เซียวจิ้นเย่เม้มริมฝีปาก สีหน้าดูอ่อนล้า ก่อนเอ่ยเสียงแผ่ว
“แม่ อย่าถามเลยว่าเป็นใคร มันไม่สำคัญหรอก ยังไงผมก็ไม่ได้ชอบคนที่อยู่ในบ้านนั่น”
พูดจบ เขาก็ทำท่าจะเดินออกไป
“ผมขึ้นเขาก่อนนะ ถ้าแม่มีธุระก็ให้จื้อเจี๋ยไปหาผมที่กระท่อม”
ทันทีที่พูดจบ เขาก็หันหน้ามาเหลือบมองทางตัวบ้านอย่างรวดเร็ว
เฉียวชิงเหยียนตกใจ รีบหลบเข้าไปหลังบานประตูทันที
เจิ้งอวี้เหมยรีบร้องเรียก
“อย่างน้อยกินข้าวก่อนค่อยไปสิ”
“ไม่กินครับ”
ไม่นานนัก เฉียวชิงเหยียนก็ได้ยินเสียงฝีเท้าหนัก ๆ ของชายหนุ่มค่อย ๆ ห่างออกไป คิดว่าเซียวจิ้นเย่คงจากไปแล้ว
เธอไม่ได้ออกไปในทันที แต่หันหลังกลับ เดินเงียบ ๆ กลับเข้าห้องนอน
ความจริงแล้ว แม่สามีอย่างเจิ้งอวี้เหมยเป็นคนอ่อนโยน มีเมตตา เธอรู้สึกดีกับครอบครัวนี้ไม่น้อย
เดิมทีเธอเคยคิดไว้ในใจ หากคนที่แต่งงานด้วยเป็นคนดี ถึงจะไม่ได้มีการศึกษาสูง หน้าตาธรรมดา เธอก็ยินดีจะค่อย ๆ ปรับตัว ใช้ชีวิตเรียบง่ายกับเขาอย่างมั่นคง
แต่ตอนนี้ เมื่อได้เห็นกับตาแล้วว่าเซียวจิ้นเย่ต่อต้านการแต่งงานครั้งนี้ยิ่งกว่าเธอเสียอีก แถมในใจก็มีผู้หญิงคนอื่นอยู่แล้ว
ไม่น่าแปลกใจเลยที่อายุไม่น้อยแล้วแต่ยังไม่แต่งงาน ที่แท้ก็เฝ้ารอคนในดวงใจมาตลอด
เฉียวชิงเหยียนถอนหายใจเบา ๆ
หากมองกันอย่างเป็นธรรม เขาก็นับว่าเป็นคนที่รักเดียวใจเดียว
เมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้ เธอจำเป็นต้องสงบสติอารมณ์ และวางแผนชีวิตของตัวเองต่อจากนี้ให้ดี
…
หลังลูกชายจากไป เจิ้งอวี้เหมยก็ถอนหายใจยาว ก่อนหันกลับเข้าไปในครัว
เฉียวชิงเหยียนนั่งอยู่ในห้องพักครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกไปช่วยงานในครัวด้วยตัวเอง
เมื่อเห็นแม่สามีเดินกะเผลกไปมา เธอก็รู้สึกไม่สบายใจ
ในเมื่อเธอตัดสินใจแล้วว่าสักวันจะออกจากบ้านหลังนี้ ก็ไม่ควรกินอยู่ฟรี ๆ ให้คนอื่นเลี้ยง
เธอคิดไว้ในใจว่าจะใช้เงินที่ติดตัวมาซื้อกับข้าว ซื้อข้าวสารเข้าบ้านบ้างเป็นครั้งคราว อย่างน้อยก็ไม่เอาเปรียบเจ้าของบ้าน
บนเตามีหม้อโจ๊กมันเทศแห้งกำลังเดือดอยู่
เจิ้งอวี้เหมยนำหมั่นโถวอินทผลัมที่ชุนหยาเอามาให้เมื่อวานวางลงในลังถึง ปิดฝาอาศัยไอน้ำอุ่นให้ร้อนอีกครั้ง
พอเห็นเฉียวชิงเหยียนเดินเข้ามา นางก็ยิ้มถามทันที
“ตื่นแล้วหรือ หิวไหมลูก?”
เฉียวชิงเหยียนส่ายหน้า นั่งลงหน้าเตา ก่อนหยิบฟืนใส่เข้าไป
“น้า… เอ่อ… ให้ฉันช่วยก่อไฟนะคะ”
เจิ้งอวี้เหมยหัวเราะ
“เด็กโง่ โจ๊กสุกแล้ว ไม่ต้องเติมฟืนหรอก แค่อาศัยความร้อนอุ่นหมั่นโถวก็พอ”
“อ้อ…”
เฉียวชิงเหยียนหน้าเจื่อน รีบวางฟืนในมือลง
แต่ฟืนที่เธอเพิ่งใส่ไปติดไฟแล้ว เปลวไฟในเตาพุ่งแรงขึ้นทันที
เจิ้งอวี้เหมยรีบเปิดฝาหม้อ ยกลังถึงออก แล้วใช้ทัพพีคนโจ๊กในหม้อสองสามที
เช้านี้เธอตั้งใจเคี่ยวโจ๊กให้ข้นเป็นพิเศษ จึงกลัวว่าไฟแรงเกินไปจะทำให้ก้นหม้อไหม้
สายตาเหลือบไปเห็นชุดกระโปรงสีเหลืองสะอาดสดใสที่เฉียวชิงเหยียนสวมอยู่ นางจึงรีบพูดว่า
“เด็กดี ออกไปพักเถอะ ในครัวมีแต่ควันกับเขม่าดำ เดี๋ยวเสื้อสวย ๆ จะเปื้อนหมด”
“ไม่เป็นไรค่ะ เสื้อผ้าเปื้อนก็ซักได้”
เฉียวชิงเหยียนลุกขึ้น มองไปรอบ ๆ ครัว
“ยังมีอะไรให้ช่วยอีกไหมคะ ฉันช่วยได้นะ”
เจิ้งอวี้เหมยมองปราดเดียวก็รู้ว่าเด็กคนนี้แทบไม่เคยเข้าครัว
มือทั้งสองข้างขาวนุ่ม เล็บก็ตัดอย่างเรียบร้อยสวยงาม สมกับเป็นครูในโรงเรียน แตกต่างจากหญิงชาวบ้านที่ทำงานหนักทุกวันอย่างพวกนาง
“ไปพักเถอะ แม่ทำเองได้”
พอพูดจบ นางก็นึกถึงคืนเข้าหอของลูกชายกับลูกสะใภ้เมื่อคืน จึงพูดเสริมว่า
“ชิงเหยียน ช่วงนี้จิ้นเย่งานยุ่งมาก เลยไม่ได้กลับมาอยู่เป็นเพื่อนลูก อย่าเก็บไปคิดมากนะ”
เฉียวชิงเหยียนยิ้มอย่างเข้าใจ
“ไม่เป็นไรค่ะน้า… เอ่อ… แม่ เขาไปทำงานของเขาเถอะค่ะ ส่วนฉันก็ต้องเตรียมแผนการสอนสำหรับเปิดเทอมเหมือนกัน”
เจิ้งอวี้เหมยหยิบมีดขึ้นมา เตรียมหั่นแตงกวาที่ล้างไว้ จะทำแตงกวาคลุก
เฉียวชิงเหยียนรีบเดินเข้าไป
“แม่พักเถอะค่ะ ขาแม่ไม่ค่อยดี ให้ฉันหั่นเอง ทำแตงกวาคลุกใช่ไหมคะ อันนี้ฉันทำเป็น”
เจิ้งอวี้เหมยหัวเราะพลางโบกมือ
“ไม่ต้องหรอก อยู่เป็นเพื่อนแม่คุยกันก็พอ งานแค่นี้ไม่เหนื่อยหรอก”
“ค่ะ”
เฉียวชิงเหยียนพิงกรอบประตูครัวอย่างสบาย ๆ เงยหน้าขึ้นก็เห็นตั่วตั่วนั่งยอง ๆ เล่นกับกระต่ายอยู่ข้างกรง
เจิ้งอวี้เหมยลงมืออย่างคล่องแคล่ว ทุบแตงกวาให้แตก หั่นเป็นท่อน เรียงใส่จาน
“แม่… ขาของแม่… เป็นแบบนี้ได้ยังไงหรือคะ?”
เมื่อวานเพิ่งมาถึง ถามเรื่องนี้คงเสียมารยาทเกินไป แต่ตอนนี้เมื่อได้ใช้เวลาร่วมกัน เธอรู้แล้วว่าเจิ้งอวี้เหมยเป็นคนใจดี จึงกล้าถามอย่างเป็นกันเอง
เจิ้งอวี้เหมยตอบ
“หลายปีก่อนเกิดอุบัติเหตุ เลยพิการที่ขาข้างหนึ่ง เดินกะเผลกตั้งแต่นั้นมา”
“รักษาไม่ได้แล้วหรือคะ?”
“เมื่อหลายปีก่อน จิ้นเย่พาแม่ไปโรงพยาบาลใหญ่ในเมือง หมอบอกว่ารักษาไม่ได้แล้ว เฮ้อ… ผ่านมาตั้งหลายปี แม่ก็ชินแล้ว ไม่ได้รู้สึกว่าลำบากอะไรนัก”
เธอทุบกระเทียมสองกลีบแล้วสับละเอียด กำลังจะใส่ลงในจาน ก็ชะงัก ก่อนหันมาถามอย่างอ่อนโยน
“ลูกเอ๊ย เมื่อวานแม่ลืมถาม ปกติลูกมีอะไรที่ไม่กินไหม?”
เฉียวชิงเหยียนแตะปลายจมูกอย่างเขิน ๆ
“คือ… ฉันไม่กินกระเทียมค่ะ ไม่ชอบกลิ่นฉุนของมัน”
เมื่อก่อนตอนอยู่บ้าน เฉินซิ่วอิงมักด่าว่าเธอเรื่องมาก เลือกกิน
เพื่อดัดนิสัยเธอ จึงใส่กระเทียมลงในกับข้าวทุกมื้อเสียจนเธอแทบจะชินกลิ่นแล้ว
เธอกำลังจะบอกว่าไม่ต้องเอาใจเธอ ทำอาหารตามปกติก็ได้
แต่ยังไม่ทันพูด
ก็เห็นเจิ้งอวี้เหมยวางกระเทียมลงข้าง ๆ
“ที่แท้ก็แบบนี้เอง แม่จำไว้แล้ว ต่อไปทำกับข้าวที่บ้าน จะไม่ใส่กระเทียมอีก”
พูดพลางเหยาะน้ำมันงาสองสามหยดลงในแตงกวา โรยเกลือ เติมน้ำส้มสายชูอีกครึ่งช้อน ก่อนคลุกเบา ๆ
เฉียวชิงเหยียนชะงักไปเล็กน้อย ก่อนยกมือแตะปลายจมูก
“เวลายืนนาน ๆ หรือเดินเยอะ ๆ ขาแม่เจ็บไหมคะ?”
เจิ้งอวี้เหมยหัวเราะ
“เด็กโง่ คนเรายืนนาน ๆ ขาก็ต้องปวดกันทั้งนั้น”
เธอพูดต่อ
“ขาของแม่ปกติก็ไม่เป็นไร จะปวดหน่อยก็เฉพาะวันฝนตก ถึงเดินกะเผลก แต่ทำงานไม่ได้เป็นอุปสรรคอะไร”
เฉียวชิงเหยียนรู้ดีว่าเธอคงอยู่ที่นี่ได้ไม่นาน
แต่ก็อดพูดจากใจไม่ได้
“แม่… ต่อไปเวลาฝนตก แม่พักเถอะนะคะ เรื่องทำกับข้าวหรือทำงานบ้าน ฉันจะทำแทนเอง”
เธอไม่ใช่คุณหนูที่ไม่เคยจับงานบ้าน
เฉินซิ่วอิงกับเฉินเสี่ยวเมิ่งไม่เคยยอมให้เธอว่าง
ทุกครั้งที่กลับจากโรงเรียน ก็จะถูกใช้ให้ให้อาหารไก่ ต้อนแพะ หาบน้ำ ตัดหญ้าให้หมู งานจิปาถะสารพัดอย่าง
หากแสดงสีหน้าไม่เต็มใจแม้แต่น้อย ก็จะถูกเหน็บแนมทันที
“โอ้โฮ คิดว่าตัวเองเป็นคุณหนูจากในเมืองหรือไง?”
หลังทำงานบ้านเสร็จ ตอนกลางคืนเธอยังต้องนั่งตรวจการบ้านนักเรียนจนดึก
เมื่อได้ยินคำพูดที่แสนอบอุ่นของลูกสะใภ้ เจิ้งอวี้เหมยก็ยิ้มกว้าง
“ตัวลูกบอบบางขนาดนี้ จะเหมาะกับงานหนักพวกนี้ได้ยังไง ถ้าแม่ทำไม่ไหว ก็ยังมีจิ้นเย่นี่นา”
เมื่อคลุกแตงกวาเสร็จ หมั่นโถวในหม้อก็ร้อนพอดี
เฉียวชิงเหยียนช่วยตักโจ๊ก แล้วยกออกไปวางบนโต๊ะหินกลางลานบ้าน
ต้นเดือนกรกฎาคม อากาศเริ่มร้อนอบอ้าว
ในบ้านอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
ช่วงเช้าขณะพระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นเต็มที่ ลมเย็นพัดเอื่อย ๆ นั่งกินข้าวในลานบ้านจึงสบายที่สุด
ตั่วตั่วกินข้าวเก่งมาก
ไม่ต้องให้ใครป้อน
ถือช้อนเล็ก ๆ ตักโจ๊กมันเทศกินเองคำแล้วคำเล่า
เพียงแต่กินไม่ค่อยเรียบร้อย น้ำแกงหกเลอะเสื้ออยู่บ่อย ๆ
เจิ้งอวี้เหมยจึงผูกผ้ากันเปื้อนให้ลูกสาวไว้ล่วงหน้า ทุกครั้งหลังอาหารก็จะล้างหน้าเช็ดมือให้ จนเด็กน้อยสะอาดสะอ้านอยู่เสมอ
ทั้งสามคนนั่งกินข้าวอยู่ในลานบ้าน บรรยากาศอบอุ่นและสงบสุข ในใจของเฉียวชิงเหยียน ค่อย ๆ เกิดความรู้สึกอบอุ่นที่ไม่ได้สัมผัสมานาน
เธอมองใบหน้าของตั่วตั่วดี ๆ แล้วพบว่า เด็กน้อยหน้าตาคล้ายพี่ชายจริง ๆ
สองพี่น้องมีสันจมูกโด่งเหมือนกัน โครงหน้าคมชัด ขนตายาวมาก มองแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นพี่น้องสายเลือดเดียวกัน
เมื่อนึกถึงเซียวจิ้นเย่ เฉียวชิงเหยียนก็เริ่มวางแผนชีวิตต่อจากนี้ได้ชัดเจนขึ้น
บางที… เธอควรอาศัยอยู่ที่บ้านสกุลเซียวไปก่อน
จากนั้นค่อยหาทางติดต่อครอบครัวของคุณป้า แล้วดูว่าจะย้ายไปทำงานในตัวเมืองได้หรือไม่
เมื่อเซียวจิ้นเย่กลับมา เธอจะคุยกับเขาให้ดี ให้ทั้งสองเป็นเพียงสามีภรรยาในนาม ยังไงซะ ต่างฝ่ายต่างก็มีสิ่งที่ตัวเองต้องการ
ตอนที่เธอยอมแต่งงาน ก็เพียงเพราะอยากหนีออกจากบ้านหลังนั้น
ในเมื่อเซียวจิ้นเย่มีคนที่รักอยู่แล้ว เธอก็ไม่จำเป็นต้องฝืนใจใช้ชีวิตฉันสามีภรรยากับนายพรานผู้นี้
เพียงแค่เขาให้ที่ซุกหัวนอนแก่เธอชั่วคราว
ให้เธอไม่ต้องอยู่ตัวคนเดียวในหมู่บ้านห่างไกลแห่งนี้ ไม่ต้องหวาดระแวงคนรอบข้าง และไม่ต้องถูกแม่เลี้ยงกับพี่สาวต่างมารดาคอยรังแก
ส่วนเธอ…
ก็จะช่วยดูแลตั่วตั่ว ช่วยเจิ้งอวี้เหมยจัดการงานทุกอย่างในบ้าน ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่ ไม่ขออาศัยอยู่ฟรี
เมื่อเธอติดต่อคุณป้าได้แล้ว ถึงตอนนั้นทั้งสองก็ค่อยหย่ากันด้วยดี เธอจะจากที่นี่ไป และไปอยู่กับคุณป้า
เฉียวชิงเหยียนยิ้มบาง ๆ ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่า นี่เป็นแผนที่เหมาะสมที่สุด
แต่…
เซียวจิ้นเย่จะยอมตกลงหรือไม่?