บทที่ 12: พาเด็กสองคนออกไปซื้อของ
“ถ้าเป็นแบบนั้นก็ดีที่สุด พวกเธอไม่ต้องคอยระแวงฉัน เรามาตกลงกันให้ชัด แล้วอยู่ร่วมกันอย่างสงบไม่ได้เหรอ?”
ฟู่เสี่ยวเสี่ยวสบตาลู่หลินตรงๆ แววตาของเธอเปิดเผยและจริงใจ ไม่มีท่าทีหลบเลี่ยงแม้แต่น้อย ส่วนลู่หลินยังคงมองเธอเงียบๆ เหมือนกำลังชั่งน้ำหนักว่าคำพูดเหล่านั้นเชื่อถือได้มากแค่ไหน ผ่านไปครู่หนึ่ง เด็กชายก็ยังไม่ยอมตอบ
ลู่เฉินเป็นคนเก็บความสงสัยไว้ไม่อยู่ สุดท้ายจึงอดถามขึ้นมาไม่ได้
“น้าฟู่จะไม่ไล่พวกเราไปจริงๆ ใช่ไหม?”
“ฉันจะพูดแค่ครั้งเดียว พวกเธอฟังให้ดี”
ฟู่เสี่ยวเสี่ยวเก็บรอยยิ้ม สีหน้าของเธอจริงจังขึ้นทันที ก่อนจะมองเด็กทั้งสองทีละคนให้เห็นว่าเธอไม่ได้กำลังล้อเล่น
“ฉัน ฟู่เสี่ยวเสี่ยว ไม่เคยคิดจะไล่พวกเธอออกจากบ้าน”
ลู่เฉินจ้องดวงตาของเธอ ความจริงใจในนั้นชัดเจนจนเด็กชายเริ่มลังเล จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เขาไม่กล้าเชื่อผู้ใหญ่ง่ายๆ แต่ครั้งนี้ดูเหมือนฟู่เสี่ยวเสี่ยวจะไม่ได้หลอกพวกเขา
พวกเขาเชื่อเธอได้จริงเหรอ?
“ตกลง” ลู่หลินตอบในที่สุด
เด็กชายตัดสินใจลองเชื่อฟู่เสี่ยวเสี่ยวดูสักครั้ง ตราบใดที่เธอไม่คิดขับไล่พวกเขา สองพี่น้องก็ยินดีอยู่ร่วมกับเธออย่างสงบ และจะไม่หาเรื่องเธอก่อน
เมื่อได้ยินคำตอบนั้น สีหน้าจริงจังของฟู่เสี่ยวเสี่ยวก็อ่อนลง รอยยิ้มสดใสกลับมาปรากฏบนใบหน้าอีกครั้ง
“ถ้าอย่างนั้น ทั้งสองคนไปล้างหน้าแล้วมากินมื้อเช้าได้หรือยัง? ถ้าช้ากว่านี้ แป้งทอดไข่ใส่ผักในกระทะจะเย็นหมดแล้ว”
“ไป!”
เมื่อลู่เฉินเห็นว่าพี่ชายยอมรับข้อตกลง ความระแวงที่มีต่อฟู่เสี่ยวเสี่ยวก็ลดลงไม่น้อย ยิ่งได้ยินว่าเช้านี้มีแป้งทอดไข่ใส่ผักเหมือนเมื่อวาน ดวงตาของเขาก็สว่างขึ้น เด็กชายรีบดึงแขนลู่หลินไปล้างหน้าแปรงฟันราวกับกลัวว่าอาหารอร่อยจะถูกใครแย่งกิน
“จริงสิ ฉันอยากซื้อของเข้าบ้านสักหน่อย พวกเธอรู้ไหมว่าต้องไปซื้อที่ไหน?”
ฟู่เสี่ยวเสี่ยวมองตามเด็กทั้งสองพลางถามขึ้น เธอสังเกตมาตั้งแต่เมื่อวานแล้วว่าในบ้านยังขาดของใช้อีกมาก แม้แต่ผ้าขนหนู เด็กทั้งสองก็ยังต้องใช้ผืนเดียวกัน ลู่เฟิงเป็นชายร่างใหญ่ที่ใช้ชีวิตง่ายๆ จึงไม่ทันสังเกตเรื่องเล็กน้อยพวกนี้ ส่วนเด็กทั้งสองก็คงเคยชินกับการไม่ร้องขอสิ่งใด ต่อให้ขาดของจำเป็นก็ไม่ยอมเปิดปากบอก
ลู่หลินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบ
“พวกเราจะพาน้าฟู่ไปเอง”
ในเมื่อฟู่เสี่ยวเสี่ยวไม่คิดไล่พวกเขาออกจากบ้าน นั่นก็เท่ากับว่าเธอเลือกยืนอยู่ฝ่ายเดียวกับพวกเขาแล้ว อย่างน้อยในสายตาของลู่หลิน เธอก็ไม่นับว่าเป็นคนเลว
เห็นแก่พ่อ เขากับน้องชายจะช่วยดูแลเธอเอง
“ดีมาก!”
ฟู่เสี่ยวเสี่ยวยกสองมือประกบกันด้วยความยินดี รอยยิ้มของเธอยิ่งกว้างขึ้นจนเด็กทั้งสองมองแล้วรู้สึกว่า การพาเธอออกไปซื้อของคงไม่ใช่เรื่องลำบากอะไร
ระหว่างกินมื้อเช้า ลู่เฉินกัดแป้งทอดไข่ใส่ผักคำโต ความหอมของไข่กับผักทอดลอยอยู่เต็มปาก เขาเคี้ยวไปหลายคำ ก่อนจะขยับเข้าไปใกล้พี่ชายแล้วลดเสียงลง
“พี่ เธอดูไม่เหมือนคนเลวเลยนะ”
“ดูกันไปก่อน” ลู่หลินพยักหน้าเล็กน้อย
ฟู่เสี่ยวเสี่ยวไม่เหมือนป้าหลี่ อย่างน้อยตอนนี้ก็ยังไม่เหมือน ป้าหลี่มักทำตัวเป็นคนดีต่อหน้าคนอื่น พูดจาน่าฟังและแสดงท่าทีเอ็นดูเด็กสองคน แต่พอลับหลังกลับไม่ยอมแม้แต่จะทำอาหาร บางครั้งยังหยิบของในบ้านกลับไปเป็นของตนอีก
เพราะเคยเจอเรื่องแบบนั้น ลู่หลินจึงไม่คิดตัดสินฟู่เสี่ยวเสี่ยวจากอาหารเพียงมื้อเดียว
“ถ้าเธอไม่ใช่คนเลว ผมก็จะยอมชอบเธอ”
ลู่เฉินกินแป้งทอดไข่ใส่ผักด้วยใบหน้าเปี่ยมสุข แค่เห็นแก่แป้งทอดจานนี้ เขาก็ตัดสินใจว่าจะชอบฟู่เสี่ยวเสี่ยวเพิ่มขึ้นอีกนิด
“เธอทำอาหารอร่อยมาก อร่อยกว่าที่คุณย่าหลิวข้างบ้านทำอีก”
“อืม”
ลู่หลินก้มมองแป้งทอดไข่ใส่ผักในมือ ผิวด้านนอกทอดจนเป็นสีเหลืองทองและส่งกลิ่นหอม เนื้อแป้งด้านในนุ่ม มีรสของไข่กับผักผสมกันพอดี แม้เขาจะยังไม่วางใจฟู่เสี่ยวเสี่ยวทั้งหมด แต่ก็ฝืนส่ายหน้าแล้วบอกว่าไม่อร่อยไม่ลงจริงๆ
หลังจากเด็กทั้งสองกินมื้อเช้าเสร็จ ฟู่เสี่ยวเสี่ยวตั้งใจจะเก็บชามเข้าไปล้าง ทว่าเมื่อเดินเข้าครัว เธอกลับเห็นลู่หลินยืนอยู่บนม้านั่งตัวเล็ก มือทั้งสองกำลังล้างชามอย่างคล่องแคล่ว เห็นได้ชัดว่าเขาทำงานนี้เป็นประจำจนคุ้นมือแล้ว
เมื่อเห็นเธอเดินเข้ามา ลู่หลินก็หันมามอง ก่อนจะอธิบายด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“พวกเราช่วยทำงานบ้านได้ น้าฟู่ทำอาหาร ผมล้างชาม ส่วนเสี่ยวเฉินกวาดพื้น พวกเราไม่กินข้าวอยู่เฉยๆ หรอก”
เมื่อได้ฟัง ฟู่เสี่ยวเสี่ยวก็พอเดาได้ว่าในอดีตป้าหลี่คงพูดจาไม่น่าฟังใส่เด็กทั้งสองไว้ไม่น้อย ลู่หลินถึงได้รีบแสดงให้เห็นว่าพวกเขามีประโยชน์ เด็กชายพยายามทำหน้าที่พี่อย่างเต็มกำลัง คอยปกป้องน้องชาย และไม่ยอมเปิดโอกาสให้ใครกล่าวหาว่าพวกเขาเอาแต่กินโดยไม่ทำงาน
ลู่หลินเป็นเด็กที่อ่อนไหวต่อท่าทีของผู้คน ทั้งยังระมัดระวังตัวมากกว่าที่เด็กวัยนี้ควรจะเป็น
เด็กสองคนนี้เหมือนลูกหมาป่าที่ยังโตไม่เต็มวัย โดยเฉพาะลู่หลิน ถึงจะรู้ว่าตนตัวเล็กกว่าและเสียเปรียบ แต่เมื่อต้องปกป้องน้องชาย เขาก็ไม่ยอมถอยง่ายๆ ต่อให้ผู้ที่ยืนขวางอยู่ตรงหน้ามีรูปร่างใหญ่กว่า เขาก็พร้อมรักษาพื้นที่กับอาหารของพวกตนอย่างกล้าหาญ
ฟู่เสี่ยวเสี่ยวไม่ได้เข้าไปแย่งชามจากมือเขา เธอเพียงพยักหน้าด้วยความพอใจ
“ดี ถ้าอย่างนั้นฝากด้วยนะ ฉันจะออกไปรอข้างนอก”
เธอหันหลังเดินออกจากครัวโดยไม่ลังเล ราวกับเชื่ออยู่แล้วว่าลู่หลินทำงานนี้ได้ และไม่จำเป็นต้องยืนควบคุมหรือคอยตรวจสอบ
ฟู่เสี่ยวเสี่ยวไม่รู้ว่า ความไว้ใจที่เธอมอบให้อย่างเป็นธรรมชาตินั้น ทำให้ความเย็นชาในแววตาของลู่หลินลดลงไปอีกเล็กน้อย เด็กชายก้มหน้าล้างชามต่อ แม้สีหน้ายังดูสงบนิ่ง แต่ท่าทางที่เคยตั้งรับอยู่ตลอดกลับผ่อนคลายลงมากกว่าเดิม
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย ฟู่เสี่ยวเสี่ยวก็พาลู่หลินกับลู่เฉินออกจากบ้าน ทันทีที่ทั้งสามก้าวพ้นประตู สายตาจำนวนมากจากบ้านพักโดยรอบก็หันมามองพร้อมกัน
ผู้หญิงเหล่านั้นพากันจับตามองฟู่เสี่ยวเสี่ยวกับลูกเลี้ยงทั้งสองอย่างเปิดเผย บางคนชะโงกหน้าออกจากลานบ้าน บางคนหยุดงานในมือเพื่อมองให้ชัด ดูเหมือนข่าวของภรรยาใหม่ผู้บังคับกองพันลู่จะดึงดูดความสนใจของคนในเขตครอบครัวทหารไม่น้อย
ฟู่เสี่ยวเสี่ยวไม่แสดงอาการอึดอัด เธอยกมือโบกให้ทุกคนอย่างเป็นกันเอง
“สวัสดีค่ะ พี่สะใภ้ทุกคน”
เมื่อเห็นว่าเธอเป็นฝ่ายทักก่อน หญิงคนหนึ่งจึงรวบรวมความกล้า ถามด้วยความอยากรู้
“ภรรยาผู้บังคับกองพันลู่ จะพาเด็กๆ ไปไหนเหรอ?”
“ฉันว่าจะออกไปซื้อของเข้าบ้าน แต่ยังไม่รู้ว่าต้องไปซื้อที่ไหน พอดีเสี่ยวหลินกับเสี่ยวเฉินรู้ทาง ฉันเลยขอให้ลูกผู้ชายตัวน้อยสองคนนี้พาไป”
ฟู่เสี่ยวเสี่ยวตอบด้วยรอยยิ้ม น้ำเสียงของเธอไม่มีความรำคาญ ทั้งยังพูดถึงเด็กทั้งสองอย่างให้เกียรติ
เมื่อลู่เฉินได้ยินเธอเรียกตนกับพี่ชายว่าลูกผู้ชายตัวน้อยต่อหน้าคนมากมาย ความรู้สึกเหมือนถูกผู้ใหญ่พึ่งพาก็ผุดขึ้นในใจ เด็กชายยืดอกทันที ฝีเท้ายังมั่นคงขึ้นราวกับภารกิจนำทางครั้งนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องรับผิดชอบให้ดี
แม้แต่ลู่หลินก็เงยหน้ามองคนเหล่านั้นด้วยแววตาที่ต่างไปจากเดิมเล็กน้อย
สองพี่น้องมองเหล่าป้ากับหญิงสูงวัยที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ก่อนจะเลียนแบบฟู่เสี่ยวเสี่ยวด้วยการพยักหน้าทักทาย ถึงพวกเขาจะไม่ได้พูดอะไร แต่ท่าทีสุภาพนั้นก็ทำให้ทุกคนประหลาดใจ
“อ้อ ถ้าอย่างนั้นก็ระวังระหว่างทางด้วย”
หญิงที่ถามเมื่อครู่ตอบช้ากว่าปกติเล็กน้อย ก่อนจะแลกสายตากับคนอื่นๆ ทุกคนต่างแปลกใจเมื่อเห็นฟู่เสี่ยวเสี่ยวกับลูกเลี้ยงสองคนอยู่ร่วมกันอย่างสงบ ไม่มีใครมีท่าทีต่อต้านหรือทะเลาะกันอย่างที่เคยได้ยินมา
ก่อนหน้านี้ป้าหลี่ผู้เคยดูแลเด็กทั้งสองบอกพวกเธออยู่เสมอว่า ลู่หลินกับลู่เฉินไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้ นิสัยก็ไม่ดี จะสอนก็ไม่ได้ จะดุก็ไม่ได้ เลี้ยงดูยากจนใครอยู่ด้วยก็ปวดหัว
ตามปกติเด็กทั้งสองแทบไม่พูดคุยกับเพื่อนบ้าน เจอหน้าก็ไม่ทักทาย วันๆ เอาแต่วิ่งขึ้นเขาด้านหลังฐานทัพด้วยกันสองคน คนอื่นจึงเชื่อตามคำของป้าหลี่ไปโดยไม่คิดสงสัย
แต่เมื่อได้เห็นด้วยตาตนเองในวันนี้ ทุกคนกลับเริ่มรู้สึกว่าความจริงอาจไม่เหมือนเรื่องที่เคยได้ยิน เด็กทั้งสองเพียงไม่ค่อยเข้าหาผู้คนเท่านั้น ดูแล้วก็ไม่ได้แย่อย่างที่ป้าหลี่เคยพูดแม้แต่น้อย
หลังทั้งสามเดินห่างออกไป เสียงพูดคุยก็ดังขึ้นรอบบริเวณ
“เด็กสองคนนี้ก็ดีนี่ อยู่กับภรรยาใหม่ได้สงบดี”
“ฉันก็คิดแบบนั้น ถึงจะไม่พูด แต่พวกเขายังรู้จักพยักหน้าทักทายเรา”
“จริง ถ้าไม่มีคนบอก ฉันแทบจำไม่ได้ว่าเป็นเด็กสองคนนั้น”
“หรือภรรยาใหม่แค่ทำดีต่อหน้าคนอื่น?”
“ฉันว่าเธอดูเป็นคนใช้ได้นะ วางตัวเปิดเผยดี เด็กสองคนก็ไม่มีท่าทีเหมือนถูกทำร้ายเลย”
กลุ่มหญิงในเขตครอบครัวทหารเริ่มถกเถียงกันอย่างออกรส ทั้งเรื่องของฟู่เสี่ยวเสี่ยวและท่าทีที่เปลี่ยนไปของสองพี่น้อง ไม่มีใครหาข้อสรุปได้ แต่ภาพที่เห็นในวันนี้ก็ทำให้คำพูดของป้าหลี่น่าเชื่อน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด
***
อีกด้านหนึ่ง ฟู่เสี่ยวเสี่ยวกำลังเดินตามเด็กทั้งสองออกไปตามถนน
เธอมองลู่เฉินที่ได้รับคำชมเพียงไม่กี่คำแล้วเดินอย่างคึกคัก ร่างเล็กก้าวนำอยู่ข้างหน้า ไหล่ตั้งตรงและเชิดหน้าเล็กน้อย ทุกก้าวเต็มไปด้วยความภูมิใจ ราวกับเขาไม่ได้เพียงพาคนไปซื้อของ แต่กำลังรับหน้าที่อันสำคัญ
ส่วนลู่หลินที่เดินอยู่ด้านข้าง แม้ใบหน้าเล็กๆ ยังคงดูเย็นชาเหมือนเดิม แต่ฝีเท้ากลับเบาสบายขึ้นมาก เห็นได้ชัดว่าคำว่า “ลูกผู้ชายตัวน้อย” ทำให้เขาพอใจไม่ต่างจากน้องชาย เพียงแต่เด็กชายเก็บอาการเก่งกว่า จึงไม่ยอมแสดงออกมาตรงๆ
มุมปากของฟู่เสี่ยวเสี่ยวยกขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นภาพนั้น
ถ้าความรู้สึกของเด็กทั้งสองปรากฏเป็นรูปร่างได้ ตอนนี้หางเล็กๆ ของพวกเขาคงกำลังแกว่งไปมาไม่หยุด โดยเฉพาะลู่หลิน ใบหน้าเย็นชาแต่มีหางแกว่งอยู่ด้านหลัง เมื่อลองนึกภาพแล้วกลับเข้ากันอย่างน่าประหลาด
ทั้งสามเดินไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ตัว ไม่นานก็มาถึงทางออกของฐานทัพ ผู้ที่ต้องการออกไปด้านนอกจำเป็นต้องลงทะเบียนข้อมูลให้เรียบร้อย
ฟู่เสี่ยวเสี่ยวเดินไปกรอกรายละเอียดตามขั้นตอน ระหว่างที่เธอเขียนข้อมูล ทหารซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ตรงประตูก็มองเธอด้วยสีหน้าเคร่งขรึม สายตาของเขาติดตามทุกการเคลื่อนไหวจนเธอรู้สึกได้ แต่เธอไม่ได้สนใจมากนัก เพียงกรอกจุดหมายและเหตุผลที่จะออกจากฐานทัพให้ครบ
ลู่หลินกับลู่เฉินยืนรออยู่ด้านนอกอย่างสงบ พอฟู่เสี่ยวเสี่ยวเดินออกมา ทหารคนนั้นก็ยังมองตามเธอไม่วางตา
เขารอจนทั้งสามเดินออกไปไกลแล้ว จึงรีบโทรศัพท์ไปยังสำนักงานของหลิวหงจวิน พร้อมรายงานเรื่องที่ฟู่เสี่ยวเสี่ยวพาเด็กทั้งสองออกจากฐานทัพ
“เธอพาลู่หลินกับลู่เฉินออกจากฐานทัพเหรอ? ไปไหน?”
เมื่อหลิวหงจวินได้ยินรายงาน คิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากัน
ฟู่เสี่ยวเสี่ยวพาเด็กทั้งสองออกไปในเวลานี้ทำไม?
ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัว หรือเธอคิดจะนำเด็กไปทิ้งไว้ข้างนอก?
หลิวหงจวินส่ายหน้าและปฏิเสธข้อสงสัยนั้นในเวลาไม่นาน ลึกๆ แล้วเขายังเลือกเชื่อฟู่เสี่ยวเสี่ยว เมื่อวานนี้เธอเพิ่งรับปากกับเขาว่าจะไม่ทำให้ความไว้วางใจของลู่เฟิงสูญเปล่า ทั้งยังบอกว่าจะดูแลเด็กทั้งสองให้ดี
ถ้าเธอคิดทำเรื่องเลวร้าย คงไม่จำเป็นต้องให้คำมั่นด้วยท่าทีจริงจังขนาดนั้น
“ในข้อมูลที่เธอกรอก ระบุว่าจะออกไปซื้อของครับ” ทหารรายงานตามความจริง
“จากที่นี่ไปสหกรณ์จัดหาสินค้าในตัวเมืองต้องเดินทางตั้ง 2 ชั่วโมง ทำไมเธอไม่มาหาผม?”
หลังวางสาย หลิวหงจวินนั่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง
บริเวณใกล้ฐานทัพไม่มีสถานที่สำหรับซื้อข้าวของเครื่องใช้ ถ้าคนในเขตบ้านพักทหารต้องการซื้ออะไร ปกติจะเขียนรายการใส่กระดาษ แล้วฝากทหารซึ่งออกไปจัดหาสิ่งของประจำวันซื้อกลับมาให้ วิธีนี้สะดวกกว่าเดินทางเข้าเมืองด้วยตนเองมาก
ลู่เฟิงไม่ได้บอกเรื่องนี้กับเธอเหรอ?
หลิวหงจวินคิดทบทวนอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเชื่อฟู่เสี่ยวเสี่ยวตามเดิม เขาสั่งทหารตรงประตูให้คอยสังเกตการณ์ไว้ เมื่อเธอพาเด็กทั้งสองกลับมา ให้บอกขั้นตอนการฝากซื้อของที่ถูกต้องแก่เธอ จะได้ไม่ต้องเดินทางไกลอีก
ส่วนฟู่เสี่ยวเสี่ยวไม่รู้แม้แต่น้อยว่าการออกจากฐานทัพของเธอทำให้หลิวหงจวินคิดไปไกลเพียงใด
เธอเดินตามลู่หลินกับลู่เฉินมาเกือบ 20 นาทีแล้ว รอบด้านค่อยๆ เงียบลงจนแทบไม่เห็นผู้คน ไกลออกไปพอมองเห็นหมู่บ้านอยู่แห่งหนึ่ง แต่เส้นทางที่เด็กสองคนกำลังนำเธอไปกลับไม่ได้มุ่งตรงไปยังหมู่บ้านนั้น
ถนนเบื้องหน้ายังคงทอดยาวออกไป ฟู่เสี่ยวเสี่ยวเริ่มรู้สึกว่าขาทั้งสองข้างชาและหนักขึ้นทุกที ในทางกลับกัน ลู่หลินกับลู่เฉินยังเดินอย่างสบาย ไม่มีใครหอบเหนื่อยหรือแสดงท่าทีว่าจะหยุดพัก
เธอมองแผ่นหลังเล็กๆ ของเด็กทั้งสอง แล้วเริ่มสงสัยในกำลังของร่างกายตนเอง
เธอโตขนาดนี้แล้ว แต่ความแข็งแรงกลับสู้เด็กสองคนไม่ได้เหรอ?
ฟู่เสี่ยวเสี่ยวสูดลมหายใจ พยายามเร่งฝีเท้าตามพวกเขาให้ทัน ก่อนจะอดถามขึ้นมาไม่ได้
“อีกนานไหมกว่าจะถึง?”
[จบบท]