ลู่เหยามีบ้านพักอยู่ในเขตบ้านพักของกองทัพ เดิมทีมีเพียงห้องเดียว และเขาก็ไม่ได้ทำอาหารกินเอง อยู่คนเดียวห้องเดียวก็เหลือเฟือแล้ว แต่หลังจากยื่นรายงานขอแต่งงาน เขาก็ไปติดต่อฝ่ายธุรการเพื่อขอห้องว่างข้างๆ มาเพิ่มอีกห้อง และจัดเตรียมทุกอย่างเอาไว้เรียบร้อยแล้ว
ห้องหนึ่งใช้เป็นห้องนอน อีกห้องใช้เป็นห้องกินข้าวและห้องรับแขก เขายังซื้อเฟอร์นิเจอร์ใหม่มาด้วย จัดตกแต่งไว้อย่างสวยงาม รอเพียงให้หร่วนชีชีมาอยู่เท่านั้น
ทั้งสองคนกลับไปที่บ้านพักของลู่เหยาก่อน เขาพักอยู่ในอาคารครอบครัวทหาร ซึ่งอยู่ในเขตบ้านพักเดียวกับลู่เต๋อเซิ่ง
แต่ลู่เต๋อเซิ่งกับโม่ชิวเฟิงมียศสูงกว่า จึงพักอยู่ในบ้านพักแบบตะวันตกที่มีลานบ้าน ส่วนลู่เหยาพักอยู่ในอาคารครอบครัวทหารสี่ชั้น ห้องของเขาอยู่ชั้นสาม เดินขึ้นบันไดแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าไปจนสุด เป็นห้องสองห้องสุดท้าย
ตามทางเดินเต็มไปด้วยเตาทำอาหาร และยังมีเสื้อผ้าจำนวนไม่น้อยตากอยู่ ส่วนพื้นที่ว่างด้านล่างมีผู้หญิงหลายคนนั่งจับกลุ่มพูดคุยกัน ในมือของแต่ละคนยังมีงานทำอยู่ด้วย
บางคนกำลังเด็ดผัก บางคนกำลังถักเสื้อไหมพรม บางคนกำลังเย็บพื้นรองเท้า บางคนกำลังปะเสื้อผ้า… มือไม่เคยหยุด ปากก็ไม่เคยว่าง ทุกคนพูดคุยกันอย่างออกรสออกชาติ
เมื่อเห็นลู่เหยากับหร่วนชีชีเดินมาแต่ไกล พวกเธอต่างพากันชะงัก อยากถามแต่ก็ไม่กล้า เพราะนิสัยอารมณ์ร้อนของรองผู้บังคับกองพันลู่มีชื่อเสียงไปทั่วเขตกองทัพ
“รองผู้บังคับกองพันลู่ สาวสวยคนนี้เป็นแฟนคุณเหรอ?”
ภรรยาทหารคนหนึ่งที่ใจกล้าจึงรวบรวมความกล้าถามขึ้นมา
“ภรรยาผมเอง แจกขนมแต่งงานให้พวกคุณกิน!”
วันนี้ลู่เหยาอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม แถมยังหยิบขนมแต่งงานกำใหญ่แจกให้พวกเธอ
“โอ๊ย ขอแสดงความยินดีกับรองผู้บังคับกองพันลู่ด้วย พวกเราไม่รู้เลย ไม่อย่างนั้นยังไงก็ต้องไปร่วมงานแต่งแน่นอน”
“รองผู้บังคับกองพันลู่ พวกคุณสองคนช่างเหมาะสมกันจริงๆ คนหนึ่งหล่อ คนหนึ่งสวย ราวกับสวรรค์สร้างมาให้คู่กัน!”
“ขอให้รองผู้บังคับกองพันลู่มีลูกชายเร็วๆ นะ!”
คำอวยพรของผู้หญิงหลายคนหลั่งไหลมาไม่ขาดสายราวกับไม่ต้องเสียเงิน ลู่เหยาถูกประจบจนยิ้มหน้าบาน เขาหยิบขนมแต่งงานกำใหญ่ออกมาแจกพวกเธออีกครั้ง
หร่วนชีชียืนยิ้มบางๆ อยู่ข้างๆ ไม่ได้พูดอะไร ดูแล้วเหมือนสาวน้อยที่เรียบร้อยและขี้อาย
ภรรยาทหารหลายคนต่างคิดแบบเดียวกัน แถมยังเป็นห่วงว่าในอนาคตเธอจะเอาลู่เหยาอยู่หรือไม่ เพราะเวลารองผู้บังคับกองพันลู่คลุ้มคลั่งขึ้นมา แม้แต่ผู้บัญชาการก็ยังรับมือไม่ไหว สาวน้อยที่ดูเรียบร้อยขี้กลัว แถมแขนขาเล็กๆ บอบบางแบบนี้ ต่อให้สู้กับนิ้วก้อยของรองผู้บังคับกองพันลู่ก็ยังสู้ไม่ได้เลย!
หร่วนชีชีส่งยิ้มให้พวกเธอแล้วกล่าวอย่างสุภาพว่า “พี่สะใภ้ทุกคน สวัสดีค่ะ ต่อไปก็ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ!”
“น้องสาวก็เหมือนกัน ต่อไปเราช่วยเหลือกันนะ!”
ผู้หญิงหลายคนต่างกระตือรือร้นกับเธอมาก ในกลุ่มนี้คนที่อายุน้อยที่สุดก็สามสิบกว่าแล้ว พอเห็นหร่วนชีชีที่อายุน้อยกว่า พวกเธอก็รู้สึกเหมือนกำลังมองลูกสาวของตัวเอง
หลังจากทั้งสองคนขึ้นไปชั้นบนแล้ว ผู้หญิงคนหนึ่งถอนหายใจและพูดด้วยความเป็นห่วงว่า “น้องคนนี้พูดจาเสียงเบาเชียว ใจคงไม่กล้าแข็งเท่าไร ต่อไปคงต้องลำบากแน่ๆ !”
“ชู่ว์ เบาเสียงหน่อย ถ้ารองผู้บังคับกองพันลู่ได้ยินเข้า เธอจะซวยเอา!”
ผู้หญิงคนอื่นๆ ต่างใจหวิวขึ้นมาโดยพร้อมกัน และอดไม่ได้ที่จะมองขึ้นไปชั้นบนด้วยความหวาดระแวง กลัวว่าลู่เหยาจะได้ยิน
พวกเธอเป็นห่วงได้เพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น เพราะอย่างไรก็ยังไม่สนิทกับหร่วนชีชี และแต่ละครอบครัวของพวกเธอเองก็มีเรื่องให้ปวดหัวไม่น้อย ไม่มีแรงเหลือพอจะไปยุ่งเรื่องชาวบ้าน แต่พวกเธอก็ยังอดสงสัยเกี่ยวกับหร่วนชีชีไม่ได้
“ขาวสะอาดสวยขนาดนั้น ต้องเป็นสาวจากในเมืองแน่ๆ รองผู้บังคับกองพันลู่มีเงื่อนไขดีขนาดนี้ ไม่มีทางหาสาวชนบทมาเป็นภรรยาหรอก”
“ไม่รู้เหมือนกันว่าเธอทำงานอะไร ดูแล้วน่าจะเรียนหนังสือมาสูงพอสมควร”
“เรียนสูงก็ดี จัดหางานง่าย เงินเดือนก็สูง ไม่เหมือนพวกเรา ไม่มีความรู้ก็ได้แต่นั่งอยู่บ้านรับเงินช่วยเหลือ!”
“พวกเธอก็รู้จักพอใจหน่อยเถอะ อย่างน้อยทุกเดือนก็ยังมีเงินช่วยเหลือ แถมทะเบียนบ้านของลูกๆ ก็เปลี่ยนจากชนบทเป็นในเมืองแล้ว ไม่เหมือนฉัน ยังไม่รู้เลยว่าเมื่อไรจะได้ติดตามสามีมาอยู่กองทัพอย่างเป็นทางการ”
หญิงวัยสามสิบกว่าอีกคนพูดด้วยรอยยิ้มขมขื่น พร้อมถอนหายใจ
ผู้หญิงคนอื่นๆ ต่างมีสีหน้าหนักใจ พากันปลอบเธอว่า “ซูฮวา สามีเธอเป็นผู้บังคับกองร้อยเผิงที่เก่งขนาดนั้น ปีหน้าอาจได้เลื่อนยศเป็นนายทหารก็ได้ ถึงตอนนั้นพวกเธอแม่ลูกหลายคนก็จะได้ติดตามสามีมาอยู่ที่นี่อย่างเป็นทางการแล้ว”
“ขอให้เป็นอย่างที่พวกเธอพูดเถอะ!”
หญิงที่ชื่อซูฮวายิ้ม แต่ถึงปากจะพูดแบบนั้น ในใจกลับไม่ได้คาดหวังมากนัก
สามีของเธอเป็นผู้บังคับกองร้อยมาหกปีแล้ว ตอนนี้อายุสามสิบสี่ปี แต่มีอายุราชการทหารเพียงสิบสองปี ยังไม่ผ่านเงื่อนไขสำหรับการพาครอบครัวมาอยู่ด้วยกัน
ตอนนี้มีอยู่สองทาง คือรอให้เขาได้เลื่อนยศ หรือไม่ก็รออีกสามปี เธอคิดว่าทางหลังมีความหวังมากกว่า อย่างน้อยสามปีก็ยังมองเห็นจุดสิ้นสุดได้ ส่วนเรื่องเลื่อนยศนั้นช่างเลื่อนลอยเหลือเกิน
【เงื่อนไขการติดตามสามีมาอยู่กองทัพในช่วงทศวรรษ 1970 มีอยู่สามข้อ คือ ต้องมียศระดับรองผู้บังคับกองพัน อายุครบ 35 ปี และมีอายุราชการทหาร 15 ปี หากมียศถึงระดับรองผู้บังคับกองพันแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องสนใจอีกสองเงื่อนไข แต่หากยศไม่ถึงระดับรองผู้บังคับกองพัน ก็ต้องมีคุณสมบัติอีกสองข้อพร้อมกัน จึงจะสามารถพาครอบครัวมาติดตามอยู่ด้วยได้】
“ภรรยาของรองผู้บังคับกองพันลู่มีความสุขจริงๆ อายุยังน้อยก็สามารถติดตามสามีมาอยู่ที่นี่ได้แล้ว”
ทุกคนต่างถอนหายใจด้วยความรู้สึกมากมาย และอิจฉาหร่วนชีชีอย่างยิ่ง
ส่วนหร่วนชีชีที่กำลังถูกทุกคนอิจฉา ตอนนี้กำลังถูกลู่เหยากดไว้บนเตียง ทั้งสองกำลังแนบชิดกันอย่างเร่าร้อน โดยอ้างว่าเป็นการชดเชยคืนเข้าหอ
เพราะลู่เหยาบอกว่านี่ต่างหากถึงจะเป็นห้องหอของพวกเขา ส่วนครั้งที่หร่วนเจียหวันไม่นับ
หร่วนชีชีขี้เกียจแก้ไขเขา จะหื่นก็หื่นไปสิ ยังหาเหตุผลมาตั้งมากมาย เพราะตอนนี้ยังอยู่ในช่วงข้าวใหม่ปลามัน รักกันหวานชื่นจนแทบแยกจากกันไม่ได้ เรื่องบนเตียงนั้นเธอยังไม่เบื่อ
เพราะตอนเย็นต้องไปบ้านลู่เต๋อเซิ่ง ทั้งสองคนจึงยับยั้งชั่งใจลงบ้าง และใช้เวลาอยู่ด้วยกันเพียงสองชั่วโมง
ลู่เหยาไปต้มน้ำร้อนมาให้หร่วนชีชีอาบ ส่วนตัวเขาเองไปอาบน้ำเย็น
หนึ่งชั่วโมงต่อมา ทั้งสองถือถุงขนมเฮาเสื่อปาและขนมเสินจื่อปาอย่างละสิบชิ้น ไปเยี่ยมลู่เต๋อเซิ่ง
ทางเดินคึกคักเป็นพิเศษ ภรรยาทหารทั้งหลายต่างกำลังทำอาหาร กลิ่นหอมของอาหารนานาชนิดลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ
หร่วนชีชีเห็นผู้หญิงหลายคนที่อยู่ชั้นล่าง จึงเป็นฝ่ายทักทายพวกเธอก่อน และบอกว่าจะไปกินข้าวที่บ้านพ่อสามี
หลังจากพวกเขาเดินจากไป ภรรยาทหารคนอื่นๆ ก็พากันสอบถาม เมื่อรู้ว่าเป็นภรรยาของลู่เหยา และยังเป็นลูกสะใภ้ของผู้บัญชาการลู่ พวกเธอก็ยิ่งทั้งอิจฉาและริษยา
ตอนมาถึงบ้านตระกูลลู่ ท้องฟ้าก็มืดลงแล้ว ประตูรั้วไม่ได้ปิด เพียงผลักเบาๆ ก็เปิดออก
สิ่งแรกที่หร่วนชีชีทำคือไปตรวจดูผักในแปลง เธอส่ายหน้าไม่หยุด ต้นกล้าผักผอมแห้งจนแทบไม่เหลือเนื้อ มีสภาพขาดสารอาหารอย่างหนัก
ลู่เต๋อเซิ่งกับหลินม่านอวิ๋นเพิ่งเตรียมกินอาหารเย็น บนโต๊ะมีอาหารคาวหนึ่งอย่าง อาหารผักหนึ่งอย่าง และซุปหนึ่งถ้วย พวกเขาเพิ่งหยิบตะเกียบขึ้นมา ก็ได้ยินเสียงของหร่วนชีชี
“พวกเรากลับมาแล้ว!”
สีหน้าของหลินม่านอวิ๋นเปลี่ยนไปทันที รู้สึกเจ็บจี๊ดๆ ที่หน้า อก
ขมับของลู่เต๋อเซิ่งเองก็ปวดขึ้นมาโดยอัตโนมัติ
หลายวันมานี้พวกเขาใช้ชีวิตอย่างสบายใจ ท้องฟ้าสีคราม อากาศสดชื่น กลิ่นดอกไม้หอมชื่นใจ ทุกวันกินอิ่มนอนหลับอย่างดี ดีเสียจนพวกเขาลืมหร่วนชีชีไปแล้วด้วยซ้ำ
“เหล่าลู่ ฉันเจ็บหน้า อก ไม่กินแล้ว”
สีหน้าของหลินม่านอวิ๋นดูแย่มาก คราวนี้เธอไม่ได้แกล้งทำ เธอเจ็บหน้า อกจริงๆ เพราะความโกรธ
เธอลุกขึ้นเตรียมกลับห้องเพื่อหลบตัวซวย แต่กลับเห็นหร่วนชีชีก้าวเข้ามา ตามหลังมาด้วยลู่เหยา
“กำลังกินข้าวกันเหรอ พอดีฉันกับลู่เหยายังไม่ได้กินเลย กินด้วยกันนะ!”
หร่วนชีชีทำเหมือนเป็นบ้านของตัวเอง ไม่เกรงใจแม้แต่น้อย เธอเดินเข้าครัวไปตักข้าวออกมาสองชาม แถมยังขูดข้าวก้นหม้อออกมาจนเกลี้ยง
“ข้าวน้อยเกินไป กับข้าวก็น้อย ไม่พอให้พวกเรากินเลย หรือจะไปทำเพิ่มอีกหน่อยดี?”
หร่วนชีชีมองหลินม่านอวิ๋น แล้วฉีกยิ้มให้เธอ
“ฉันไม่สบาย พวกเธออยากกินก็ไปทำเอง”
สีหน้าของหลินม่านอวิ๋นยิ่งแย่ลง เธอไม่ใช่แม่บ้านเสียหน่อย ทำไมต้องมาทำอาหารให้คนบ้าสองคนนี้กินด้วย?
“ถ้าอย่างนั้นก็ช่างเถอะ ลู่เหยา เดี๋ยวพวกเราไปกินข้าวที่บ้านพ่อเลี้ยงของนายก็แล้วกัน บอกไปเลยว่ามากินข้าวกับพ่อแท้ๆ แล้วไม่อิ่ม ส่วนของพื้นบ้านพวกนี้ก็เอาไปให้พ่อเลี้ยงของนายด้วย”
เมื่อครู่หร่วนชีชีเพิ่งวางของฝากไว้บนโต๊ะ ตอนนี้กลับหยิบลงมาแล้ววางไว้ข้างเท้า เตรียมว่าหลังจากกินข้าวเสร็จจะถือกลับไปด้วย
ขมับของลู่เต๋อเซิ่งกระตุกตุบๆ ถ้าลูกชายกับลูกสะใภ้สองคนนี้ไปกินข้าวที่บ้านโม่ชิวเฟิงจริงๆ เขาคงเสียหน้าอย่างมาก และต้องถูกผู้หญิงอย่างหยวนฮุ่ยหลานพูดเหน็บแนมอีกแน่นอน ว่าแม้แต่ข้าวสักมื้อก็ยังเลี้ยงลูกไม่ได้!
“ม่านอวิ๋น ไปทำอาหาร ทำเพิ่มเยอะๆ !”
ลู่เต๋อเซิ่งทำหน้าขรึมออกคำสั่ง น้ำเสียงไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ
ต่อให้หลินม่านอวิ๋นไม่พอใจแค่ไหนก็ไม่กล้าขัด ได้แต่ยอมไปเข้าครัวทำอาหารอย่างว่าง่าย เธอเองก็ไม่กล้าทำให้น้อย จึงหุงข้าวหม้อใหญ่ แถมยังทำกับข้าวอีกห้าอย่าง ทั้งเนื้อหมักและปลาเค็มก็ทำออกมาหมด ระหว่างทำก็โกรธจนเจ็บหน้า อก อยากถ่มน้ำลายใส่กับข้าวเหลือเกิน
“เธอคงไม่ได้คิดจะถ่มน้ำลายหรอกใช่ไหม?”
เสียงเย็นๆ ดังมาจากด้านหลัง หลินม่านอวิ๋นตกใจจนเกือบทำตะหลิวหลุดมือ เธอหันกลับไปก็เห็นหร่วนชีชีกำลังเกาะกรอบประตูอยู่ ความเกลียดพุ่งขึ้นจนแทบอยากเอาตะหลิวฟาดยัยเด็กบ้านี่ให้ตาย