บทที่ 51: สวี่หลินหลินแก้แค้น
ฟู่เสี่ยวเสี่ยวชะงักไปเล็กน้อย เมื่อครู่สวี่เยี่ยนบอกว่าหากเป็นไปตามหลักก็ควรพักรักษาตัวต่ออีก 2 วันอย่างนั้นเหรอ? ถ้าพูดแบบนี้ก็แปลว่าไม่จำเป็นต้องยึดตามหลักเสมอไปสินะ?
ลู่เฟิงหรี่ตาลง สายตาที่มองไปทางสวี่เยี่ยนเริ่มเจือด้วยความไม่พอใจจนอีกฝ่ายสัมผัสได้
“คุณนี่ล้อเล่นด้วยไม่ได้เลยเหรอ? ตอนรายงานขึ้นไป ผมก็ต้องเผื่อเวลาไว้หลายวันอยู่แล้ว อีกอย่าง อาการแบบคุณน่ะ ถ้าเป็นคนทั่วไป ป่านนี้ยังลุกขึ้นนั่งไม่ได้ด้วยซ้ำ!”
สวี่เยี่ยนกลอกตามองลู่เฟิงอย่างระอา ความสามารถในการฟื้นตัวของผู้ชายคนนี้ยังเกินคนเหมือนเดิม บาดเจ็บหนักถึงขั้นเมื่อวานยังยืนไม่ได้ แต่วันนี้กลับมีแรงมานั่งจ้องเขาด้วยสายตาข่มขู่แล้ว
เขาก้มมองแบบบันทึกอาการที่พยาบาลนำมาส่ง ตรวจดูรายละเอียดอยู่ครู่หนึ่งก่อนวางเอกสารลง
“ไม่มีปัญหาอะไรแล้ว คุณออกจากโรงพยาบาลได้”
“เมื่อวานเขายังยืนไม่ได้อยู่เลย”
ฟู่เสี่ยวเสี่ยวทักท้วงด้วยสีหน้าจริงจัง เธอมองออกว่าลู่เฟิงยังมีอาการวิงเวียน เพียงแต่ผู้ชายคนนี้นิสัยแข็ง ไม่ยอมแสดงความอ่อนแอให้ใครเห็น และไม่คิดว่าอาการของตัวเองเป็นเรื่องใหญ่ด้วย
“เรื่องนี้”
สวี่เยี่ยนหันไปมองลู่เฟิงเพื่อรอฟังคำอธิบาย ทว่าอีกฝ่ายกลับเม้มปากแน่น ไม่ยอมพูดอะไรออกมาสักคำ
เห็นอยู่ชัดๆ ว่าผู้ชายคนนี้เป็นฝ่ายบังคับให้เขาเขียนใบอนุญาตออกจากโรงพยาบาลให้ ที่แท้ก็คิดตัดสินใจอยู่คนเดียวโดยยังไม่ได้รับความเห็นชอบจากภรรยานี่เอง สวี่เยี่ยนมองท่าทีของทั้งคู่แล้วเข้าใจเรื่องทั้งหมด เขาจึงเลือกปัดความรับผิดชอบออกจากตัวทันที
“เขาเป็นคนสั่งให้ผมเขียนเอง แถมยังขู่ด้วยว่าถ้าผมไม่ยอม พอเขาหายดีแล้วจะมาขอประลองกับผม”
สวี่เยี่ยนเปิดโปงลู่เฟิงจนหมด ไม่คิดช่วยปิดบังแม้แต่น้อย เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเขา เขาเพียงถูกข่มขู่เท่านั้น
ฟู่เสี่ยวเสี่ยวอึ้งไป ก่อนหันกลับไปมองลู่เฟิงด้วยความโกรธ
ลู่เฟิงสัมผัสได้ถึงความขุ่นมัวในแววตาของเธอ ความมั่นใจที่เคยมีก็หายไปไม่น้อย เขาเบือนหน้าไปทางอื่นอย่างรู้สึกผิด หลีกเลี่ยงไม่ยอมสบตาเธอตรงๆ
“ผมอยากกลับไปพักฟื้นที่บ้าน”
“บาดแผลภายนอกของเขาหายเกือบหมดแล้ว อีกอย่าง เขาไม่ยอมให้พยาบาลในโรงพยาบาลเปลี่ยนยาให้ อยู่ต่อไปก็ไม่ได้ช่วยอะไรนัก”
สวี่เยี่ยนเก็บท่าทางหยอกล้อกลับไป แล้วอธิบายกับฟู่เสี่ยวเสี่ยวอย่างจริงจัง เขาไม่ได้เห็นด้วยกับการฝืนร่างกายของคนเจ็บ แต่เมื่อพิจารณาจากอาการตอนนี้ ลู่เฟิงก็ไม่มีความจำเป็นต้องครองเตียงในโรงพยาบาลต่อจริงๆ
“แต่เขายังลุกจากเตียงไม่ได้”
ฟู่เสี่ยวเสี่ยวขมวดคิ้ว สิ่งที่สวี่เยี่ยนพูดมาก็มีเหตุผล แต่ถึงกลับบ้าน ลู่เฟิงก็ต้องลุกจากเตียงอยู่ดี จะให้เขานอนนิ่งตลอดทั้งวันคงเป็นไปไม่ได้ ยิ่งคิดเธอก็ยิ่งไม่สบายใจ
“แล้วที่บ้านก็ไม่มียาด้วย”
“ผมจัดยาให้คุณเอากลับไปได้ เขายอมให้คุณเปลี่ยนยาให้คนเดียว ถ้าเป็นแบบนั้น กลับไปพักฟื้นที่บ้านยังสะดวกกว่าอยู่โรงพยาบาล”
สวี่เยี่ยนเหลือบมองลู่เฟิงอย่างเงียบๆ เมื่อเห็นสีหน้าเคร่งตึงของอีกฝ่ายผ่อนลง เขาก็รู้ว่าตัวเองเดาถูก ลู่เฟิงไม่ได้รังเกียจให้คนแตะต้องบาดแผลทั้งหมด เพียงแต่คนที่เขายอมให้เข้าใกล้มีแค่ฟู่เสี่ยวเสี่ยวเท่านั้น
“ตกลงตามนี้ ส่วนเรื่องพาเขากลับก็จัดการไม่ยาก เดี๋ยวผมจะให้คนมาส่งเขาถึงบ้าน”
สวี่เยี่ยนตัดสินใจแทนทั้งคู่โดยไม่เปิดโอกาสให้ฟู่เสี่ยวเสี่ยวปฏิเสธ พูดจบก็หยิบเอกสารขึ้นมาแล้วเดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว ราวกับกลัวว่าหากช้ากว่านี้อีกนิด เขาจะถูกเธอเรียกกลับไปซักถาม
ฟู่เสี่ยวเสี่ยวมองตามแผ่นหลังของสวี่เยี่ยนที่หายพ้นประตู ก่อนถอนหายใจออกมาอย่างจนใจแล้วหันกลับมามองลู่เฟิง
“กลับบ้านแล้วคุณต้องพักให้ดี ห้ามฝืนลุกเดินเอง”
แม้ไม่พอใจที่เขาตัดสินใจโดยไม่ปรึกษา แต่เมื่อหมอบอกว่าสามารถกลับไปพักฟื้นที่บ้านได้ เธอก็ไม่มีเหตุผลพอจะคัดค้านต่อ
ลู่เฟิงมองเธอ สีหน้าอ่อนลงกว่าเดิม
“แบบนี้คุณจะได้ไม่ต้องเดินทางไปกลับทุกวัน”
เหตุผลที่เขารีบออกจากโรงพยาบาลไม่ได้มีเพียงเพราะไม่ชอบกลิ่นยาและไม่อยากนอนอยู่บนเตียง เขาเห็นฟู่เสี่ยวเสี่ยวต้องวิ่งไปมาระหว่างบ้าน โรงพยาบาล และโรงเรียนของลู่หลินตลอดหลายวัน จึงไม่อยากให้เธอต้องเหนื่อยกับการเดินทางมากไปกว่านี้
ฟู่เสี่ยวเสี่ยวรู้จักนิสัยของผู้ชายคนนี้ดี เมื่อเขาตัดสินใจจะทำอะไร ต่อให้คนอื่นห้ามก็คงเปลี่ยนใจเขาไม่ได้ ในเมื่อเจ้านายเอาแต่ใจเช่นนี้ เธอซึ่งอยู่ในฐานะลูกจ้างจึงทำได้เพียงปฏิบัติตามคำสั่ง
สวี่เยี่ยนจัดการทุกอย่างได้รวดเร็วมาก ฟู่เสี่ยวเสี่ยวเพิ่งรับยาและฟังวิธีใช้จนครบ หวังลู่ก็พาทหารอีก 5 นายเดินเข้ามาในห้องพักผู้ป่วย รวมเขาแล้วมีชายฉกรรจ์ถึง 6 คน เห็นได้ชัดว่าสวี่เยี่ยนเตรียมคนมาให้มากพอ เพื่อป้องกันไม่ให้ลู่เฟิงต้องออกแรงด้วยตัวเอง
“พี่สะใภ้”
หวังลู่กับทหารทั้ง 5 นายทักทายเธอพร้อมกัน
“ต้องรบกวนพวกคุณแล้ว”
ฟู่เสี่ยวเสี่ยวมองชายหนุ่มทั้ง 6 คน ก่อนพยักหน้ารับคำทักทาย
“พี่สะใภ้ไม่ต้องเกรงใจ”
พวกหวังลู่เดินเข้าไปข้างเตียง แต่ละคนช่วยกันประคองอย่างระมัดระวัง เพียงไม่นานก็ยกลู่เฟิงขึ้นจากเตียงได้อย่างสบาย แม้เขาจะเป็นผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่ ทว่าเมื่ออยู่ท่ามกลางทหารที่แข็งแรงถึง 6 นาย น้ำหนักของเขาก็ไม่ถือเป็นปัญหา
ฟู่เสี่ยวเสี่ยวตรวจดูตะกร้าที่จัดเตรียมไว้ เมื่อแน่ใจว่าไม่ได้ลืมสิ่งใดจึงหันไปบอกหวังลู่
“ถ้าอย่างนั้นพวกคุณพาเขากลับไปก่อนนะ ฉันต้องเอาของไปส่งให้เสี่ยวหลิน เสร็จแล้วจะรีบกลับ”
เธอพูดจบก็ถือตะกร้าเดินออกจากห้องไป ทิ้งลู่เฟิงกับทหารทั้ง 6 นายไว้เบื้องหลังโดยไม่มีท่าทีว่าจะเปลี่ยนใจกลับไปพร้อมกัน
หวังลู่มองประตูที่ฟู่เสี่ยวเสี่ยวเพิ่งเดินผ่าน ก่อนหันกลับมามองลู่เฟิงอย่างอดไม่ได้
พี่สะใภ้ไม่คิดจะกลับไปพร้อมพวกเขาจริงๆ เหรอ?
ยิ่งสังเกต หวังลู่ก็ยิ่งรู้สึกว่าลู่หลินกับลู่เฉินได้รับความใส่ใจจากพี่สะใภ้มากกว่าอย่างเห็นได้ชัด ส่วนผู้บังคับกองพันลู่ซึ่งมีฐานะเป็นสามี กลับดูเหมือนไม่ได้รับความสนใจจากเธอมากเท่าเด็กทั้ง 2 คน
ลู่เฟิงสังเกตเห็นสายตาแปลกๆ ของหวังลู่ จึงหันไปมองด้วยสีหน้าเย็นชา
“มองอะไร รีบไปได้แล้ว”
หวังลู่รีบเก็บสายตากลับทันที ไม่กล้าแสดงความสงสัยออกมาอีก แต่คนที่ถูกยกอยู่กลับมีอารมณ์ขุ่นมัวเสียเอง
ฟู่เสี่ยวเสี่ยวทิ้งเขาไว้เพื่อเอาอาหารไปส่งให้ลู่หลิน
แม้นี่จะเป็นข้อตกลงที่พวกเขาคุยกันตั้งแต่ต้น และเขาเองก็เคยบอกว่าเธอเพียงต้องดูแลเด็กทั้ง 2 คน ไม่จำเป็นต้องสนใจเรื่องอื่น แต่เมื่อเธอทำตามข้อตกลงนั้นจริงๆ เขากลับรู้สึกแน่นอยู่กลางอก ความหงุดหงิดที่อธิบายไม่ถูกอัดอยู่ข้างในจนเขาไม่รู้จะระบายออกทางไหน
ส่วนฟู่เสี่ยวเสี่ยวกลับรู้หน้าที่ของตัวเองชัดเจนมาก ความรับผิดชอบหลักของเธอคือลู่หลินกับลู่เฉิน ทุกเรื่องย่อมต้องให้ความสำคัญกับเด็กทั้ง 2 คนก่อน สำหรับลู่เฟิงนั้น เขาโตขนาดนี้แล้ว คงไม่จำเป็นต้องรอให้เธอคอยดูแลทุกฝีก้าว
แน่นอนว่าในฐานะลูกจ้างที่ดี เธอย่อมไม่ปล่อยเจ้านายบาดเจ็บอยู่ตามลำพัง หากมีเรื่องที่ควรช่วย เธอก็จะดูแลให้บ้าง แต่เป็นเพียงการช่วยเหลือตามสมควรเท่านั้น ไม่มีอะไรเกินไปกว่านั้น
เมื่อออกจากโรงพยาบาล ฟู่เสี่ยวเสี่ยวก็โยนเรื่องของลู่เฟิงออกจากความคิด เธอเดินไปตามทางสายเล็กในชนบทพร้อมฮัมเพลงเบาๆ อารมณ์ผ่อนคลายจนฝีเท้าดูเบาสบายกว่าเดิม
ระหว่างทางเธอเดินผ่านลำธารสายหนึ่ง น้ำในลำธารใสสะอาดจนมองเห็นก้อนหินเล็กๆ ที่พื้นด้านล่าง เมื่อก้มมองให้ดี ฟู่เสี่ยวเสี่ยวก็เห็นว่าตามซอกหินมีลูกกุ้งตัวเล็กว่ายซ่อนอยู่หลายตัว
เธอหยุดมองด้วยความสนใจ คิดไว้ว่าสุดสัปดาห์นี้ลู่หลินมีวันหยุด 2 วัน เมื่อถึงตอนนั้นเธอจะพาเด็กทั้ง 2 คนมาจับกุ้งที่นี่ เด็กๆ น่าจะชอบเล่นน้ำและได้หาอาหารกลับบ้านด้วย พอนึกภาพลู่เฉินวิ่งไล่จับกุ้งจนเสื้อผ้าเปียก ส่วนลู่หลินยืนทำหน้าเคร่งคอยห้ามน้อง มุมปากของเธอก็ยกขึ้นอย่างอารมณ์ดี
ฟู่เสี่ยวเสี่ยวเดินต่อไปตามทาง จนกระทั่งมาถึงหมู่บ้านซ่างเหอ
ช่วงนี้เป็นฤดูเก็บเกี่ยวพอดี มองไปทางใดก็เห็นชาวบ้านกำลังวุ่นอยู่ในทุ่ง บางคนก้มเกี่ยวรวงข้าว บางคนช่วยกันมัดพืชผล บรรยากาศทั่วทั้งหมู่บ้านเต็มไปด้วยความเร่งรีบ ทุกครอบครัวต่างต้องการเก็บผลผลิตให้เสร็จก่อนอากาศจะเปลี่ยน
ฟู่เสี่ยวเสี่ยวมองเห็นป้าหวังกับหญิงวัยกลางคนอีกหลายคนอยู่ในแปลงนา จึงยกมือโบกทักทายจากระยะไกล
เมื่อป้าหวังและคนอื่นๆ เห็นเธอ พวกเธอก็ยิ้มกว้างแล้วโบกมือตอบอย่างเป็นกันเอง
ฟู่เสี่ยวเสี่ยวยิ้มพลางพยักหน้าให้ชาวบ้านที่มองมา จากนั้นจึงถือตะกร้าเดินมุ่งหน้าไปทางโรงเรียน เธอไม่รู้ว่าหลังจากตัวเองเดินผ่านไปแล้ว มีหญิง 2 คนในทุ่งเริ่มจับกลุ่มซุบซิบนินทา
“ผู้หญิงคนนั้นใช่ไหมที่ทำให้คนบ้านหลี่ต้องติดคุก? ดูรูปร่างสิ แบบนี้ต้องยังไม่เคยคลอดลูกแน่ ผู้หญิงแบบนี้แต่งเข้าบ้านไหน บ้านนั้นคงไม่มีวันสงบ”
น้ำเสียงของหญิงคนนั้นเต็มไปด้วยการดูแคลน สายตายังไล่มองตามแผ่นหลังของฟู่เสี่ยวเสี่ยวอย่างไม่เป็นมิตร
หญิงอีกคนรีบรับคำ เหมือนกลัวว่าคนอื่นจะไม่รู้เรื่องในครอบครัวของตน
“ก็ใช่น่ะสิ ลูกชายคนเล็กของฉันเห็นเธอครั้งก่อน หลังจากนั้นก็คอยเร่งให้ฉันไปสืบเรื่องทุกวัน พอรู้ว่าเธอแต่งงานแล้วก็ยังไม่ยอมตัดใจ ถ้ารับผู้หญิงแบบนี้เข้าบ้าน มีแต่จะพาเรื่องเดือดร้อนมาให้”
ป้าหวังได้ยินคนพูดถึงฟู่เสี่ยวเสี่ยวในทางเสียหาย สีหน้าที่เคยยิ้มแย้มก็เคร่งลงในพริบตา เธอหันไปจ้องหญิงทั้ง 2 คนที่กำลังซุบซิบอยู่ลับหลังทันที
“ลูกชายหน้าตาไม่เอาไหนของบ้านเธอก็เลิกฝันเถอะ แม่หนูฟู่มีดีตั้งเท่าไร จะมองลูกชายคนเล็กที่ทั้งขี้เกียจทั้งอ่อนแอของบ้านเธอทำไม?”
หญิงอีกคนที่ทำงานอยู่ข้างป้าหวังก็ทนฟังไม่ไหวเช่นกัน จึงช่วยโต้กลับ
“ปากก็บอกว่าเธอเป็นตัวปัญหา พูดออกมาได้ยังไง? เธอเคยไปทำให้บ้านเธอเดือดร้อนหรือ ถึงเที่ยวตั้งข้อหาให้คนอื่นตามใจชอบ”
“หน้าตาก็ไม่ดี แต่ฝันสูงเหลือเกิน”
“เห็นคนอื่นทั้งสวยทั้งนิสัยดีแล้วอิจฉาอีกใช่ไหม? ถึงได้ปากเสียขนาดนี้ เช้ามาไม่ได้แปรงฟันเหรอ?”
ป้าจางกับหญิงอีก 2 คนไม่ยอมน้อยหน้า พวกเธอช่วยกันปกป้องฟู่เสี่ยวเสี่ยวอย่างเต็มที่ แต่ละประโยคแทงใจคนฟังจนหญิงที่นินทาทั้ง 2 คนหน้าเสีย
หลายวันก่อนฟู่เสี่ยวเสี่ยวช่วยจัดการเรื่องบ้านหลี่ ทั้งยังทำให้เด็กในโรงเรียนไม่ต้องถูกสวี่หลินหลินรังแกอีก ชาวบ้านที่รู้จักแยกแยะผิดถูกต่างมองเธอในทางที่ดี ยิ่งป้าหวังเคยพูดคุยกับเธอหลายครั้ง ก็ยิ่งรู้ว่าเธอไม่ใช่คนชอบหาเรื่องใคร หากไม่มีใครมารังแกก่อน ฟู่เสี่ยวเสี่ยวไม่มีทางสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น
หญิงทั้ง 2 คนถูกพวกป้าหวังรุมต่อว่า จึงเริ่มโวยวายด้วยความไม่พอใจ
“พวกฉันก็แค่พูดถึงเธอไม่กี่คำ เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับพวกเธอด้วย!”
ป้าหวังไม่คิดปล่อยผ่าน เธอจ้องหน้าคนพูดอย่างเอาเรื่อง ก่อนยกมือชี้เตือน
“ถ้ายังกล้านินทาแม่หนูฟู่อีก ระวังฉันจะเอาน้ำปุ๋ยคอกราดปาก!”
หญิง 2 คนนั้นมองหน้ากัน ความไม่พอใจยังค้างอยู่เต็มอก แต่เมื่อเห็นท่าทีของป้าหวัง พวกเธอก็ไม่กล้าเถียงต่อ
“รู้แล้ว”
ทั้งคู่ตอบเสียงเบาแล้วปิดปากเงียบ แม้จะรู้สึกเสียหน้าเพียงใดก็ทำได้แค่ก้มหน้ากลับไปทำงาน
หากเป็นคนอื่นพูดขู่ พวกเธออาจคิดว่าอีกฝ่ายเพียงต้องการทำให้กลัว แต่ป้าหวังเป็นคนที่กล้าทำเรื่องแบบนั้นจริงๆ หากยังพูดไม่เข้าหู วันรุ่งขึ้นอาจถูกเธอถือถังน้ำปุ๋ยคอกไปยืนรอถึงหน้าบ้านก็ได้
แม้แต่ผู้ใหญ่บ้านยังทำอะไรป้าหวังไม่ได้มากนัก ในหมู่บ้านแห่งนี้เธอมีลำดับอาวุโสสูงที่สุด หลายครอบครัวต้องเรียกเธอตามศักดิ์ ต่อให้ป้าหวังด่าต่อหน้าก็ไม่มีใครกล้าเถียงแรง
อีกด้านหนึ่ง เซียวเหิงกำลังก้มหน้าทำงานอยู่ในทุ่ง เขาไม่ได้สนใจวงสนทนาของพวกผู้หญิงในตอนแรก แต่เมื่อได้ยินชื่อฟู่เสี่ยวเสี่ยวดังขึ้นหลายครั้ง มือที่กำลังทำงานก็หยุดลง เขาเงยหน้ามองตามทิศทางที่ทุกคนกำลังมอง แล้วเห็นฟู่เสี่ยวเสี่ยวถือตะกร้าเดินไปทางโรงเรียน
ภาพเหตุการณ์ในครั้งก่อนผุดขึ้นในความคิดของเขา ฟู่เสี่ยวเสี่ยวช่วยซื้อยาให้โดยไม่ลังเล หากวันนั้นไม่ได้ยาจากเธอ อาการไข้ของปู่คงไม่ลดลงเร็วเช่นนั้น และเขาเองก็ไม่รู้ว่าอาการของปู่จะทรุดหนักเพียงใด
เซียวเหิงจำบุญคุณครั้งนี้ไว้ตลอด เขาอยากหาโอกาสขอบคุณเธอต่อหน้ามานานแล้ว แต่ฟู่เสี่ยวเสี่ยวไม่ใช่คนในหมู่บ้าน เขาไม่รู้ว่าเธอพักอยู่ที่ไหน จึงไม่มีโอกาสไปหา หลังจากวันนั้นทั้งคู่ก็ไม่ได้พบกันอีก
เมื่อเห็นเธอปรากฏตัวในหมู่บ้านวันนี้ เซียวเหิงย่อมไม่อยากปล่อยให้โอกาสผ่านไป เขามองคนที่ทำงานอยู่ใกล้ๆ ก่อนเรียกชายหนุ่มคนหนึ่ง
“จ้าวหลิน ช่วยทำแทนผมหน่อย ผมขอไปเข้าห้องน้ำสักครู่”
เซียวเหิงฝากงานของตัวเองไว้กับจ้าวหลิน แล้วเดินออกจากแปลงนาโดยแสร้งทำเหมือนกำลังไปหาที่ปลดทุกข์ แต่พอพ้นสายตาของคนส่วนใหญ่ เขาก็เร่งฝีเท้ามุ่งหน้าไปทางโรงเรียน หวังว่าจะตามฟู่เสี่ยวเสี่ยวทันก่อนที่เธอจะกลับ
ในทุ่งอีกแปลงหนึ่ง สวี่หลินหลินได้ยินชื่อฟู่เสี่ยวเสี่ยวเช่นเดียวกัน
เธอเงยหน้าขึ้นจากงานในมือ ดวงตาจับจ้องผู้หญิงที่กำลังเดินไปทางโรงเรียน ความเกลียดชังท่วมอยู่ในแววตาอย่างไม่คิดปิดบัง
หากไม่ใช่เพราะฟู่เสี่ยวเสี่ยว เธอคงไม่ถูกปลดออกจากตำแหน่งครู และไม่ต้องลงมาทำงานหนักในทุ่งทุกวันเช่นนี้
ชีวิตตอนเป็นครูในโรงเรียนสบายกว่ามาก แม้ต้องสอนเด็กและจัดการเรื่องในชั้นเรียน แต่อย่างน้อยเธอก็ไม่ต้องตากแดด ไม่ต้องก้มหน้าทำงานจนปวดหลัง และไม่ต้องให้คนในหมู่บ้านคอยจับตามองด้วยความดูถูก
เธอเพิ่งลงทุ่งทำงานได้ไม่กี่วัน ฝ่ามือทั้ง 2 ข้างก็เกิดตุ่มพองหลายจุด ทุกครั้งที่จับอุปกรณ์ทำไร่ ความเจ็บปวดจะเสียดขึ้นมาตามนิ้ว พอตุ่มพองแตกและถูกเหงื่อ ความแสบก็ยิ่งรุนแรงจนเธอแทบทนไม่ไหว
สำหรับสวี่หลินหลิน ความทุกข์ทั้งหมดที่เธอได้รับล้วนเกิดจากฟู่เสี่ยวเสี่ยว หากอีกฝ่ายไม่เข้ามายุ่งเรื่องของเธอ เธอก็คงยังยืนสอนหนังสืออยู่ในห้อง ไม่ต้องมาทนลำบากท่ามกลางดินโคลนเช่นนี้
สายตาของสวี่หลินหลินกวาดตามแผ่นหลังฟู่เสี่ยวเสี่ยวด้วยความคิดมุ่งร้าย เมื่อเห็นว่าไม่มีใครสนใจ เธอก็ค่อยๆ ถอยออกจากแปลงนา แล้วอาศัยแนวต้นไม้บดบังสายตา แอบเข้าไปในป่าข้างทาง
เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครติดตามมา สวี่หลินหลินก็เปลี่ยนทิศทาง มุ่งหน้าไปยังบ้านหลี่อย่างรีบร้อน เธอตั้งใจนำข่าวที่ฟู่เสี่ยวเสี่ยวเข้ามาในหมู่บ้านไปบอกคนบ้านนั้น เพราะรู้ดีว่าพวกเขาเกลียดฟู่เสี่ยวเสี่ยวไม่ต่างจากเธอ
หลังจากมาถึงบ้านหลี่ สวี่หลินหลินก็พบหลี่เสี่ยง ลูกชายของป้าหลี่ และรีบบอกเขาว่าฟู่เสี่ยวเสี่ยวมาที่หมู่บ้าน วันนี้อีกฝ่ายเดินไปทางโรงเรียนเพียงลำพัง ไม่มีลู่เฟิงหรือทหารคนใดติดตามมาด้วย
ทันทีที่หลี่เสี่ยงได้ยินข่าว แววตาของเขาก็เต็มไปด้วยความอาฆาต มือหนักฟาดลงบนโต๊ะเสียงดัง ก่อนลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้
ตั้งแต่ป้าหลี่ถูกจับเข้าคุก ชีวิตของหลี่เสี่ยงก็ลำบากขึ้นมาก เมื่อกลับมาถึงบ้าน ไม่มีใครหุงหาอาหารไว้ให้เหมือนแต่ก่อน ส่วนพ่อของเขาก็เห็นแก่ตัว ทำอาหารเฉพาะส่วนของตัวเองโดยไม่สนใจว่าลูกชายจะกินอะไร
หลี่เสี่ยงต้องทนหิวอยู่ถึง 2 วันจนร่างกายอ่อนแรงและท้องไส้ปั่นป่วน เขาถูกแม่ตามใจมาตั้งแต่เด็ก ไม่เคยต้องเข้าครัวหรือทำงานบ้านด้วยตัวเอง แม้แต่การหุงข้าวง่ายๆ ก็ยังทำไม่เป็น เมื่อไม่มีคนคอยปรนนิบัติ เขาจึงเพิ่งรู้ว่าชีวิตที่เคยสุขสบายล้วนมาจากการดูแลของแม่
ก่อนหน้านี้เขาอาจไม่เห็นความสำคัญของป้าหลี่ แต่หลังจากต้องลำบากด้วยตัวเอง เขากลับคิดว่าแม่ดีขึ้นมาทันที และยิ่งคิดก็ยิ่งโกรธคนที่ทำให้แม่ถูกจับ
ฟู่เสี่ยวเสี่ยวเป็นคนส่งแม่ของเขาเข้าคุก ในสายตาของหลี่เสี่ยง เธอจึงกลายเป็นศัตรูที่ทำลายชีวิตอันสุขสบายของเขา
“ผู้หญิงสารเลวนั่นยังกล้ามาอีกหรือ! ฉันจะจัดการมันให้ตาย!”
หลี่เสี่ยงเดินตรงไปยังมุมบ้าน หยิบก้อนอิฐที่วางอยู่ขึ้นมาถือไว้แน่น ก่อนพุ่งออกจากประตูไปด้วยความโกรธ เขาไม่ได้คิดถึงผลที่จะตามมา ในหัวมีเพียงความต้องการแก้แค้นฟู่เสี่ยวเสี่ยวให้สาสมกับสิ่งที่เขาเชื่อว่าเธอทำไว้
สวี่หลินหลินยืนอยู่ในบ้าน มองตามแผ่นหลังของหลี่เสี่ยงที่วิ่งหายออกไป ร่องรอยบ้าคลั่งวาบผ่านดวงตา
เธอไม่จำเป็นต้องลงมือเอง เพียงส่งข่าวให้ถูกคนก็เพียงพอแล้ว หากหลี่เสี่ยงทำร้ายฟู่เสี่ยวเสี่ยวได้ เธอก็จะได้ระบายความแค้นโดยไม่ต้องเปื้อนมือ แต่หากเรื่องเกิดผิดพลาด คนที่ต้องรับโทษก็เป็นหลี่เสี่ยง ไม่เกี่ยวข้องกับเธอ
[จบบท]