หร่วนชีชีเพิ่งตื่นจากงีบกลางวัน เมื่อคืนเธอนั่งคุยกับต้นแปะก๊วยเฒ่าจนดึกดื่น ง่วงแทบตาย
แต่ทันทีที่ลู่เหยานำข่าวมาบอก เธอก็ตื่นเต็มตาในทันที
“พ่อของนายยอมเหรอ?”
หร่วนชีชีนึกไม่ออกจริงๆ ว่า เหอเจี้ยนจวินไอ้สารเลวคนนี้ ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ไม่ใช่คู่ครองที่ดี แล้วลู่เต๋อเซิ่งกลับยอมเห็นชอบได้อย่างไร
ลู่เต๋อเซิ่งเป็นผู้บัญชาการเขตทหาร ถ้าเขาไม่เซ็นชื่อในใบรายงานขอแต่งงาน คนสองคนนี้ไม่มีทางจดทะเบียนสมรสได้เด็ดขาด
มุมปากของลู่เหยา กขึ้นอย่างเย้ยหยัน
“ต่อหน้าลู่ชุนเฉ่า เขาไม่เคยมีหลักการเลย!”
หลักการของชายชรามีไว้ใช้กับเขาเพียงคนเดียว
แต่กับลู่ชุนเฉ่า แม่เลี้ยง แล้วก็ลูกชายสองคนที่แม่เลี้ยงให้กำเนิด ชายชราคนนี้กลับไม่มีหลักการแม้แต่น้อย
มีแค่กับเขาเท่านั้น
เขาอธิบายต่อว่า
“ลู่ชุนเฉ่าเป็นแม่ของหลิวหงหลิงกับหลิวหงป๋อ แล้วก็เป็นพี่สาวต่างแม่ของฉัน”
“ลู่ชุนเฉ่าเป็นแก้วตาดวงใจของพ่อนายหรือไง?”
หร่วนชีชียังคิดไม่ตก
ลู่เต๋อเซิ่งเข้มงวดกับลูกชายขนาดนั้น มองอย่างไรก็ไม่เหมือนพ่อที่ใจดี แต่กลับยอมทำตามคำขอไร้หลักการของลูกสาวเสียอย่างนั้น
ลู่เหยายิ้มเยาะหนักกว่าเดิม
“จะเรียกว่าแก้วตาดวงใจก็คงไม่ถึงขนาดนั้น แค่พ่อฉันรู้สึกผิดก็เท่านั้น”
“หลังแต่งงานได้แค่สองเดือน เขาก็ออกเดินทางไปกับกองทัพที่ผ่านมาพอดี หลังจากนั้นกว่าสิบปีก็ไม่เคยกลับมาเลย”
“แม่ของลู่ชุนเฉ่าพาเธอแต่งงานใหม่ ชีวิตลำบากมาก กว่าพ่อฉันจะตามหาแม่ลูกคู่นั้นเจอ ลู่ชุนเฉ่าก็แต่งงานอยู่ในหมู่บ้านเดียวกันแล้ว แถมชีวิตก็ไม่ได้ดีนัก”
“เพราะอย่างนั้น เขาเลยรู้สึกผิดต่อเธอมาก แทบจะขออะไรก็ให้หมด!”
เขาจัดการให้ทั้งครอบครัวของลู่ชุนเฉ่าเข้ามาอยู่ในเมือง แถมยังได้งานดีๆ กันทุกคน
ลู่ชุนเฉ่ากับสามีทำงานอยู่โรงกลั่นสุรา
หลิวหงหลิงเป็นพยาบาลประจำโรงพยาบาลทหาร
หลิวหงป๋อทำงานอยู่โรงงานอุตสาหกรรมทหาร
ส่วนหลิวหงเทาอีกคนก็อยู่ในกองทัพ ตอนนี้เป็นรองผู้บังคับกองร้อย
“แล้วทำไมพ่อนายไม่รู้สึกผิดต่อนายบ้างล่ะ? ชีวิตนายลำบากกว่าอีก โตมาแบบปล่อยให้ดูแลตัวเอง!”
หร่วนชีชีหลุดปากพูดออกมา
ต่อให้ลู่ชุนเฉ่าจะลำบาก อย่างน้อยก็ยังมีแม่คอยดูแล
แต่ลู่เหยานี่สิ ถูกพ่อแม่ทอดทิ้ง ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดด้วยตัวเองตั้งแต่เด็ก เขาต่างหากที่ลำบากกว่า
รอยยิ้มของลู่เหยาชะงักไป
ในใจเหมือนถูกมีดกรีดอย่างแรง เจ็บจนแทบหายใจไม่ออก
ที่แท้...
แม้แต่คนนอกยังรู้ว่า เขาต่างหากคือคนที่ลำบากที่สุด
แล้วทำไมพ่อของเขาถึงไม่เคยตระหนักเรื่องนี้เลย?
“เขาบอกว่าฉันเป็นผู้ชาย ต้องเข้มแข็งหน่อย”
ลู่เหยาอธิบายด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
ชายชราพูดกับเขาแบบนี้มาตลอด
“ตอนนั้นนายยังเป็นเด็กที่ดูแลตัวเองไม่ได้ เป็นเด็กที่ต้องมีพ่อแม่เลี้ยงดูถึงจะโตได้นะ! โอ๊ย โมโหแทนจริงๆ พ่อของนาย...ไม่ใช่คนดีเลยสักนิด!”
หร่วนชีชีโมโหจนแน่นหน้า อก
ทำไมถึงมีพ่อที่แย่ขนาดนี้ได้!
แม้ว่าลู่เต๋อเซิ่งจะเป็นวีรชนแห่งการปฏิวัติ เคยสร้างคุณงามความดีและหลั่งเลือดเพื่อชาติ ในฐานะผู้รับใช้ประเทศ เขาเป็นวีรบุรุษ
แต่ในฐานะพ่อของลู่เหยา...เขาเป็นพ่อที่แย่สุดๆ!
เดิมทีลู่เหยารู้สึกอึดอัดใจ
แต่พอเห็นหร่วนชีชีโมโหแทนเขาขนาดนี้ อารมณ์ของเขากลับดีขึ้นทันที
เขายิ้มแล้วพูดว่า
“ฉันไม่โกรธแล้ว เธอก็อย่าโกรธเลย ไป ฉันเลี้ยงเธอกินที่หั่วกงเตี้ยน!”
จากนั้นก็รีบเสริมอีกประโยค
“ให้ชายชราเป็นคนจ่าย!”
“ไป!”
หร่วนชีชีก็ไม่เกรงใจ ลุกลงไปพร้อมกับเขา
หั่วกงเตี้ยนอยู่ที่ถนนพัวจื่อ ห่างจากโรงแรมรับรองไม่ไกล ปั่นจักรยานสิบนาทีกว่าๆ ก็ถึง
ของกินเล่นที่นี่มีชื่อเสียงมาก
ชาติที่แล้วหร่วนชีชีเคยมาหลายครั้ง แต่กลับรู้สึกว่ารสชาติก็ไม่ได้น่าตื่นตะลึงนัก
ของกินตามตรอกซอกซอยหลายแห่งในเมืองถานโจว ยังอร่อยกว่าหั่วกงเตี้ยนเสียอีก
หวังว่าหั่วกงเตี้ยนในยุคทศวรรษ 1970 จะทำให้เธอประทับใจได้
มาถึงหั่วกงเตี้ยนแล้ว แน่นอนว่าต้องสั่งเต้าหู้เหม็น
นี่เป็นของกินเล่นที่แม้แต่ประธานเหมายังเคยเอ่ยปากชม
หร่วนชีชีสั่งเนื้อรมควันนึ่งสองอย่าง หมูสามชั้นตุ๋นซีอิ๊ว หัวปลานึ่งพริกสับ เลือดหมูหลงจือ แล้วก็ซ่านจื่อต้ม
อาหารที่นี่ส่วนใหญ่เสิร์ฟเป็นจานเล็ก ปริมาณไม่มาก
ลู่เหยาสั่งเต้าหู้สามเหลี่ยม เต้าหู้แห้งซอสห้ารส ข้าวเหนียวเนื้อรมควัน ไข่ต้มเหล้าหวานกับบัวลอย น้ำพะโล้รวมสี่อย่าง หม้อไส้อ่อน แล้วก็เส้นหมี่อีกหนึ่งชาม
น้ำพะโล้รวมสี่อย่าง คือเลือกของพะโล้สี่ชนิดมาคลุกเข้าด้วยกัน
ลู่เหยาเลือกไก่มัด เต้าหู้แผ่นหั่นฝอย กุยช่าย และเนื้อวัว
อร่อยมาก
หร่วนชีชีชอบไก่มัดที่สุด ไม่ว่าจะเป็นแบบเจหรือแบบเนื้อก็ชอบทั้งคู่
ไก่มัดแบบเนื้อทำจากไส้ไก่ ไส้เป็ด และไส้หมูมัดรวมกัน
ส่วนไก่มัดแบบเจก็คือซูจี
ทั้งสองแบบอร่อยจนเธอกินไม่มีเบื่อ
อาหารที่ทั้งสองสั่งวางเต็มโต๊ะ
โต๊ะอื่นมีคนนั่งสี่คน ยังสั่งน้อยกว่าพวกเขาเสียอีก
ทั้งคู่กินเก่งมาก
สุดท้ายจัดการอาหารทั้งโต๊ะจนหมดเกลี้ยง
ลู่เหยายังแบ่งเส้นหมี่ครึ่งหนึ่งให้เธอด้วย
“ฮึก...”
หร่วนชีชีเรอออกมาด้วยความอิ่มหนำ
สมแล้วที่เป็นหั่วกงเตี้ยนแห่งยุคเจ็ดสิบ
ทุกอย่างอร่อยสุดยอดจริงๆ
ลู่เหยาจัดการเก็บกวาดของที่เหลือจนหมด จานทุกใบสะอาดเอี่ยม
“พวกเขาจะจัดงานเลี้ยงไหม?”
หร่วนชีชีถาม
“ไม่จัด พ่อฉันไม่ยอม เขากลัวเสียหน้า!”
ลู่เหยากระตุกมุมปาก สีหน้าเต็มไปด้วยความประชด
หร่วนชีชีเรออีกครั้ง ก่อนพูดว่า
“หน้าก็เสียไปหมดแล้ว พ่อของนายนี่สมองไม่ค่อยดีเลย ยังสู้พ่อเลี้ยงนายไม่ได้”
โม่ชิวเฟิงมองปราดเดียวก็รู้ว่าเจ้าเล่ห์ เป็นจิ้งจอกเฒ่าของจริง
ลู่เหยาพ่นลมหายใจเบาๆ
“ถ้าพ่อฉันสมองดี เขาคงเป็นฝ่ายการเมืองไปแล้ว”
สมองของโม่ชิวเฟิง...หนึ่งคน เท่ากับชายชราสิบคน
หร่วนชีชีขมวดคิ้ว
ถ้าลู่เต๋อเซิ่งหัวไม่ค่อยไว เกรงว่าจะสืบเรื่องที่เหอเจี้ยนจวินแย่งผลงานความดีของคนอื่นไม่เจอ
“เหอเจี้ยนจวินได้เลื่อนตำแหน่งเพราะสร้างผลงานใช่ไหม? เรื่องนี้ต้องมีพิรุธแน่ เขายังสู้ฉันไม่ได้เลย จะไปสร้างผลงานอะไรได้?”
เธอพูดสิ่งที่สงสัยออกมาตรงๆ
ลู่เหยาหัวไวกว่าพ่อของเขามาก
ถ้าเป็นเขาไปสืบ ยังไงก็ต้องเจอ
ลู่เหยายิ้ม “ฉันหาหลักฐานได้แล้ว รอแค่พวกเขาจดทะเบียนสมรสเสร็จ เดี๋ยวก็ส่งให้ชายชรา!”
หร่วนชีชียกนิ้วโป้งให้เขา
ทั้งสองสบตากัน แล้วหัวเราะออกมาพร้อมกัน
รอยยิ้มของทั้งคู่เจ้าเล่ห์ราวกับจิ้งจอก
“เหอเจี้ยนจวินคงถูกไล่ออกจากกองทัพใช่ไหม?”
เธอถาม
“เรื่องของเขาหนักมาก ตามหลักต้องขึ้นศาลทหาร แต่ลู่ชุนเฉ่าต้องขอร้องแน่ สุดท้ายคงแค่ถูกปลดออกจากกองทัพ”
ลู่เหยาพูดด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย
“ว่างๆ พาฉันไปบ้านหลิวหงหลิงหน่อยสิ เกือบแท้งเพราะฉัน ฉันรู้สึกผิด อยากไปเยี่ยมเธอสักหน่อย”
“แล้วก็หลิวหงป๋อด้วย น่าสงสารเหมือนกัน ฉันอยากไปดูเขา!”
หร่วนชีชีพูดด้วยสีหน้าจริงใจอย่างยิ่ง
ลู่เหยามองออกทันทีว่าเธอกำลังคิดอะไร จึงตอบตกลงอย่างยินดี
“พรุ่งนี้ฉันพาเธอไป!”
เดี๋ยวกลับถึงเขตทหาร เขาจะเอาหลักฐานไปให้ชายชราทันที
พรุ่งนี้บ้านลู่ชุนเฉ่าต้องวุ่นวายแน่ เขาเองก็อยากไปดูละครเหมือนกัน
“ตกลง พอเยี่ยมหลานชายคนโตของนายเสร็จ ฉันก็จะกลับบ้านแล้ว!”
ที่หมู่บ้านหร่วนเจียว ยังมีครอบครัวของลุงคอยจ้องเล่นงานอยู่ตลอด
เธอไม่วางใจให้เสี่ยวเสวี่ย อยู่บ้านคนเดียว
ยังมีพี่สาวหร่วนซวงเจียงอีก ตอนนี้ชีวิตกำลังทุกข์ยาก
เธอต้องช่วยแม่ลูกสามคนนั้นกลับบ้านให้ได้
เพราะเธอเคยรับปากเจ้าของร่างเดิมไว้แล้ว
หัวใจของลู่เหยาสะดุดวูบ
ความอาลัยอย่างแรงกล้าพลันเอ่อล้นขึ้นมา
หลายวันที่ได้ใช้เวลาร่วมกับหร่วนชีชี เขามีความสุขเป็นพิเศษ
ถ้าเธอกลับชนบทแล้ว...ต่อไปเขาจะหาใครมาเล่นด้วย?
ถ้าหากทำให้หร่วนชีชีอยู่ในเมืองถานโจวได้ก็คงดี
เขาชอบเป็นเพื่อนกับผู้หญิงคนนี้จริงๆ
หลังจากกินข้าวเสร็จ ลู่เหยาส่งเธอกลับโรงแรมรับรอง
ส่วนตัวเขากลับเขตทหาร เพื่อไปยื่นหลักฐานที่กองบัญชาการก่อน
ลู่เต๋อเซิ่งนั่งหน้าดำอยู่ในห้องทำงาน อารมณ์เสียมาก
แม้เขาจะยอมรับการแต่งงานของหลิวหงหลิงแล้ว
แต่ในใจก็ยังอึดอัด จึงได้แต่นั่งโกรธอยู่คนเดียว
“ดูนี่!”
ลู่เหยาไม่แม้แต่จะเคาะประตู
เดินเข้าห้องตรงๆ แล้วโยนหลักฐานใส่มือชายชรา
“อะไร?”
ลู่เต๋อเซิ่งสวมแว่นสายตายาวแล้วก้มอ่าน
เพียงอ่านได้ไม่กี่บรรทัด ใบหน้าก็แดงคล้ำราวกับตับหมู
“คุณไปตรวจสอบเองก็ได้ หลักฐานแน่นหนา เหอเจี้ยนจวินแย่งผลงานความดีของสหายร่วมรบ”
“ส่วนหลิวหงหลิง ก็อาศัยอำนาจของคุณ ข่มขู่และบีบบังคับจนได้ผลงานนั้นมา”
ลู่เหยาแค่นหัวเราะเย็นชา พูดจบก็หันหลังเดินออกไป
ด้านหลังมีเสียงปาของแตกดังขึ้น
เขาหยุดฝีเท้า ยิ้มเยาะเบาๆ แล้วเดินจากไป
“ผู้กองลู่ หลานสาวของนายแต่งงานแล้ว แล้วนายล่ะ เมื่อไรจะแต่ง?”
นายทหารที่เดินสวนมาเป็นคนสนิทของลู่เหยา จึงเอ่ยแซวอย่างขำๆ
จู่ๆ ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นในหัวลู่เหยา
ประกายความคิดแล่นวาบ เขาคิดวิธีดีๆ ออกแล้ว
ขอแค่เขาแต่งงานกับหร่วนชีชี...
เธอก็สามารถอยู่ในเมืองได้อย่างสมเหตุสมผลไม่ใช่หรือ?