เมื่อลู่เฟิงบอกว่าสามารถเก็บลูกหมาป่าตัวนี้ไว้เลี้ยงได้ ใบหน้าที่มักเคร่งขรึมของลู่หลินก็เปลี่ยนไปทันที เด็กชายเผยรอยยิ้มให้เขาเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่พบกัน ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความระแวดระวังพลันมีความยินดีปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน
“ขอบคุณพ่อ”
ฟู่เสี่ยวเสี่ยวเห็นลู่หลินดีใจถึงเพียงนั้นก็อดยิ้มตามไม่ได้ เธอหันไปมองลู่เฟิงกับหวังลู่ด้วยความสนใจ ก่อนถามออกมาตามตรง
“พวกคุณฝึกหมาป่าเป็นด้วยไหม?”
“เมื่อก่อนที่หน่วยของพวกเรามีสุนัขพันธุ์หลังดำอยู่ตัวหนึ่ง แต่น่าเสียดาย ตอนออกปฏิบัติภารกิจครั้งสุดท้าย มันถูกฝ่ายศัตรูวางระเบิดจนตาย”
น้ำเสียงของหวังลู่หนักลงอย่างเห็นได้ชัด ความทรงจำเกี่ยวกับสุนัขหลังดำตัวนั้นย้อนกลับเข้ามาในหัว มันเคยติดตามพวกเขาฝ่าอันตรายมานับครั้งไม่ถ้วน ผ่านช่วงเวลาที่ต้องฝากชีวิตไว้กับกันและกันมาแล้วมากมาย สำหรับเหล่าทหาร มันไม่เคยเป็นเพียงสุนัขเฝ้าหน่วย แต่เป็นสหายร่วมรบคนหนึ่ง
เมื่อคิดถึงจุดจบของมัน สีหน้าของหวังลู่ก็เต็มไปด้วยความเศร้า แม้เรื่องจะผ่านมานานแล้ว แต่ความรู้สึกสูญเสียยังคงฝังอยู่ในใจ
ลู่เฟิงไม่ได้พูดถึงเรื่องนั้นต่อ เขาหันไปมองลู่หลิน สีหน้าจริงจังขึ้นเล็กน้อย
“ลูกเจอมันที่ไหน? แม่หมาป่าอาจยังอยู่แถวนั้น ไม่ได้หนีไปไกล”
“อยู่ระหว่างทางกลับบ้านครับ พวกผมเดินตามหนิววากับเพื่อนกลับมาทางถนนเล็ก พอเดินไปได้ครึ่งทางก็ได้ยินเสียงลูกหมาป่าร้องเบาๆ”
ลู่หลินตอบตามความจริงโดยไม่ได้ปิดบังเรื่องใด หลังเลิกเรียน หนิววาพาพวกเขาไปดูฐานลับของกลุ่มเด็กๆ เส้นทางนั้นแยกออกจากถนนสายเดิมที่ใช้กลับบ้าน หากวันนั้นพวกเขาไม่ได้เปลี่ยนไปใช้ทางเล็ก ลู่หลินก็คงไม่มีโอกาสพบลูกหมาป่าที่ถูกกับดักนายพรานหนีบขาจนได้รับบาดเจ็บ
ลู่เฟิงฟังจบแล้วหันไปกำชับหวังลู่
“พรุ่งนี้ตอนพาเสี่ยวหลินไปส่ง ลองเดินตามทางนั้นไปดูให้ทั่ว เผื่อแม่หมาป่ายังวนเวียนอยู่ใกล้ๆ”
“เข้าใจแล้วครับ”
หวังลู่พยักหน้ารับโดยไม่ถามอะไรเพิ่มเติม ลู่เฟิงจึงวางใจเรื่องการตรวจสอบบริเวณนั้นได้ อย่างน้อยหากมีแม่หมาป่าอยู่จริง พวกเขาจะได้รู้ว่าควรจัดการเรื่องลูกหมาป่าตัวนี้อย่างไรต่อไป
ฟู่เสี่ยวเสี่ยวมองออกไปทางนอกห้อง ราวกับนึกถึงเจ้าตัวเล็กที่กำลังนอนอยู่ในกล่อง
“ตอนนี้ให้มันกินอะไรได้บ้าง?”
“อุ้มเข้ามาให้ผมดูก่อน”
ลู่เฟิงหันไปทางลู่หลิน เด็กชายได้ยินเช่นนั้นก็รีบวิ่งออกจากห้อง ไม่นานนักเขาก็กลับมาพร้อมลูกหมาป่าในอ้อมแขน ท่าทางของเขาระมัดระวังมาก แขนทั้งสองข้างประคองร่างเล็กๆ เอาไว้แน่นพอดี ไม่กล้าออกแรงมากเพราะกลัวจะไปกระทบกับบาดแผลตรงขา
ลู่เฟิงรับลูกหมาป่ามาตรวจดูอย่างละเอียด เขาใช้มือแตะตามลำตัว ดูฟัน และตรวจบาดแผลที่พันยาเอาไว้ หลังตรวจจนแน่ใจแล้วจึงพยักหน้า
“โตขนาดนี้กินอาหารได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องกินแต่นม”
เขาเปิดผ้าที่พันขาออกเล็กน้อยเพื่อดูสภาพแผล สีหน้าจริงจังกว่าเดิมเมื่อเห็นรอยฉีกบริเวณที่เคยถูกเหล็กหนีบ
“แผลค่อนข้างหนัก กว่าจะหายคงใช้เวลาอย่างน้อย 1 เดือน ช่วงนี้ต้องเปลี่ยนยาให้มันทุกวัน ห้ามปล่อยให้แผลสกปรก”
“ผมจะเปลี่ยนยาให้มันทุกวันครับ!”
ลู่หลินรับปากโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย เขายื่นมือไปรับลูกหมาป่ากลับมาจากลู่เฟิง แววตาเต็มไปด้วยความตั้งใจ เห็นได้ชัดว่าไม่ได้อยากเลี้ยงมันเพียงเพราะเห็นว่าน่ารัก แต่พร้อมจะรับผิดชอบดูแลจนกว่าบาดแผลจะหายดี
เมื่อเรื่องลูกหมาป่าได้รับการจัดการเรียบร้อย ฟู่เสี่ยวเสี่ยวก็ไม่คิดจะรบกวนคนเจ็บต่อ เธอหมุนตัวเดินออกจากห้อง ก่อนหันไปบอกหวังลู่ที่ยังยืนอยู่ข้างเตียง
“เสี่ยวลู่ อีกเดี๋ยวออกมากินข้าวด้วยกัน”
หวังลู่ชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นมองลู่เฟิงด้วยความสงสัย
“แล้วผู้บังคับการกรมล่ะ?”
“เขายังลงจากเตียงไม่ได้ ฉันจะยกอาหารเข้ามาให้”
ฟู่เสี่ยวเสี่ยวตอบด้วยน้ำเสียงปกติ ราวกับเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ตัดสินใจไว้เรียบร้อยแล้ว จากนั้นจึงเดินออกไปทางห้องครัวโดยไม่รอฟังความเห็นของคนเจ็บ
ลู่เฟิงมองตามแผ่นหลังของเธอจนลับประตู สีหน้าของเขาสงบ ไม่มีท่าทีคัดค้านคำสั่งที่ห้ามลงจากเตียงแม้แต่น้อย
หวังลู่หันกลับมามองผู้บังคับบัญชาของตนด้วยสายตาประหลาดใจ เขารู้จักนิสัยของลู่เฟิงดีเกินกว่าจะมองข้ามความผิดปกตินี้ได้
ที่ผ่านมาใช่ว่าลู่เฟิงไม่เคยได้รับบาดเจ็บ ทุกครั้งที่หมอกำชับไม่ให้ขยับตัวและห้ามลงจากเตียง เขาแทบไม่เคยฟัง ขอเพียงร่างกายยังพอเคลื่อนไหวได้ ต่อให้มีคนมายืนขวางประตูทั้งกลุ่มก็หยุดเขาไม่อยู่ หลังได้รับบาดเจ็บแต่ละครั้ง เขาแทบไม่เคยนอนพักอยู่ในห้องอย่างสงบเกิน 2 หรือ 3 วัน
แต่ครั้งนี้มองอย่างไรก็ไม่ได้มีอาการหนักจนขยับตัวไม่ได้ ฟู่เสี่ยวเสี่ยวเพียงบอกว่าเขายังลงจากเตียงไม่ไหว ชายผู้มีนิสัยดื้อรั้นและไม่ชอบให้ใครควบคุมกลับยอมฟังอย่างว่าง่าย
หวังลู่มองภาพตรงหน้าแล้วรู้สึกราวกับตนกำลังฝัน ผู้บังคับการกรมที่ขึ้นชื่อเรื่องความหัวแข็งยอมทำตามคำสั่งของพี่สะใภ้จริงๆ เหรอ?
ระหว่างที่หวังลู่ยังคิดไม่ตก ฟู่เสี่ยวเสี่ยวก็กำลังวุ่นอยู่ในห้องครัว ส่วนลู่หลินกับลู่เฉินนั่งเฝ้าลูกหมาป่าอยู่ข้างกล่อง เด็กทั้งสองช่วยกันดูแลมันอย่างทะนุถนอม คนหนึ่งคอยจับไม่ให้มันเลียแผล อีกคนจัดผ้ารองในกล่องให้นุ่มขึ้น
ไม่นาน กลิ่นอาหารก็ลอยออกมาจากห้องครัว ลูกหมาป่าซึ่งมีประสาทรับกลิ่นดีกว่ามนุษย์หลายเท่าขยับตัวด้วยความตื่นเต้น มันใช้ขาหน้าตะกุยขอบกล่อง พยายามปีนออกมาแล้วมุ่งหน้าไปยังต้นตอของกลิ่นหอม ทั้งที่ขาข้างหนึ่งยังบาดเจ็บอยู่
ลู่หลินรีบประคองมันกลับเข้าไป ส่วนลู่เฉินนั่งเฝ้าด้านหน้า กลัวว่าเจ้าตัวเล็กจะฝืนปีนจนแผลเปิดอีก
ภายในห้องครัว ฟู่เสี่ยวเสี่ยวเตรียมจะหยิบไข่ 2 ฟองมาตุ๋นให้เด็กทั้งสองคนละถ้วย แต่ก่อนจะตอกไข่ เธอก็นึกถึงลู่เฟิงซึ่งยังนอนพักอยู่ในห้องขึ้นมาได้
ในเมื่อเขาเป็นคนเจ็บ จะไม่ทำไข่ตุ๋นเผื่อเขาสักถ้วยก็ดูใจร้ายเกินไปหน่อย
หลังคิดอยู่ครู่หนึ่ง ฟู่เสี่ยวเสี่ยวจึงตอกไข่เพิ่มอีก 1 ฟอง สุดท้ายในหม้อนึ่งจึงมีไข่ตุ๋นทั้งหมด 3 ถ้วย ถึงอย่างไรลู่เฟิงก็เป็นนายจ้างที่กำลังป่วย ในฐานะลูกจ้างผู้มีความรับผิดชอบ เธอจะละเลยนายจ้างคนสำคัญได้อย่างไร
เมื่ออาหารทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย ฟู่เสี่ยวเสี่ยวเช็ดมือแล้วตะโกนเรียกคนในบ้าน
“กินข้าวได้แล้ว!”
เสียงตอบรับของลู่หลินกับลู่เฉินดังมาจากอีกด้านแทบจะพร้อมกัน
“มาแล้ว!”
หวังลู่เดินออกจากห้องพักของลู่เฟิงในจังหวะที่เด็กทั้งสองกำลังล้างมืออยู่ พอลู่เฉินเห็นเขา เด็กชายก็รีบยกมือเรียกให้เข้ามาหา
“พี่หวังลู่ มาล้างมือเร็ว แม่บอกว่าต้องล้างมือก่อนกินข้าว”
คำเรียกที่หลุดออกมาจากปากลู่เฉินทำให้ลู่หลินชะงัก มือที่กำลังถูสบู่อยู่หยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนเด็กชายจะหันไปมองน้องด้วยสีหน้าประหลาดใจ
“เมื่อกี้นายเรียกน้าฟู่ว่าอะไร?”
ลู่หลินเพิ่งกลับมาและยังไม่รู้ว่าในช่วงไม่กี่วันที่เขาไม่อยู่ เกิดอะไรขึ้นภายในบ้านหลังนี้บ้าง เหตุใดลู่เฉินจึงเปลี่ยนไปเรียกฟู่เสี่ยวเสี่ยวว่าแม่แล้ว?
“ก็แม่ไง”
ลู่เฉินหัวเราะแห้งๆ ให้พี่ชาย ความรู้สึกผิดปรากฏอยู่บนใบหน้าเล็กๆ อย่างเห็นได้ชัด ตั้งแต่เขาเรียกฟู่เสี่ยวเสี่ยวว่าแม่ ในใจก็ยอมรับเธอเป็นแม่ของตนแล้ว
เดิมทีนี่เป็นข้อตกลงระหว่างเขากับพี่ชาย ทั้งสองเคยตกลงกันว่าจะเรียกใครสักคนว่าแม่ได้ ก็ต่อเมื่ออยากให้คนคนนั้นมาเป็นแม่ของพวกเขาจริงๆ เท่านั้น
แต่ผ่านไปเพียงไม่กี่วัน ลู่เฉินกลับเป็นฝ่ายผิดข้อตกลงและเรียกคำนั้นออกมาก่อน เมื่อถูกลู่หลินจับได้ เด็กชายจึงอดรู้สึกผิดไม่ได้ เขาหลบสายตาพี่ชาย ไม่รู้ว่าควรอธิบายอย่างไรดี
ลู่หลินมองน้องชายอยู่เงียบๆ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกหลายอย่างปะปนกัน สุดท้ายเด็กชายก็ไม่ได้ต่อว่าอะไร เพียงหันหลังเดินกลับไปนั่งประจำที่โต๊ะอาหาร ไม่สนใจลู่เฉินอีก
เมื่อเห็นท่าทีเช่นนั้น ลู่เฉินก็ถอนหายใจยาว ไหล่เล็กๆ ลู่ลงอย่างหมดแรง
“แย่แล้ว พี่โกรธผม”
ถึงจะรู้ว่าลู่หลินไม่พอใจ แต่ลู่เฉินก็โกหกความรู้สึกของตนไม่ได้ เขาชอบฟู่เสี่ยวเสี่ยวมาก ชอบอาหารที่เธอทำ ชอบเวลาที่เธอคอยปกป้องพวกเขา และชอบความอบอุ่นที่ไม่เคยได้รับจากแม่มานานแล้ว
หวังลู่ยืนฟังบทสนทนาของเด็กทั้งสองอยู่ข้างๆ แล้วอดคิดไม่ได้ว่า คำพูดที่ว่าการเป็นแม่เลี้ยงนั้นยากไม่เกินความจริง ต่อให้ดูแลเด็กดีเพียงใด ก็ใช่ว่าเด็กจะยอมรับฐานะใหม่ได้ง่ายๆ
เขาล้างมือเสร็จแล้วเดินไปนั่งที่โต๊ะ ฟู่เสี่ยวเสี่ยวกำลังทยอยยกอาหารร้อนๆ ออกมาจากห้องครัว หวังลู่เห็นเช่นนั้นก็รีบลุกไปช่วยรับจานจากมือเธอ
“พี่สะใภ้ แบ่งอาหารไว้ให้ผู้บังคับการกรมก่อนดีไหมครับ?”
“ไม่ต้องหรอก ตอนผัดฉันแบ่งส่วนของเขาไว้แล้ว พวกคุณกินได้เต็มที่”
ฟู่เสี่ยวเสี่ยวยิ้มพลางชี้ไปทางห้องครัว อาหารของลู่เฟิงถูกแยกใส่จานไว้ตั้งแต่แรก ไม่ต้องกลัวว่าจะเหลือไม่พอหรือมีใครเผลอกินส่วนของเขาไป
เมื่อเห็นว่าเธอเตรียมทุกอย่างไว้อย่างรอบคอบ หวังลู่ก็ไม่พูดมากอีก เขาวางจานลงบนโต๊ะแล้วกลับไปนั่งด้วยรอยยิ้ม
อาหารจานที่สะดุดตาที่สุดคือหมูตุ๋นน้ำแดง เนื้อหมูถูกตัดเป็นชิ้นขนาดพอดี สีแดงน้ำตาลมันวาวดูน่ากิน ทั้งสีสันและหน้าตาไม่ด้อยไปกว่าอาหารจากภัตตาคารของรัฐ หวังลู่เห็นแล้วดวงตาก็เป็นประกาย แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดยังคงเป็นรสชาติ เขาจึงตั้งตารอว่าจะอร่อยสมกับหน้าตาหรือไม่
ฟู่เสี่ยวเสี่ยวเดินกลับเข้าครัว ก่อนนำถ้วยใบเล็ก 2 ใบออกมาวางตรงหน้าลู่หลินกับลู่เฉิน ภายในถ้วยคือไข่ตุ๋นเนื้อเนียนซึ่งยังมีไอร้อนลอยขึ้นมา
“ของพวกเธอ ระวังร้อนด้วย”
“ขอบคุณน้าฟู่ครับ”
ลู่หลินพยักหน้าให้เธออย่างสุภาพ น้ำเสียงยังคงเรียกเธอด้วยคำเดิม ไม่ได้เปลี่ยนไปตามน้องชาย
“ขอบคุณครับ...แม่ เอ่อ น้าฟู่”
ลู่เฉินเกือบเรียกคำว่าแม่ออกไปตามความเคยชิน แต่พอนึกถึงสายตาของลู่หลิน เด็กชายก็รีบเปลี่ยนคำเรียกกลางประโยค เขาแอบมองพี่ชายอย่างระมัดระวัง จากนั้นก้มหน้าลงเพราะกลัวว่าฟู่เสี่ยวเสี่ยวจะไม่พอใจ
ฟู่เสี่ยวเสี่ยวสังเกตเห็นตั้งแต่แรกว่าบรรยากาศระหว่างพี่น้องไม่เหมือนเดิม เธอย่อมเดาได้ว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับคำเรียกของลู่เฉิน แต่เดิมเธอก็ไม่เคยใส่ใจกับเรื่องฐานะหรือคำเรียกเหล่านี้อยู่แล้ว ลู่เฉินอยากเรียกเธอว่าอะไรก็ได้ หากไม่อยากเรียกว่าแม่ เธอก็ไม่มีเหตุผลต้องบังคับ
“พวกเธอกินก่อน ฉันจะยกอาหารไปให้พ่อ”
ฟู่เสี่ยวเสี่ยวยกถาดอาหารที่จัดเตรียมไว้ หมุนตัวเดินเข้าไปในห้องของลู่เฟิง ปล่อยให้เด็กทั้งสองกับหวังลู่นั่งรออยู่ที่โต๊ะ
ลู่เฉินมองตามแผ่นหลังของเธอ ดวงตาที่เคยสดใสหม่นลง เด็กชายใช้ช้อนจิ้มไข่ตุ๋นตรงหน้าไปมา แต่ยังไม่ยอมตักเข้าปาก
“น้าฟู่โกรธผมหรือเปล่า?”
ก่อนหน้านี้เขาเรียกเธอว่าแม่มาตลอด แต่พอลู่หลินกลับมา เขาก็เปลี่ยนกลับไปเรียกน้าฟู่ทันที หากเป็นคนอื่นคงต้องรู้สึกไม่ดีอยู่บ้าง ฟู่เสี่ยวเสี่ยวอาจคิดว่าเขาไม่ได้เห็นเธอเป็นแม่จริงๆ ก็ได้
“กินข้าวเถอะ”
ลู่หลินมองน้องชายด้วยสีหน้าซับซ้อน เขาเม้มริมฝีปากแล้วก้มหน้ากินอาหาร ไม่ยอมตอบคำถามนั้น
หวังลู่มองเด็กทั้งสองสลับกันไปมา เขาไม่เข้าใจว่าทำไมพวกเขาถึงไม่ยอมเรียกฟู่เสี่ยวเสี่ยวว่าแม่ ทั้งที่จากเรื่องที่เห็นมา เด็กทั้งสองไม่ได้มีท่าทีรังเกียจเธอ
“พวกเธอไม่ชอบพี่สะใภ้เหรอ?”
“ชอบครับ”
ลู่เฉินตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด สีหน้าของเขาจริงจังมาก ราวกับกลัวว่าคนอื่นจะเข้าใจความรู้สึกของตนผิด
ลู่หลินเงียบไปครู่หนึ่งก่อนตอบเสียงเบา
“ผมไม่ได้เกลียดน้าฟู่”
หวังลู่เลิกคิ้ว ไม่ได้เกลียดก็แสดงว่ารู้สึกดีมิใช่เหรอ? หากเป็นคนที่ลู่หลินไม่ชอบจริง เด็กชายคงไม่ยอมให้เข้าใกล้ง่ายๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการนั่งกินอาหารและใช้ชีวิตอยู่ในบ้านเดียวกันอย่างสงบเช่นนี้
“พี่สะใภ้แต่งงานกับผู้บังคับการกรมแล้ว เธอก็เป็นแม่เลี้ยงของพวกเธอ เรียกว่าแม่ก็ไม่เห็นผิดตรงไหน อีกอย่าง เธอไม่ได้เป็นแม่เลี้ยงใจร้ายที่คอยรังแกเด็ก ทำไมพวกเธอถึงไม่ยอมเรียกเธอว่าแม่?”
เมื่อก่อนหวังลู่เคยพบเด็กทั้งสองอยู่หลายครั้ง ทว่าลู่หลินกับลู่เฉินในเวลานั้นมักเงียบ ไม่เต็มใจพูดกับใคร และแทบไม่เคยเป็นฝ่ายเข้ามาทักทายคนอื่นก่อน
แต่ตั้งแต่ฟู่เสี่ยวเสี่ยวย้ายมาอยู่ด้วย ทุกคนมองออกว่าเด็กทั้งสองร่าเริงขึ้นมาก พวกเขากล้าพูด กล้าแสดงความรู้สึก และเริ่มทักทายผู้คนด้วยตัวเอง การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ย่อมเกี่ยวข้องกับการดูแลของฟู่เสี่ยวเสี่ยว
ในเมื่อไม่ได้เกลียด ซ้ำยังชอบเธอด้วย เหตุใดจึงต้องเก็บคำว่าแม่เอาไว้ราวกับเป็นเรื่องที่พูดออกมาไม่ได้?
“ผม…”
ลู่หลินอ้าปากเหมือนอยากอธิบาย แต่ยังไม่ทันได้เรียบเรียงความคิด เสียงของฟู่เสี่ยวเสี่ยวก็ดังมาจากด้านหลัง
“จะเรียกหรือไม่ก็ให้พวกเขาตัดสินใจเอง ต่อให้ไม่เรียกฉันว่าแม่ ฉันก็จะดูแลพวกเขาเหมือนเดิม”
ฟู่เสี่ยวเสี่ยวเดินออกมาจากห้องพร้อมรอยยิ้ม เธอได้ยินคำถามของหวังลู่ตั้งแต่ก่อนก้าวพ้นประตู แต่ไม่คิดจะบีบให้เด็กทั้งสองต้องตอบ
หากพวกเขาอยากเรียกก็เรียก หากยังไม่พร้อม เธอจะไม่ฝืนใจ เรื่องความสัมพันธ์ต้องใช้เวลา ไม่มีประโยชน์ที่จะเร่งรัดให้เด็กพูดคำที่ยังไม่แน่ใจจากใจจริง
ที่สำคัญ เธอจะไม่เปลี่ยนท่าทีต่อพวกเขาเพียงเพราะคำเรียกสั้นๆ ต่อให้เด็กทั้งสองยังเห็นเธอเป็นเพียงน้าฟู่ เธอก็จะดูแลพวกเขาตามเดิม ไม่ปล่อยให้อด ไม่ปล่อยให้ใครรังแก และไม่ทำให้รู้สึกว่าตนเป็นส่วนเกินของบ้านหลังนี้
“ไม่ต้องเก็บเรื่องนี้มาคิด พวกเธอไม่จำเป็นต้องกดดันตัวเอง อยากเรียกฉันว่าอะไรก็เรียกได้”
ฟู่เสี่ยวเสี่ยวยื่นมือไปลูบศีรษะเด็กทั้งสองคนละที น้ำเสียงและท่าทางของเธอยังคงอ่อนโยนตามปกติ ไม่มีความไม่พอใจแม้แต่น้อย จากนั้นจึงเลื่อนเก้าอี้ออกแล้วนั่งลงกินข้าว
ลู่หลินกับลู่เฉินฟังจบก็หันมองหน้ากัน ทั้งคู่เห็นความรู้สึกที่คล้ายคลึงกันอยู่ในดวงตาของอีกฝ่าย ก่อนจะก้มหน้าลงอย่างหงอยเหงา
คำพูดของฟู่เสี่ยวเสี่ยวไม่ได้ทำให้พวกเขาโล่งใจอย่างที่ควรจะเป็น ตรงกันข้าม ความเข้าใจและการไม่บังคับของเธอกลับทำให้เด็กทั้งสองรู้สึกหนักอึ้งกว่าเดิม พวกเขาไม่รู้ว่าควรจัดการกับความรู้สึกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอยู่ภายในใจอย่างไร
ฟู่เสี่ยวเสี่ยวเห็นท่าทีของเด็กทั้งสอง แต่ไม่ได้ไล่ถาม เธอหันไปชวนหวังลู่กินอาหารแทน เพื่อไม่ให้บรรยากาศบนโต๊ะเคร่งเครียดเกินไป
“เสี่ยวลู่ มีแต่อาหารธรรมดา ลองชิมดูว่าถูกปากไหม”
หวังลู่รอชิมหมูตุ๋นน้ำแดงมานานแล้ว เมื่อได้รับอนุญาต เขาก็รีบคีบเนื้อหมูชิ้นหนึ่งเข้าปาก หลังจากกัดลงไปเพียงคำเดียว ดวงตาก็เบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ
เนื้อหมูนุ่มมาก ชั้นไขมันละลายในปากโดยไม่ทำให้รู้สึกเลี่ยน ส่วนเนื้อแดงก็นุ่มจนแทบไม่ต้องออกแรงเคี้ยว น้ำปรุงรสซึมเข้าไปถึงด้านใน กลิ่นหอมติดอยู่ทั่วทั้งปาก แต่ละรสผสมกันพอดี ไม่มีส่วนใดเค็มหรือหวานเกินไป
“พี่สะใภ้ อาหารพวกนี้ถูกปากผมมาก โดยเฉพาะหมูตุ๋นน้ำแดง อร่อยกว่าที่ภัตตาคารของรัฐทำอีก”
หวังลู่มองจานหมูตุ๋นน้ำแดงตรงหน้าด้วยความชื่นชม เขาเคยกินอาหารดีๆ มาหลายแห่งเพราะต้องเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ แต่หมูตุ๋นน้ำแดงที่ฟู่เสี่ยวเสี่ยวทำกลับมีรสชาติแตกต่างออกไป เนื้อสัมผัสละเอียด นุ่มลื่น และไม่มันจนเกินไป พอกลืนลงคอแล้ว กลิ่นหอมยังคงติดอยู่ระหว่างริมฝีปากกับปลายลิ้น ทำให้เขาอดคีบชิ้นที่ 2 ตามไปไม่ได้
[จบบท]