์ตอบกลับไป บอกให้เขาไม่ต้องรีบร้อนขนาดนั้น รอให้ถึงวันหยุดเสาร์อาทิตย์แล้วค่อยๆ ทยอยทำทีละอย่างก็ได้
แต่ซูเย่กลับบอกว่า ตอนนี้รีบทำไปก่อนดีกว่า พอเธอแวะมาครั้งหน้าก็จะได้ใช้งานได้เลย
พอโดนทักแบบนี้ เสิ่นเจาอี้ก็นึกขึ้นได้ว่า เธอรับปากว่าจะไปฉลองวันเกิดกับเขา
เธอเลยถามวันที่ที่แน่นอนไป
【วันที่สิบเจ็ดพฤษภาคมครับ】
เสิ่นเจาอี้ถึงกับอึ้งไปเลย
เวลามันกระชั้นชิดมาก!
นั่นหมายความว่า วันที่สิบสามพอดูเพ่ยเยี่ยนแข่งเสร็จ วันที่สิบเจ็ดก็ต้องบินไปเมือง G แล้วก่อนวันที่ยี่สิบเอ็ดก็ต้องรีบกลับมาเมือง S เพื่อไปร่วมงานประกาศรางวัลของหานจื่อหยางอีก
เอาเถอะ ยุ่งๆ แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน
เมื่อก่อนเธอเอาแต่หมกตัวอยู่ในบ้านจนเห็ดแทบจะขึ้นตัว ตอนนี้กลับมีธุระรัดตัวจนแทบไม่มีเวลาพักหายใจ
เธอกดบันทึกตารางเวลาลงในปฏิทินมือถือ แล้วยังตั้งแจ้งเตือนเอาไว้ด้วย
จัดการเรื่องพวกนี้เสร็จ มื้อเช้าของสวี่เมิ่งก็ทำเสร็จพอดี
ถึงจะเป็นบะหมี่เหมือนเดิม แต่รสชาติกลับไม่เหมือนเดิม ทว่าก็อร่อยไปอีกแบบ
หลังกินมื้อเช้าเสร็จ ทั้งสองคนก็ขับรถไปที่ศูนย์ควบคุมด้านสุขอนามัยสัตว์ประจำเมืองก่อน
โชคดีที่มาจัดการเรื่องนี้ไว้ล่วงหน้า เพราะกว่าจะได้ผลตรวจก็ต้องรออีกตั้งสามวัน ก่อนเดินทางยังต้องให้นกแก้วทำความคุ้นเคยกับกรงสำหรับขึ้นเครื่องบินด้วย จะได้ไม่เกิดอาการตื่นตกใจ
วุ่นวายมาทั้งเช้า จัดการซื้อของที่จำเป็นจนครบหมดแล้ว ระหว่างทางกลับ เสิ่นเจาอี้ก็บอกให้สวี่เมิ่งหาเวลาว่างช่วงสองวันนี้จัดกระเป๋าเดินทางเตรียมไว้เลย
พยายามเอาของไปให้น้อยที่สุด ขาดเหลืออะไรค่อยไปหาซื้อเอาดาบหน้า
มื้อเที่ยง กุนเชียงที่หิ้วกลับมาจากเมือง G ก็ถูกนำมาเสิร์ฟขึ้นโต๊ะ
และในที่สุด เจียงเจียงก็ยอมตอบข้อความกลับมาเสียที
【พี่เจาอี้คะ หนูขอโทษจริงๆ นะคะ ที่หนูปิดบังเรื่องย้ายห้องไลฟ์ เป็นเพราะหนูไม่อยากให้พี่ต้องตามมาเสียเงินเปย์ให้หนูอีก...】
【ผู้จัดการดูออกว่าพี่เงินหนา ก็เลยอยากใช้โอกาสนี้ ให้หนูดึงคนดูไปช่วยดันยอดให้เด็กใหม่ด้วยวิธีเดิมๆ ค่ะ】
พอเสิ่นเจาอี้อ่านจบ ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาคือ เธอเดาถูกเผงเลย
บริษัทบ้าบออะไรเนี่ย กะจะสูบเลือดสูบเนื้อจากลูกค้าคนเดียวให้หมดตัวเลยหรือไง
ตอนนี้เธอกำลังกินข้าว มือถือตะเกียบอยู่จนไม่ว่างพิมพ์ข้อความ เธอขี้เกียจยุ่งยากก็เลยกดโทรด้วยเสียงไปหาแทน
เจียงเจียงนึกว่าเธอกำลังโกรธจัดจริงๆ
หญิงสาวกดรับสายด้วยความตื่นตระหนก จากนั้นก็ได้ยินน้ำเสียงหวานใสแต่แฝงความเย็นเยียบถามขึ้นมา
“เจียงเจียง ถ้าพี่ไม่รู้เรื่องนี้ เธอจะปิดบังพี่ไปตลอดเลยใช่ไหม”
“เปล่านะคะพี่เจาอี้ หนูแค่... แค่ยังคิดไม่ออกว่าจะบอกพี่ยังไงดีคะ...”
น้ำเสียงของเธอฟังดูร้อนรนอย่างเห็นได้ชัด
“แล้วตอนนี้ล่ะ คิดออกแล้วเหรอ”
“ก็ยังค่ะ...” เจียงเจียงตอบอ้อมแอ้ม “พี่มู่มู่บอกหนูว่า ไม่ต้องอ้อมค้อมหรอก ให้เล่าความจริงให้พี่ฟังไปเลยค่ะ”
“หนูเลยคิดหนักมาตั้งแต่เช้า แล้วเพิ่งจะกล้าตอบข้อความพี่เมื่อกี้ค่ะ”
เสิ่นเจาอี้เลิกคิ้วขึ้น
มู่มู่เหรอ
เธอไม่คิดเลยว่ามู่มู่จะเก็บคำพูดของเธอไปใส่ใจจริงๆ
เจียงเจียงยังคงถามซ้ำว่าเธอโกรธหรือเปล่า
เสิ่นเจาอี้ตอบไปว่าใช่
แต่ในขณะเดียวกัน เธอกลับยิ่งเดาทางมู่มู่ไม่ออก
รู้จักไปแนะนำคนอื่น แล้วตัวเขาเองกำลังทำบ้าอะไรอยู่กันแน่
[จบบท]