วันแต่งงานของเฉียวชิงเหยียนกับเฉินเสี่ยวเมิ่ง ถูกกำหนดไว้ตรงกับวันที่สองของเดือนเหมือนกัน
วันมงคลนี้เป็นทั้งสองบ้านที่เลือกมา แม้จะค่อนข้างเร่งรีบ แต่ก็นับว่าเป็นฤกษ์ดีที่สุดสำหรับการแต่งงานในช่วงเกือบสองเดือนนี้
เช้าวันนั้น หมู่บ้านสือเตี้ยนจื่อคึกคักเป็นพิเศษ เสียงฆ้องกลองดังสนั่น ประทัดแตกดังต่อเนื่องไม่ขาดสาย
ญาติพี่น้องและเพื่อนบ้านมาที่บ้านเฉียวกันไม่น้อย เฉินซิ่วอิงกับเฉียวเหนียนซานยุ่งอยู่กับการต้อนรับแขก
หน้าลานบ้านเก่า ๆ ของตระกูลเฉียว มีจักรยานจอดอยู่สองคัน
เจียงรุ่นเซิงสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงสีน้ำเงินเข้ม ที่หน้าอกติดดอกไม้แดงดอกใหญ่ ดูหล่อเหลาและสูงสง่า
ทว่าบนใบหน้ากลับไม่มีความยินดีของเจ้าบ่าวเลยสักนิด
เขาจับแฮนด์จักรยานเอาไว้ สายตาไม่ได้มองเฉินเสี่ยวเมิ่ง แต่กลับจ้องไปยังเฉียวชิงเหยียนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ด้วยความประหลาดใจ
สองพี่น้องยืนอยู่ด้วยกัน ทั้งคู่ถักผมเปียเหมือนกัน แต่รูปลักษณ์และบุคลิกกลับต่างกันราวฟ้ากับดิน
เฉินเสี่ยวเมิ่งผิวคล้ำ วันนี้เธอสวมชุดกระโปรงสีแดงสดตัวใหม่ เนื้อผ้าหนาและแบบค่อนข้างเทอะทะ ยิ่งขับให้ผิวของเธอดูเข้มกว่าเดิม
หน้าตาของเธอถอดแบบมาจากแม่
โหนกแก้มสูง ริมฝีปากบาง ใบหน้าดูแข็งกระด้าง รูปร่างผอมแห้ง ทั้งตัวยังมีกลิ่นอายแบบสาวบ้านนอกอย่างเห็นได้ชัด
ส่วนเฉียวชิงเหยียน เธอสวมเพียงชุดกระโปรงสีชมพูเก่า ๆ แบบเรียบง่าย เนื้อผ้าบางเบา กลับยิ่งขับให้ผิวขาวผ่อง ใบหน้าสวยหวานชวนมอง เอวคอด ขาเรียว
ไม่ได้ผอมบางเกินไป ตรงไหนควรมีเนื้อก็มีอย่างพอดี ดูขาวนุ่มนวลน่าทะนุถนอม
เพียงแค่ยืนอยู่ตรงนั้น ก็สวยราวกับคนในภาพวาด ตอนนั้นเขาไปหลงผิดอะไรเข้า?
มีคู่หมั้นที่สวยขนาดนี้อยู่แล้วแท้ ๆ กลับไปคลุกอยู่กับเฉินเสี่ยวเมิ่งในกองฟ่อนข้าวเสียได้
เจียงรุ่นเซิงตั้งจักรยานไว้ด้านข้าง ก่อนเดินเข้าไปหาทั้งสองคน พอเขาเข้ามาใกล้
เฉินเสี่ยวเมิ่งก็ยิ้มหวาน รีบเข้าไปคล้องแขนเขาทันที
“พี่รุ่นเซิง~”
แต่สายตาของเจียงรุ่นเซิงกลับเหมือนถูกแม่เหล็กดูด ยังคงจับจ้องอยู่ที่เฉียวชิงเหยียนไม่ยอมละ
“ชิงเหยียน”
เขาเผลอเรียกชื่อเธอออกมา รอยยิ้มบนใบหน้าของเฉินเสี่ยวเมิ่งแข็งค้างทันที สีหน้าค่อย ๆ มืดครึ้มลงอย่างน่าเกลียด
【เฉียวชิงเหยียน ถึงขนาดนี้แล้วแกยังกล้ายั่วพี่รุ่นเซิงอีกหรือ นังไร้ยางอาย!】
เฉียวชิงเหยียนปรายตามองเฉินเสี่ยวเมิ่งอย่างเย็นชา ก่อนส่ายหน้าอย่างเอือมระอา ราวกับอีกฝ่ายเป็นเพียงตัวตลกที่ไม่คู่ควรให้เธอเสียเวลามอง
ตอนนั้นเอง เจียงรุ่นเซิงจึงเพิ่งสังเกตเห็นว่า บนหน้าอกของเฉียวชิงเหยียนก็มีดอกไม้แดงดอกเล็กติดอยู่เช่นกัน
หัวใจของเขาพลันกระตุก ยกมือชี้ไปที่ดอกไม้นั้น น้ำเสียงสั่นเล็กน้อย
“นี่เธอ…”
เฉียวชิงเหยียนยกมุมปากขึ้น ก่อนชี้ไปยังจักรยานอีกคัน
“พี่รุ่นเซิง วันนี้ฉันแต่งงาน”
“อะไรนะ?”
รูม่านตาของเจียงรุ่นเซิงหดเล็กลงทันที เขาจ้องเธออย่างไม่อยากเชื่อ
“เธอว่าอะไรนะ? เธอจะแต่งงาน?”
เพิ่งถอนหมั้นกับเขาได้ไม่นาน จะไปแต่งกับคนอื่นเร็วขนาดนี้ได้อย่างไร?
เจียงรุ่นเซิงอ้าปากค้าง สีหน้าเหมือนแข็งทื่อไปแล้ว
“ชิงเหยียน เธอพูดแบบนี้เพราะอยากประชดฉันใช่ไหม?”
เฉียวชิงเหยียนหัวเราะหยันเบา ๆ
“ทำไมฉันต้องเอาเรื่องแต่งงานของตัวเองมาประชดพี่ด้วย?”
“พี่รุ่นเซิง พี่ประเมินตัวเองสูงเกินไปแล้ว โลกนี้ไม่ได้หมุนรอบตัวพี่”
คำพูดนั้นไม่ต่างอะไรกับฝ่ามือที่ตบฉาดลงบนใบหน้าของเจียงรุ่นเซิงอย่างแรง
เฉินเสี่ยวเมิ่งจึงพูดขึ้น
“พี่รุ่นเซิง วันนี้ชิงเหยียนจะแต่งงานจริง ๆ เธอจะแต่งไปบ้านเซียวในหมู่บ้านข้าง ๆ ต่อไปก็เป็นภรรยาของคนอื่นแล้ว”
หางตาของเธอมองเฉียวชิงเหยียนอย่างดูแคลน
【ฮึ แกก็ไปแต่งกับไอ้ผู้ชายเถื่อน ๆ ที่ทั้งไร้การศึกษาและเย็นชาคนนั้นเถอะ รอให้ถูกบ้านเซียวทรมานจนกลายเป็นหญิงบ้านนอกทั้งจนทั้งโทรม ถึงตอนนั้นฉันจะดูสิว่าแกยังจะหยิ่งได้แค่ไหน แล้วพี่รุ่นเซิงจะยังชายตามองแกอีกหรือเปล่า!】
แต่เจียงรุ่นเซิงยังไม่ยอมเชื่อ
เขาดื้อดึงคิดว่า
การที่เฉียวชิงเหยียนรีบแต่งงานกับคนอื่น แถมยังเลือกวันเดียวกับเขา ต้องเป็นเพราะต้องการประชดเขาแน่นอน
ต้องเป็นเพราะยังมีใจให้เขา
ยิ่งไปกว่านั้น ในความทรงจำของเจียงรุ่นเซิง เฉียวชิงเหยียนชอบเขามาตลอด ทั้งคู่เติบโตในหมู่บ้านเดียวกันตั้งแต่เด็ก เคยวิ่งเล่นด้วยกันบนคันนาเคยเล่นพ่อแม่ลูกด้วยกัน
ต่อมาเฉียวชิงเหยียนย้ายตามคุณป้าเข้าเมือง ใครจะคิดว่าด้วยความบังเอิญ เขากลับได้เข้าเรียนมัธยมปลายโรงเรียนเดียวกับเธออีกครั้ง
ตอนอยู่โรงเรียน ทั้งคู่ถูกมองว่าเป็นคู่หนุ่มสาวที่เหมาะสมกันจนทุกคนอิจฉา
แม้จะไม่เคยพูดความรู้สึกออกมาตรง ๆ แต่ความสัมพันธ์ก็สนิทสนมเกินกว่าเพื่อนธรรมดา
เจียงรุ่นเซิงถือว่าเฉียวชิงเหยียนเป็นแฟนของเขามานานแล้ว และคิดไว้ด้วยว่าเธอจะต้องเป็นภรรยาในอนาคต
ภายหลังเมื่อเขาได้รับจัดสรรงานไปประจำสถานีวิทยุกระจายเสียงในตำบล
พอหน้าที่การงานมั่นคง ก็รีบบอกพ่อแม่ทันทีว่าอยากแต่งกับเฉียวชิงเหยียน
ทั้งสองจึงหมั้นหมายกันอย่างเป็นธรรมชาติ เป็นคู่หนุ่มสาวที่เติบโตมาด้วยกัน และทุกคนต่างมองว่าเหมาะสมกันที่สุด
ถ้าไม่ใช่เพราะเฉินเสี่ยวเมิ่งเป็นฝ่ายยั่วยวนเขา ฉวยโอกาสตอนที่เขาดื่มเหล้าแล้วเข้ามาพัวพัน
วันนี้คนที่ได้แต่งกับเขา ก็คงเป็นชิงเหยียน พอคิดถึงตรงนี้
เจียงรุ่นเซิงก็รู้สึกเหมือนมีสำลีก้อนใหญ่อัดแน่นอยู่กลางอก อึดอัดจนหายใจไม่สะดวก
ไม่ได้
เขาจะยืนมองเฉียวชิงเหยียนแต่งกับผู้ชายที่เธอไม่ได้รักไม่ได้ ยิ่งคนคนนั้นเป็นเพียงนายพรานไร้การศึกษา
เขายิ่งปล่อยให้เธอทำลายชีวิตตัวเองไม่ได้
เจียงรุ่นเซิงก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ก่อนเอ่ยเกลี้ยกล่อมด้วยความจริงใจ
“ชิงเหยียน การแต่งงานเป็นเรื่องทั้งชีวิต จะใช้อารมณ์ตัดสินไม่ได้ เธออย่าหุนหันแบบนี้”
“ฉันรู้ว่าเธอยังโกรธฉัน เรื่องฉันกับเสี่ยวเมิ่ง ฉันอธิบายได้ ฉันชดเชยให้เธอได้…”
ยิ่งพูดยิ่งเลอะเทอะ
เฉียวชิงเหยียนส่ายหน้าอย่างหมดคำพูด
ไม่รอให้เขาพูดจบ ก็ขัดขึ้นเสียก่อน
“พี่รุ่นเซิง ที่ตอนนี้ฉันยังเรียกพี่ว่าพี่รุ่นเซิง เพราะเห็นแก่ความสัมพันธ์ที่เรารู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก”
“นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันอธิบายให้พี่ฟัง”
“ฉันไม่เคยมีความรู้สึกแบบชายหญิงกับพี่เลย และฉันก็ไม่สนใจด้วยว่าพี่จะไปอยู่กับใคร วันนี้เป็นวันมงคลของพวกเราทั้งคู่ ฉันไม่อยากให้เรื่องพวกนี้มาทำลายบรรยากาศ ต่อจากนี้ก็ต่างคนต่างอยู่ให้ดีเถอะ ในฐานะน้องสาว ฉันขออวยพรให้พี่มีความสุขจากใจจริง”
เฉินเสี่ยวเมิ่งยืนอยู่ข้าง ๆ เล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือจนเจ็บ แต่บนใบหน้ายังต้องฝืนรักษารอยยิ้มของเจ้าสาวเอาไว้
ตั้งแต่เจียงรุ่นเซิงมาถึงบ้านเฉียวเขาไม่เคยมองเธอสักครั้ง ไม่เคยพูดกับเธอสักคำ สายตาทั้งหมดล้วนตกอยู่ที่เฉียวชิงเหยียน ราวกับเจ้าสาวตัวจริงอย่างเธอเป็นเพียงคนที่ไม่มีความสำคัญ
เขารู้หรือเปล่าว่าวันนี้ใครที่จะเป็นคนแต่งงานกับเขา? ที่ยิ่งทำให้เฉินเสี่ยวเมิ่งโกรธก็คือ
ญาติพี่น้องกับเพื่อนบ้านที่อยู่รอบ ๆ ต่างจับกลุ่มซุบซิบกัน คำพูดมีแต่ชมว่าเฉียวชิงเหยียนสวย บอกว่าสวยเด่นกว่าเธอมาก พวกนั้นคงคิดว่าพูดเบาแล้วเธอจะไม่ได้ยิน แต่ทุกคำล้วนเข้าหูเฉินเสี่ยวเมิ่งชัดเจน
ถ้าวันนี้ไม่ใช่วันแต่งงานของเธอ เธอคงเดินเข้าไปตบพวกนั้นคนละฉาดแล้ว!
เสียแรงที่วันนี้ตั้งใจแต่งตัวอย่างดี สวมชุดใหม่ ทาลิปสติกก็เพราะอยากเอาชนะเฉียวชิงเหยียนในวันนี้
ด้วยความที่กลัวว่าวันแต่งงานเฉียวชิงเหยียนจะเด่นกว่าเธอ จึงจงใจไปบอกแม่ล่วงหน้าว่าไม่ต้องเตรียมเสื้อผ้าใหม่ให้อีกฝ่าย ให้แต่งออกไปด้วยกระโปรงเก่า ๆ ก็พอ
แต่ใครจะคิดว่า เฉียวชิงเหยียนเพียงแค่ยืนอยู่ตรงนั้น ใบหน้าขาวสะอาดไร้เครื่องสำอางแต่งแต้ม กลับขับให้เธอดูหม่นหมองไปเสียหมด
เฉียวชิงเหยียน…
ทำไมกัน?
เพราะอะไร?
ตราบใดที่มีเธออยู่ ฉันก็ต้องเป็นคนหม่นหมองที่ถูกมองข้ามเสมอ
สายตาของทุกคนมีแต่จะมองเธอ
เพราะอะไร!
เสียงจอแจรอบตัวทำให้เฉียวชิงเหยียนรำคาญ
เธอขมวดคิ้วเล็กน้อย
เลิกสนใจคนทั้งสอง
ยืดหลังตรง ก่อนหันไปเดินยังจักรยานอีกคัน
คนที่ปั่นจักรยานมารับเจ้าสาว เป็นญาติที่แม่ฝ่ายชายส่งมา
ข้าง ๆ ยังมีรถลากลาหนึ่งคัน
บนรถบรรทุกเครื่องนอนที่เป็นสินเดิมของเธอ รวมถึงหม้อ ชาม กะละมัง และของใช้จำเป็นใหม่เอี่ยมอีกส่วนหนึ่ง
เฉียวชิงเหยียนแตะกระเป๋าเสื้อ เงินสองร้อยหยวนยังอยู่ครบ เธอไม่หันกลับไปมองบ้านหลังนี้หรือคนเหล่านี้อีกแม้แต่ครั้งเดียว
พอนั่งซ้อนท้ายเรียบร้อย ก็พูดกับญาติฝ่ายชายเบา ๆ
“ไปเถอะค่ะ”
เจียงรุ่นเซิงยืนนิ่งราวกับรูปสลัก มีเพียงปลายนิ้วที่สั่นไม่หยุด เผยให้เห็นความตื่นตระหนกในใจ
เมื่อเห็นเฉียวชิงเหยียนขึ้นจักรยาน และกำลังจะจากไป เขาก็เผลอก้าวเท้าตามโดยไม่รู้ตัว แต่ข้อมือกลับถูกเฉินเสี่ยวเมิ่งคว้าเอาไว้แน่น
น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความน้อยใจและไม่พอใจ
“พี่รุ่นเซิง เธอพูดชัดขนาดนั้นแล้ว พี่อย่าตามไปเลย วันนี้ฉันต่างหากคือเจ้าสาวของพี่”
ประโยคนั้นราวกับน้ำเย็นหนึ่งกะละมังสาดลงบนศีรษะ ทำให้เจียงรุ่นเซิงตื่นจากความยึดติดในทันที
เขาถอนสายตากลับ ก้มมองเฉินเสี่ยวเมิ่งที่ยืนอยู่ข้างกาย บนใบหน้าคล้ำของเธอโบกแป้งขาวหนาเอาไว้หนึ่งชั้น พอมองใกล้ ๆ กลับออกเป็นสีเทาขาวประหลาด
แต่งเพิ่มเสียจนเกินพอดี สู้ปล่อยหน้าสะอาด ๆ ยังดูสบายตากว่า
เพียงเพราะพลาดไปครั้งเดียว เขากลับทำชิงเหยียน คนที่เขารักที่สุดหลุดมือไป แล้วต้องแต่งกับผู้หญิงอีกคนแทน
เจียงรุ่นเซิงเงยหน้ามองท้องฟ้าด้วยความเจ็บปวด อยากให้ฝนห่าใหญ่เทลงมาเสียเดี๋ยวนี้
สาดให้เขาตื่น ให้เขาหลุดพ้นจากฝันร้ายอันเหลวไหลและน่ากลัวนี้เสียที
ภาพลานบ้านค่อย ๆ สั่นไหวตามแรงกระเทือนของจักรยาน ยิ่งห่างออกไปเรื่อย ๆ ในสายตาของเฉียวชิงเหยียน
เธอมองเห็นราง ๆ ว่า เฉินเสี่ยวเมิ่งกับเฉินซิ่วอิงจับมือกันร้องไห้อยู่หน้าประตู
แม่คนหนึ่งกำลังอาลัยอาวรณ์ส่งลูกสาวแท้ ๆ ที่กำลังจะออกเรือน ส่วนเฉียวเหนียนซานยืนอยู่หน้าประตู
มองมาทางเธอแวบหนึ่งในสายตานั้นมีอะไรอยู่บ้าง เฉียวชิงเหยียนมองไม่ชัด
และตอนนี้…
เธอก็ไม่คิดจะสนใจอีกแล้ว