ตาเฒ่าหร่วนเองก็ตกใจไม่น้อยเช่นกัน แต่ก่อนเขาไม่เคยมองหลานสาวทั้งสามคนอยู่ในสายตา พวกเธอไม่ใช่หลานที่เขาอยากได้ แถมยังเป็นเพียงเด็กผู้หญิงที่ไม่มีราคา แม้แต่จะมองสักครั้งเขายังรู้สึกว่าเปลืองสายตา
แต่ตอนนี้เขาไม่กล้าดูถูกหลานสาวคนนี้อีกแล้ว แม้จะดูบอบบางอ่อนแอ ทว่ากลับมีความเด็ดขาดถึงเพียงนี้ หากเป็นหลานชายก็คงดี ต่อให้ไม่ใช่สายเลือดของเขา เขาก็ยังคงให้ความสำคัญและเลี้ยงดูไว้ข้างกาย เพื่อวันหน้าจะได้ให้หลานชายคนนี้ทำงานถวายชีวิตรับใช้หลานชายทั้งสองของเขา
“เรื่องแต่งงานระหว่างเธอกับเหอเจี้ยนจวินก็ล่มไปแล้ว สักวันเธอก็ต้องแต่งออกไปอยู่ดี ในบ้านถ้าไม่มีผู้ชายเป็นคนตัดสินใจดูแลก็ไม่ได้หรอก อาของเธอทำไปก็เพราะหวังดีกับพวกเธอ” ตาเฒ่าหร่วนพูดอย่างเสแสร้ง
“บนโลกนี้มีผู้ชายอยู่แค่เหอเจี้ยนจวินคนเดียวหรือไง? ด้วยหน้าตาและเงื่อนไขของฉัน อยากหาผู้ชายมาแต่งเข้าบ้านสักคนก็ง่ายนิดเดียว ตาเฒ่าป่วย ใกล้จะตายอยู่แล้วก็อยู่นิ่งๆ บ้าง อย่าเอาแต่ยุ่งเรื่องที่ไม่ควรยุ่ง ระวังขาสองข้างเหยียดตรงก่อนเวลา แล้วไปพบยมบาลล่วงหน้าล่ะ!”
หร่วนชีชีหัวเราะเย็นๆ ทั้งน้ำเสียงและท่าทีไม่มีความเคารพแม้แต่น้อย กระทั่งคำว่า ‘คุณปู่’ ก็ไม่เรียก เรียกแต่ ‘ตาเฒ่าป่วย’ เท่านั้น
“ฉันเป็นปู่ของเธอ! นัง อกตัญญู!”
ตาเฒ่าหร่วนโกรธจนใบหน้าซีดเขียว แววตายิ่งทวีความโหดเหี้ยม หลายครั้งเขาอยากลงมือสั่งสอนนังเด็กสารเลวคนนี้ แต่ก็กลัวมีดในมือของเธอ
“ปู่มาจากไหนกัน? ที่แท้พ่อของฉันก็มีพ่อนี่เอง ฉันนึกว่าพ่อของฉันกระโดดออกมาจากซอกหินเสียอีก!”
หร่วนชีชีแค่นเสียงอย่างดูแคลน จงใจประชดประชันอย่างถึงที่สุด
ตอนที่หร่วนกุ้ยผิงยังมีชีวิตอยู่ ตาเฒ่าป่วยคนนี้ไม่เคยสนใจไยดี พอถึงสิ้นปีเท่านั้นถึงจะมาขอเงิน ตอนนี้พอเขาตายแล้วกลับมาวางท่าผู้อาวุโส คิดจะมาแย่งบ้านของเขาและรังแกบุตรสาวของเขา ช่างฝันหวานจริงๆ!
“ใช่! ตอนพ่อฉันยังมีชีวิตอยู่ก็ไม่เคยสนใจ พอตายแล้วกลับมาแย่งบ้านของเขา รังแกลูกสาวของเขา คุณนับเป็นปู่แบบไหนกัน? แม้แต่ยมบาลยังไม่โหดเท่าคุณเลย!”
หร่วนเสี่ยวเสวี่ย ถือไม้กระบองวิ่งเข้ามา ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับพี่สาว เตรียมต่อสู้ไปด้วยกัน
เด็กสาวปีนี้อายุสิบเจ็ดปี เป็นคนใจกล้าและตรงไปตรงมา คิ้วเข้ม ดวงตากลมโต ท่าทางองอาจคล่องแคล่ว อีกทั้งยังเป็นสมาชิกกองกำลังอาสาสตรีของคอมมูน เรียกได้ว่าในบรรดาสามพี่น้อง เธอเป็นคนที่มีนิสัยร้อนแรงที่สุด
ตอนที่หร่วนกุ้ยผิงยังมีชีวิตอยู่ เขาเคยคิดมาตลอดว่าจะให้ลูกสาวคนเล็กหาสามีแต่งเข้าบ้าน น่าเสียดายที่เขาตายเร็วเกินไป ตอนนั้นมีเพียงร่างเดิมที่อายุเหมาะสม จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากให้ลูกสาวคนรองหมั้นหมายกับเหอเจี้ยนจวิน
“เสี่ยวเสวี่ย ต้องมีมารยาทกับผู้ใหญ่หน่อย แล้วยมบาลก็เป็นคนสุภาพอ่อนโยนมากนะ!”
หร่วนชีชีปรามเสียงเบา เธอต้องช่วยยมบาล แก้ต่างให้เสียหน่อย อีกฝ่ายเป็นชายวัยกลางคนหนวดงาม แถมยังใจกว้างขนาดนั้น หากตอนนี้เธอยังอยู่ในยมโลก เธอคงเป็นฝ่ายตามจีบยมบาลเองแน่นอน
หร่วนเสี่ยวเสวี่ย ทำปากยื่นอย่างไม่พอใจ แต่ไหนแต่ไรมาเธอเชื่อฟังพี่รองมาก ต่อให้ไม่พอใจแค่ไหนก็ไม่มีทางหักหน้าพี่รองต่อหน้าคนนอก
หร่วนชีชีมองไปทางตาเฒ่าหร่วน ก่อนยิ้มแล้วพูดว่า “คุณปู่ พ่อของฉันเสียแล้ว ตอนนี้คุณเป็นญาติที่ใกล้ชิดที่สุดของฉันกับเสี่ยวเสวี่ย ตั้งแต่พ่อเสีย พวกเราสองพี่น้องก็ใช้ชีวิตอย่างลำบากมาก ช่วงปีใหม่ยังไม่มีเนื้อกินเลย ดูพวกเราสิ หิวจนหน้าซีดผอมแห้ง แทบไม่ต่างอะไรจากคนตาย มีเพียงลมหายใจอีกเฮือกเดียวเท่านั้น”
ตาเฒ่าหร่วนไม่เข้าใจว่าเธอกำลังคิดจะทำอะไร จึงหัวเราะเย็นๆ แล้วพูดประชดว่า “ฉันเห็นพวกเธอดูมีสีหน้าดีมาก แรงก็เยอะ ถึงขั้นกล้าตีอาของตัวเองเลยด้วยซ้ำ”
“ก็เพราะถูกบีบจนจนตรอกนี่นา แม้แต่หมาจนตรอกยังรู้จักกระโดดข้ามกำแพง คนเราถ้าถูกบีบจนถึงที่สุด ต่อให้ฆ่าคนวางเพลิงก็ยังกล้าทำ คุณปู่ ฉันถูกถอนหมั้นจนเสียใจแทบตาย ร่างกายก็ทรุดโทรม เสี่ยวเสวี่ย เองตั้งแต่เด็กก็ไม่ได้กินนม โตมาด้วยข้าวต้มแป้งจนพื้นฐานร่างกายย่ำแย่ ประธานเหมาเคยกล่าวไว้ว่า ผู้อาวุโสต้องรักและดูแลคนรุ่นหลัง ต้องให้ความห่วงใยและปกป้องคนรุ่นหลังดุจสายลมฤดูใบไม้ผลิ คุณปู่ หนูอยากกินไก่!”
หร่วนชีชีหลับตาพูดโกหกอย่างหน้าตาเฉย คนในหมู่บ้านแทบไม่มีใครรู้หนังสือ ส่วนใหญ่จำคำพูดจากประธานเหมาได้เพียงไม่กี่ประโยคง่ายๆ ไม่มีทางรู้ว่าเธอแต่งเรื่องขึ้นมา ยิ่งไม่มีใครกล้าตั้งคำถามด้วย
และก็เป็นอย่างที่คิด เมื่อเธอพูดออกมา ไม่มีใครสงสัยเลยสักคน ถึงขั้นรู้สึกว่าสิ่งที่ประธานเหมาพูดนั้นมีเหตุผลมาก
แม้ตาเฒ่าหร่วนจะสงสัยอยู่บ้าง แต่เขาไม่กล้าโต้แย้ง หากอีกฝ่ายพูดเรื่องนี้ไว้จริงๆ แล้วเขาดันคัดค้านขึ้นมา เขาก็จะกลายเป็นคนที่ต่อต้านคำสั่งอย่างร้ายแรงทันที
“อยากกินไก่ก็ไปฆ่าไก่บ้านตัวเองสิ”
ตาเฒ่าหร่วนไม่อยากพูดต่ออีก วันนี้แผนการล้มเหลว เอาไว้ค่อยหาทางใหม่ภายหลัง อย่างไรบ้านอิฐหลังใหญ่ของลูกชายคนโตหลังนี้ เขาก็ต้องหาทางเอามาให้ได้
“กุ้ยหมิง กลับบ้าน!”
ตาเฒ่าหร่วนเรียกลูกชายคนเล็กกลับบ้าน
หร่วนกุ้ยหมิงลุกขึ้นมาอย่างทุลักทุเล เขามองหร่วนชีชีอย่างไม่ยอมแพ้ ก่อนกัดฟันเดินจากไป
“คุณปู่ คุณตกลงให้ฆ่าไก่แล้วใช่ไหม? คุณปู่ใจดีที่สุดเลย เสี่ยวเสวี่ย ไป ฆ่าไก่กัน!”
หร่วนชีชีตะโกนขึ้นมาด้วยความซาบซึ้งจนแทบน้ำตาไหล ส่งเสียงเอะอะโวยวายจนตาเฒ่าหร่วนยังไม่ทันตั้งตัว ก็เห็นหร่วนชีชีกวัดแกว่งมีดปังตอ วิ่งฉิวออกไปอย่างกับลม
นังเด็กสารเลวนี่จะไปทำอะไร?
หัวของตาเฒ่าหร่วนมึน งง เขายังไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าหร่วนชีชีจะไปฆ่าไก่ตัวไหน
บ้านของหร่วนกุ้ยหมิงเป็นบ้านดินสามห้อง สร้างขึ้นโดยพ่อแม่ของตาเฒ่าหร่วน เป็นบ้านเตี้ยๆ ชื้นแฉะ พอถึงฤดูหนาวก็หนาวเย็นยะเยือก เมื่อเทียบกับบ้านอิฐหลังใหญ่ของหร่วนชีชีแล้ว บ้านดินสามห้องหลังนี้ดูทั้งเก่าและทรุดโทรม
บ้านทั้งสองหลังอยู่ไม่ไกลกัน หร่วนกุ้ยผิงจงใจเลือกที่ดินตรงนี้ ก็เพื่อสร้างความอึดอัดให้พ่อแม่และน้องชายของตัวเอง
“ไอ้... ปล่อยไก่บ้านฉันนะ!”
เสียงกรีดร้องของหยางฮุ่ยอิงดังมา เธอวิ่งตามมาเร็วที่สุด ทันได้เห็นกับตาว่าหร่วนชีชีกำลังใช้มีดปังตอในมือฟันลงไปที่ไก่ตัวผู้ตัวใหญ่ของบ้านเธออย่างไร้ความปรานี
ไก่ตัวผู้ผู้น่าสงสารเพิ่งกางปีกออก หัวก็หลุดกระเด็นจากลำตัว เลือดไก่พุ่งกระฉูดใส่ตัวหยางฮุ่ยอิง
“ไก่ของฉัน!”
หยางฮุ่ยอิงเสียใจยิ่งกว่าสามีตายเสียอีก ที่บ้านมีไก่อยู่ทั้งหมดเพียงห้าตัว เพราะทางการกำหนดไว้ว่าแต่ละครอบครัวจะเลี้ยงไก่ได้ไม่เกินห้าตัว หากเลี้ยงเกินจำนวนก็จะถูกจัดการ
ทุกวันเธอดูแลไก่ทั้งห้าตัวอย่างพิถีพิถัน ยิ่งใส่ใจมากกว่าการดูแลสามีและพ่อแม่สามีเสียอีก ไข่ไก่ที่เก็บสะสมไว้ถือเป็นธนาคารของครอบครัว ไม่ว่าจะซื้อเข็มด้าย น้ำมัน เกลือ ซีอิ๊ว หรือน้ำส้มสายชู ล้วนเอาไข่ไก่ไปแลกทั้งนั้น
หร่วนชีชีฆ่าไก่ของเธอไปหนึ่งตัว เรื่องนี้ทำให้เธอโกรธยิ่งกว่าการฆ่าหร่วนกุ้ยหมิงเสียอีก หยางฮุ่ยอิงแทบคลั่ง คว้าจอบที่วางอยู่ตรงมุมกำแพงแล้วพุ่งเข้าไป หมายจะฟันหร่วนชีชีให้ตาย
หร่วนเสี่ยวเสวี่ย ที่อยู่ข้างๆ แอบยื่นเท้าออกมา
“โอ๊ย...”
หยางฮุ่ยอิงสะดุดล้มหน้าคะมำ จอบในมือกระเด็นออกไป ฟาดโดนไก่พันธุ์หลูฮวาที่กำลังแตกตื่นจนตายไปอีกตัว
หร่วนชีชีหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ก่อนก้มลงคว้าไก่หลูฮวาที่ตายตาไม่หลับขึ้นมา แล้วส่งยิ้มให้หยางฮุ่ยอิง “อาสะใภ้ใจดีจริงๆ กลัวว่าฉันกับเสี่ยวเสวี่ย กินไก่ตัวเดียวแล้วจะไม่อิ่ม เลยฆ่าให้อีกตัว ขอบคุณนะ!”
“ขอบคุณอาสะใภ้!”
หร่วนเสี่ยวเสวี่ย ก็ยิ้มร่าพร้อมกล่าวขอบคุณเช่นกัน
หยางฮุ่ยอิง กลอกตา ก่อนจะโกรธจนเป็นลมไปทั้งอย่างนั้น
เวลานี้ตาเฒ่าหร่วนกับสองพ่อลูกเพิ่งตามมาถึง พอเห็นเล้าไก่ที่บ้านอยู่ในสภาพยุ่งเหยิง และเห็นหยางฮุ่ยอิงนอนหมดสติอยู่บนพื้น ทั้งสองพ่อลูกต่างก็โกรธจนแทบระเบิด
หร่วนกุ้ยหมิงเพิ่งยกมือขึ้น ก็ถูกมีดที่หร่วนชีชียกขึ้นข่มขู่จนตกใจรีบลดมือลง
“เสี่ยวเสวี่ย ไปเอาเนื้อหมักตากแห้งมาสักสองสามชิ้น นั่นคือความรักจากคุณปู่ พวกเราจะทำให้น้ำใจของคุณปู่สูญเปล่าไม่ได้!”
หร่วนชีชีสั่งเสียงเย็น
“ได้!”
หร่วนเสี่ยวเสวี่ย ขานรับเสียงใส ก่อนวิ่งเข้าไปในห้องครัวอย่างคล่องแคล่ว ดึงเนื้อหมักตากแห้งกับปลาแห้งรมควันที่แขวนอยู่บนคานลงมาจนหมด ไม่เหลือไว้แม้แต่พวงเดียว
หางตาของเธอเหลือบเห็นตะกร้าไข่ไก่เกือบเต็มตะกร้า จึงใช้ชายเสื้อห่อมาเกือบครึ่งหนึ่ง บนตัวห้อยทั้งเนื้อหมักและปลาแห้ง แถมยังมีไข่ไก่อีกสิบกว่าฟอง จากนั้นก็วิ่งออกมาอย่างตื่นเต้น
หร่วนชีชีมองดูแล้วพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
เด็กคนนี้สอนได้ ไม่เลว!
“ขอบคุณคุณปู่นะ กินหมดแล้วพวกเราค่อยกลับมาเอาใหม่!”
หร่วนชีชียิ้มหวาน ไม่สนใจว่าตาเฒ่าหร่วนแทบจะโกรธจนตายอยู่แล้ว มือหนึ่งถือไก่หนึ่งตัว อีกมือจูงหร่วนเสี่ยวเสวี่ย กลับบ้าน
“ทิ้งของไว้! เด็กเวร... กล้าขโมยของของฉัน ฉันจะฆ่าแก!”
เสียงคำรามของหร่วนกุ้ยหมิงดังไล่หลังมา เขาคว้าจอบขึ้นมาถือไว้ในมือ ใบหน้าบิดเบี้ยวอย่างน่ากลัว ราวกับกำลังจะฆ่าคน
“หัวหน้ากอง! มีคนจะฆ่าคน!”
สายตาของหร่วนชีชีเฉียบคม เธอมองเห็นหัวหน้ากองที่กำลังรีบรุดเข้ามาแต่ไกลแล้ว