“พูดอะไรไร้สาระ? ถ้าอย่างนั้นเธอมาทำเองไหม?”
หลินม่านอวิ๋นฝืนกลั้นความเกลียดเอาไว้ ยัดตะหลิวใส่มือหร่วนชีชี หวังเหลือเกินว่าอีกฝ่ายจะรับช่วงต่อเสียที เธอจะได้กลับห้องไปพัก หลบหูหลบตาให้พ้นๆ
“ฉันคงทำเกินหน้าที่ไม่ได้หรอก ห้องครัวเป็นพื้นที่ของคุณ คุณทำเถอะ!”
หร่วนชีชียิ้มอย่างอารมณ์ดี ไม่ยอมรับตะหลิวมา
หลินม่านอวิ๋นแค่นเสียงอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนจะก้มหน้าทำอาหารต่อ ฝีมือทำอาหารของเธอยังนับว่าดีทีเดียว อย่างไรเสียเธอก็เป็นภรรยาสุดที่รักที่สามารถทำให้ลู่เต๋อเซิ่งหลงจนหัวปักหัวปำ นอกจากต้องพูดจาอ่อนหวานแล้ว ยังต้องรู้จักมัดใจผู้ชายด้วยอาหารด้วย ฝีมือของเธอดีกว่าหยวนฮุ่ยหลานมาก
“อร่อยจริงๆ ลู่เหยา แม่เลี้ยงของนายทำอาหารอร่อยกว่าแม่แท้ๆ ของนายอีก”
หร่วนชีชีชิมเนื้อหมักผัดต้นกระเทียม แล้วเอ่ยชมอย่างหาได้ยาก
เดิมทีหลินม่านอวิ๋นรู้สึกอึดอัดแทบตาย แต่พอได้ยินคำชมนี้ก็อดภาคภูมิใจขึ้นมาไม่ได้ อารมณ์จึงดีขึ้นไม่น้อย
นับว่ายัยเด็กบ้านี่ตาถึง เธอไม่ได้เก่งกว่าหยวนฮุ่ยหลานแค่เรื่องทำอาหารเสียหน่อย
สีหน้าของลู่เต๋อเซิ่งเองก็ผ่อนคลายลงไม่น้อย รู้สึกว่าหร่วนชีชียังเป็นเด็กที่รู้ความอยู่เหมือนกัน
“อร่อยจริง แต่ไม่ค่อยทำให้ผมกินเท่าไร”
ลู่เหยาพูดเสริมขึ้นมา บรรยากาศที่เพิ่งผ่อนคลายลงก็กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง
รอยยิ้มบนใบหน้าของหลินม่านอวิ๋นหายไปทันที เธอมองลู่เต๋อเซิ่งอย่างขุ่นเคือง
ลู่เต๋อเซิ่งมองเธออย่างปลอบใจ บอกเป็นนัยว่าอย่าไปถือสาลู่เหยา
“นี่เป็นของขึ้นชื่อจากบ้านเกิดของฉัน ขนมเฮาเสื่อปากับขนมเสินจื่อปา ตั้งใจเอามาให้ลุงโดยเฉพาะ ขอบคุณลุงที่จัดการเรื่องของเหอเจี้ยนจวิน ไอ้คนต่ำช้าที่ อกตัญญูต่อคนมีพระคุณอย่างยุติธรรม”
หร่วนชีชีหยิบของฝากที่วางอยู่บนพื้นขึ้นมา วางไว้บนโต๊ะ แล้วเปิดถุงให้เห็นขนมทั้งสองชนิด
ดวงตาของลู่เต๋อเซิ่งเป็นประกาย สิ่งที่เขาชอบกินที่สุดก็คือขนมพื้นบ้านสารพัดชนิด โดยเฉพาะขนมเสินจื่อปา ตั้งแต่ออกจากบ้านเกิดมา เขาก็ไม่ได้กินอีกเลย
“เธอนี่ช่างมีน้ำใจจริงๆ ขอบใจนะ!”
ความประทับใจที่ลู่เต๋อเซิ่งมีต่อหร่วนชีชียิ่งดีขึ้นไปอีก ถึงขั้นหาเหตุผลมาอธิบายความดื้อรั้นในอดีตของเธอได้ เพราะเพิ่งถูกถอนหมั้น เด็กสาวก็ย่อมอารมณ์ไม่ดี การทำอะไรเพี้ยนๆ บ้างก็เป็นเรื่องปกติ
ตอนนี้เด็กคนนี้คงปรับอารมณ์ได้แล้ว แถมยังรู้จักเหตุผลมากขึ้น ถือว่าไม่เลวเลย
“ม่านอวิ๋น ไปทอดขนมเสินจื่อปาสักสองสามชิ้น”
ลู่เต๋อเซิ่งสั่ง
หลินม่านอวิ๋นจึงต้องกลับเข้าครัวไปอีกครั้ง ทอดขนมเสินจื่อปาหลายชิ้น แถมน้ำมันยังกระเด็นใส่มือจนเป็นรอยแดงไปหมด เจ็บแทบตาย
เธอถือจานขนมเสินจื่อปาที่ทอดเสร็จออกมา ก็ได้ยินหร่วนชีชีกำลังพูดว่า “ลู่เหยา ทำไมนายไม่บอกข่าวดีเรื่องนั้นกับพ่อนายล่ะ?”
“บอกไปเขาก็ไม่ดีใจหรอก ขี้เกียจพูด”
ลู่เหยาตอบด้วยน้ำเสียงเอื่อยเฉื่อย ไม่แม้แต่จะเงยหน้า เอาแต่ก้มหน้ากินข้าวของตัวเอง
“นายไม่บอก แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าฉันไม่ดีใจ? ในเมื่อเป็นข่าวดี ฉันก็ต้องดีใจสิ!”
สีหน้าของลู่เต๋อเซิ่งเคร่งลง เตรียมจะตำหนิอีกครั้ง
ลู่เหยาเงยหน้าขึ้น มองเขาด้วยสายตาเยาะเย้ย “ภรรยาของพ่อได้ยินแล้วต้องไม่ดีใจแน่ๆ อย่าพูดเลยดีกว่า”
ลู่เต๋อเซิ่งกัดฟันแน่น ความโกรธแทบจะกดไม่อยู่แล้ว ลูกชายคนนี้ทุกครั้งก็พูดจาประชดประชันแบบนี้ ไม่เคยพูดกันดีๆ สักครั้ง
“พูดแบบนั้นไม่ได้หรอก แม่เลี้ยงของนายต้องดีใจกับนายแน่นอน นายจะเอาใจตัวเองไปตัดสินใจคนอื่นแบบนั้นไม่ได้”
หร่วนชีชีเกลี้ยกล่อม
ความโกรธของลู่เต๋อเซิ่งลดลงไม่น้อย ความประทับใจที่มีต่อเธอพุ่งขึ้นถึงขีดสุด เด็กคนนี้ช่างรู้จักเหตุผลจริงๆ การที่ลูกชายตัวเองคบกับเธอก็ดูไม่เลวเหมือนกัน
ลู่เหยาแค่นเสียง แล้วหันหน้าหนีอย่างงอนๆ
หร่วนชีชียิ้ม ก่อนจะพูดกับลู่เต๋อเซิ่งว่า “เขาไม่พูด ฉันพูดเองก็ได้ ครั้งนี้ลู่เหยาสร้างผลงานความชอบครั้งใหญ่ ผู้บังคับบัญชาตัดสินใจมอบรางวัลให้เขา และเลื่อนยศเป็นรองผู้บัญชาการกองพันแล้ว หนังสือแต่งตั้งจะส่งลงมาเดือนหน้า!”
“เพล้ง!”
จานหล่นลงพื้นแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ ขนมหลายชิ้นก็ตกลงไปด้วย
หลินม่านอวิ๋นมองลู่เหยาด้วยสีหน้าตกตะลึง ไอ้เด็กเหลือขอนี่เลื่อนยศเป็นรองผู้บัญชาการกองพันแล้วอย่างนั้นเหรอ?
เธออุตส่าห์พยายามเป่าหูข้างหมอนลู่เต๋อเซิ่งสารพัด กดเด็กเหลือขอนี่มาหลายปี แล้วทำไมเขายังเลื่อนยศได้เร็วขนาดนี้อีก?
หร่วนชีชีขมวดคิ้วแน่น มองเธออย่างไม่พอใจ แล้วถามด้วยน้ำเสียงประชดประชันว่า “คุณหมายความว่ายังไง? หรือว่าไม่ดีใจจริงๆ ที่ได้ยินว่าลู่เหยาเลื่อนยศ? คงไม่ใช่หรอกมั้ง ถึงคุณจะเป็นแม่เลี้ยง แต่ก็เป็นผู้ใหญ่ของลู่เหยาเหมือนกัน เขาเลื่อนยศแล้วทำไมคุณถึงไม่ดีใจล่ะ? หรือว่าเพราะลู่เหยาเลื่อนยศ แต่ลูกชายสองคนของคุณไม่ได้เลื่อน ก็เลยรู้สึกไม่สมดุลในใจ?”
เดิมทีลู่เต๋อเซิ่งยังไม่ได้คิดอะไรมาก แต่พอได้ฟังคำพูดเหล่านี้ เขาก็หันไปมองภรรยาด้วยความสงสัยทันที
หลินม่านอวิ๋นฝืนยิ้มออกมาแล้วอธิบายว่า “ฉันแค่ดีใจมากเกินไป เลยถือจานไม่อยู่เอง เสี่ยวเหยามีความสามารถจริงๆ อายุยังน้อยก็ได้เป็นรองผู้บัญชาการกองพันแล้ว”
ความสงสัยในใจลู่เต๋อเซิ่งสลายไป เขารู้อยู่แล้วว่าหลินม่านอวิ๋นไม่ใช่คนแบบนั้น เธอต้องดีใจกับเสี่ยวเหยาแน่นอน
“ฉันจะเอาขนมพวกนี้ไปล้าง แล้วทอดใหม่”
หลินม่านอวิ๋นเก็บขนมจากพื้น จากนั้นกวาดเศษจานที่แตกแล้วแสร้งถามอย่างไม่ใส่ใจว่า “เหล่าลู่ ทำไมคุณถึงไม่รู้เรื่องที่เสี่ยวเหยาเลื่อนยศล่ะ? ฉันก็ไม่เคยได้ยินคุณพูดถึงเลย”
รอยยิ้มบนใบหน้าของลู่เต๋อเซิ่งชะงักไป
จริงด้วย เขามัวแต่ดีใจจนลืมคิดถึงเรื่องนี้ไปเสียสนิท เขาเป็นถึงผู้บัญชาการเขตกองทัพ เรื่องลู่เหยาเลื่อนยศ เขาควรเป็นคนแรกๆ ที่ได้รับแจ้งไม่ใช่หรือ? แล้วทำไมเขาถึงไม่ได้รับแจ้ง?
บนใบหน้าของลู่เหยาปรากฏรอยยิ้มเยาะเย้ย สายตาที่มองพ่อของตัวเองราวกับกำลังมองคนโง่
ตาแก่ที่โง่จนไม่รู้เรื่อง ถูกภรรยาน้อยหลอกจนหัวหมุน ต่อไปคงถูกหลินม่านอวิ๋นลากลงจากตำแหน่งแน่นอน
“ลู่เหยา แม่เลี้ยงของนายหมายความว่ายังไง? หรือว่าเธอสงสัยว่าพวกเรากุข่าวขึ้นมา? คงไม่ใช่หรอกมั้ง เธอคิดแบบนั้นได้ยังไง? พวกนายเป็นครอบครัวเดียวกันนะ เธอกลับสงสัยนายเสียอย่างนั้น เธอไม่รู้หรือไงว่าคำสั่งเลื่อนยศของนายมาจากกองบัญชาการทหารสูงสุด? ไม่จริงมั้ง ความคิดของเธอจะมืดมนขนาดนั้นได้ยังไงกัน!”
หร่วนชีชีพูดประชดประชันเป็นชุด จนใบหน้าของหลินม่านอวิ๋นเดี๋ยวแดงเดี๋ยวเขียว แต่เธอยังต้องรีบแก้ตัว “ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้น ฉันแค่รู้สึกแปลกๆ ก็เลยถามเท่านั้นเอง เหล่าลู่ คุณเชื่อฉันนะ ฉันดีใจกับเสี่ยวเหยาจริงๆ ”
“เอาล่ะ เธอไปทอดขนมเถอะ!”
คราวนี้ลู่เต๋อเซิ่งไม่ได้เชื่อเธอทั้งหมด ในใจเขาเองก็เริ่มสงสัยขึ้นมาเล็กน้อย เพราะท่าทีของหลินม่านอวิ๋นผิดปกติมาก เขามองไม่เห็นความยินดีจากตัวเธอเลย และคำพูดของหร่วนชีชีก็ดูมีเหตุผลอยู่บ้าง
หรือว่าภรรยาของเขาจะไม่ดีใจจริงๆ ที่เห็นเสี่ยวเหยามีอนาคต?
“ไม่เห็นต้องแปลกใจเลย ยังไงก็เป็นแม่เลี้ยง จะดีใจกับผมสิถึงจะแปลก!”
ลู่เหยาพูดประชดอีกประโยค ก่อนจะตักข้าวเข้าปากคำใหญ่ หลังกลืนลงไปแล้วจึงพูดต่อว่า “ใครใช้ให้ลูกชายสองคนที่แม่เลี้ยงของผมคลอดออกมาไม่มีอะไรโดดเด่นสักอย่างล่ะ ทุกด้านก็สู้ผมไม่ได้ทั้งนั้น เธอจะทำใจสมดุลได้ยังไง!”
“มิน่าล่ะ ลูกแท้ๆ ของตัวเองกลับสู้ลูกที่ภรรยาคนก่อนคลอดไม่ได้ ในใจเธอคงแทบกระอักเลือดตายแล้ว ยังต้องแสร้งทำเป็นแม่ผู้มีเมตตาที่รักลูกทุกคนเท่าเทียมกันอีก ช่างลำบากเธอจริงๆ ”
หร่วนชีชีทำสีหน้าราวกับเพิ่งเข้าใจเรื่องทั้งหมด
จากในครัวมีเสียง “โครม” ดังขึ้น เป็นเสียงหลินม่านอวิ๋นโมโหจนทุบหม้อ เกือบจะเจาะก้นหม้อทะลุอยู่แล้ว
ลู่เต๋อเซิ่งเองก็รู้สึกไม่สบายใจ หากพูดถึงความสามารถ ลูกชายสองคนที่หลินม่านอวิ๋นคลอดออกมาก็สู้ลู่เหยาไม่ได้จริงๆ แต่พวกเขาล้วนเป็นพี่น้องกัน จะเอามาเปรียบเทียบกันแบบนี้ได้อย่างไร?
หร่วนชีชีคนนี้ชมไม่ได้จริงๆ พอชมหน่อยก็เริ่มพูดจาเพ้อเจ้ออีกแล้ว
หร่วนชีชีคีบเนื้อหมักกินหนึ่งคำ สีหน้าจริงจังขึ้นมาแล้วพูดว่า “จากพวกนายสามพี่น้อง แสดงให้เห็นสัจธรรมสำคัญอย่างหนึ่ง”
“สัจธรรมอะไร?”
ลู่เหยาถามอย่างให้ความร่วมมือ ลู่เต๋อเซิ่งเองก็ตั้งใจฟังเช่นกัน
“แม่ที่ตามใจลูกมากเกินไป ย่อมทำให้ลูกเสียคน ลูกชายต่างแม่สองคนของนาย ตั้งแต่เด็กก็ไม่เคยลำบาก ถูกเลี้ยงดูอย่างประคบประหงมจนโต ไม่เหมือนนายที่ตั้งแต่เด็กก็ต้องพึ่งพาตัวเอง ขึ้นเขาไปหาอาหารป่าเอง ลงน้ำไปจับปลาเอง แถมยังออกไปขอทานอีก ถึงจะผ่านความเป็นความตายมาหลายครั้ง แต่นายก็มีอนาคตไงล่ะ เรื่องนี้ก็พิสูจน์ได้จากรากเหง้าเลยว่า น้องชายต่างแม่สองคนของนายถูกแม่เลี้ยงของนายเลี้ยงจนเสียคน ดังนั้นต้องส่งพวกเขาไปฝึกฝนในพื้นที่ชายแดนที่ลำบากที่สุด ให้ห่างจากแม่เลี้ยงของนายเสียหน่อย ไม่แน่ว่าพวกเขาอาจจะมีอนาคตขึ้นมาบ้างก็ได้!”
หร่วนชีชีจงใจพูดเสียงดัง เพื่อกระตุ้นหลินม่านอวิ๋นที่อยู่ในครัวโดยเฉพาะ ให้โกรธจนแทบกระอักเลือด
และแน่นอนว่าในครัวมีเสียง “โครม!” ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ก้นหม้อถูกเจาะทะลุจริงๆ