“ได้ๆ ให้คุณเป็นรองผู้บัญชาการกองพัน เดือนหน้าจะออกคำสั่งแต่งตั้งให้”
หัวหน้าหมู่ถูกเขารบเร้าจนปวดหัวไปหมด เขากลัวเจ้าตัวปัญหาคนนี้จริงๆ แต่ก็ไม่อยากปล่อยตัวไปเช่นกัน
ถ้าปล่อยให้กองทัพภาคตะวันตกเฉียงเหนือแย่งตัวคนไปได้จริงๆ เขาคงถูกคนในวงการเดียวกันหัวเราะเยาะจนตายแน่
ลู่เหยาเป็นคนเก่งที่ทุกคนหมายตา กองทัพทุกเขตทั่วประเทศต่างจับจ้องเขาราวกับหมาป่าหิวโหย เจ้าหนุ่มคนนี้อาจจะมีอาการคลุ้มคลั่งไปบ้าง แต่ความสามารถก็สูงจริงๆ ภารกิจที่คนอื่นใช้เวลาหนึ่งเดือนก็ยังทำไม่สำเร็จ เขากลับจัดการได้ภายในสามวัน
ของดีขนาดนี้ ต่อให้เขาจะคลุ้มคลั่งบ้าง แล้วจะทำอะไรได้?
ก็ต้องยอมรับไปสิ!
“ได้ คุณส่งคนมารับตัวสายลับพวกนี้ไปก็แล้วกัน พรุ่งนี้ผมต้องเข้าหอ ไม่มีเวลาส่ง!”
ลู่เหยาพอใจแล้ว อย่างน้อยตำแหน่งรองผู้บัญชาการกองพันก็พอจะคู่ควรกับชีชีของเขา
“พ่อคุณรู้หรือยัง?”
หัวหน้าหมู่เริ่มปวดหัวขึ้นมาอีกแล้ว ไม่ต้องถามเขาก็รู้ว่าลู่เต๋อเซิ่งคงยังไม่รู้แน่นอน
พ่อลูกคู่นี้ช่างเหมือนมีกรรมต่อกันมาตั้งแต่ชาติปางก่อนจริงๆ
“รู้แล้ว หัวหน้าหมู่ คุณเตรียมซองแดงไว้ด้วยนะ อย่าให้น้อยเกินไปล่ะ!”
ลู่เหยาเริ่มทวงซองแดง เขาแต่งงานทั้งทีไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นบ่อยๆ แน่นอนว่าต้องหาเงินจากซองแดงให้ได้มากหน่อย
“วางใจเถอะ ไม่น้อยแน่ คราวหน้าพาภรรยามากินข้าวที่บ้านฉันด้วย”
หัวหน้าหมู่หัวเราะ เขายังคงดีใจกับลู่เหยาจากใจจริง ในที่สุดเจ้าหนุ่มคนนี้ก็หาคู่ชีวิตที่เข้ากันได้เจอ ต่อไปจะได้ไม่ต้องใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวอีก
ลู่เหยายิ้มกว้าง ก่อนวางสายดังปัง
เขาหาที่ในหน่วยงานทหารแล้วงีบไปสามชั่วโมง เมื่อฟ้าสว่างเต็มที่ คนที่หัวหน้าหมู่ส่งมาก็มาถึงพอดี พวกเขาพาหลี่เหล่าอู่และพวกอีกเก้าคนไป ซึ่งชะตากรรมที่รอพวกเขาอยู่ย่อมต้องเป็นโทษประหารอย่างแน่นอน
หลังส่งมอบตัวคนเหล่านี้เรียบร้อยแล้ว ลู่เหยาก็ขับรถกลับหมู่บ้านหร่วนเจียหวัน หร่วนซวงเจียงกับหร่วนเสี่ยวเสวี่ย ตื่นขึ้นมาแล้วและกำลังเตรียมอาหารเช้า ส่วนหร่วนชีชียังนอนหลับอยู่
“น้องเขยกลับมาแล้วเหรอ เส้นหมี่ใกล้ต้มเสร็จแล้ว”
หร่วนซวงเจียงไม่ได้ถามว่าเมื่อคืนเขาไปทำอะไรมา เธอรู้ว่าน้องเขยกำลังจัดการเรื่องใหญ่ จึงไม่จำเป็นต้องถาม
ลู่เหยาไปอาบน้ำเย็น เปลี่ยนเครื่องแบบทหารชุดใหม่เอี่ยมที่เขาเตรียมติดตัวมาโดยเฉพาะ เพราะตั้งใจว่าจะสวมชุดนี้ในวันที่ไปจดทะเบียนสมรส
บนโต๊ะมีเส้นหมี่ร้อนๆ ชามใหญ่ส่งกลิ่นหอมกรุ่น หร่วนซวงเจียงใช้เส้นหมี่แห้งต้ม ซึ่งเหนียวนุ่มกว่าเส้นหมี่สด เธอทอดไข่ไว้ห้าฟอง แล้วยังมีถั่วฝักยาวดองซอยละเอียด นำไปผัดกับพริกป่นจนสุก ก่อนราดลงบนเส้นหมี่ ทั้งดูน่ากินและอร่อยมาก
“ถ้าไม่พอก็ไปตักเพิ่มในหม้อ ฉันต้มไว้เยอะเลย!”
หร่วนซวงเจียงยกขนมข้าวเหนียวมาอีกจานหนึ่ง ช่วงเช็งเม้ง ต้นอินทพาลัมบนภูเขาจะอ่อนเป็นพิเศษ ชาวบ้านในท้องถิ่นจึงชอบนำมาทำขนมข้าวเหนียวกินกัน
“ขอบคุณครับพี่ใหญ่”
ลู่เหยายิ้ม เขาให้ความเคารพหร่วนซวงเจียงมาก
หลังจากกินเส้นหมี่ชามใหญ่หมดแล้ว เขายังกินขนมข้าวเหนียวอีกสามชิ้น จนทั่วทั้งร่างรู้สึกอบอุ่นไปหมด
หร่วนชีชีก็ตื่นขึ้นมาเช่นกัน หลังล้างหน้าแปรงฟันเรียบร้อย เธอกินเส้นหมี่หนึ่งชาม แล้วออกไปจดทะเบียนสมรสกับลู่เหยาที่สหกรณ์ประจำชุมชน
“เสี่ยวเสวี่ย เรียกคนมาตำขนมข้าวเหนียวหรือยัง?”
ตอนออกจากบ้าน หร่วนชีชียังไม่ลืมเรื่องขนมข้าวเหนียว ช่วงหลายวันนี้เธอกินขนมข้าวเหนียวปิ้งทุกวันจนในปากขึ้นแผลร้อนในไปสามแห่งแล้ว แต่ก็ยังห้ามตัวเองไม่ได้ ขนมข้าวเหนียวปิ้งยัดน้ำตาลทรายแดง หรือไม่ก็ใส่เต้าหู้ยี้ ล้วนแต่อร่อยสุดๆ
“เรียกแล้ว อีกเดี๋ยวก็มา จวิ้นเจี๋ยกับลูกพี่ลูกน้องของเขาก็มาด้วย!” หร่วนเสี่ยวเสวี่ย ตอบพร้อมรอยยิ้ม
เมื่อวานเธอเรียกคนไว้เรียบร้อยแล้ว นัดกันว่าตอนเก้าโมงเช้าจะมาที่บ้านเพื่อตำขนมข้าวเหนียว
หร่วนชีชีถึงได้วางใจ แล้วลากลู่เหยาออกไป
“รีบไปจดทะเบียนกันเถอะ พวกเราจะได้กลับมาตำขนมข้าวเหนียว ฉันบอกให้เลยนะ ขนมที่เพิ่งตำเสร็จใหม่ๆ อร่อยมาก คุณต้องชอบแน่ๆ ”
ยิ่งหร่วนชีชีพูด น้ำลายก็ยิ่งไหลออกมา จนแทบจะท่วมปากอยู่แล้ว
ลู่เหยากลืนน้ำลายหลายครั้งเช่นกัน เขาไม่เคยกินขนมข้าวเหนียวที่เพิ่งตำมาก่อน แต่ฟังดูแล้วก็น่าจะอร่อยมาก
ทั้งสองคนต่างเร่งฝีเท้าโดยไม่ได้นัดหมาย รถจอดอยู่ตรงทางเข้าหมู่บ้าน ระหว่างทางพวกเขาพบชาวบ้านหลายคนที่กำลังออกไปทำงาน ทุกคนต่างทักทายพวกเขาอย่างเป็นกันเอง
“ชีชี พวกเธอจะไปไหนกัน?”
“ไปจดทะเบียนสมรส อีกสามวันบ้านฉันจะจัดงานแต่ง อย่าลืมมากินเลี้ยงนะ!”
หร่วนชีชีประกาศข่าวดีอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา
ทุกคนถึงกับตะลึง ยืนแข็งอยู่กับที่อย่างมึน งง กว่าจะได้สติกลับมา ทั้งสองคนก็ขับรถจากไปแล้ว
“รองผู้บังคับกองพันคนนี้มาแต่งเข้าบ้านจริงๆ เหรอ? แปลกจริงๆ ฉันเพิ่งเคยเห็นรองผู้บังคับกองพันมาแต่งเข้าบ้านเป็นครั้งแรกนี่แหละ!”
“ตกลงเขาชอบอะไรในตัวหร่วนชีชีกันแน่?”
“ก็ชอบที่เธอสวยไง หร่วนชีชีเป็นคนที่สวยที่สุดในหมู่บ้านของเราแล้ว”
“หร่วนชีชีนี่จริงๆ เลย ทิ้งงาไปคว้าแตงโมแท้ๆ โชคดีจริงๆ !”
ชาวบ้านต่างพูดคุยกันด้วยความอิจฉาและริษยา เมื่อครึ่งเดือนก่อน พวกเขายังสงสารหร่วนชีชีที่ถูกถอนหมั้นกันอยู่เลย แถมยังบอกว่าแม้แต่พ่อม่ายที่ภรรยาตายไปแล้วก็คงไม่ยอมแต่งกับเธอ ตอนนี้พวกเขากลับอยากสงสารตัวเองเสียมากกว่า
หร่วนชีชีกำลังจะเข้าเมืองไปเป็นภรรยาข้าราชการ ใช้ชีวิตสุขสบาย ส่วนพวกเขายังคงอยู่ในชนบท ก้มหน้าทำงานกับผืนดิน ใช้ชีวิตเหน็ดเหนื่อยราวกับวัวควาย เฮ้อ... ชีวิตลำบากแบบนี้เมื่อไรจะถึงจุดจบเสียที!
ส่วนหร่วนชีชีที่กำลังถูกทุกคนอิจฉา ตอนนี้มาถึงสหกรณ์ประจำชุมชนแล้ว เธอกับลู่เหยาหาแผนกจดทะเบียนสมรสจนเจอ ก่อนนำทะเบียนบ้านกับหนังสือรับรองออกมา ปัจจุบันใบทะเบียนสมรสไม่ต้องใช้รูปถ่าย ถือว่าสะดวกไม่น้อย
แต่จำเป็นต้องท่องคำกล่าวตามที่กำหนด!
“โลกเป็นของพวกคุณ และเป็นของพวกเราด้วย แต่ท้ายที่สุดแล้ว โลกเป็นของพวกคุณ คนหนุ่มสาวอย่างพวกคุณเปี่ยมด้วยพลัง อยู่ในช่วงรุ่งเรือง เปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ยามแปดเก้าโมงเช้า ความหวังฝากไว้กับพวกคุณ... โลกเป็นของพวกคุณ อนาคตของประเทศจีนก็เป็นของพวกคุณ!”
หร่วนชีชีท่องคำกล่าวยาวเหยียดออกมาอย่างคล่องแคล่ว ลู่เหยาก็ท่องตาม ทั้งสองคนท่องได้ดีเป็นพิเศษ ไม่มีสะดุดแม้แต่ครั้งเดียว
สายตาที่เจ้าหน้าที่มองพวกเขาเปลี่ยนเป็นชื่นชมทันที อีกทั้งลู่เหยายังสวมเครื่องแบบทหาร พวกเขาจึงไม่กล้าดูแคลน ยามพูดจาก็สุภาพนอบน้อมเป็นอย่างมาก
“ปังๆ ”
เจ้าหน้าที่ประทับตราอย่างคล่องแคล่ว ก่อนยื่นใบทะเบียนสมรสสองฉบับให้พวกเขา พร้อมกล่าวว่า “ยินดีด้วยที่ได้เป็นคู่ชีวิตแห่งการปฏิวัติ หวังว่าพวกคุณจะคอยดูแลตักเตือนกัน พัฒนาตัวเองไปพร้อมกัน และร่วมกันสร้างคุณูปการให้กับการก่อสร้างสังคมนิยม!”
“ขอบคุณผู้นำ พวกเราจะตั้งใจศึกษาคำกล่าวและพยายามพัฒนาตัวเองให้ก้าวหน้าอย่างแน่นอน!”
หร่วนชีชีรับใบทะเบียนสมรสด้วยสองมือ สีหน้าและน้ำเสียงจริงจังเป็นอย่างยิ่ง ราวกับกำลังกล่าวคำปฏิญาณ แสดงถึงความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตัวเอง
ทั้งสองถือใบทะเบียนสมรสที่เพิ่งออกจากเตาใหม่ๆ เดินออกจากสำนักงานแล้วมายืนอยู่ริมถนน ทั้งสองมองหน้ากัน ก่อนจะยิ้มให้กัน
“กลับหมู่บ้านหร่วนเจียหวันไหม?” ลู่เหยาถามอย่างลังเลเล็กน้อย
เขาอยากกินขนมข้าวเหนียว แต่ขณะเดียวกันก็อยากอยู่กับชีชีตามลำพัง เพราะวันนี้เป็นวันแต่งงานของพวกเขา
“คุณอยากกินขนมข้าวเหนียว หรืออยากกิน...ฉัน?”
หร่วนชีชีกระซิบถามข้างหูเขา ลมหายใจอุ่นๆ ที่พ่นออกมาทำให้ใบหน้าของเขาร้อนผ่าวจนแดงก่ำ แม้แต่ใบหูก็แดงไปหมด
หัวใจของลู่เหยาแทบกระโดดออกมาจากอก มันเต้นตึกตักดังยิ่งกว่าเสียงกลอง ในหัวของเขามีเพียงคำว่า ‘กิน...ฉัน’ วนเวียนอยู่ ทั้งตื่นเต้น เขินอาย และดีใจในเวลาเดียวกัน
“ไปกินที่ไหน?”
ลู่เหยาถามเสียงเบา ดวงตาเป็นประกาย ตอนนี้เขาไม่อยากกินขนมข้าวเหนียวแล้ว เขาอยากอยู่กับชีชีของเขามากกว่า
“โรงแรมรับรองไง เจ้าทึ่ม!”
หร่วนชีชีปรายตามองเขาอย่างขวยเขิน ในตัวเมืองมีโรงแรมรับรองอยู่
ทั้งสองให้โรงแรมรับรองจัดห้องส่วนตัวที่ดีที่สุดให้ ห้องค่อนข้างสะอาด เครื่องนอนก็ซักอย่างสะอาดเอี่ยม ทั้งยังมีกลิ่นสบู่อ่อนๆ ลอยอยู่ เมื่อประตูปิดลง ทั้งคู่ก็รีบเข้าไปกอดกันด้วยความตื่นเต้น
ลู่เหยากำลังจะจูบเธออย่างรีบร้อน แต่หร่วนชีชียกมือปิดปากเขาไว้ก่อน
“ในปากฉันมีแผลร้อนในสามแห่ง ต้องลดความร้อนในร่างกายก่อน!”
หากจูบกันตอนนี้ย่อมต้องเจ็บแน่นอน เรื่องเร่งด่วนที่สุดจึงเป็นการดูแลแผลในปากก่อน
“แล้วต้องทำยังไงถึงจะลดได้?”
ลู่เหยาเป็นแค่ไก่อ่อนบริสุทธิ์ ไร้ประสบการณ์ในเรื่องแบบนี้โดยสิ้นเชิง
"แค่นอนหลับสักสองสามตื่นก็พอแล้ว รีบหน่อยสิ อย่าเสียเวลาเลย!"
ไฟแผดเผาหร่วนชีชีจนไฟลุกโชนแล้ว ไฟที่อัดอั้นมานานถึงสิบปี ในที่สุดตอนนี้ก็ได้ปลดปล่อยเสียที
ลู่เหยาฉีกยิ้มดีใจ เปลี่ยนจากฝ่ายรับมาเป็นฝ่ายรุก ช้อนอุ้มร่างของเธอลงไปนอนบนเตียง ไม่นานนักภายในห้องก็อบอวลไปด้วยร่องรอยแห่งวสันตฤดู ดำเนินกิจกรรมเข้าจังหวะอันแสนหวานฉ่ำไปในทันที