บทที่ 117: เหล่าผู้บริหารจอมจับคู่
เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อเลิ่งฮุ่ยลืมตาตื่นขึ้นมาจากห้วงนิทรา กลิ่นหอมกรุ่นของอาหารเช้าก็ลอยมาแตะจมูก ถังหลินตื่นขึ้นมาจัดเตรียมมื้อเช้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว
“รีบไปล้างหน้าแปรงฟันเร็วเข้า เดี๋ยวจะได้มากินข้าวกัน”
เลิ่งฮุ่ยยกข้อมือขึ้นมาดูนาฬิกาตามความเคยชิน เข็มยาวสีเงินบนหน้าปัดเพิ่งจะเคลื่อนผ่านเลขหกมาเพียงครึ่งรอบ บอกเวลาหกโมงครึ่งพอดี
ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย น้ำเสียงที่เปล่งออกมาเจือไปด้วยความประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด “ทำไมวันนี้แม่ทำกับข้าวเสร็จเร็วจังคะ นี่ตื่นมางกๆ เงิ่นๆ ตั้งแต่กี่โมงกี่ยามกันเนี่ย”
“แม่ก็แค่ตื่นก่อนลูกสักยี่สิบนาทีเอง ข้าวต้มเนี่ยอาฉีของลูกเขาตั้งไฟตุ๋นทิ้งไว้ในเตาตั้งแต่เมื่อคืนก่อนกลับแล้ว พอแม่ตื่นมาก็แค่มือไวทอดแผ่นแป้งใส่ไข่เพิ่มอีกสองแผ่นก็เสร็จแล้ว”
ระหว่างที่พูด ถังหลินก็ปลดสายผ้ากันเปื้อนที่เอวออก พลางตักโจ๊กข้าวโพดบดร้อนๆ ใส่ชาม ยกขึ้นจิบช้าๆ อย่างผ่อนคลาย
หลังจากจัดการธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อย เลิ่งฮุ่ยก็เดินมานั่งลงที่โต๊ะอาหาร มือเรียวใช้ช้อนกระเบื้องตักโจ๊กข้าวโพดสีเหลืองอำพันขึ้นมา ไอความร้อนลอยกรุ่นขึ้นมาปะทะใบหน้ากลายเป็นละอองสีขาวจางๆ
เธอเป่าเบาๆ ก่อนจะส่งเข้าปาก เพียงแค่คำแรกสัมผัสลิ้น เธอก็อดไม่ได้ที่จะหยีตาลงด้วยความฟิน “โห โจ๊กที่ตุ๋นข้ามคืนนี่มันคนละเรื่องเลยนะคะเนี่ย เนื้อเนียนนุ่มละมุนลิ้นกว่าต้มใหม่ๆ เยอะเลย!”
พูดจบเธอก็หันไปกัดแผ่นแป้งทอดสีเหลืองทองกรอบนอกนุ่มใน เศษแป้งร่วงกราวลงที่ขอบชามเล็กน้อย “แล้วแผ่นแป้งทอดวันนี้ก็อร่อยสุดยอด หรือว่าอาฉีแอบบอกเคล็ดลับอะไรให้แม่ก่อนกลับเมื่อคืนหรือเปล่าคะเนี่ย?”
ถังหลินใช้ตะเกียบเคาะเบาๆ ที่ขอบชามของลูกสาว มุมปากยกยิ้มอย่างห้ามไม่อยู่ “มีของกินอุดปากแล้วยังพูดมากอีก รีบกินให้ท้องอิ่มเถอะ เดี๋ยวต้องไปทำงาน ถ้าออกจากบ้านช้าเดี๋ยวก็ต้องไปวิ่งหน้าตั้งเข้าออฟฟิศให้ทันตอกบัตรอีกหรอก”
อาหารเช้ามื้อนี้รสชาติดีจนเลิ่งฮุ่ยเจริญอาหารเป็นพิเศษ เธอเติมโจ๊กไปถึงสองชาม แถมยังกวาดแผ่นแป้งทอดไปอีกสี่ชิ้น แต่ก็ยังรู้สึกว่ากินได้อีกไม่อั้น
...
เวลาเจ็ดโมงครึ่ง ณ บริเวณหน้าประตูทางเข้าโรงงานเครื่องจักร
ถังหลินและเลิ่งฮุ่ยเดินแทรกตัวไปตามกระแสผู้คน สภาพการเบียดเสียดเข้าโรงงานเป็นกิจวัตรประจำวันที่ทุกคนต้องเผชิญ เลิ่งฮุ่ยไม่เคยเข้าใจเลยว่าพวกผู้บริหารคิดอะไรอยู่ ตอนสร้างประตูโรงงานทำไมถึงไม่ทำให้มันกว้างกว่านี้หน่อยนะ
จังหวะนั้นเอง ฉีหนวนหยางที่จูงจักรยานคู่ใจก็แทรกตัวจากด้านหลังขึ้นมาขนาบข้างถังหลิน เขาเอามือปาดเหงื่อเม็ดเล็กๆ ที่ผุดพรายตามไรผม ริมฝีปากคลี่ยิ้มอ่อนโยน แสงแดดยามเช้าตกกระทบสันจมูกโด่งทำให้แววตาของเขาดูเป็นประกายสดใส “อรุณสวัสดิ์ครับ! ผมเห็นพวกคุณสองคนมาแต่ไกลเลย กินมื้อเช้ากันมาหรือยัง?”
ถังหลินพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม “เรียบร้อยแล้วค่ะ แล้วคุณล่ะ?”
“ยังเลยครับ เดี๋ยวผมกะว่าจะไปหาอะไรกินรองท้องที่โรงอาหารสักหน่อย”
ทั้งสามคนสบตากันยิ้มๆ เมื่อก้าวเท้าเข้าสู่เขตโรงงานและตระหนักได้ว่าเวลาตอกบัตรกำลังกระชั้นเข้ามา ฝีเท้าของทุกคนก็เร่งจังหวะขึ้นโดยอัตโนมัติ ไม่มีเวลาให้ยืนคุยสัพเพเหระ หน้าตึกสำนักงาน ทั้งสามจึงรีบโบกมือลาแยกย้ายกันไปทำหน้าที่
ฉีหนวนหยางหิ้วกระเป๋าเอกสารเดินมาถึงหน้าห้องทำงาน ก็ประจวบเหมาะเจอกับเหลยอ้ายจวินที่เดินออกมาจากห้องข้างๆ พอดี
เหลยอ้ายจวินเหลือบไปเห็นความสุขที่ฉายชัดอยู่ในแววตาของอีกฝ่าย ร่างสูงในชุดทำงานชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะกระตุกยิ้มมุมปากด้วยความรู้ทัน “อ้าว! หนวนหยาง วันนี้ดูหน้าตาสดชื่นเหมือนมีลมฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านเลยนะ สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาคงมีความสุขน่าดู รีบบอกมาซะดีๆ ไปเจอเรื่องดีๆ อะไรมา?”
“อรุณสวัสดิ์ครับผู้อำนวยการ ใกล้จะถึงเวลาทำงานแล้ว ผมขอตัวเอาประเป๋าไปเก็บก่อนนะครับ ถ้าจะคุยเล่นเดี๋ยวไว้ว่างๆ ค่อยว่ากัน” ฉีหนวนหยางรีบตัดบทแล้วชิ่งหนีเข้าห้องทันที
เหลยอ้ายจวินมองตามหลังฉีหนวนหยางที่ผลุบหายเข้าไปในห้องอย่างรวดเร็วด้วยความงุนงง ปกติหมอนี่ไม่ใช่คนที่จะตัดบทสนทนาดื้อๆ แบบนี้
พอกลอกตาไปมา เขาก็เห็นร่างหนึ่งเดินขึ้นมาจากบันได เหลยอ้ายจวินจึงก้าวเข้าไปหาแล้วชี้นิ้วไปยังทิศทางที่ฉีหนวนหยางเพิ่งหายตัวไป “กวงฮุย เมื่อกี้คุณเข้าโรงงานมาพร้อมกับหนวนหยางหรือเปล่า?”
อู๋กวงฮุยชะงักไปนิดหนึ่ง แม้จะเดาเจตนาของคำถามไม่ออก แต่ก็พยักหน้าตอบตามความจริง “ใช่ครับ วันนี้ผมขี่จักรยานตามหลังรองผู้อำนวยการฉีเข้ามา พอถึงหน้าประตูโรงงาน ผมกะว่าจะเข้าไปทักทายแกสักหน่อย แต่เห็นแกเดินมากับพวกเจ้าหน้าที่เทคนิคถัง ผมเลยไม่อยากเข้าไปขัดจังหวะ”
“เจ้าหน้าที่เทคนิคถัง? คุณหมายถึงรองหัวหน้าแผนกถังที่อยู่โรงงานใหม่น่ะเหรอ?”
“ใช่ครับ คนนั้นแหละ”
เหลยอ้ายจวินยกมือลูบคางพลางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะโบกมือให้อู๋กวงฮุยแล้วหมุนตัวเดินตรงดิ่งไปยังห้องทำงานของเลขาธิการพรรคประจำโรงงาน
สิบโมงเช้านี้มีประชุมย่อยของผู้บริหารพอดี
...
เวลาเก้าโมงห้าสิบนาที ฉีหนวนหยางกะเวลาประชุมไว้เรียบร้อย จึงหนีบสมุดบันทึกเดินมุ่งหน้าไปยังห้องประชุม
ทว่าทันทีที่ผลักประตูเข้าไป เขาก็ต้องยืนนิ่งค้างอยู่กับที่ ปกติแล้วการมาก่อนเวลาสิบนาทีก็นับว่าเร็วแล้ว แต่ภาพที่เห็นคือที่นั่งในห้องประชุมถูกจับจองไปเกือบหมด เหล่าผู้บริหารระดับสูงมากันครบองค์ประชุมแล้ว
โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริหารที่นำทีมโดยเหลยอ้ายจวิน ทุกสายตากำลังจับจ้องมาที่เขาเป็นตาเดียว
ฉีหนวนหยางเดินไปนั่งที่เก้าอี้ประจำตำแหน่งด้วยความเก้อเขิน “ทำไมทุกคนถึงมองผมแบบนั้นล่ะครับ?”
เหลยอ้ายจวินยิ้มกริ่มพลางใช้นิ้วเคาะโต๊ะประชุมเบาๆ แววตาฉายแววหยอกล้ออย่างปิดไม่มิด “ไอ้หนุ่ม วันนี้เห็นหน้าแกแดงปลั่งราศีจับ พวกเราตาแก่แถวนี้ก็เลยเดากันเล่นๆ ว่า สงสัยดวงความรักจะพุ่งชนเข้าให้แล้วมั้ง ไปสานสัมพันธ์กับสหายถังตามที่พวกเราเคยเชียร์ไว้หรือเปล่าฮึ?”
ผู้บริหารคนอื่นๆ ต่างพยักหน้าเห็นพ้องต้องกัน เสียงหัวเราะทุ้มต่ำดังก้องไปทั่วห้องประชุม
ฉีหนวนหยางกระแอมแก้เก้อ แกล้งยกข้อมือขึ้นมาดูเวลา “นี่จะสิบโมงแล้วนะครับ”
ปลายนิ้วของเขาเคาะลงบนเอกสารการประชุมตรงหน้า ก่อนจะกวาดสายตามองใบหน้าเปื้อนยิ้มของทุกคน “เรามาดูเนื้อหาการประชุมกันก่อนดีกว่าครับ”
...
ทางด้านถังหลิน เธอไม่รู้เรื่องเลยว่าความสัมพันธ์ของเธอกับฉีหนวนหยางกำลังกลายเป็นหัวข้อสนทนาสุดฮอตของเหล่าผู้บริหาร
เวลานี้เธอกำลังยืนอยู่ในโรงงาน หารือเรื่องเครื่องจักรกับหัวหน้าฝ่ายผลิตจวงฉีหัวอย่างเคร่งเครียด
ประเด็นอยู่ที่เครื่องจักรตัวใหม่ในโรงงานใหม่ ว่าในกระบวนการผลิตมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นบ้าง ชิ้นส่วนความละเอียดสูงที่กลึงออกมามีความแม่นยำแค่ไหน และมีค่าความคลาดเคลื่อนมากน้อยเพียงใด
ความจริงแล้ว การปรับปรุงเครื่องจักรใหม่ในตอนนี้เป็นเพียงการเพิ่มความแม่นยำและเพิ่มกำลังการผลิตเท่านั้น หากต้องการยกระดับเทคโนโลยีอย่างแท้จริง ก็ต้องคิดหาวิธีปรับปรุงระบบควบคุมหลอดสุญญากาศ วงจรรวม และเทคโนโลยีการเขียนโปรแกรม
เป้าหมายสูงสุดคือการเปลี่ยนเครื่องจักรระบบมือหมุนในปัจจุบัน ให้กลายเป็นเครื่องจักรระบบควบคุมด้วยตัวเลข (CNC) ให้ได้
อย่างไรก็ตาม ช่องว่างระหว่างอุดมคติกับความเป็นจริงยังคงห่างไกลดั่งหุบเหว แนวคิดอันชาญฉลาดบนหน้ากระดาษพิมพ์เขียว มักจะชนเข้ากับกำแพงแห่งความเป็นจริงเมื่อต้องลงมือทำ
การเปลี่ยนผ่านจากระบบมือหมุนสู่ระบบดิจิทัลไม่ใช่ปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน แต่ต้องผ่านกระบวนการขัดเกลาอัลกอริธึม การปรับแต่งชิ้นส่วน และการปรับระบบให้เข้ากัน ซึ่งเป็นเส้นทางที่ยาวไกล ทุกขั้นตอนต้องผ่านการล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วนเพื่อหล่อหลอมความสำเร็จ นี่คือสงครามยืดเยื้อที่ต้องต่อสู้กับเวลาและอุปสรรค
ในสมรภูมินี้ ลำพังแค่ความรู้ทางเทคนิคของถังหลินยังไม่เพียงพอ ปัจจัยด้านวัสดุอุปกรณ์และด้านอื่นๆ ก็ต้องก้าวตามให้ทันด้วย
...
สองวันต่อมา
ทันทีที่ถังหลินก้าวเท้าเข้าออฟฟิศ โดยที่ชุดทำงานสีกรมท่าของเธอยังชื้นไปด้วยน้ำค้างจากการเดินทาง หลี่หย่งก็รีบตะโกนเรียกเธอเข้าไปในห้องทำงานของเขาด้วยท่าทีร้อนรน
เมื่อผลักประตูเข้าไป ก็เห็นหลี่หย่งยืนหน้าบานอยู่หน้าโต๊ะทำงาน ปลายนิ้วเคาะพื้นโต๊ะเป็นจังหวะหนักแน่น
สิ่งที่โดดเด่นสะดุดตาที่สุดบนโต๊ะที่เต็มไปด้วยกองเอกสาร คือกาน้ำร้อนไฟฟ้าตัวใหม่เอี่ยมอ่องที่สะท้อนแสงแวววาว
สีหน้าของถังหลินฉายแววยินดีทันที “หัวหน้าคะ นี่ตัวต้นแบบเสร็จออกมาแล้วเหรอคะ?”
พอหลี่หย่งเห็นถังหลินเดินเข้ามา ดวงตาของเขาก็หยีลงจนโค้งเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว เขากวักมือเรียกเธอหยอยๆ “มานี่เร็วๆ มาดูของดีที่คุณอุตส่าห์ทุ่มเทแรงกายแรงใจทำมาตั้งนาน ดูสิว่าของจริงกับในแบบที่คุณวาดไว้ มันมีอะไรผิดเพี้ยนไปบ้างไหม?”
สายตาของถังหลินจับจ้องไปที่กาน้ำร้อนไฟฟ้า เธอหยิบมันขึ้นมาตรวจสอบภายในและฐานด้านล่างอย่างละเอียด เมื่อมั่นใจว่าโครงสร้างภายนอกปลอดภัยไม่มีปัญหา จึงเอ่ยถามขึ้น “หัวหน้าคะ ได้ลองเสียบปลั๊กทดสอบหรือยัง? พวกระบบตัดไฟอัตโนมัติ กำลังไฟ อะไรพวกนี้ ทำงานปกติไหมคะ?”
หลี่หย่งตบไปที่ตัวกาน้ำร้อนเบาๆ แววตาเปี่ยมไปด้วยความชื่นชม “พวกเด็กๆ ที่โรงงานตอนเอามาส่งนะ ตบหน้าอกรับประกันเสียงดังฟังชัดเลยว่า ทดสอบตามค่าที่คุณกำหนดซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบแล้ว ทั้งประสิทธิภาพการทำความร้อน ความแม่นยำของระบบตัดไฟ ไม่มีผิดเพี้ยนแม้แต่นิดเดียว แต่ก็นะ ของแบบนี้ต้องลองกับมือถึงจะวางใจ ไปกันเถอะ ไปรองน้ำมาต้มทดสอบกัน!”
แน่นอนว่าการทดสอบด้วยตัวเองครั้งนี้ไม่ได้ทำกันเงียบๆ ในห้องของหลี่หย่ง แต่เขาหิ้วกาน้ำร้อนไฟฟ้าเดินนำขบวนไปยังห้องทำงานของผู้บริหารคนอื่นๆ บนตึกสำนักงาน เพื่อให้พวกเขาได้ร่วมเป็นสักขีพยานในช่วงเวลาประวัติศาสตร์นี้ไปพร้อมๆ กัน
[จบบท]