บทที่ 104: ขโมยความคิด
สายลมร้อนอบอ้าวของฤดูร้อนหอบเอากลิ่นฉุนจมูกของน้ำยาฆ่าเชื้อโรคพัดวนเข้ามาปะทะใบหน้า เติ้งซูฉินยืนมองลูกสาวอย่างซูเหยาที่ตอนนี้ใบหน้าบวมเป่งจนแทบจำเค้าเดิมไม่ได้ด้วยความรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวในอก
กระทั่งเดินพ้นประตูโรงพยาบาลออกมา เธอจึงอดรนทนไม่ไหวต้องหันกลับไปคาดคั้นเอากับสามีที่เดินเคียงข้างมาด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
“เรื่องในวันนี้เราจะปล่อยให้มันจบลงง่ายๆ แบบนี้เหรอคะ?”
ซูฉี่อี้มีสีหน้าเคร่งเครียดเย็นชา เขาเอื้อมมือไปปลดกระดุมเม็ดบนสุดของเสื้อเชิ้ตออกเพื่อระบายความอึดอัด ลูกกระเดือกที่ลำคอขยับขึ้นลงตามจังหวะการกลืนน้ำลายอย่างข่มกลั้นอารมณ์
“แล้วคุณจะให้ผมทำยังไง? เรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้เหยาเหยาเป็นฝ่ายผิดเต็มประตู แล้วนั่นมันในสถานีตำรวจ จะให้ผมพุ่งเข้าไปชกคู่กรณีต่อหน้าต่อตาเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือไง?”
น้ำเสียงของเติ้งซูฉินเยียบเย็นราวกับมีเกล็ดน้ำแข็งเกาะกุม
“ตบตีกันยังไงก็ไม่ควรตบหน้า เด็กนั่นรู้อยู่เต็มอกว่าลูกผู้หญิงให้ความสำคัญกับหน้าตามากที่สุด แต่ดูสิ... แม่นั่นกลับระบายความโกรธทั้งหมดลงบนหน้าลูกเรา ลงมือหนักขนาดนี้ คิดว่าตระกูลซูของเราเป็นลูกพลับนิ่มที่ใครจะมาบีบเล่นก็ได้งั้นหรือ?”
ซูฉี่อี้ก้มลงมองใบหน้าที่บวมช้ำจนดูน่าเวทนาของลูกสาว แววตาของเขาฉายความสงสารจับใจ
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจังและหนักแน่น
“เหยาเหยา ลูกยังเด็กอยู่มาก เรื่องทะเลาะตบตีของคนอื่น วันหลังลูกอย่าเอาตัวเข้าไปยุ่งเกี่ยว โดยเฉพาะเรื่องที่ลูกยังไม่รู้ตื้นลึกหนาบางแบบวันนี้ ผลของการเข้าไปสอดแทรกเรื่องชาวบ้านก็คือต้องมาพลอยฟ้าพลอยฝน เจ็บตัวฟรีแถมยังเรียกร้องความเป็นธรรมจากใครไม่ได้”
ซูเหยาพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย แม้ในใจจะเจ็บแค้นเพียงใด
“พ่อคะ หนูรู้แล้วค่ะ”
เพียงแค่ขยับปากพูด บาดแผลบนใบหน้าก็ถูกดึงรั้งจนความเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมา ซูเหยาแสดงสีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความทรมานอย่างชัดเจน ซึ่งไม่ใช่การแสร้งทำแต่อย่างใด มันเจ็บจนเธอต้องสูดปากเบาๆ
ภาพนั้นทำให้หัวใจของคนเป็นแม่อย่างเติ้งซูฉินปวดหนึบจนน้ำตาแทบไหล
“เหยาเหยา ลูกอย่าเพิ่งพูดอะไรเลย ตอนนี้หน้าลูกบวมอย่างกับหมั่นโถวพองน้ำ ขยับปากนิดเดียวก็สะเทือนไปถึงแผลแล้ว ความแค้นในวันนี้แม่กลืนไม่ลงจริงๆ คอยดูเถอะ สักวันแม่จะทำให้พวกมันรู้สำนึกว่าการที่กล้ามาแตะต้องคนของตระกูลซู จะต้องชดใช้ด้วยราคาที่สาสมแค่ไหน!”
ในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน เมื่อถังหลินและเลิ่งฮุ่ยเดินกลับเข้ามาในสำนักงาน เสียงพูดคุยจอแจของเพื่อนร่วมงานก็ลอยเข้าหู ทั้งสองคนจับใจความได้ว่าหัวข้อสนทนาคือเรื่อง 'กาน้ำร้อนไฟฟ้า'
ทันทีที่ได้ยิน สองแม่ลูกถึงกับใจหายวาบ หันมาสบตากันด้วยความประหลาดใจว่าทำไมเรื่องนี้ถึงได้แพร่สะพัดไปทั่วจนรู้กันไปทั้งบางแล้ว?
เมื่อทรุดตัวลงนั่งประจำที่ ทั้งคู่จึงเงี่ยหูฟังบทสนทนารอบข้างอย่างตั้งใจ จนกระทั่งปะติดปะต่อเรื่องราวได้ความกระจ่าง
ดูเหมือนว่า ลี่เสี่ยวจวิน จากแผนกเทคนิค ได้อาศัยความรู้ทางวิชาชีพและความมุ่งมั่นของตนเอง ประดิษฐ์คิดค้นกาน้ำร้อนไฟฟ้าที่มีนัยยะสำคัญแห่งยุคสมัยออกมาได้สำเร็จ
ตามข่าวลือที่พูดต่อๆ กันมา กาน้ำร้อนไฟฟ้ารุ่นนี้สามารถต้มน้ำให้เดือดได้ด้วยพลังงานไฟฟ้า แถมยังสะอาดและถูกสุขอนามัยอีกด้วย
พอเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด สองแม่ลูกก็นั่งมองหน้ากันนิ่ง ความทรงจำในวันนั้นย้อนกลับเข้ามาในหัวทันที
พวกเธอนึกย้อนไปถึงตอนที่คุยกันเรื่องไอเดียนี้ ดูเหมือนตอนนั้นพวกเธอจะได้ยินเสียงหัวหน้าหลี่หย่งเอ่ยถามลี่เสี่ยวจวินที่ยืนอยู่หน้าประตูว่าทำไมถึงไม่เข้ามาข้างใน
“แม่คะ แม่คิดว่าลี่เสี่ยวจวินแอบฟังพวกเราคุยกัน แล้วขโมยไอเดียของพวกเราไปหรือเปล่า?”
ถังหลินพยักหน้าช้าๆ สีหน้าเคร่งขรึม
“มีความเป็นไปได้สูงมาก แต่เราคอยดูท่าทีไปก่อน”
ในขณะเดียวกัน ณ ห้องทำงานของหลี่หย่ง
“นี่เหรอคือสิ่งที่คุณเรียกว่ากาน้ำร้อนไฟฟ้า?”
หลี่หย่งกวาดสายตามองกาน้ำร้อนไฟฟ้าสภาพหยาบๆ ที่วางอยู่ตรงหน้า ในใจของเขาก็เริ่มเกิดความสงสัยขึ้นมาตงิดๆ ว่าลี่เสี่ยวจวินอาจจะแอบฟังไอเดียมาจากถังหลินจริงๆ
ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะถังหลินเคยนำแนวคิดเรื่องกาน้ำร้อนไฟฟ้ามาปรึกษาหารือกับเขาแล้ว และสิ่งที่ถังหลินนำเสนอก็ไม่ใช่แค่การใช้ไฟฟ้าต้มน้ำแบบดื้นๆ แต่ยังมีรายละเอียดการออกแบบอื่นๆ ที่ซับซ้อนกว่านี้
ลี่เสี่ยวจวินแววตาเป็นประกายด้วยความภาคภูมิใจ เขารีบพยักหน้ารับคำ
“ใช่ครับหัวหน้า การจะทำให้กาน้ำร้อนไฟฟ้าเป็นที่นิยมในประเทศตอนนี้อาจจะยากหน่อย แต่ถ้าเป็นตลาดต่างประเทศจะต้องได้รับความนิยมอย่างถล่มทลายแน่นอน ผมเชื่อว่าขอแค่เราผลิตมันออกมาได้ สินค้าตัวนี้จะต้องกลายเป็นดาวเด่นในงานกวางเจาเทรดแฟร์แน่ๆ ครับ!”
หลี่หย่งฟังแล้วก็ได้แต่ยกมือขึ้นนวดขมับ เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้น
“เรื่องนี้เราควรต้องรายงานให้ทางผู้บริหารโรงงานรับทราบก่อน งั้นเอาเป็นพรุ่งนี้เช้า เราจะเรียกประชุมวาระพิเศษเพื่อหารือเรื่องนี้กัน เพราะมันเกี่ยวข้องกับทั้งกระบวนการผลิตและการจัดจำหน่าย จำเป็นต้องให้ที่ประชุมลงมติเห็นชอบเสียก่อน”
ลี่เสี่ยวจวินพยักหน้ารัวๆ ด้วยความตื่นเต้น ในวินาทีนี้ เขาจินตนาการเห็นภาพกาน้ำร้อนฝีมือตนเองวางโชว์หราอยู่ในงานกวางเจาเทรดแฟร์ ท่ามกลางเหล่านักธุรกิจต่างชาติที่รุมล้อมเข้ามาสอบถามราคาอย่างคับคั่ง ภาพตัวเองได้รับการเลื่อนตำแหน่งจากผู้ใหญ่ และได้รับเสียงชื่นชมจากเพื่อนร่วมงานฉายชัดอยู่ในหัว
ทว่าความตื่นเต้นของลี่เสี่ยวจวินกลับไม่มีใครร่วมยินดีด้วย หลี่หย่งกลับต้องนอนก่ายหน้าผากกังวลตลอดทั้งคืน กลัวเหลือเกินว่าถ้าถังหลินรู้เรื่องนี้เข้าจะเกิดเรื่องราวใหญ่โต
หรือพูดให้ถูกก็คือ เขากลัวถังหลินจะเข้าใจผิดคิดว่าเขาเป็นคนเอาไอเดียนี้ไปบอกลี่เสี่ยวจวิน เพื่อให้หมอนั่นชุบมือเปิบไป
เช้าวันรุ่งขึ้น การประชุมหารือถูกจัดขึ้นตามกำหนดการ โดยมีทั้งถังหลินและเลิ่งฮุ่ยได้รับเชิญเข้าร่วมด้วย
ภายในห้องประชุมอันแสนเรียบง่าย แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านกระจกหน้าต่างเข้ามา ในช่วงแรกให้ความรู้สึกอบอุ่นกำลังดี แต่พอนั่งไปนานเข้า ความร้อนก็เริ่มสะสมจนรู้สึกอึดอัด
เลิ่งฮุ่ยเลือกที่นั่งติดริมผนัง เธอฟุบหน้าลงกับโต๊ะ เหม่อมองฝุ่นละอองนับหมื่นที่ลอยล่องเต้นระบำอยู่ท่ามกลางลำแสงอาทิตย์เบื้องหน้า
เมื่อเหล่าผู้บริหารโรงงานทยอยเดินเข้ามา ถังหลินและเลิ่งฮุ่ยก็ลุกขึ้นยืนทักทายตามมารยาท
คนสุดท้ายที่เดินตามหลังผู้บริหารเข้ามาก็คือลี่เสี่ยวจวิน
จังหวะที่สบตากับเลิ่งฮุ่ย ลี่เสี่ยวจวินจงใจหลบสายตา เขาฝืนยิ้มเจื่อนๆ ให้เธอด้วยความรู้สึกผิดที่ปิดไม่มิด ก่อนจะรีบเดินไปหาที่นั่งด้านหลังสุด
เลิ่งฮุ่ยส่งเสียง “ชิ” ในลำคอเบาๆ แล้วหันไปให้ความสนใจกับวัตถุหน้าตาประหลาดที่ทำจากเหล็กซึ่งวางอยู่บนโต๊ะประชุมแทน
เหลยอ้ายจวินไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาเปิดประเด็นเข้าสู่เนื้อหาทันที
“ที่เรียกทุกคนมาประชุมในวันนี้ หลักๆ คืออยากจะมาหารือกันเรื่องกาน้ำร้อนไฟฟ้า”
พูดจบ เขาก็ชี้มือไปที่กาน้ำร้อนเจ้าปัญหาบนโต๊ะ แล้วหันไปทางลี่เสี่ยวจวิน
“สหายลี่ นี่เป็นผลงานออกแบบของคุณ เชิญคุณแนะนำให้ทุกคนฟังหน่อย”
เลิ่งฮุ่ยจ้องมองงานเหล็กหยาบๆ บนโต๊ะแล้วแทบจะหลุดขำออกมา
ถ้าเหลยอ้ายจวินไม่บอกว่ามันคือกาน้ำร้อนไฟฟ้า มองแวบแรกเธอคงดูไม่ออกด้วยซ้ำว่าเจ้าสิ่งนี้มันคืออะไรกันแน่
ลี่เสี่ยวจวินเริ่มบรรยายหลักการทำงานของกาน้ำร้อนไฟฟ้าอย่างคร่าวๆ รวมถึงวาดฝันถึงแนวโน้มทางการตลาดในอนาคต
ทว่ายิ่งฟัง คิ้วของเหล่าผู้บริหารที่นั่งอยู่ก็ยิ่งขมวดมุ่นเข้าหากัน จนกระทั่งเขาบรรยายจบ
ฉีหนวนหยาง รองผู้อำนวยการโรงงานฝ่ายผลิตเป็นคนแรกที่เอ่ยปาก
“สหายลี่ ฟังคุณพูดมาตั้งนาน ขนาดผมที่โตมาจากสายงานบริหารยังฟังเข้าใจทะลุปรุโปร่ง...”
เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย พลางปรายตามองท่าทีเกร็งเครียดของลี่เสี่ยวจวิน แล้วพูดต่อ
“แบบแปลนนี้พลิกดูยังไงมันก็เป็นแค่เทคโนโลยีพื้นฐานบวกความคิดสร้างสรรค์นิดหน่อย จุดขายที่เป็นนวัตกรรมจริงๆ อยู่ตรงไหน? ตลาดรองรับอยู่ที่ไหน? อย่าหาว่าผมพูดแรงเลยนะ ด้วยเทคโนโลยีแค่นี้ คุณคิดว่าพวกฝรั่งเป็นคนโง่เหรอ? เขาจะยอมควักเงินซื้อเทคโนโลยีล้าหลังแบบนี้เพื่อให้เรากอบโกยเงินตราต่างประเทศงั้นหรือ?”
ลี่เสี่ยวจวินเห็นสายตาทุกคู่จับจ้องมาที่ตน ก็เริ่มร้อนรนจนเหงื่อซึมหน้าผาก
“รองฉีครับ แต่พวกฝรั่งเขาชอบเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็กที่เน้นความสะดวกสบาย...”
ฉีหนวนหยางหมุนถ้วยชาในมือเล่น ก่อนจะใช้นิ้วเคาะลงบนโต๊ะเสียงดังหนักแน่น
“ต่อให้ชอบความสะดวกสบายแค่ไหน พวกเขาก็ไม่ใช่คนโง่ เขามีสมองไว้เปรียบเทียบ ผู้บริโภคทุกคนย่อมหวังว่าเงินทุกแดงที่จ่ายไป จะต้องได้สินค้าที่มีมูลค่าทางเทคโนโลยีสมน้ำสมเนื้อกลับมา”
“แปะ แปะ แปะ!”
เสียงปรบมือดังขึ้น เลิ่งฮุ่ยปรบมือพร้อมกับเอ่ยชม
“พูดได้ดีค่ะ! การยกระดับการบริโภคไม่ใช่การหาคนโง่มาจ่ายเงินให้นะคะ!”
เลิ่งฮุ่ยชี้ไปที่กาน้ำร้อนไฟฟ้าหน้าตาอัปลักษณ์บนโต๊ะ
“เมื่อกี้ฉันก็ฟังช่างเทคนิคลี่อธิบายแล้ว กาน้ำร้อนไฟฟ้าที่แทบจะไร้เทคโนโลยีซับซ้อนแบบนี้ พวกฝรั่งแค่ซื้อไปแงะดูแป๊บเดียวก็รู้หลักการทำงานหมดแล้ว ของง่ายๆ แบบนี้ทำไมเขาต้องถ่อมาสั่งซื้อไกลถึงที่นี่ด้วยล่ะคะ สู้เขาผลิตเองในบ้านเขาไม่กำไรดีกว่าหรือ?”
เหลยอ้ายจวินหัวเราะในลำคอแล้วถามขึ้น
“ฟังสหายเลิ่งพูดแบบนี้ แสดงว่าเธอมีแนวคิดใหม่ๆ เกี่ยวกับกาน้ำร้อนไฟฟ้าหรือเปล่า?”
เลิ่งฮุ่ยคลี่ยิ้มหวานอย่างผู้ที่ถือไพ่เหนือกว่า แล้วตอบกลับด้วยเสียงหัวเราะ “หึหึ” สองที
ในขณะนั้นเอง อู๋รุ่ยเจ๋อ เลขาธิการพรรคประจำโรงงาน ก็กล่าวแทรกขึ้นมา
“วันนี้เป็นการประชุมระดมสมอง ใครมีไอเดียดีๆ ก็เสนอมาได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ”
สถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้กำลังต้องการเงินตราต่างประเทศอย่างเร่งด่วน หากมีหนทางไหนที่จะช่วยให้โรงงานหาเงินเข้าประเทศได้ ผู้บริหารย่อมต้องกระตือรือร้นเป็นธรรมดา
ไม่อย่างนั้น พวกเขาคงไม่ถึงขนาดเปิดห้องประชุมเพื่อหารือเรื่องกาน้ำร้อนไฟฟ้าเทคโนโลยีอนุบาลแบบนี้หรอก มันแสดงให้เห็นว่าพวกเขาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากแค่ไหน
หลี่หย่งเห็นถังหลินกับเลิ่งฮุ่ยยังคงสงวนท่าที ไม่ยอมพูดอะไรออกมา ก็เริ่มนั่งไม่ติดที่
“ความจริงแล้ว... สหายถังหลินได้เคยเสนอไอเดียเรื่องกาน้ำร้อนไฟฟ้านี้กับผมไว้นานแล้วครับ แถมยังให้ข้อมูลสนับสนุนทางเทคนิคที่สมบูรณ์แบบไว้ด้วย นี่คือเอกสารโครงการที่เธอมอบให้ผมในตอนนั้น”
พูดจบ หลี่หย่งก็ลุกขึ้นยืน นำเอกสารทางเทคนิคปึกหนึ่งไปวางไว้ตรงหน้าผู้บริหาร
ภาพเหตุการณ์ที่พลิกผันทำให้ลี่เสี่ยวจวินถึงกับตัวแข็งทื่อ หัวใจกระตุกวูบด้วยความหวาดกลัว จนเหงื่อกาฬไหลพรากออกมาเต็มหน้าผาก
[จบบท]