บทที่ 92 : รักออนไลน์โดนหลอกไป 800 (เพ่ย เจียง)
“ระวัง!”
โทรศัพท์มือถือที่จับไว้ไม่แน่นหลุดมือร่วงลงพื้น
ขณะเดียวกันร่างของเสิ่นเจาอี้ก็ถูกแรงมหาศาลรั้งให้ขยับหลบไปด้านข้างสองก้าว
แรงเยอะอะไรขนาดนี้!
เธอเงยหน้าขึ้นด้วยความมึนงง ก่อนจะสบตาเข้ากับคนที่เป็นต้นเหตุ...
ตอนนี้มือของเพ่ยเยี่ยนยังคงจับอยู่บนท่อนแขนของเธอ ทว่าสายตาของเขากลับมองตรงไปยังเด็กผู้ชายวัยเจ็ดแปดขวบที่ยืนอยู่ตรงหน้า
พอเห็นว่าในมือของเด็กคนนั้นยังคงถือโคนไอศกรีมที่ส่วนยอดหักหายไปครึ่งหนึ่ง สมองของเสิ่นเจาอี้ก็เริ่มประติดประต่อเรื่องราวได้
สงสัยว่าเด็กคนนี้คงจะวิ่งไม่ดูทาง แล้วจุดที่เธอยืนอยู่ก็บังเอิญขวางทางพอดี ถ้าเมื่อกี้ไม่ได้ผู้ชายคนนี้ดึงหลบ ไอศกรีมเลอะเสื้อผ้ายังเรื่องเล็ก แต่ถ้าเด็กชนจนล้มลงไปคงไม่คุ้มกันเลย
จังหวะนั้นเอง ผู้ปกครองของเด็กชายที่ได้ยินเสียงเอะอะก็รีบวิ่งเข้ามาหา พร้อมกับกล่าวขอโทษขอโพยเป็นพัลวัน
“ขอโทษครับ ขอโทษจริงๆ คุณไม่เป็นไรใช่ไหมครับ”
“ไม่เป็นไรค่ะ”
เสิ่นเจาอี้ตอบกลับไป ตอนนี้สิ่งที่เธอเป็นห่วงมากกว่าคือโทรศัพท์มือถือของตัวเองต่างหาก
ขุมทรัพย์คลังทองของเธออยู่ในนั้นทั้งหมดเลยนะ!
พอเห็นว่าโทรศัพท์ถูกมืออีกข้างของเพ่ยเยี่ยนคว้าเอาไว้ได้ เธอก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
จะว่าไป ปฏิกิริยาตอบสนองของผู้ชายคนนี้ก็ไวใช้ได้เลย
แต่เหตุการณ์วุ่นวายเล็กๆ น้อยๆ เมื่อครู่ก็ไม่ได้ทำให้วิดีโอคอลถูกตัดสายไปแต่อย่างใด
ซูเย่ที่อยู่ปลายสายแม้จะมองเห็นเหตุการณ์ไม่ค่อยชัดนัก ทว่าทันทีที่หน้าจอมีภาพใบหน้าของใครบางคนโผล่เข้ามา สายตาของเขาก็เพ่งขึ้นมาเล็กน้อย
ถึงจะเห็นแค่เสี้ยวหน้าด้านข้าง แต่ก็มองออกว่าอีกฝ่ายเป็นผู้ชายที่อายุยังน้อยมาก
แถมชุดแข่งรถมอเตอร์ไซค์สีดำสลับขาวบนตัวของเขาก็ดูโดดเด่นสะดุดตา เดาได้ไม่ยากว่าต้องเป็นคนเดียวกับในรูปถ่ายที่เพิ่งอัปเดตลงไทม์ไลน์เมื่อกี้แน่นอน
ท่ามกลางเสียงจอแจรอบด้าน เขาได้ยินเสียงของเสิ่นเจาอี้เรียกชื่อใครบางคนดังขึ้นมาอย่างชัดเจน
“เพ่ยเยี่ยน”
บรรยากาศบริเวณหน้าเคาน์เตอร์แคชเชียร์ของร้านอาหารดูอึดอัดแปลกๆ ขึ้นมาอย่างกะทันหัน
ผู้ปกครองของเด็กชายที่เมื่อครู่ยังมีสีหน้ารู้สึกผิด ทันทีที่สบตาเข้ากับเพ่ยเยี่ยน สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นตกตะลึงทันที
ทางด้านเพ่ยเยี่ยนยิ่งแล้วใหญ่ เขาขี้เกียจแม้แต่จะแสร้งทำเป็นรักษามารยาท ชายหนุ่มแค่นหัวเราะเยาะ ก่อนจะกลอกตาใส่อีกฝ่ายติดๆ กันถึงสองรอบ
ใครดูก็รู้ว่าสองคนนี้ต้องเคยมีเรื่องบาดหมางกันมาก่อนแน่ๆ
เสิ่นเจาอี้เรียกชื่อเขาขึ้นมาในจังหวะนี้พอดี เธอรู้สึกเลยว่าอีกเดี๋ยวผู้ชายคนนี้ต้องพ่นคำหยาบคายอะไรออกมาแน่ๆ
โชคดีที่เสียงเรียกของเธอเมื่อกี้ยังพอช่วยดึงสติเขาไว้ได้บ้าง
เพ่ยเยี่ยนทำหน้าตึงส่งโทรศัพท์คืนให้เธอ จากนั้นก็ล้วงกระเป๋ากางเกงหมุนตัวเดินตรงดิ่งออกไปนอกประตูร้านทันที
แต่ตอนที่เดินสวนกัน เขาก็ยังไม่วายสบถออกมาคำหนึ่ง
“ซวยฉิบหาย”
พ่อของเด็กชายหน้าซีดเผือด แต่ก็ยังกัดฟันกลั้นใจไม่ยอมพูดอะไรออกมา
เสิ่นเจาอี้ยิ้มเจื่อนๆ พยักหน้าทักทายอีกฝ่ายเล็กน้อย ก่อนจะรีบสับเท้าเดินตามหลังชายหนุ่มออกไป
บริเวณใต้ร่มไม้ใหญ่หน้าร้านอาหาร เพ่ยเยี่ยนกำลังล้วงบุหรี่ออกมาคาบไว้ในปาก พอเห็นว่าเธอเดินตามออกมา เขาก็หรี่ตาลงเล็กน้อยพร้อมกับจุดบุหรี่ แล้วบ่นอู้อี้ในลำคอ
“ตามมาทำไม”
ความหมายแฝงคือไล่ให้เธอไปรอที่รถก่อน
“ทำไม เด็กเมื่อวานซืนริจะสูบบุหรี่ทำทรงเข้ม กลัวคนอื่นเห็นหรือไง”
เสิ่นเจาอี้ขยับตัวถอยห่างออกมานิดหน่อย พยายามหลบเลี่ยงไม่ให้ตัวเองต้องสูดดมควันบุหรี่มือสองเข้าไปเต็มปอด
เธออยากรู้จริงๆ ว่าผู้ชายเมื่อกี้เป็นใคร
ถึงเพ่ยเยี่ยนจะเป็นคนปากร้ายไปหน่อย แต่การที่เขาแสดงท่าทีรังเกียจออกมาอย่างชัดเจนขนาดนี้เพิ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรก
“คนเมื่อกี้รู้จักกันเหรอ”
“รู้จักสิ”
เพ่ยเยี่ยนพ่นควันบุหรี่ออกมาเป็นวง มุมปากกระตุกยิ้มเย้ยหยัน
“ก็แค่พวกหมารับใช้ที่ชอบหยิบยืมบารมีนายมันมาข่มคนอื่นน่ะ เชอะ วันนี้ออกจากบ้านไม่ได้ดูฤกษ์ดูยามจริงๆ”
เสิ่นเจาอี้ตาเป็นประกายขึ้นมาทันที
“มีเรื่องเล่าล่ะสิ”
“เรื่องของชาวบ้านอย่าไปอยากรู้เลย”
เขาเบือนหน้าหนี ท่าทางดูไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้สักเท่าไหร่
เสิ่นเจาอี้ไม่ได้โกรธ เธอขยับเข้าไปใกล้อีกครึ่งก้าว
“เมื่อกี้เขามองนายเหมือนเห็นผีเลย นายไปต่อยเขามาเหรอ”
“ฉันเนี่ยนะไปต่อยเขา”
เพ่ยเยี่ยนทำหน้าเหมือนเพิ่งได้ยินเรื่องตลกที่สุดในโลก สายตาของเขามองทอดยาวไปยังหน้าต่างกระจกของร้านอาหารที่อยู่ติดริมถนน
“ระดับมันเนี่ยนะ”
“อ๋อ ถ้างั้นก็ต้องเคยทำเรื่องเลวร้ายกับนายไว้ ก็เลยรู้สึกผิดสินะ”
เพ่ยเยี่ยนชะงักฝีเท้า
ทำไมเขาถึงคิดไม่ถึงจุดนี้นะ
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ผู้ชายที่อยู่ในร้านอาหารก็พาลูกชายกลับไปนั่งที่โต๊ะเรียบร้อยแล้ว เขารีบหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาพิมพ์ข้อความยิกๆ ส่งไปหาใครบางคน
[ทายสิว่าเมื่อกี้เจอใคร]
อีกฝั่งส่งเครื่องหมายคำถามกลับมา
[เพ่ยเยี่ยน]
[อยู่กับผู้หญิงคนหนึ่งด้วย ดูท่าทางรวยน่าดู]
ทันทีที่กดส่งข้อความ เขาก็เผลอเงยหน้ามองออกไปนอกหน้าต่างโดยอัตโนมัติ
ใต้ร่มไม้ใหญ่นั้น เพ่ยเยี่ยนกับผู้หญิงคนนั้นยืนอยู่ใกล้กันมาก แววดุดันอำมหิตบนใบหน้าของชายหนุ่มดูเบาบางลงไปเยอะเลยทีเดียว
บุหรี่หนึ่งมวนถูกสูบจนหมดไปอย่างรวดเร็ว
ตอนที่เสิ่นเจาอี้ขึ้นรถ เธอก้มลงมองโทรศัพท์มือถือ วิดีโอคอลเมื่อกี้ถูกตัดสายไปตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้ ซูเย่ส่งข้อความมาบอกให้เธอไปทำธุระให้เสร็จก่อน
แต่พอส่งเพ่ยเยี่ยนกลับถึงโรงแรม เธอก็ดันลืมเรื่องนี้ไปซะสนิท
ไม่ใช่เพราะเหตุผลอื่นใดเลย
วันนี้เป็นวันแรกที่เจียงเจียงจะเปิดไลฟ์สตรีมในบัญชีใหม่ เสิ่นเจาอี้รับปากไว้แล้วว่าจะเข้าไปช่วยอุดหนุนดันยอดให้
เมื่อกลับมาถึงบ้านพักตากอากาศ เธอก็จัดการเสียบสายชาร์จโทรศัพท์ ก่อนจะหยิบแท็บเล็ตขึ้นมากดเข้าไปในห้องไลฟ์สตรีมของเจียงเจียง ยอดคนดูออนไลน์ตอนนี้นับรวมกันยังไม่ถึงร้อยคนด้วยซ้ำ
ทีแรกเธอตั้งใจจะใช้วิธีเดิม คือเปย์ของขวัญรัวๆ เพื่อดันอันดับความนิยมดึงคนเข้ามาดู
แต่บัญชีของเจียงเจียงอันนี้เป็นบัญชีใหม่ถอดด้าม ถ้าทำแบบนั้นระบบอาจจะมองว่าเป็นการปั่นยอดแบบผิดปกติแล้วพาลจะโดนแบนเอาได้ เธอเลยต้องใช้วิธีลัดวิธีอื่นแทน
[หญิงชราวัยหกสิบถูกหนุ่มมหาลัยรุมสละที่นั่งให้บนรถเมล์] ส่งคำขอเชื่อมต่อวิดีโอคอล!
ยังไงซะบัญชีของเธอก็มีผู้ติดตามเกือบสามแสนคน อีกเดี๋ยวก็คงมีคนตามรอยแจ้งเตือนความเคลื่อนไหวเข้ามาดูบ้างแหละน่า
วิธีนี้ถือว่าได้ผลดีทีเดียว ผ่านไปไม่กี่นาที ในห้องไลฟ์สตรีมก็เริ่มมีคนทยอยเข้ามาดูเรื่อยๆ
ในจำนวนนั้นมีผู้ชมที่โดนตกมาจากตอนแข่ง PK วันก่อนด้วย
[ดูหน้าคุ้นๆ นะ!]
[เอ๊ะ นั่นเจียงเจียงนี่!]
[เจียงเจียงจริงๆ ด้วย ทำไมถึงเปลี่ยนบัญชีล่ะ]
หน้ากล้อง เจียงเจียงรีบปรับสีหน้าท่าทางให้ดูเป็นปกติ เธอโบกมือยิ้มแย้มทักทายผู้ชม
“ใช่ค่ะ ฉันเอง ต่อไปนี้จะย้ายมาเต้นที่บัญชีนี้นะคะ”
“ใครผ่านไปผ่านมาฝากกดติดตามด้วยนะคะ”
ส่วนเรื่องสาเหตุที่เปลี่ยนบัญชี เธอไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม
พอเห็นว่ายอดคนดูเริ่มขยับขึ้นมาบ้างแล้ว เสิ่นเจาอี้ก็กระแอมในลำคอเบาๆ
เสียงของเธอถูกส่งผ่านระบบเชื่อมต่อเข้าไปในห้องไลฟ์สตรีมอย่างชัดเจน น้ำเสียงนั้นเจือแววหยอกล้ออย่างคนอารมณ์ดี
“เจียงเจียง เชิญแสดงฝีมือได้เลย”
พูดจบเธอก็กดตัดการเชื่อมต่อทันที
ทิ้งให้บรรดาคนดูที่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูกงุนงงกันไปตามๆ กัน
[เดี๋ยวสิ เมื่อกี้คนที่พูดคือคุณยายวัยหกสิบเหรอ]
[เสียงแบบนี้ รักออนไลน์หลอกเงินฉันไปแปดร้อยได้สบายๆ เลย!]
[คิดน้อยไปมั้ง แปดร้อยยังไม่พอให้เจ๊แกเปย์ฮว๋าจึเลยด้วยซ้ำ!]
[นั่นสิ ระดับคุณยายเขาไม่มานั่งสนใจเงินแค่นี้หรอก]
[ยังจะเรียกคุณยายอยู่อีกเหรอ กล้ามาก ต้องเรียกพี่สาวสิ พี่สาวมองมาที่ผมหน่อย!]
หลังจากเสิ่นเจาอี้ออกจากระบบเชื่อมต่อ เธอก็กดรีเฟรชหน้าจอหนึ่งรอบแล้วเข้าไปในห้องไลฟ์สตรีมใหม่อีกครั้ง ถึงจะเห็นคอมเมนต์แค่บางส่วน แต่ก็อดขำกับข้อความของแต่ละคนไม่ได้
เธอกดเปิดช่องของขวัญ เริ่มต้นด้วยการโปรยอั่งเปาเพชรไปหนึ่งชุด
จากนั้นก็เลือกส่งของขวัญชิ้นเล็กๆ อีกหลายชิ้นเพื่อช่วยเจียงเจียงกระตุ้นบรรยากาศในห้อง
ทำแบบนี้ไปสักพักก็เริ่มเห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้น ถึงจะยังสู้บัญชีเก่าไม่ได้ แต่ครั้งหน้าก็คงเปย์ของขวัญหนักๆ ได้อย่างสบายใจแล้ว
เธอเปิดบัญชีทิ้งไว้ในห้องไลฟ์สตรีม แล้วลุกไปหยิบโทรศัพท์มือถือ ในแอปพลิเคชันวีแชต ซูเย่ส่งข้อความมาหาเธออีกแล้ว
แถมตรงหน้าต่างไทม์ไลน์ก็มีจุดสีแดงแจ้งเตือนขึ้นมาตั้งหลายจุด
เธอกดเข้าไปดูในช่องแชทก่อน เขาส่งรูปภาพมาให้ดู
ซูเย่ให้คนขนโซฟากลับไปไว้ที่ห้องเรียบร้อยแล้ว
เนื้อผ้าสีเทาเข้มเข้ากับผนังห้องสีทึบได้อย่างลงตัว แถมยังมีโคมไฟติดผนังอีกสองดวง ช่วยสร้างบรรยากาศให้ดูอบอุ่นน่านั่งสุดๆ
[ดูดีมากเลย ขาดเหลืออะไรอีกไหม]
หลังจากพิมพ์ตอบกลับไป เสิ่นเจาอี้ก็กดเข้าไปดูความเคลื่อนไหวในไทม์ไลน์ต่อ
ก่อนที่จะไปร้านอาหาร เธอเอารูปถ้วยรางวัลของเพ่ยเยี่ยนไปโพสต์ลงไทม์ไลน์ ตอนนี้มีคนเข้ามากดไลก์และคอมเมนต์ต่อกันยาวเป็นหางว่าวหลายสิบข้อความแล้ว
ชิวเจ๋อยิ่งหนักกว่า หลังจากคอมเมนต์ชมเชยด้วยเครื่องหมายอัศเจรีย์รัวๆ แล้ว เขาก็เซฟรูปนั้นไปโพสต์ลงไทม์ไลน์ของตัวเองบ้าง
เพียงแต่เขาบล็อกไม่ให้พี่ชายตัวเองเห็นโพสต์นั้น
เสิ่นเจาอี้เลือกตอบกลับคอมเมนต์ของคนรู้จักบางคน พอจะกดออกจากหน้าแอปพลิเคชัน เธอก็เห็นว่ามีข้อความใหม่เด้งเข้ามาพอดี
[จบบท]