บทที่ 106: งานเลี้ยงมื้อค่ำ
ถังหลินหย่อนแตงกวาลูกอวบลงในตะกร้าอย่างเบามือ พลันหูแว่วเสียงฝีเท้าหนักแน่นดังมาจากด้านหลัง เธอจึงหันกลับไปมองก็พบว่าเป็นฉีหนวนหยางที่เดินเข้ามา จึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ทำไมคุณป้ากับเยว่เยว่ถึงไม่มาด้วยล่ะคะ?”
ฉีหนวนหยางเดินตรงเข้ามาหยุดยืนอยู่ข้างกายถังหลิน เขาโน้มตัวลงมองสำรวจผักในตะกร้าครู่หนึ่ง พอเห็นว่ายังขาดพริกสดสำหรับการปรุงรส เขาจึงก้มลงเด็ดพริกขี้หนูเม็ดเต่งพลางตอบกลับด้วยน้ำเสียงสบายๆ
“ตอนที่ผมกลับไปถึงบ้าน แม่ทำกับข้าวเสร็จเรียบร้อยแล้วครับ อีกอย่างตอนนี้ฟ้าเริ่มมืด จะให้พาคนแก่กับเด็กเล็กเดินออกมาข้างนอกตอนค่ำๆ มืดๆ ก็กลัวว่าจะหกล้มหรือเดินชนอะไรเข้า แม่ก็เลยบอกว่ามื้อนี้ขอกินข้าวกับเยว่เยว่ที่บ้านดีกว่า ไว้คราวหน้ามีเวลาว่างค่อยมาสังสรรค์กันใหม่”
ถังหลินพยักหน้ารับรู้โดยไม่คิดโต้แย้ง ในยุคสมัยนี้การสัญจรยามค่ำคืนไม่ได้สะดวกสบายเหมือนโลกที่เธอจากมา ไฟถนนจะมีติดตั้งอยู่แค่เฉพาะถนนสายหลักเท่านั้น ส่วนตามตรอกซอกซอยในย่านที่พักอาศัยล้วนตกอยู่ในความมืดสลัว หากไม่มีธุระจำเป็นจริงๆ ผู้คนมักไม่ออกไปไหนมาไหน
สำหรับเด็กเล็กอาจจะไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าคนชราหกล้มแข้งขาหักขึ้นมา เรื่องเล็กจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ทันที
เมื่อฉีหนวนหยางเด็ดพริกได้จำนวนพอเหมาะแล้ว เขาก็ยืดตัวขึ้นแล้วเอ่ยถามต่อ
“แล้วเย็นนี้เตรียมเมนูอะไรไว้บ้างครับ?”
“เห็นฮุ่ยฮุ่ยบ่นว่าอยากกินกระดูกหมูต้มซีอิ๊วค่ะ แล้วก็มีกุ้งแม่น้ำตัวเล็กที่ซื้อติดมือมาระหว่างทางกลับบ้าน นอกนั้นก็คงเป็นผัดผักง่ายๆ ที่เก็บจากแปลงผักของเรานี่แหละ”
“โอเคครับ งั้นเดี๋ยวเด็ดมะเขือยาวเพิ่มอีกสักหน่อย กับข้าวสำหรับมื้อเย็นนี้ก็น่าจะเพียงพอแล้ว”
“ในแปลงผักก็มีวัตถุดิบอยู่แค่นี้แหละค่ะ ที่เหลือคุณพ่อครัวใหญ่ก็จัดการตามสมควรเลยนะคะ”
ฉีหนวนหยางหลุดขำออกมาเบาๆ เมื่อได้ยินแบบนั้น
“คุณนี่โยนงานเก่งเหมือนกันนะเนี่ย เป็นเถ้าแก่เนี๊ยะจอมสั่งการชัดๆ”
ถังหลินยักไหล่อย่างช่วยไม่ได้ พลางส่งยิ้มบางๆ ให้เขา
“ก็ทำไงได้ล่ะคะ ฝีมือทำอาหารของฉันมันไม่ได้เรื่องจริงๆ ก็ต้องรบกวนรองผู้อำนวยการฉีช่วยแสดงฝีมือหน่อยแล้วล่ะค่ะ”
ฉีหนวนหยางเม้มปากกลั้นยิ้ม นัยน์ตาฉายแววพึงพอใจ
“ทำอาหารไม่เก่งก็ไม่เห็นเป็นไร ต่อไปหน้าที่เข้าครัวยกให้เป็นภาระของผมเอง แต่จะว่าไปคุณมีพรสวรรค์เรื่องการปลูกผักมากเลยนะ ผักที่คุณปลูกไม่ว่าจะเอามาผัดยังไงก็อร่อยไปหมด พอได้กินผักฝีมือคุณแล้ว ผมกลับไปกินผักที่แม่ซื้อจากตลาดแทบไม่ลงเลย มันจืดชืดไม่มีรสชาติ”
ถังหลินรู้อยู่เต็มอกว่าทำไมรสชาติมันถึงต่างกัน แต่ใบหน้ายังคงประดับด้วยรอยยิ้มละไม เธอชี้มือไปทางแปลงผักที่เขียวชอุ่ม
“ผักพวกนี้ฉันกับฮุ่ยฮุ่ยสองคนกินไม่ทันหรอกค่ะ ตอนคุณกลับก็เก็บติดไม้ติดมือกลับไปได้เลยตามสบาย”
สำหรับฉีหนวนหยางเธอไม่ค่อยห่วงเท่าไหร่ เพราะพักอยู่ในเมืองเดียวกัน จะแวะมาฝากท้องหรือมาเก็บผักไปทำกินเองเมื่อไหร่ก็ได้ แต่คนที่เธออดห่วงไม่ได้คือเสี่ยวเยว่ ช่วงนี้ชายหนุ่มกินข้าวฝีมือทางบ้านจนชินปาก กลัวว่าพอกลับเข้ากรมกองไปแล้วจะกินข้าวโรงอาหารไม่ลง
งานของเขาต้องใช้แรงกายฝึกหนักทุกวัน หากกินไม่อิ่มท้อง ร่างกายจะทรุดโทรมเอาได้ง่ายๆ
หลังจากแบ่งหน้าที่กันเรียบร้อย ฉีหนวนหยางก็ส่งตะกร้าผักให้เลิ่งฮุ่ยและเสี่ยวเยว่นำไปล้างทำความสะอาด ส่วนตัวเขาเดินเข้าครัวไปจัดการวัตถุดิบหลัก เขานำกระดูกหมูชิ้นโตมาล้างจนสะอาดหมดจด แล้วนำลงต้มในน้ำเย็นเพื่อลวกเอาคาวเลือดออกเป็นขั้นตอนแรก
เคล็ดลับของการทำกระดูกหมูต้มซีอิ๊วให้อร่อย เนื้อต้องเปื่อยนุ่มชนิดที่ว่ากัดคำเดียวเนื้อก็หลุดร่อนออกจากกระดูก แถมยังต้องดูดไขกระดูกข้างในได้ด้วย รสชาติที่เข้มข้นจนน้ำลายสอต้องอาศัยความใส่ใจในการปรุง
เมนูนี้ต้องใช้เวลาตุ๋นนานพอสมควร เขาใส่เครื่องเทศสมุนไพรลงไปแล้วเคี่ยวด้วยไฟอ่อน จากนั้นจึงหันไปเตรียมเครื่องปรุงสำหรับเมนูอื่นต่อ
เวลาผ่านไปพักใหญ่ กลิ่นหอมยั่วน้ำลายก็ลอยตลบอบอวลไปทั่วบ้าน
“หอมจังเลยค่ะ”
ถังหลินเดินตามกลิ่นเข้ามาในครัว
“กระดูกหมูเสร็จแล้วเหรอคะ?”
ฉีหนวนหยางเปิดฝาหม้อ ใช้ตะหลิวคนกลับด้านกระดูกหมูอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม
“ครับ เกือบได้ที่แล้ว”
เขาบุ้ยใบ้ให้ถังหลินดูผลงานในหม้อ
“คุณดูสิ ตุ๋นจนน้ำซุปงวดลงจนเหนียวข้น เคลือบเป็นมันวาวเกาะติดกระดูกแบบนี้ถือว่าใช้ได้แล้ว การทำแบบนี้จะทำให้เนื้อหมูเปื่อยนุ่มแต่ไม่แห้งกระด้าง รสชาติซึมเข้าเนื้อ กินแล้วไม่เลี่ยน รับรองว่าอร่อยแน่นอน”
“ได้ความรู้ใหม่อีกแล้ว ขอบคุณนะคะ พ่อครัวฉีของฉัน”
คำว่า "พ่อครัวฉีของฉัน" ที่หวานหยดย้อยราวน้ำผึ้งเดือนห้าไหลผ่านโสตประสาท ส่งผลให้หัวใจของฉีหนวนหยางพองโต คิ้วเข้มเลิกขึ้นอย่างลิงโลด มุมปากยกยิ้มกว้างจนแทบหุบไม่ลง ความสุขแผ่ซ่านออกมาทางสีหน้าอย่างชัดเจนราวกับระลอกคลื่นที่กระทบฝั่ง
เมื่ออาหารถูกลำเลียงขึ้นโต๊ะ เลิ่งฮุ่ยก็สังเกตเห็นความผิดปกติ เธอเหลือบมองใบหน้าเปื้อนยิ้มของฉีหนวนหยางด้วยความประหลาดใจอยู่หลายครั้ง
เสี่ยวเยว่หยิบขวดน้ำอัดลมขึ้นมาเปิดฝาเสียงดังฟู่ เลิ่งฮุ่ยรับขวดนั้นไปวางตรงหน้าฉีหนวนหยาง แล้วรับอีกขวดไปวางให้ถังหลิน ก่อนจะกระซิบถามผู้เป็นแม่เสียงเบา
“แม่คะ อาฉีเขาไปเจอเรื่องดีอะไรมาหรือเปล่า หนูเห็นเขายิ้มหน้าบานจนวิญญาณจะลอยออกจากร่างอยู่แล้ว”
สายตาคมกริบของเสี่ยวเยว่กวาดมองสลับไปมาระหว่างถังหลินและฉีหนวนหยาง มือหนาที่เห็นข้อกระดูกชัดเจนหยิบที่เปิดขวดงัดฝาน้ำอัดลมอีกขวด แล้วเลื่อนไปวางตรงหน้าเลิ่งฮุ่ยอย่างนุ่มนวล
จากนั้นเสียง ‘กริ๊ก’ ของฝาจีบที่ถูกงัดออกก็ดังขึ้นอีกครั้ง เขาเปิดให้ตัวเองเป็นขวดสุดท้าย ก่อนจะยกขวดขึ้นชนกับขวดในมือเลิ่งฮุ่ยเบาๆ
“มาเถอะ เราสองคนชนแก้วกันดีกว่า อาฉีเขาอารมณ์ดีก็ปล่อยให้เขามีความสุขไปเถอะ”
เสียงแก้วกระทบกันดึงสติของเลิ่งฮุ่ยกลับมา เธอเลิกสนใจเรื่องของผู้ใหญ่และหันมาจดจ่อกับอาหารเลิศรสตรงหน้าแทน
บนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยเมนูชวนน้ำลายสอ กระดูกหมูต้มซีอิ๊วสีสวย กุ้งแม่น้ำทอดพริกเกลือ มะเขือยาวผัดซอสถั่ว ถั่วฝักยาวผัดแห้ง และยำแตงกวากรอบๆ รวมทั้งหมดห้าอย่าง โดยเฉพาะกระดูกหมูชามโตที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางโต๊ะ
กลิ่นหอมของมันทำเอาเลิ่งฮุ่ยแทบจะอดใจไม่ไหว
เสี่ยวเยว่คีบกระดูกชิ้นที่มีเนื้อติดเยอะที่สุดใส่ชามของหญิงสาว พลางเอ่ยแซวอย่างเอ็นดู
“ดูทำหน้าเข้า ตะกละจนน้ำลายจะไหลย้อยลงมาถึงคางแล้ว”
เลิ่งฮุ่ยสูดน้ำลายดังซู้ด
“พูดไปแล้วอย่าหาว่าเว่อร์เลยนะ นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตเลยที่ฉันจะได้กินกระดูกหมูต้มซีอิ๊วแบบนี้ ฉันอยากกินมาเกือบสองศตวรรษแล้ว”
ฉีหนวนหยางคีบกระดูกหมูใส่จานให้ถังหลินบ้าง ก่อนจะหันไปหัวเราะร่า
“ถ้าฮุ่ยฮุ่ยชอบกิน คราวหน้าอาจะทำให้กินอีกก็แล้วกัน แต่ที่บอกว่าอยากกินมาสองศตวรรษนี่ก็เกินจริงไปหน่อยนะเรา”
มีเพียงถังหลินและเลิ่งฮุ่ยเท่านั้นที่รู้ดีว่าคำพูดนั้นไม่ได้เกินจริงเลยแม้แต่น้อย
ความหิวโหยที่สะสมมาจากยุควันสิ้นโลกจนข้ามภพมาถึงปัจจุบัน นับเวลารวมกันแล้วก็ปาเข้าไปสองศตวรรษได้จริงๆ
เลิ่งฮุ่ยพยักหน้ารับคำ
“ได้เลยค่ะ วันหลังถ้าหาซื้อกระดูกหมูได้ หนูคงต้องรบกวนอาฉีมาช่วยสอนทำเมนูใหม่ๆ อีกนะคะ”
ในยุคสมัยนี้ เรื่องปากท้องไม่ใช่เรื่องง่าย การได้กินผักสดทุกมื้อก็นับว่าหรูหรามากแล้ว
ยิ่งเป็นเมนูกระดูกหมูชามโตแบบกินทิ้งกินขว้างเช่นนี้ บางครอบครัวอาจจะมีโอกาสได้กินแค่ปีละหน หรืออย่างมากก็หลายเดือนครั้ง
แต่สำหรับเลิ่งฮุ่ยและถังหลินที่เคยผ่านความอดอยากแร้นแค้นในวันสิ้นโลกมาแล้ว เมื่อได้มีชีวิตใหม่ พวกเธอจึงตั้งปณิธานว่าจะไม่ทรมานตัวเองเด็ดขาด หากอยากกินอะไรก็ต้องได้กิน การได้กินอิ่มนอนอุ่นคือเป้าหมายสูงสุดในชีวิตชาตินี้
ดังนั้นพวกเธอจึงกินอย่างที่ใจอยาก โดยไม่สนใจสายตาใครหน้าไหน
โชคดีที่ทั้งเสี่ยวเยว่และฉีหนวนหยางไม่ใช่ผู้ชายหัวโบราณที่มองว่าผู้หญิงต้องประหยัดมัธยัสถ์จนเกินงาม ไม่อย่างนั้นคงใช้ชีวิตร่วมกันลำบาก
ฉีหนวนหยางมองดูเสี่ยวเยว่ที่เอาแต่คีบกับข้าวใส่จานให้เลิ่งฮุ่ยไม่หยุด จึงเอ่ยถามขึ้นทำลายความเงียบ
“เจ้าหนุ่มเสี่ยวเยว่ ตอนนี้นายก็ไปได้สวยในกองทัพแล้ว มีแผนสำหรับอนาคตข้างหน้าไว้บ้างหรือยัง?”
มือของเสี่ยวเยว่ชะงักไปเล็กน้อย เขาเงยหน้าขึ้นสบตาฉีหนวนหยาง ก่อนจะเลื่อนสายตากลับมามองเลิ่งฮุ่ยแวบหนึ่ง มุมปากยกยิ้มเจ้าเล่ห์
“ตอนนี้... ขอขุนสหายเลิ่งฮุ่ยให้อิ่มก่อนครับ ส่วนเรื่องอนาคต...”
ทุกคนบนโต๊ะอาหารต่างหยุดชะงักและหันมามองเขาเป็นตาเดียว
เลิ่งฮุ่ยเองก็หยุดเคี้ยว เงยหน้าขึ้นสบตาเขา รอฟังว่าเขาจะพูดอะไรต่อ
“ตราบใดที่สหายเลิ่งฮุ่ยยินดี ผมสามารถทำเรื่องยื่นคำร้องต่อผู้บังคับบัญชา เพื่อขอย้ายเธอไปทำงานที่สถาบันวิจัยในเขตของผมได้ และถ้าคุณน้าไม่อยากแยกกับสหายเลิ่งฮุ่ย ก็สามารถยื่นเรื่องขอย้ายไปพร้อมกันได้เลยครับ ผมเชื่อว่าด้วยทักษะความสามารถของคุณน้าและสหายเลิ่งฮุ่ย การโยกย้ายครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องยาก”
ฉีหนวนหยางได้ยินดังนั้นก็เริ่มนั่งไม่ติดเก้าอี้ ขืนปล่อยให้เป็นแบบนั้นจะแย่เอา
เขากระแอมไอแก้เก้อสองสามที
“อะแฮ่ม... ถ้าจะให้สหายถังหลินตามไปด้วย มันจะดูไม่ค่อยสะดวกหรือเปล่า?”
เสี่ยวเยว่ยังคงตั้งหน้าตั้งตาคีบกับข้าวให้แฟนสาว พลางตอบกลับอย่างไม่ยี่หระ
“ไม่เห็นจะไม่สะดวกตรงไหนเลยครับ คุณน้าเป็นแม่ของสหายเลิ่งฮุ่ย การดูแลท่านในภายภาคหน้าก็ถือเป็นความรับผิดชอบของพวกเราอยู่แล้ว”
ฉีหนวนหยางโอดครวญในใจ ‘นายดูแลพวกเธอเป็นหน้าที่นาย แล้วฉันล่ะ? ถ้าเอากล่องดวงใจของฉันย้ายไปอยู่ที่นั่นด้วย ฉันมิต้องกลายเป็นชายแก่ขี้เหงาเฝ้าบ้านคนเดียวอีกเหรอ?’
“แต่มันจะเหมาะสมเหรอ? ถังหลินกับฮุ่ยฮุ่ยลงหลักปักฐานที่นี่มาหลายปี ญาติพี่น้องเพื่อนฝูงก็อยู่ที่นี่กันหมด จู่ๆ จะให้ย้ายไปอยู่ต่างถิ่นที่ไม่คุ้นเคย ฉันกลัวว่าพวกเธอจะปรับตัวลำบากนะ”
เสี่ยวเยว่หันไปยิ้มกว้างถามความเห็นจากสองสาวเจ้าของเรื่อง
“คุณน้ากับสหายเลิ่งฮุ่ยมีความคิดเห็นว่ายังไงบ้างครับ?”
ถังหลินวางตะเกียบลง ริมฝีปากแต้มรอยยิ้มบางเบา ดวงตากลมโตฉายแววหยอกเย้าขณะมองสลับไปมาระหว่างชายหนุ่มต่างวัยทั้งสองคน
“น้าน่ะยังไงก็ได้ค่ะ แต่ประเด็นสำคัญมันอยู่ที่ว่า... เธอมีค่าพอให้พวกเรายอมเสียสละทุกอย่างเพื่อไปอยู่ด้วยหรือเปล่า?”
คำพูดนี้ชวนให้นึกถึงประโยคที่ว่า ‘หากแม้นท่านดีแสนดี ชีวิตที่เหลือนี้ขอมอบให้ท่านเพียงผู้เดียว’
[จบบท]