หร่วนชีชีเลียริมฝีปากเบาๆ ยังรู้สึกไม่หายติดใจ รสชาติของการจูบนั้นช่างดีจริงๆ มิน่าในหนังผู้ชายผู้หญิงถึงได้จูบกันจนแทบเป็นแทบตาย ไม่ได้พูดเกินจริงเลยสักนิด
“จะจูบอีกไหม?”
ลู่เหยาถามด้วยเสียงแหบพร่า ดวงตาเร่าร้อน เขายังจูบไม่หนำใจเลย มิน่าพวกทหารรุ่นพี่ถึงชอบเอาเรื่องบนเตียงมาคุยโม้กันทุกวัน เรื่องแบบนี้มันสนุกจริงๆ!
“จูบ!”
หร่วนชีชีตอบโดยไม่ลังเล แม้แต่ขยับก้นเปลี่ยนท่านั่ง เพื่อจะได้จูบอีกครั้งอย่างถนัด
“ซี้ด...”
ลู่เหยาสูดลมหายใจเข้าแรงๆ ทั้งตัวแทบลุกเป็นไฟ ดุยิ่งกว่าหมาป่าที่อดอยากมาทั้งฤดูหนาวเสียอีก
มือข้างหนึ่งประคองสะโพกของหญิงสาวในอ้อมแขน อีกข้างลากเก้าอี้เข้ามา ก่อนจะอุ้มเธอนั่งลงบนตัก แล้วตบสะโพกเบาๆ สองสามที พลางพูดเสียงแหบว่า
“อย่าขยับสิ!”
เมื่อครู่นี้เกือบเอาชีวิตเขาไปแล้ว!
“ตั้งใจหน่อย อย่าวอกแวก!”
หร่วนชีชีทำหน้างอ ไม่พอใจ ไหนบอกว่าจะจูบ แต่กลับมัวทำโน่นทำนี่ ไม่ยอมทำเรื่องสำคัญเสียที
แต่ปกติเธอเป็นคนชอบลงมือแก้ปัญหาด้วยตัวเองอยู่แล้ว ดังนั้นไม่รอลู่เหยาเป็นฝ่ายเริ่ม เธอก็ก้มลงจูบเขาก่อนทันที
ครั้งแรกอาจยังไม่คล่อง ครั้งที่สองก็เริ่มชำนาญ ครั้งที่สามก็เป็นธรรมชาติไปเอง
คราวนี้ทั้งสองจูบกันอย่างเร่าร้อนยิ่งกว่าเดิม เปลวไฟแห่งความรักแทบจะเผาโรงแรมรับรองทั้งหลังให้ลุกเป็นไฟ สองมือของหร่วนชีชีก็ไม่ค่อยอยู่นิ่ง ลูบคลำไปทั่วตัวเขา
กล้ามท้องแปดลูก... เส้นวี... เอวทรงตัววี...
โอ้โห... ต่อไปเธอได้กินของดีทุกวันแน่!
“อย่าซน!”
ลู่เหยาจับมือเจ้าตัวแสบที่กำลังลวนลามเขาไว้ ลมหายใจเริ่มไม่เป็นจังหวะแล้ว ถ้าไม่หยุดไว้ตอนนี้ ความบริสุทธิ์ของเขาคงรักษาไว้ไม่อยู่
“รีบเขียนใบรายงานขอแต่งงานสิ เอาอย่างพ่อนายหน่อย ทำอะไรให้มีประสิทธิภาพกว่านี้!”
หร่วนชีชีหอบเบาๆ เธอแค่ยังไม่สมใจอยากเท่านั้น ยุคนี้หัวโบราณเกินไป เรื่องแบบนี้ต้องแต่งงานก่อนถึงจะทำได้
“กลับไปก็เขียนเลย”
ลู่เหยาหัวเราะเบาๆ เห็นริมฝีปากบวมแดงของหญิงสาวในอ้อมแขน ก็อดใจไม่ไหว ก้มลงจูบอีกครั้ง
เรื่องจูบแบบนี้เสพติดจริงๆ ตอนนี้เขาไม่อยากกลับเขตทหารแล้ว อยากจูบเธอไปจนแก่เฒ่า
“กลับไปเถอะ พรุ่งนี้ค่อยไปบ้านพักทหารอีก”
หร่วนชีชีลุกขึ้นยืน ไม่มีท่าทีอาลัยอาวรณ์เลยแม้แต่น้อย
“ขอจูบอีกครั้ง”
ลู่เหยาดึงท้ายทอยเธอเข้ามา จูบแรงๆ หนึ่งที ก่อนจะยอมปล่อย
“พรุ่งนี้ฉันมารับ!”
ลู่เหยาเดินจากไปด้วยรอยยิ้มกว้าง เดินไปถึงบันไดก็ยังได้ยินเสียงเขาฮัมเพลง
“ตะวันลับฟ้า แสงเมฆแดงลอยไกล... ทหารซ้อมยิงเสร็จกลับค่ายกลับค่าย... ดอกไม้แดงบนอกสะท้อนแสงอัสดง... เสียงเพลงอันแสนสุขลอยเต็มฟ้า...!”
จากนั้นก็ปิดท้ายด้วยเสียงตะโกนก้อง
“หนึ่ง! สอง! สาม! สี่!”
หร่วนชีชีอดหัวเราะไม่ได้ ปิดประตู แล้วเดินไปคุยกับต้นแปะก๊วยแก่ตรงหน้าต่าง
“แม่หนู เอ็งกับไอ้หนุ่มนั่นจูบกันเสียงดังเชียวนะ!”
ต้นแปะก๊วยแก่พูดเหมือนแม่บ้านปากมาก ถ้ามันมีหน้าตา ป่านนี้คงทำหน้าอยากรู้อยากเห็นเต็มที
“อิจฉาเหรอ?”
หร่วนชีชีถามอย่างนิ่งๆ
ต้นแปะก๊วยที่พูดไม่หยุดมาตั้งหลายร้อยปี ถึงกับอึ้งไปหลายนาที พูดอะไรไม่ออกสักคำ
มันอิจฉาจริงๆ
เพราะมันไม่เคยจูบ
มันไม่มีปาก จะเอาอะไรไปจูบ?
“ผู้ชายของเอ็งแปรงฟันหรือยัง? กินกุยช่ายมาหรือเปล่า? มีหินปูนติดฟันไหม?”
สมกับเป็นต้นไม้แก่หลายร้อยปี มันพลิกเกมกลับมาได้ทันที ถามสามคำรวดจนหร่วนชีชีสะอึก ความหวานและความโรแมนติกจากการจูบเมื่อครู่หายวับไป เหลือแต่ภาพกุยช่ายกับหินปูนเต็มหัว
“ฉันจะเผาแก!”
หร่วนชีชีกัดฟัน หยิบไฟแช็กกับน้ำมันเบนซินออกมา
“ข้าผิดแล้ว ข้าจะบอกความลับเอ็ง ดีไหม?”
ต้นแปะก๊วยรีบยอมแพ้ทันที
หร่วนชีชีมองมันด้วยสายตาเย็นชา รอฟังว่าความลับนั้นจะคุ้มกับชีวิตต้นไม้ต้นนี้หรือไม่
“ผู้ชายของเอ็งก็มีพลังวิญญาณเหมือนเอ็ง แต่ไม่มากเท่า!”
ต้นแปะก๊วยบอกว่าตอนลู่เหยามา มันสัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณแบบเดียวกับหร่วนชีชี เพียงแต่มีน้อยกว่า
“เขาคุยกับต้นไม้ได้เหมือนฉันเหรอ?”
หร่วนชีชีเลิกคิ้ว เรื่องนี้เธอไม่เคยคิดมาก่อน มิน่าเขาถึงเอาชีวิตรอดได้ตั้งแต่อายุสามขวบ
“ไม่เหมือนกัน เขาเก่งด้านอื่น ข้ามองไม่ออก”
ต้นแปะก๊วยส่ายกิ่ง ใบไม้เสียดสีกันดังซู่ซ่าเหมือนฝนตก
หร่วนชีชีกลอกตาอีกครั้ง หยิบไฟแช็กขึ้นมาขู่
“ความลับนี้เล็กเกินไป แลกได้แค่ครึ่งชีวิต ยังมีอะไรอีก?”
“ชีวิตข้าไม่ได้มีค่าขนาดนั้น... ก็ได้ เอ็งเอาเครื่องเพชรไหม?”
ต่อหน้าหร่วนชีชีผู้ดุร้าย ต้นแปะก๊วยแก่ราวกับลูกแมวน้อยไร้ทางสู้ มันคิดอยู่นาน ในที่สุดก็ขุดความทรงจำที่ถูกทิ้งร้างมาหลายปี เจอสถานที่ซ่อนสมบัติแห่งหนึ่ง
ภายใต้การชี้นำของมัน หร่วนชีชีหักกิ่งของมันมาท่อนหนึ่ง แล้วเดินตามทิศทางที่กิ่งไม้นำไป จนถึงคฤหาสน์ร้างท้ายตรอก
ในลานบ้านเต็มไปด้วยวัชพืช บรรยากาศชวนขนลุก แค่ยืนอยู่หน้าประตูก็รู้สึกเย็นสันหลังแล้ว
แต่หร่วนชีชีไม่กลัว แม้แต่นรกเธอยังเดินเล่นมาแล้ว แค่นี้จะนับอะไรได้
กิ่งไม้ในมือโค้งไปทางซ้าย เสียงของต้นแปะก๊วยดังขึ้นในหัว
“เดินไปทางซ้ายสิบห้าก้าว แล้วขุดลงไปสามฉื่อ มีของดีอยู่”
หร่วนชีชีเดินไปสิบห้าก้าว ก่อนเริ่มขุด
เมื่อขุดลึกลงไปประมาณสามฉื่อ พลั่วก็กระแทกของแข็ง ส่งเสียงทึบๆ
เป็นหีบเหล็กขึ้นสนิม ขนาดประมาณหนึ่งฉื่อสี่เหลี่ยม ถูกล็อกไว้ด้วยกุญแจสามดอก แต่กุญแจก็เป็นสนิมจนผุแล้ว หร่วนชีชีใช้พลั่วงัดเพียงครั้งเดียวก็เปิดออก
ด้านในยังห่อด้วยกระดาษน้ำมันหลายชั้น ห่อแน่นหนาเหลือเกิน
เธอค่อยๆ แกะทีละชั้น แสงระยิบระยับของอัญมณีก็ส่องออกมา
ในหีบเต็มไปด้วยเครื่องเพชรเครื่องประดับ
ทั้งเครื่องประดับงดงามหรูหรา อัญมณีหลากสี และหยกเนื้อดีใสราวแก้ว ทุกชิ้นล้วนไม่ธรรมดา เจ้าของสมบัตินี้จะต้องเป็นตระกูลมั่งคั่งมหาศาลแน่นอน หากอยู่ในยุคหลัง แค่หยิบออกมาชิ้นเดียวก็ซื้อบ้านในเมืองหลวงได้ทั้งหลัง
เธอเก็บหีบเหล็กเข้าพื้นที่มิติ กลบดินจนเรียบร้อย แล้วเตรียมกลับโรงแรมรับรอง
ระหว่างเดินผ่านต้นการบูรแก่ต้นหนึ่งที่ดูอัปลักษณ์ หร่วนชีชีกลับรู้สึกเหมือนมีอะไรมาตบเธอ
เธอหันไปมองด้านหลัง ไม่มีใคร จึงเดินต่อ
แต่แล้วศีรษะก็ถูกตบอีกครั้ง คราวนี้แรงกว่าเดิม จนรู้สึกชัดเจน
“ออกมาสิ! แอบๆ ซ่อนๆ จะเรียกว่าวีรบุรุษได้ยังไง ถ้าแน่จริงก็ออกมาสู้กันตัวต่อตัว!”
หร่วนชีชีโมโห กระแทกพลั่วลงพื้นแรงๆ มืออีกข้างเท้าเอว ท่าทางดุดัน
“ต้นการบูรขี้เหร่มันอยากให้เอ็งรักษามัน”
เสียงของต้นแปะก๊วยดังออกมาจากในเสื้อของหร่วนชีชี
เธอซ่อนกิ่งไม้ที่หักไว้ในเสื้อ
ราวกับตอบรับคำพูดนั้น ต้นการบูรแกว่งกิ่งก้านทั้งต้น แม้มันจะพูดไม่ได้ แต่หร่วนชีชีกลับรับรู้ถึงคำวิงวอนและความสิ้นหวังของมัน
“มันเป็นโรคอะไร?”
หร่วนชีชีถาม
“มันโชคร้าย ตอนพวกญี่ปุ่นเอาเครื่องบินมาทิ้งระเบิดเมือง มันโดนระเบิดตั้งสามครั้ง จนกลายเป็นต้นไม้ปัญญาอ่อน”
ต้นแปะก๊วยถอนหายใจ แม้เมื่อก่อนมันกับต้นการบูรจะทะเลาะกันทุกวัน แต่พอเห็นอีกฝ่ายกลายเป็นแบบนี้ มันก็อดเศร้าไม่ได้ รู้สึกเหมือนกระต่ายตายจิ้งจอกก็เศร้าไปด้วย
หร่วนชีชีเพิ่งเข้าใจ ว่าที่ต้นการบูรดูอัปลักษณ์ขนาดนี้ ก็เพราะโดนพวกญี่ปุ่นทำลายนั่นเอง
ไอ้พวกญี่ปุ่นชั่ว!
ภายใต้คำแนะนำของต้นแปะก๊วย เธอเข้าไปกอดต้นการบูร หลับตา แล้วค่อยๆ นำพลังภายในร่างกายไหลไปที่ฝ่ามือ
ต้นแปะก๊วยบอกว่า ในตัวเธอมีพลังวิญญาณ สามารถช่วยให้ต้นการบูรฟื้นตัวได้
ตอนแรกหร่วนชีชียังไม่คุ้นเคย แต่ไม่นานก็เริ่มเข้าที่ จนจิตใจจดจ่อและลืมทุกสิ่งรอบตัว
ทั้งต้นการบูรและต้นแปะก๊วยต่างสั่นกิ่งก้านด้วยความยินดี
ลำต้นที่ถูกระเบิดจนขาดหายไปครึ่งหนึ่งของต้นการบูร ก็เริ่มผลิยอดอ่อนใหม่ เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา
ต้นไม้น้อยใหญ่รอบๆ ต่างแกว่งกิ่งก้านอย่างมีความสุข เพราะพวกมันก็ได้รับพลังวิญญาณไปเล็กน้อย และกำลังขอบคุณหร่วนชีชี
“ขอบคุณ!”
เสียงของต้นการบูรสุขุมหนักแน่น ฟังดูมั่นคงกว่าต้นแปะก๊วยมาก
หร่วนชีชีลืมตาขึ้น รู้สึกว่าภายในร่างกายมีอะไรบางอย่างเพิ่มขึ้น คงเป็นพลังวิญญาณที่ต้นแปะก๊วยพูดถึง
เธอช่วยรักษาต้นการบูร ขณะเดียวกันตัวเองก็ได้รับประโยชน์ไม่น้อย ถือว่าได้กำไรร่วมกันทั้งสองฝ่าย
“แล้วจะเอาอะไรมาขอบคุณฉัน?”
หร่วนชีชีไม่ได้พูดว่า ‘ไม่เป็นไร’ เพราะเธอไม่ชอบคำนี้ที่สุด เธอชอบการช่วยเหลือแบบมีค่าตอบแทนมากกว่า
กิ่งการบูรกิ่งหนึ่งร่วงลงมาใส่อ้อมแขนเธอ
“พกมันไว้ เจ้าจะสั่งการต้นการบูรทั้งเมืองได้”
ต้นการบูรกล่าว
หร่วนชีชียกกิ่งการบูรขึ้นดู หน้าตาธรรมดามาก มันเก่งขนาดนั้นจริงหรือ?
เธอหยิบกิ่งของต้นแปะก๊วยขึ้นมาด้วย ยังไม่ทันถาม ต้นแปะก๊วยก็รีบพูดอย่างไม่ยอมแพ้
“ข้าก็สั่งการต้นแปะก๊วยทั้งเมืองได้เหมือนกัน!”
เมื่อก่อนทำไม่ได้ แต่หลังจากดูดซับพลังวิญญาณไปมากเมื่อครู่นี้ ตอนนี้มันทำได้แล้ว
ยังไงก็ห้ามแพ้ต้นการบูรเด็ดขาด!
หร่วนชีชียกมุมปาก ยิ้มอย่างพอใจ ก่อนเก็บกิ่งไม้ทั้งสองเข้าไปในพื้นที่มิติ
ในเมืองถานโจวมีต้นการบูรและต้นแปะก๊วยอยู่มากมาย เมื่อมีผู้ช่วยสองต้นนี้ เธอแทบจะไร้เทียมทานในเมืองถานโจวแล้ว
วันรุ่งขึ้น เธอไปที่ทำการไปรษณีย์เพื่อส่งโทรเลขกลับบ้าน
“ยกเลิกหมั้นแล้วปลอดภัยอีกหลายวันกลับ”
หมู่บ้านหร่วนเจียวานยังไม่มีไฟฟ้า ไม่มีโทรศัพท์ วิธีติดต่อกับโลกภายนอกมีแค่การเขียนจดหมายหรือส่งโทรเลข เว้นแต่จะมีเรื่องฉุกเฉินจริงๆ ถึงจะไปโทรศัพท์ที่สหกรณ์ประชาชน
ตอนเหอเจี้ยนจวินขอยกเลิกการหมั้น ก็โทรไปที่สหกรณ์ จากนั้นต้องให้คนไปตามเจ้าของร่างเดิมมารับสายที่สหกรณ์ ยุ่งยากมาก
การส่งโทรเลขสะดวกกว่าเล็กน้อย แต่ราคาแพง ถ้าไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย ก็ไม่มีใครยอมเสียเงินส่ง
หร่วนชีชีถามเจ้าหน้าที่แล้วพบว่า แม้แต่เครื่องหมายวรรคตอนก็นับเป็นหนึ่งตัวอักษร เธอจึงตัดเครื่องหมายทั้งหมดออก เพราะยังไงน้องสาวเสี่ยวเสวี่ย ก็ต้องอ่านเข้าใจแน่นอน
ทั้งหมดเก้าตัวอักษร ตัวละสามเฟินครึ่ง รวมเป็นสามเหมา หนึ่งเฟินห้าหลี ปัดขึ้นเป็นสามเหมา สองเฟิน
สมัยนี้ไข่ไก่ฟองหนึ่งราคาแค่สองเฟิน โทรเลขฉบับเดียวซื้อไข่ได้ตั้งสิบหกฟอง แพงจริงๆ
จ่ายเงินเสร็จ เธอก็ไปที่สถานีเมล็ดพันธุ์ ซื้อเมล็ดฟักทอง แตงกวา พริก ถั่วฝักยาว กุยช่าย ผักโขมแดง และอีกหลายชนิด อย่างละนิดอย่างละหน่อย
ต้องทำให้หลินม่านอวิ๋นมีงานทำ จะได้ไม่อิ่มเกินจนว่างมาคอยเป่าหมอนทุกวัน
ตกเย็น ลู่เหยาปั่นจักรยานมารับ ทั้งสองกลับไปยังบ้านพักทหาร
ลานบ้านโล่งเตียน หลินม่านอวิ๋นไม่กล้าปลูกดอกไม้อีกแล้ว
“พวกเรากลับมาแล้ว!”
หร่วนชีชีตะโกนเสียงดังอยู่ในลานบ้าน
หลินม่านอวิ๋นกับลู่เต๋อเซิ่งกำลังกินข้าวเย็น พอได้ยินเสียงทั้งสอง ก็หมดความอยากอาหารทันที ต่างพากันขมวดคิ้ว
หัวใจของหลินม่านอวิ๋นเหมือนถูกกรงเล็บเหล็กบีบรัด อึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
แค่คิดว่าต่อไปต้องปลูกผักทุกวัน เธอก็อยากฆ่าไอ้สองคนสารเลวนี่เสียให้รู้แล้วรู้รอด
เหตุผลที่เธอยอมแต่งกับลู่เต๋อเซิ่ง ทั้งที่แก่กว่าพ่อของเธอ ก็เพราะอยากเป็นภรรยานายพล ใช้ชีวิตสุขสบาย
หลายปีมานี้ เธอก็ได้ใช้ชีวิตแบบนั้นจริงๆ
แต่ตอนนี้ ความสุขของเธอกลับถูกไอ้สองคนสารเลวนี่ทำลายจนหมดสิ้น
เธอชังพวกมันเหลือเกิน!
“โอ๊ย... ปวดหัวจัง เหล่าลู่ ฉันขอไปนอนพักก่อนนะ!”
หลินม่านอวิ๋นงัดไม้ตายออกมา แกล้งทำเป็นอ่อนแอจะกลับเข้าห้อง
ลู่เต๋อเซิ่งไม่สงสัยเลยสักนิด ในใจยิ่งไม่พอใจลู่เหยาและหร่วนชีชีมากกว่าเดิม
“ฉันพาเธอไป!”
ลู่เต๋อเซิ่งประคองหลินม่านอวิ๋นอย่างอ่อนโยน ทั้งคู่เพิ่งเดินไปได้ไม่กี่ก้าว หร่วนชีชีก็เดินเข้ามา
“แย่แล้ว! ลู่เหยา แม่เลี้ยงนายท้องอีกแล้ว!”
หร่วนชีชีร้องเสียงดัง
ลู่เหยาที่เดินตามหลังมา รีบพูดประชดทันที
“เรื่องแปลกจริง ยิงเปล่ายังติดเป้าได้ด้วย?”