“ทำผิดก็ต้องรับโทษ! เหอเจี้ยนจวินไอ้สารเลวนั่น กล้าถึงขั้นแย่งความดีความชอบของคนอื่น ถ้าเป็นเมื่อยี่สิบปีก่อนนะ ฉันยิงเป้ามันไปนานแล้ว!”
ลู่เต๋อเซิ่งจงใจกดเสียงให้เบาลง แต่เสียงคำรามต่ำๆ ก็ยังดังลอดออกมา หร่วนชีชีกับลู่เหยาสบตากันอย่างรู้ใจ ทั้งสองยืนฟังอยู่หน้าประตูก่อน ยังไม่รีบเข้าไป
“พ่อคะ พ่อเป็นถึงผู้บัญชาการนะ ทั้งเขตทหารก็พ่อเป็นคนตัดสินใจ ขอพ่อเห็นแก่หงหลิง เห็นแก่หนูสักครั้ง ปล่อยเหอเจี้ยนจวินไปเถอะค่ะ เขาสัญญาว่าจะไม่ทำผิดอีกแน่นอน!”
ลู่ชุนเฉ่าร้องไห้พลางอ้อนวอน แม้เธอจะโกรธที่เหอเจี้ยนจวินไม่เอาไหน แต่ใครใช้ให้ลูกสาวรักเขาหมดหัวใจล่ะ!
ทันทีที่เหอเจี้ยนจวินถูกจับตัวไป หงหลิงก็มีเลือดออกอีกครั้ง หมอบอกว่าถ้ายังถูกกระทบกระเทือนจิตใจอีก ทั้งแม่ทั้งลูกอาจตกอยู่ในอันตราย เธอจะปล่อยให้ลูกสาวรอความตายได้อย่างไร?
หน้าตาของลู่ชุนเฉ่าคล้ายลู่เต๋อเซิ่งอยู่ไม่น้อย แต่ผิวขาวกว่า ไม่มีรอยสิวเต็มหน้า จึงดูดีกว่าลูกสาวมาก อีกทั้งหลังจากเข้ามาอยู่ในเมือง ใช้ชีวิตสุขสบายมานาน ความซื่อเรียบง่ายแบบหญิงชาวชนบทก็หายไป กลายเป็นคนหัวสูง เห็นแก่ผลประโยชน์ ฉลาดแกมโกง เวลามองคนก็มักเชิดหน้ามองผ่าน ไม่ค่อยมองตรงๆ
ก็เพราะพ่อของเธอเป็นถึงผู้บัญชาการ มีอำนาจติดอันดับต้นๆ ของเมืองถานโจว ลู่ชุนเฉ่าจึงรู้สึกว่าตัวเองก็ไม่ต่างจากองค์หญิงใหญ่ในสมัยโบราณ อยากทำอะไรก็ทำ ไม่มีใครกล้าขัดขืน
เธอคิดแบบนั้น และสั่งสอนลูกทั้งสามแบบนั้นด้วย ลูกๆ ทุกคนเรียนรู้ได้ดี แถมยังเก่งกว่าต้นแบบเสียอีก เอาแต่ใจและใช้อำนาจมากกว่าลู่ชุนเฉ่าด้วยซ้ำ
เวลานี้ลู่ชุนเฉ่าไม่มีท่าทางหยิ่งผยองเหมือนเคยอีกแล้ว เธอคุกเข่าอยู่กับพื้น น้ำมูกน้ำตาไหลพราก จนหมดสภาพ
ลู่เต๋อเซิ่งนั่งหน้าเขียวคล้ำ จ้องลูกสาวด้วยสายตาผิดหวัง พลางด่าว่า “ก็เพราะฉันเป็นผู้บัญชาการ พวกแกถึงยิ่งต้องประพฤติตัวให้ดี ห้ามเอาชื่อของฉันไปข่มเหงคนอื่น อย่ามาเสแสร้งร้องไห้ต่อหน้าฉัน เรื่องนี้หงหลิงก็มีส่วนผิดเหมือนกัน เธอต้องขึ้นศาลทหารด้วย!”
“พ่อคะ หงหลิงยังนอนอยู่โรงพยาบาล หมอบอกว่าเธอรับการกระทบกระเทือนอีกไม่ได้ ถ้าเกิดอะไรขึ้นจริงๆ จะทำยังไงคะ หงหลิงลำบากมาตั้งแต่เกิด ตอนหนูท้องเธอ แม้แต่ไข่ยังไม่มีปัญญาซื้อกิน ได้แต่กินโจ๊กผักป่า พอคลอดออกมาก็ตัวเล็กยิ่งกว่าหนู หนูก็ไม่มีน้ำนมให้กิน ทุกคนบอกว่าเลี้ยงไม่รอด หนูต้องต้มโจ๊กข้าวป้อนทุกวัน กว่าจะเลี้ยงเธอจนโตได้ หนูติดค้างลูกคนนี้ หนูเป็นคนผิดต่อลูก...”
ลู่ชุนเฉ่าเริ่มรื้อฟื้นความหลังอันแสนลำบากอีกครั้ง
นี่คือไม้ตายของเธอ
ไม่เล่าเรื่องวัยเด็กอันทุกข์ยากของตัวเอง ก็เล่าเรื่องวัยเด็กที่ทุกข์ยากยิ่งกว่าของลูกสาว สรุปแล้วแก่นสำคัญมีอยู่คำเดียว... ‘น่าสงสาร’!
“ชุนเฉ่า เมื่อก่อนใครๆ ก็ลำบากกันทั้งนั้น ตอนนั้นพ่อของเธออยู่แนวหน้า ยังแทบไม่มีอะไรกิน หน้าหนาวก็ไม่มีเสื้อกันหนาว ต้องเอาชีวิตเข้าแลกสู้กับศัตรู นั่นต่างหากถึงจะเรียกว่าลำบาก ชีวิตสุขสบายที่พวกเธอมีทุกวันนี้ พ่อของเธอเป็นคนเอาเลือดเนื้อแลกมา
คนที่ลำบากที่สุดในบ้านนี้ก็คือเขา ในฐานะคนในครอบครัว พวกเราควรสนับสนุนงานของเขา ไม่ใช่เป็นภาระให้เขา เรื่องของหงหลิงครั้งนี้เกินไปจริงๆ ยังไม่แต่งงานก็ท้อง แถมยังข่มขู่คนอื่นเพื่อแย่งความดีความชอบ ผลกระทบมันเลวร้ายแค่ไหน รู้ไหมว่าผู้คนแทบจะนินทาพ่อของเธอจนหลังหักแล้ว!”
ผู้หญิงที่พูดมีน้ำเสียงนุ่มนวลอ่อนโยน ทุกคำพูดล้วนคิดแทนลู่เต๋อเซิ่ง ทั้งยังตำหนิการกระทำเหลวไหลของครอบครัวลู่ชุนเฉ่าอีกด้วย
ชงชาเขียวเก่งจริงๆ!
หร่วนชีชียกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ยังไม่ทันถาม ลู่เหยาก็กระซิบว่า “แม่เลี้ยงจอมสองหน้าของฉัน ชื่อหลินม่านอวิ๋น ผู้เฒ่าชอบผู้หญิงแบบนี้ที่สุด!”
ตอนผู้เฒ่าบาดเจ็บเข้าโรงพยาบาล หลินม่านอวิ๋นเป็นพยาบาลที่ดูแลเขา ยังไม่ถึงเดือน ผู้เฒ่าก็ตกหลุมเสน่ห์ความอ่อนโยนของผู้หญิงคนนี้ รีบยื่นเรื่องขอแต่งงานทันที
“ผู้ชายส่วนใหญ่ก็แพ้ทางผู้หญิงแบบนี้ทั้งนั้น!”
หร่วนชีชีกระซิบตอบ
ผู้ชายสิบคน อย่างน้อยเก้าคนก็ชอบผู้หญิงแบบหลินม่านอวิ๋น
“แต่ฉันไม่ชอบ!”
ลู่เหยาพูดอย่างหนักแน่น
เขาชอบผู้หญิงแบบหร่วนชีชีต่างหาก อาละวาดได้ถูกใจเขาสุดๆ
“ถึงได้บอกไงว่านายเป็นคนเก่งที่ธรรมชาติคัดเลือกมา!”
หร่วนชีชีประจบได้อย่างพอเหมาะพอดี
เธอไม่ได้เก่งแค่อาละวาด แต่ยังประจบคนเก่งอีกด้วย ช่วยไม่ได้ คนเก่งมักทำอะไรเป็นนิดหน่อยทุกอย่าง
ลู่เหยายิ้มกว้างจนมุมปากแทบถึงใบหู
เขาชอบฟังหร่วนชีชีพูดที่สุด
เขาแทบจินตนาการไม่ออกเลยว่า ถ้าได้แต่งงานกับหร่วนชีชี ชีวิตจะมีความสุขขนาดไหน!
“จัดการลู่ชุนเฉ่าก่อน แล้วค่อยแม่เลี้ยงนายกับพ่อนาย”
หร่วนชีชีพูดสั้นกระชับ
นี่เป็นนิสัยของเธอ พอสนิทกับใครแล้ว เวลาพูดก็มักจะสั้นลงเรื่อยๆ ถ้าสนิทมากๆ สุดท้ายจะเหลือแค่คำเดียว
แต่คนที่สนิทกับเธอจริงๆ ฟังยังไงก็เข้าใจ
ถ้าฟังไม่เข้าใจ ก็แปลว่ายังไม่ใช่เพื่อนแท้ ลบออกจากชีวิตได้เลย
“ตกลง!”
ลู่เหยาพยักหน้า
เขาก็คิดแบบเดียวกัน
ทั้งสองไม่ได้เคาะประตู ลู่เหยามีกุญแจ จึงไขประตูเข้าไปทันที
เวลานั้นลู่ชุนเฉ่ากำลังด่าหลินม่านอวิ๋น มือเท้าเอว ท่าทางดุดันเต็มที่
“ฉันกำลังคุยกับพ่อของฉัน มีสิทธิ์อะไรที่เมียน้อยอย่างเธอจะมาสอด? หงหลิงยังไม่แต่งงานก็จริง แต่เธอก็คบกันอย่างเปิดเผย ไม่เหมือนผู้หญิงบางคน อาศัยหน้าที่การงานหาประโยชน์ส่วนตัว ทำงานไปก็ยั่วผู้ชายขึ้นเตียงไป ยังมีหน้ามาว่าหงหลิงของบ้านฉันอีก! กลับไปเช็ดก้นตัวเองให้สะอาดก่อนเถอะ!”
ลู่ชุนเฉ่าเปิดฉากด่าอย่างดุเดือด คำพูดหยาบคายไม่มีไว้หน้าเลย
เธออายุน้อยกว่าหลินม่านอวิ๋นแค่ปีเดียว ไม่เคยเห็นแม่เลี้ยงคนนี้อยู่ในสายตา
หลินม่านอวิ๋นรูปร่างเล็ก ผิวขาว หน้าตาแบบกุลสตรีชาวบ้าน แม้ไม่ใช่หญิงงามล่มเมือง แต่สำหรับลู่เต๋อเซิ่งที่ไม่เคยเจอผู้หญิงอ่อนหวานแบบนี้มาก่อน ก็แทบไม่ต่างจากไซซี
“เมียน้อยอะไรกัน พูดให้เกียรติกันหน่อย ฉันกับพ่อของเธอแต่งงานกันอย่างถูกต้อง ได้รับการอนุมัติจากองค์กร ลู่ชุนเฉ่า ยังไงฉันก็เป็นผู้ใหญ่ของเธอ เธอพูดกับฉันแบบนี้ได้ยังไง!”
หลินม่านอวิ๋นตัวสั่นด้วยความโกรธ น้ำตาคลอเบ้า หันไปมองลู่เต๋อเซิ่งด้วยท่าทางน่าสงสาร จนลู่เต๋อเซิ่งปวดใจ รีบหันไปดุลูกสาวทันที
“พูดเหลวไหลอะไรของแก ไม่เคารพผู้ใหญ่ พูดจาไร้สาระ ไม่มีมารยาทเลยสักนิด หงหลิงกับหงป๋อก็เพราะเรียนแบบแก ถึงได้กลายเป็นแบบทุกวันนี้!”
“ผู้ใหญ่อะไร? วันเกิดฉันกับเธอห่างกันแค่สามเดือน พ่อไม่อาย แต่ฉันอายนะ! แม้แต่เจ้าของที่ดินจูที่มีเมียน้อยตั้งสิบสองคน ยังไม่กล้าเอาเมียเด็กขนาดนี้เลย พ่อเก่งจริงๆ!”
เจ้าของที่ดินจูที่ลู่ชุนเฉ่าพูดถึง คือเจ้าของที่ดินรายใหญ่ในบ้านเกิด หลังการปลดแอกก็ถูกยิงเป้า
เจ้าของที่ดินจูมีเมียน้อยถึงสิบสองคน ทั้งรังแกผู้ชาย ข่มเหงผู้หญิง กดขี่ชาวบ้าน สารพัดเรื่องชั่ว
ก่อนลู่เต๋อเซิ่งจะเข้าร่วมการปฏิวัติ เขาเคยเป็นคนเลี้ยงหมูให้เจ้าของที่ดินจู เลี้ยงอยู่ครึ่งปี ไม่เคยได้ค่าแรงสักเฟิน แถมยังถูกลูกน้องของเจ้าของที่ดินจูซ้อมอีกต่างหาก
เหตุการณ์ครั้งนั้นเอง กลายเป็นชนวนให้ลู่เต๋อเซิ่งเข้าร่วมการปฏิวัติ
กองทัพบอกเขาว่า การปฏิวัติก็คือการโค่นคนอย่างเจ้าของที่ดินจู
พอได้ยิน เขาก็ถูกใจทันที คืนนั้นเองก็เก็บข้าวของตามกองทัพไป
หลังปลดแอกสำเร็จ เจ้าของที่ดินจูก็ถูกยิงเป้าจริงๆ ที่ดินกับข้าวสารก็ถูกนำมาแบ่งให้ประชาชน
การที่ลู่ชุนเฉ่ายกเจ้าของที่ดินจูมาเปรียบเทียบ ทำให้ลู่เต๋อเซิ่งเจ็บแปลบในใจ
เขาเป็นคนโค่นเจ้าของที่ดินจู แต่ลูกสาวกลับบอกว่าเขายังสู้เจ้าของที่ดินจูไม่ได้
คำพูดนี้ทำให้เขาเจ็บยิ่งกว่าถูกสาดน้ำสกปรกใส่เสียอีก
“แก... แกนี่เหลวไหลขึ้นทุกวันจริงๆ!”
ลู่เต๋อเซิ่งยกมือชี้หน้าลูกสาว ใบหน้าซีดเผือดด้วยความโกรธ นิ้วมือสั่นไม่หยุด
แต่ถึงจะโกรธขนาดนี้ เขาก็ยังไม่กล้าด่าลูกสาวแรงๆ
ลู่ชุนเฉ่ากลับยิ่งภูมิใจในใจ
เธอรู้อยู่แล้วว่า ในใจผู้เฒ่า เธอสำคัญที่สุด
เพราะในบรรดาลูกทุกคน มีเพียงเธอคนเดียวที่อยู่ดูแลปู่กับย่าจนวาระสุดท้าย!
ไม่ว่าจะเป็นลู่เหยา หรือไอ้ลูกนอกคอกสองคนที่หลินม่านอวิ๋นคลอด ก็ไม่มีสิทธิ์มาเทียบกับเธอ!
“บ้านพวกคุณนี่ไม่มีระเบียบจริงๆ พ่อก็ไม่เหมือนพ่อ ลูกก็ไม่เหมือนลูก ถ้าเป็นหมู่บ้านของพวกเรา ลูกสาวคนไหนกล้าพูดจาเถียงพ่อแบบนี้ รับรองโดนตีจนขาหักแน่ นี่มันอกตัญญูสิ้นดี ฟ้ายังต้องผ่าคนแบบนี้!”
เสียงของหร่วนชีชีดังขึ้นอย่างไม่รีบร้อน
หลังจากเธอกับลู่เหยาเข้ามา ทั้งคู่ก็แอบนั่งดูละครอยู่มุมห้อง คนทั้งสามกำลังเถียงกันอย่างดุเดือด จึงไม่มีใครสังเกตเห็นพวกเขา
“พ่อฉันทำไม่ลงหรอก พี่สาวคนโตเป็นดวงใจของเขา ต่อให้ไปฆ่าคนวางเพลิงข้างนอก เขาก็ยังไม่ยอมตี!”
ลู่เหยาทำหน้าที่ลูกคู่ได้อย่างยอดเยี่ยม รับคำหร่วนชีชีต่อทันที
สีหน้าของลู่เต๋อเซิ่งยิ่งดูย่ำแย่ อึดอัดอยู่เต็ม อก
เขาอยากด่าออกไปสักสองสามคำ แต่ก็รู้สึกว่าตัวเองผิดจริง
ลู่ชุนเฉ่าชักจะเกินไปทุกที
แต่เขาติดค้างลูกสาวมาตลอด ตั้งแต่เกิดจนแต่งงาน เขาไม่เคยทำหน้าที่พ่อเลยสักครั้ง ตอนนี้จึงทำได้แค่ชดเชยให้มากที่สุด
“ต่อให้ฆ่าคนวางเพลิงก็ยังไม่ยอมตี? ไม่แปลกเลยที่หลิวหงหลิงจะอาละวาดขนาดนั้น ทั้งแย่งคู่หมั้นของคนอื่น ทั้งแย่งเหรียญกล้าหาญชั้นสามของคนอื่น สมกับคำที่ว่า คานบนไม่ตรง คานล่างก็เอียง คานกลางไม่ตรง ทั้งบ้านก็พัง บ้านของพวกคุณ ไม่ช้าก็เร็วต้องพังแน่!”
หร่วนชีชีพูดพลางส่ายหน้า และประโยคสุดท้ายเธอจงใจเน้นเสียงเป็นพิเศษ ราวกับต้องการย้ำให้ทุกคนได้ยินชัดๆ