บทที่ 82 : อยากลองสัมผัสความสุขของการเป็นนางพญาดูไหม
หลังจากปรับความเข้าใจกันจนเรื่องบาดหมางคลี่คลาย น้ำเสียงของเสิ่นเจาอี้ก็อ่อนลง เธอเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปถามถึงสถานการณ์ช่วงนี้ของมู่มู่แทน
ทางด้านเจียงเจียงได้แต่ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนจะบอกว่าตัวเธอเองก็ไม่ค่อยรู้เรื่องนี้เท่าไหร่นัก
“บริษัทเราแยกชั้นบอยแบนด์กับเกิร์ลกรุ๊ปค่ะ ปกติก็เลยไม่ค่อยได้เจอกัน”
“แต่เมื่อสองวันก่อนฉันได้ยินมาว่า เขาเพิ่งทะเลาะกับผู้ดูแลไป ส่วนเรื่องอะไรนั้นฉันก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ”
“พี่เจาอี้ จะให้ฉันไปลองถามให้ไหมคะ”
เสิ่นเจาอี้ปฏิเสธความหวังดีนั้นไป ภายในหัวของหญิงสาวกำลังครุ่นคิดถึงเรื่องราวบางอย่าง
ทะเลาะกันอย่างนั้นหรือ เรื่องนี้จะเกี่ยวกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของเขาก่อนหน้านี้ไหมนะ
ทว่าในเมื่อเจ้าตัวไม่ยอมปริปากพูด เธอก็ขี้เกียจจะไปเซ้าซี้ถามให้มากความ ขืนให้โอกาสซ้ำแล้วซ้ำเล่า มีหวังผู้ชายพวกนี้ได้เคยตัวกันพอดี
หญิงสาวนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกสงสัยอะไรบางอย่างขึ้นมา
“เจียงเจียง ถ้าพี่ไม่ยอมตามไปเปย์ในห้องสตรีมกลุ่มใหม่ตามที่พวกนั้นต้องการ เธอจะโดนหางเลขไปด้วยไหม”
ปลายสายเงียบงันไปพักใหญ่ ผ่านไปครู่หนึ่งถึงได้ยินเสียงของเจียงเจียงตอบกลับมาว่าคงมีผลกระทบอยู่บ้าง
“ถึงตอนนั้นบริษัทอาจจะย้ายฉันไปที่อื่น แล้วเปลี่ยนให้คนอื่นมาคุมแทนค่ะ”
เสิ่นเจาอี้คิดในใจว่าไอ้ที่อื่นที่ว่านี้ คงไม่ใช่สถานที่ที่ดีนักหรอก หรือไม่ก็คงถูกย้ายไปอยู่ในช่วงเวลาแย่ๆ จุดประสงค์หลักก็คงเพื่อบีบให้สตรีมเมอร์สาวต้องมาขอความช่วยเหลือจากเธอนั่นแหละ
“แล้วเธออยากให้พี่ตามไปไหม”
“ยังไงเงินของพี่ก็เอาไว้เปย์ให้เธออยู่แล้ว จะไปห้องไหนมันก็เหมือนกัน”
เสิ่นเจาอี้พูดออกไปอย่างตรงไปตรงมา แต่สิ่งที่เหนือความคาดหมายคือเจียงเจียงกลับปฏิเสธข้อเสนอนี้
“ฉันไม่ยอมก้มหัวให้พวกหน้าเลือดหรอกค่ะ เต้นที่ไหนก็เหมือนกันนั่นแหละ”
เสิ่นเจาอี้พยายามกลั้นรอยยิ้มเอาไว้
“แล้วความฝันของเธอละ ถ้าโดนย้ายไปช่วงตีห้าหกโมงเช้า คนดูแทบจะไม่มี แล้วใครจะมาดูเธอเต้น”
เจียงเจียงฟังแล้วก็รู้สึกไม่ค่อยยอมแพ้ เธอบอกว่าสามารถรอให้สตรีมกลุ่มจบลงก่อน แล้วค่อยเปิดสตรีมเดี่ยวเพื่อดึงความนิยมกลับมาก็ยังได้
เด็กคนนี้มีความมุ่งมั่นนับเป็นเรื่องดี แต่เสิ่นเจาอี้ก็สาดน้ำเย็นเข้าใส่เพื่อดับฝันอย่างไม่ไว้หน้า
“เธอคิดว่าร่างกายตัวเองเป็นเหล็กหรือไง”
เจียงเจียงถึงกับเงียบกริบพูดอะไรไม่ออก
เสิ่นเจาอี้รู้ดีว่าอีกฝ่ายกำลังกังวลเรื่องอะไร เด็กคนนี้ไม่อยากยอมจำนนต่อบริษัท แต่ก็ไม่อยากติดหนี้บุญคุณเธอมากเกินไป
ทว่าในเมื่อตัดสินใจยื่นมือเข้าช่วยแล้วก็ต้องช่วยให้ถึงที่สุด จะปล่อยให้กระแสความนิยมที่อุตส่าห์สร้างขึ้นมาจากการแข่งพีเคต้องสูญเปล่าไม่ได้เด็ดขาด
เมื่อเห็นว่าตอนนี้กำลังกินข้าวอยู่ เธอจึงบอกให้เจียงเจียงรอสักพัก หลังจากกินข้าวเสร็จ ทั้งสองคนก็กลับมาคุยเรื่องนี้กันต่อในแอปพลิเคชันวีแชต
ในเมื่อหนีจากการกดขี่ของบริษัทไม่พ้น ถ้าอย่างนั้นก็ลาออกมารับงานเองเลยสิ มีเธอคอยหนุนหลังอยู่ทั้งคน ยังจะต้องกลัวว่าไม่มีลูกค้ามาเปย์อีกหรือไง
【พี่เจาอี้ ฉันเซ็นสัญญาไปแล้วนี่สิคะ...】
เสิ่นเจาอี้ไม่ได้ใส่ใจกับปัญหานี้เลยสักนิด เธอพิมพ์ตอบกลับไปว่าก็แค่ยกเลิกสัญญา หลังจากนั้นอยากจะสตรีมตอนไหนก็ทำได้ตามใจชอบ ไม่ต้องมาคอยถูกผูกมัดอีก
ยังไงเป้าหมายที่เจียงเจียงเข้ามาทำงานในบริษัทซิงเหอก็แค่ต้องการหาสถานที่เต้น พร้อมกับรับเงินเดือนไปพลางๆ อยู่แล้ว
เธอกล้ารับประกันเลยว่า หากไม่ต้องถูกบริษัทหักเปอร์เซ็นต์ส่วนแบ่ง ของขวัญที่เธอเปย์ให้แค่คืนเดียว อย่างน้อยที่สุดก็เทียบเท่ากับเงินเดือนทั้งปีของอีกฝ่ายด้วยซ้ำ แถมยังไม่ต้องมานั่งทนรองรับอารมณ์ใครอีก
สำหรับข้อเสนอนี้ เจียงเจียงแทบไม่ต้องเสียเวลาคิดเลยด้วยซ้ำ เธอสามารถวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียออกมาได้อย่างรวดเร็ว
แต่ตัวเธอเพิ่งจะเรียนจบมหาวิทยาลัยมาหมาดๆ เงินเก็บก็ไม่มีเลยสักนิด หากต้องยกเลิกสัญญาจริงๆ ขืนรวบรวมเงินส่วนแบ่งจากของขวัญช่วงสองสามวันนี้เข้าด้วยกัน ดีไม่ดีอาจจะพอแค่จ่ายค่าปรับให้บริษัทเท่านั้น
ไหนจะต้องจ่ายค่าเช่าบ้าน ซื้ออุปกรณ์สตรีมมิ่ง ทุกอย่างล้วนเป็นค่าใช้จ่ายทั้งนั้น เธอจึงอยากทนทำเดือนนี้ให้จบไปก่อน อย่างน้อยก็เพื่อหาเงินก้อนมาประทังชีวิต
【พี่เจาอี้ ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวทำจบเดือนนี้ ฉันจะไปบอกลาออกกับบริษัทค่ะ!】
【เธอรีบไปยื่นเรื่องตอนนี้เลยดีกว่า】
ช่วงสองสามวันนี้เสิ่นเจาอี้ค่อนข้างจะมีเวลาว่างมากพอสมควร ยิ่งไปกว่านั้น หากปล่อยให้ยืดเยื้อไปจนถึงเดือนหน้า แล้วเธอไม่ได้เข้าไปเปย์ของขวัญให้ คาดว่าชีวิตการทำงานของเจียงเจียงในบริษัทคงจะลำบากน่าดู
แต่ถ้าเธอเข้าไปเปย์ให้ต่อ บริษัทไหนเลยจะยอมปล่อยต้นไม้เงินต้นไม้ทองต้นนี้หลุดมือไป ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือการตัดไฟตั้งแต่ต้นลม จัดการปัญหาทุกอย่างให้จบสิ้นไปเลยจะดีกว่า
ส่วนเรื่องอนาคตของเจียงเจียง เธอได้เตรียมแผนสำรองเผื่อเอาไว้ให้เรียบร้อยแล้ว
【เธอถ่ายรูปสัญญามาให้พี่ดูหน่อย เรามาจัดการเรื่องนี้กันก่อน พอออกจากบริษัทแล้ว เธอค่อยไปเลือกซื้ออุปกรณ์ ส่วนเรื่องเงินไม่ต้องห่วง พี่มีของพวกนี้เยอะที่สุด แถมยังใช้ไม่ค่อยจะหมดซะด้วยสิ】
ประโยคนี้ของเสิ่นเจาอี้ไม่ได้พูดเกินจริงเลยแม้แต่น้อย ยอดเงินในระบบเปย์เงินคืนที่ได้รับมาแต่ละวันปาเข้าไปตั้งหลายสิบล้าน ใช้ยังไงก็ไม่มีทางหมด
ในขณะที่เจียงเจียงถึงกับตกตะลึงจนคิดว่าตัวเองตาฝาดไป คุณพระ ลาภลอยมันหล่นทับกันง่ายๆ แบบนี้เลยหรือ ทำไมถึงได้รู้สึกเหมือนกำลังฝันไปแบบนี้กันนะ
เธออยากจะรู้จริงๆ ว่าฐานะทางการเงินของพี่เจาอี้จะร่ำรวยมหาศาลขนาดไหน ทว่าก็ต้องยอมรับเลยว่าข้อเสนอนี้มันช่างเย้ายวนใจเสียเหลือเกิน อย่างมากชีวิตนี้ก็แค่ยอมทำงานถวายหัวให้พี่เขาไปตลอดชีวิตก็แล้วกัน!
เมื่อตัดสินใจที่จะลองเสี่ยงดูสักตั้ง เจียงเจียงจึงรีบไปค้นเอาสำเนาสัญญาออกมา ก่อนจะถ่ายรูปส่งไปให้เสิ่นเจาอี้ดูทั้งหมด
เสิ่นเจาอี้กวาดสายตามองเพียงแวบเดียวก็ถึงกับร้องเหอะออกมา บริษัทนี้มันหน้าเลือดเกินไปแล้ว
กำหนดเวลาสตรีมต้องไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยหกสิบชั่วโมง หักส่วนแบ่งรายได้จากของขวัญสูงถึงหกสิบเปอร์เซ็นต์ แถมบัญชีสตรีมเดี่ยวก็ยังต้องตกเป็นของบริษัทอีก... เท่านั้นยังไม่พอ ตอนท้ายยังมีการเล่นคำซ่อนเงื่อนไขต่ออายุสัญญาอัตโนมัติเอาไว้อีกด้วย
นี่มันใช่สัญญาว่าจ้างที่ไหนกัน ชัดเจนเลยว่ามันคือสัญญาขายตัวของสตรีมเมอร์หน้าใหม่ต่างหาก!
เสิ่นเจาอี้จึงกดโทรศัพท์หาเจียงเจียงอีกรอบ
“เจียงเจียง ตอนเซ็นสัญญาเธอไม่ได้อ่านให้ละเอียดหรือไง”
“อ่านแล้วค่ะ ตอนนั้นฉันเพิ่งเรียนจบก็เลยรีบหางาน เห็นว่าเงินเดือนค่อนข้างสูง รุ่นพี่ที่พาฉันเข้าวงการก็บอกว่าไอ้พวกนี้มันเป็นมาตรฐานของสายอาชีพนี้อยู่แล้ว...”
เสิ่นเจาอี้แค่นเสียงหยันในลำคอ
“มาตรฐานบ้าบออะไรกัน แค่พูดถึงเปอร์เซ็นต์ส่วนแบ่งนี่ ถ้าเป็นสมัยก่อนเขาเรียกว่านายทุนหน้าเลือด แต่ถ้าเป็นสมัยนี้ มันก็คือการหลอกลวงต้มตุ๋นกันชัดๆ!”
คำเปรียบเปรยนี้ทำเอาเจียงเจียงหลุดขำออกมา ก่อนที่เธอจะตั้งสติได้
“สรุปว่าฉันโดนหลอกใช่ไหมคะ”
“ก็ยังไม่ถือว่าโง่เกินไป”
เสิ่นเจาอี้คิดว่ารุ่นพี่คนนั้นของเจียงเจียงคงจะได้ค่านายหน้าจากการดึงคนเข้าบริษัทไปด้วยแน่ๆ สมัยนี้มักจะชอบหลอกกินตังค์คนรู้จักกันเองทั้งนั้น
หญิงสาวลองคำนวณจำนวนเงินค่าปรับที่ระบุไว้ในสัญญาดูแล้ว ก็พบว่าไม่ได้มากมายอะไรนัก ยังไม่เท่ากับราคารถยนต์ของเธอหนึ่งคันเลยด้วยซ้ำ
หลังจากสอบถามเลขบัญชีจากเจียงเจียงเสร็จ เธอก็บอกว่าจะโอนเงินไปให้ในช่วงบ่าย
“เอาละ พรุ่งนี้เธอไปยื่นใบลาออกได้เลย ทำตัวให้ฉลาดหน่อยละ ทางที่ดีต้องทำให้พวกนั้นคิดว่าเธอทนรับแรงกดดันไม่ไหวถึงได้ลาออกไป”
“รับทราบค่ะ! รับรองว่าจะทำภารกิจให้สำเร็จ!”
ในสายตาของเจียงเจียงตอนนี้ เสิ่นเจาอี้ไม่ต่างอะไรกับเทพธิดาที่จุติลงมาโปรดสัตว์ คอยยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเธอครั้งแล้วครั้งเล่า
ทว่าในเวลานี้ เทพธิดาของเธอกลับกำลังทำหน้าอมทุกข์ เพียงเพราะใช้เงินไปน้อยเกินไปเท่านั้น
ตอนนี้เพ่ยเยี่ยนกำลังยุ่งอยู่กับการเตรียมตัวแข่งขัน จึงไม่ได้เปิดสตรีมเลย ส่วนทางด้านหมอเฉิงอวี่ไป๋ หลังจากที่คุยกันวันนั้นเสร็จ เขาก็โพสต์วิดีโอประกาศเลิกเล่นโซเชียลไปแล้ว ขณะเดียวกันหานจื่อหยางก็กำลังทุ่มเทความสนใจทั้งหมดให้กับการแข่งขันระดับประเทศ
การสูญเสียเป้าหมายในการเปย์เงินคืนไปพร้อมกันถึงสามคนในคราวเดียว ช่างเป็นความเสียหายที่หนักหนาสาหัส ราวกับคลังสมบัติส่วนตัวถูกหนูเจาะเป็นรูเบ้อเริ่มเลยทีเดียว
เสิ่นเจาอี้รู้สึกว่าถึงเวลาแล้วที่เธอจะต้องขยายอาณาเขตการเปย์ให้กว้างไกลยิ่งขึ้น
หญิงสาวเลื่อนดูโทรศัพท์มือถือไปพลางๆ จนกระทั่งสะดุดตาเข้ากับวิดีโอคลิปหนึ่ง จู่ๆ ความคิดบางอย่างก็สว่างวาบขึ้นมาในหัว เธอจึงส่งยิ้มอย่างมีเลศนัย พร้อมกับกวักมือเรียกสวี่เมิ่งให้ขยับเข้ามาใกล้ๆ
เสิ่นเจาอี้จงใจกดเสียงให้ต่ำลง ประกายตาแฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์
“เสี่ยวเมิ่ง... อยากลองสัมผัสความสุขของการเป็นนางพญาดูไหม”
สวี่เมิ่งกะพริบตาปริบๆ ด้วยความงุนงง
“...คะ”
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
ท่ามกลางถนนสายคลับบาร์ที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดในเมือง C สวี่เมิ่งยืนเงยหน้ามองป้ายร้านขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า ในที่สุดเธอก็เพิ่งจะเข้าใจความหมายของคำว่าความสุขจากปากเจ้านายสาว...
ที่แท้อีกฝ่ายก็ตั้งใจจะพาเธอมาซื้อบริการหนุ่มโฮสต์หรอกหรือ!
ใบหูของสวี่เมิ่งร้อนผ่าวจนแดงก่ำไปหมด เธอรีบดึงแขนเสื้อของเสิ่นเจาอี้เอาไว้ พร้อมกับพูดตะกุกตะกัก
“ทะ... ทำแบบนี้มันจะไม่ค่อยดีมั้งคะ...”
เสิ่นเจาอี้ฉีกยิ้มกว้าง พลางยื่นมือไปหยิกแก้มของเด็กสาวเบาๆ
“ไม่ดีตรงไหนกัน เราก็เป็นผู้ใหญ่กันหมดแล้วนี่นา”
ใจจริงสวี่เมิ่งอยากจะเอ่ยปากปฏิเสธออกไป ทว่าสมองกลับซื่อตรงยิ่งกว่าร่างกาย เธอได้แต่ก้มหน้าก้มตาเดินตามแรงดึงของเสิ่นเจาอี้เข้าไปในคลับบาร์แห่งหนึ่งแต่โดยดี
สภาพแวดล้อมภายในร้านแห่งนี้ ช่างแตกต่างจากภาพที่เธอเคยจินตนาการเอาไว้โดยสิ้นเชิง...
[จบบท]