บทที่ 119: ซวยชะมัด ดันมาเจอหมาหมู่รุมกัดกันอีกแล้ว
ช่วงเวลาใกล้เลิกงาน บรรยากาศในโรงงานเริ่มผ่อนคลายลง ถังหลินเดินกลับมาจากเวิร์กช็อป ระหว่างทางผ่านแผนกเทคนิค สายตาเหลือบไปเห็นลูกสาวอย่างเลิ่งฮุ่ยยังนั่งทำงานอยู่ในห้องทำงาน เธอจึงตัดสินใจผลักประตูเดินเข้าไป ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามา เพื่อนร่วมงานคนอื่นที่เห็นเธอต่างก็พยักหน้าทักทายด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตร
ถังหลินยิ้มตอบรับทุกคนอย่างเป็นกันเอง ก่อนจะเดินตรงดิ่งไปที่โต๊ะทำงานของเลิ่งฮุ่ย เธอก้มตัวลงเล็กน้อยแล้วกระซิบถามลูกสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ฮุ่ยฮุ่ย เดี๋ยวเลิกงานแล้ว ลุงฉีของลูกเขาชวนพวกเราไปดูหนังด้วยกัน ลูกจะไปด้วยไหม?”
เลิ่งฮุ่ยใช้นิ้วมือลูบไล้รอยยับบนหน้าหนังสือพิมพ์เบาๆ คราบหมึกพิมพ์สีดำจางๆ ติดเปื้อนที่ง่ามนิ้วโป้ง เธอจ้องมองข่าวสารในคอลัมน์ตรงหน้าโดยที่ขนตาไม่กระดิกแม้แต่น้อย ก่อนจะตอบปฏิเสธเสียงเรียบ
“ไม่ไปค่ะ”
ถังหลินขยับตัวเข้ามาใกล้โต๊ะอีกนิด ยกมือขึ้นโอบไหล่ลูกสาวพลางเกลี้ยกล่อมด้วยน้ำเสียงเจือรอยยิ้ม
“เลิกงานแล้วเราไปกินข้าวที่ร้านอาหารรัฐวิสาหกิจกันก่อน แล้วค่อยไปดูหนัง โอกาสผ่อนคลายแบบนี้หาไม่ได้ง่ายๆ นะลูก”
เลิ่งฮุ่ยพับหนังสือพิมพ์เก็บเป็นสี่เหลี่ยมอย่างเรียบร้อย แล้วลุกขึ้นเริ่มเก็บของบนโต๊ะเตรียมตัวกลับบ้าน
“แม่กับลุงฉีไปกันเถอะ หนูไม่อยากไปจริงๆ”
คนเขาจะไปเดตกัน จะให้เธอไปเป็นก้างขวางคอทำไม
ขืนไปก็เหมือนไปเป็นหลอดไฟขนาด 1000 วัตต์ ส่องสว่างจ้าจนแสบตาเปล่าๆ
ถึงพวกแม่จะไม่รู้สึกอึดอัด แต่ตัวเธอเองนี่แหละที่จะทำตัวไม่ถูก ลองคิดในมุมกลับกัน ถ้าเธอไปออกเดตกับแฟน ก็คงไม่อยากให้มีใครมาเดินตามต้อยๆ เป็นก้างขวางคอเหมือนกัน
ถังหลินหันไปมองเพื่อนร่วมงานคนอื่นในห้องแวบหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“เอางั้นก็ได้ ถ้าลูกขี้เกียจทำกับข้าว ก็กินของที่เหลืออยู่ในบ้านเอานะ”
คำว่า “ของเหลือ” ที่ถังหลินพูดถึง แท้จริงแล้วคือเทคนิคการบริหารเวลาอันชาญฉลาดของสองแม่ลูก ทุกครั้งที่มีเวลาว่างทำอาหาร ถังหลินมักจะทำเผื่อไว้ปริมาณมาก พอทำเสร็จร้อนๆ ก็ให้เลิ่งฮุ่ยแบ่งใส่กล่องแล้วเก็บเข้าไว้ใน “มิติ” ทันที
วันไหนที่ขี้เกียจทำอาหาร หรือเหนื่อยจากงาน ก็แค่ดึงเอาอาหารรสชาติเหมือนเพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ ออกมาจากมิติ ทั้งสะดวกและประหยัดเวลากว่าสั่งอาหารเดลิเวอรี่ในยุคปัจจุบันเสียอีก
เลิ่งฮุ่ยพยักหน้ารับ เธอโตป่านนี้แล้ว ดูแลตัวเองได้สบายมาก
ช่วงหลังมานี้สองแม่ลูกไปทำงานและกลับบ้านพร้อมกันตลอด เลิกงานก็ตรงดิ่งกลับบ้านทันที ชีวิตวนเวียนอยู่แค่สองจุดแบบนี้ นานเข้าก็น่าเบื่อเหมือนกัน
ในเมื่อวันนี้ต้องกลับบ้านคนเดียว เลิ่งฮุ่ยเลยตัดสินใจว่าจะขี่จักรยานเล่นชมเมืองสักหน่อย รอให้ค่ำกว่านี้อีกนิดค่อยกลับไปนอน
หลังจากเก็บของบนโต๊ะเรียบร้อย เลิ่งฮุ่ยก็หยิบกุญแจจักรยานเดินออกจากห้องทำงาน
เมื่อมาถึงโรงจอดรถจักรยาน เลิ่งฮุ่ยสังเกตเห็นว่ารถของถังหลินยังจอดอยู่ที่เดิม แต่ที่สะดุดตาคือมีชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังนั่งยองๆ ก้มหน้าก้มตาทำอะไรบางอย่างอยู่ข้างๆ รถจักรยานอีกคัน
เธอชะเง้อคอมองด้วยความสงสัย ก็พบว่าโซ่จักรยานของเขาหลุด
ลี่หลิงเฟยได้ยินเสียงไขกุญแจจักรยานดังมาจากด้านหลัง จึงหันกลับมามอง พอเห็นว่าเป็นเลิ่งฮุ่ยเขาก็ทักทายขึ้น
“สหายเลิ่ง กำลังจะกลับบ้านเหรอครับ?”
เลิ่งฮุ่ยยิ้มบางๆ พลางพยักหน้า
“ใช่ค่ะ กำลังจะกลับ”
ลี่หลิงเฟยพอจะเดาได้ว่าอีกฝ่ายคงจำเขาไม่ได้ เขาจึงถอดถุงมือทำงานออก แล้วยื่นมือขวามาข้างหน้าอย่างเป็นธรรมชาติ ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มสุภาพตามมารยาท
“ผมลี่หลิงเฟยครับ เป็นผู้ช่วยของผู้อำนวยการโรงงานเหลย”
เลิ่งฮุ่ยยื่นมือไปจับทักทายพอเป็นพิธี มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย
“สวัสดีค่ะ สหายลี่ แล้วนี่เกิดอะไรขึ้นคะ?”
ลี่หลิงเฟยหลุบตาลงมองจักรยานข้างกาย ก่อนจะหัวเราะแห้งๆ ในลำคอ
“กำลังจะกลับบ้านดีๆ ดันมาซวยโซ่หลุดซะได้ เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่เลยครับงานนี้”
เลิ่งฮุ่ยมองดูโซ่จักรยานที่ห้อยต่องแต่งอยู่บนเฟือง
“โซ่หลุดเหรอคะ? นี่เป็นปัญหาพื้นฐานสุดๆ ของคนขี่จักรยานเลยนะ แล้วก็ซ่อมง่ายที่สุดด้วย”
ลี่หลิงเฟยได้ยินแบบนั้นก็ยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ซึมตามไรผม เขาพูดด้วยน้ำเสียงจนปัญญา
“รถคันนี้ผมขี่มาตั้งนานไม่เคยเจอปัญหานี้เลยครับ พอเจอครั้งแรกเข้า... ก็เลยไปไม่เป็นเหมือนกัน”
เลิ่งฮุ่ยปรายตามองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะดึงถุงมือมาจากมือเขามาสวมเอง เธอนั่งยองๆ ลง ใช้ประแจขันโซ่ขยับนั่นนิดนี่หน่อย เพียงแค่ไม่กี่อึดใจ โซ่ที่หลุดก็กลับเข้าไปเข้าที่เรียบร้อย
“เสร็จแล้วค่ะ ลองขี่ดูสิ”
ลี่หลิงเฟยเบิกตากว้าง จ้องมองผลงานตรงหน้าด้วยความทึ่ง ก่อนจะหันมามองหญิงสาวแล้วยกนิ้วโป้งให้อย่างนับถือจากใจจริง
“สุดยอด! สมกับที่เป็นช่างเทคนิคระดับสิบสี่ของโรงงานเรา ฝีมือระดับเซียนจริงๆ แค่จับนิดจับหน่อยก็เรียบร้อยเลย!”
เลิ่งฮุ่ยโบกมือปฏิเสธ แค่ใส่โซ่จักรยานแค่นี้ สำหรับเธอไม่นับว่าเป็นเทคนิคอะไรเลย
“สหายเลิ่ง วันนี้ขอบคุณมากนะครับ เย็นนี้ให้ผมเลี้ยงข้าวตอบแทนนะ?” ลี่หลิงเฟยเอ่ยชวนด้วยความกระตือรือร้น
เลิ่งฮุ่ยตกใจกับคำเชิญกะทันหัน แค่ช่วยเรื่องเล็กน้อยแค่นี้ถึงกับจะเลี้ยงข้าวเลยเหรอ ยุคนี้ตั๋วอาหารตั๋วเนื้อมีค่าดั่งทอง จะให้คนอื่นมาสิ้นเปลืองเพราะเรื่องแค่นี้ได้ยังไง
“ไม่เป็นไรค่ะ เรื่องเล็กน้อยแค่นี้เอง ฉันขอตัวกลับก่อนนะคะ!”
ต้องรีบชิ่ง!
“เดี๋ยวสิคุณ...” ลี่หลิงเฟยพยายามจะรั้งไว้ แต่เลิ่งฮุ่ยก็ปั่นจักรยานออกไปไกลลิบแล้ว
เมื่อพ้นเขตโรงงานเครื่องจักร เลิ่งฮุ่ยก็ปั่นเจ้าจักรยานคันใหญ่กินลมชมวิวไปเรื่อย เสียงกระดิ่งรถดังกรุ๊งกริ๊งเบาๆ สายลมยามเย็นในฤดูร้อนพัดผ่านหู เจือกลิ่นน้ำมันเครื่องจางๆ เธอปล่อยให้ล้อรถบดเบียดไปกับเศษทรายบนถนนซีเมนต์อย่างไม่เร่งรีบ
แม้จะห้าโมงเย็นแล้ว แต่ท้องฟ้ายังคงสว่างจ้า แสงอาทิตย์อัสดงย้อมเมฆบนฟ้าให้กลายเป็นสีส้มเหมือนน้ำอัดลมรสส้ม ใบไม้ข้างทางพลิ้วไหวส่งเสียงสวบสาบตามแรงลม
บนท้องถนนยังมีผู้คนพลุกพล่าน โดยเฉพาะตรงแผนกขายสินค้าสัตว์น้ำข้างสหกรณ์ที่มีคนต่อแถวยาวเหยียด เลิ่งฮุ่ยจอดรถชะโงกหน้าไปดู ก็เห็นว่ามีปลาแม่น้ำสดๆ เพิ่งมาลง ชาวบ้านที่รู้ข่าวต่างก็มารอเข้าคิวซื้อกันแน่นขนัด
“เลิ่งฮุ่ย เลิ่งฮุ่ย!”
ท่ามกลางฝูงชนที่กำลังต่อแถวซื้อปลา ลี่อีอวิ๋นโบกมือเรียกเธอหยอยๆ อย่างโดดเด่น
ลี่อีอวิ๋นหันไปบอกกล่าวกับหญิงวัยกลางคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ก่อนจะวิ่งเหยาะๆ เข้ามาหาเลิ่งฮุ่ย
“เลิ่งฮุ่ย ไม่เจอกันตั้งนาน สบายดีไหม?”
“ฉันสบายดี แล้วเธอล่ะ? นี่มาซื้อปลาเหรอ?” เลิ่งฮุ่ยสังเกตเห็นว่าผู้หญิงคนนั้นยังคงมองมาทางเธอเป็นระยะ
ลี่อีอวิ๋นมองตามสายตาเพื่อนไป แล้วยิ้มตาหยี
“เห็นไหม นั่นพี่สะใภ้ฉันเอง วันนี้ว่างๆ เลยออกมาเดินเล่นเป็นเพื่อนพี่เขา พอได้ยินว่ามีปลาสดมาลงช่วงบ่าย เราสองคนก็เลยรีบมาต่อแถวนี่แหละ”
พูดจบเธอก็ขยับหน้าเข้ามาใกล้ แววตาเป็นประกายซุกซน
“โชคดีนะที่ตามมาด้วย ไม่งั้นคงไม่รู้ว่าจะได้เจอเธอเมื่อไหร่”
“นี่เธอซื้อจักรยานใหม่เหรอเนี่ย?” คุยไปคุยมา ลี่อีอวิ๋นก็เพิ่งสังเกตเห็นจักรยานคันใหม่เอี่ยมที่เลิ่งฮุ่ยจูงอยู่
“อืม ซื้อเมื่อไม่นานมานี้น่ะ”
“ดีจังเลยนะ พ่อแม่ทำงานทั้งคู่แบบนี้ อยากได้อะไรท่านก็ซื้อให้ ไม่ต้องมานั่งกังวลเรื่องเงิน”
ลี่อีอวิ๋นพูดด้วยน้ำเสียงอิจฉานิดๆ
เลิ่งฮุ่ยทำเพียงแค่ยิ้มรับ ไม่ได้อธิบายเรื่องที่พ่อแม่หย่ากันให้อีกฝ่ายฟัง
“แล้วเธอกับแฟนยังคบกันดีอยู่ไหม?”
“อื้ม หมั้นกันแล้ว เตรียมจะจัดงานแต่งหลังเดือนกรกฎาคม กะว่าจะเอาฤกษ์วันกองทัพปลดแอก 1 สิงหาคมน่ะ”
“เร็วขนาดนั้นเลยเหรอ? เธอรู้จักเขาดีพอแล้วใช่ไหม?”
พอได้ยินว่าจะแต่งงานเดือนสิงหาคม หัวใจของเลิ่งฮุ่ยก็กระตุกวูบ
ทำให้นึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ที่เจอมู่ปินที่ร้านอาหารรัฐวิสาหกิจคราวนั้น
ลี่อีอวิ๋นไม่ได้คิดอะไรมาก หัวเราะร่าตอบกลับ
“จะไม่รู้จักได้ยังไง ฉันไปบ้านเขาบ่อยจะตาย เรื่องครอบครัวเขาน่ะฉันรู้ทะลุปรุโปร่งหมดแล้ว”
“ฉันหมายถึงนิสัยใจคอของมู่ปินต่างหาก อย่างเช่น... เขาชอบคบเพื่อนแบบไหน?”
เลิ่งฮุ่ยอดไม่ได้ที่จะเตือนสติเพื่อน
“โบราณเขาว่า กาเข้าฝูงกา หงส์เข้าฝูงหงส์ คบคนพาลพาลพาไปหาผิด คบบัณฑิตบัณฑิตพาไปหาผล คนเราน่ะสภาพแวดล้อมกับคนรอบข้างมันเหมือนบ่อสีย้อมผ้า เขาคบเพื่อนแบบไหน ตัวเขาก็น่าจะเป็นคนแบบนั้นแหละ!”
ลี่อีอวิ๋นยิ้มมุมปากอย่างอ่อนใจ ใช้นิ้วจิ้มต้นแขนเลิ่งฮุ่ยเบาๆ
“รู้แล้วน่าๆ รู้ว่าเป็นห่วง! เขาก็แค่มีขี้เกียจรักสนุกบ้างตามประสาผู้ชาย แต่เรื่องนิสัยใจคอน่ะไว้ใจได้แน่นอน เธอวางใจเถอะ!”
เลิ่งฮุ่ยได้ฟังแบบนั้นก็พูดไม่ออก ดูจากคำพูดคำจาแล้ว ลี่อีอวิ๋นคงจะเชื่อใจและหลงมู่ปินคนนั้นหัวปักหัวปำ
ทั้งสองคนเปลี่ยนหัวข้อสนทนา คุยสัพเพเหระกันต่ออีกครู่ใหญ่ พอลี่อีอวิ๋นเห็นพี่สะใภ้ซื้อปลาเสร็จแล้ว ก็โบกมือลาเลิ่งฮุ่ยด้วยความอาลัยอาวรณ์
มองส่งลี่อีอวิ๋นเดินตามพี่สะใภ้ไปอย่างร่าเริง เลิ่งฮุ่ยถอนหายใจ สายตาฉายแววซับซ้อน เธอล็อคจักรยานแล้วเดินเข้าไปในสหกรณ์
ตอนนี้ในมือมีตั๋วผ้าอยู่หลายใบ เธอตั้งใจว่าจะซื้อผ้าเนื้อบางมาตัดกางเกงใส่สักตัว
แบบผ้ามีให้เลือกไม่มากนัก พนักงานขายเองก็ดูรีบเร่งอยากจะเลิกงานเต็มแก่ ไม่เสียเวลาเลือกนาน พนักงานก็เขียนบิลและตัดผ้าให้เสร็จสรรพ
ออกมาจากสหกรณ์ เลิ่งฮุ่ยรู้สึกว่าไม่มีอะไรน่าเดินดูแล้ว จึงขี่จักรยานมุ่งหน้ากลับบ้าน
ระยะทางจากโรงงานเครื่องจักรกลับบ้านต้องใช้เวลาปั่นประมาณสี่สิบนาที บวกกับวันนี้เธอปั่นกินลมชมวิวไม่ได้เร่งรีบ กว่าจะมาถึงแถวถนนฝูหรง เวลาก็ล่วงเลยไปเกือบสองทุ่มแล้ว
ไฟถนนส่องสว่างกระท่อนกระแท่น ถนนสายนี้อยู่ติดชานเมือง ปกติก็เงียบเหงาอยู่แล้ว ยามนี้ยิ่งเงียบสงัดจนได้ยินเสียงลมพัดผ่านกำแพงอิฐ
จักรยานบดผ่านแผ่นหินหน้าปากซอยแห่งหนึ่ง หูของเลิ่งฮุ่ยพลันกระดิกรับเสียงผิดปกติ
เสียงกุกกักดังมาจากในซอยลึก เหมือนเสียงถังเหล็กถูกเตะล้มดังโครมคราม ปนมาด้วยเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดที่พยายามกลั้นเอาไว้
เลิ่งฮุ่ยกำเบรกมือแน่นจนล้อรถลากเป็นรอยโค้งบนพื้น สายตาเพ่งมองเข้าไปในความมืดของซอยทันที
ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าถี่รัวก็ดังระเบิดออกมาจากส่วนลึกของซอย เหมือนเสียงกลองรัวกระหน่ำลงบนพื้นหิน
เลิ่งฮุ่ยรีบเข็นรถหลบเข้ามุมมืดเพื่อซ่อนตัว
ทันทีที่เธอซ่อนตัวเสร็จ เงาดำหลายร่างก็พุ่งพรวดออกมาจากปากซอย
ชายคนหน้าสุดวิ่งโซซัดโซเซ ภายใต้แสงไฟถนนสีเหลืองนวล สายตาดีเยี่ยมระดับ 5.2 ของเลิ่งฮุ่ยเห็นชัดเจนว่าเสื้อผ้าของเขาเปียกชุ่มเป็นวงกว้าง จังหวะที่ลมพัดมา กลิ่นคาวเลือดลอยมาแตะจมูกอย่างจัง
รูม่านตาของเลิ่งฮุ่ยหดเกร็ง เมื่อแสงไฟสลัวส่องให้เห็นกลุ่มคนที่ไล่ตามมาข้างหลัง มีสองคนในมือถือมีดสั้น แววตาของพวกมันอำมหิตราวกกับจะแล่เนื้อเถือหนังชายที่หนีตายอยู่ข้างหน้าให้ตายคามือ
โจวลี่จวินรู้สึกเหมือนหัวเข่าถูกถ่วงด้วยตะกั่วหนักอึ้ง ทุกก้าวที่วิ่งต้องรีดเค้นแรงเฮือกสุดท้ายออกมา
ลำคอร้อนผ่าวเหมือนถูกไฟเผา ปอดเจ็บร้าวทุกครั้งที่หายใจ เสียงหอบหายใจดังครืดคราดเหมือนเสียงสูบลมเก่าๆ ปนกลิ่นเลือดคละคลุ้งในปาก
เขาวิ่งเซถลาไปชนกำแพง มองดูเงาทะมึนของกลุ่มคนที่ไล่ตามมาทาบทับลงบนพื้น ใจนึกสังหรณ์ว่าวันนี้คงต้องมาทิ้งชีวิตไว้ที่นี่เสียแล้ว
“วิ่งสิ! ทำไมไม่วิ่งต่อล่ะ? เห็นเมื่อกี้ยังเก่งอยู่เลยไม่ใช่เหรอ?”
ชายที่เป็นหัวหน้าแก๊งเดินควงมีดเข้ามาใกล้ คมมีดสะท้อนแสงไฟถนนวาววับจ่อเข้าที่ลำคอของเขา
มันเอียงคอมองโจวลี่จวินที่ยืนพิงกำแพงประคองร่างตัวเองเอาไว้ ดูเหมือนมันจะเพลิดเพลินกับการเห็นสภาพจนตรอกของเหยื่อ
ลูกกระเดือกของโจวลี่จวินขยับขึ้นลงเสียดสีกับปลายมีดแหลมคม รสชาติหวานคาวของเลือดแผ่ซ่านเต็มปาก
เขาจ้องมองประกายอำมหิตในดวงตาของหัวหน้าแก๊งโจร แม้เหงื่อเย็นจะไหลอาบจนเสื้อเปียกชุ่ม แต่เขาก็ยังฝืนแสยะยิ้มมุมปาก เอ่ยขึ้นเสียงแหบพร่า
“พวกแก... แก๊งลักเล็กขโมยน้อยอย่างพวกแก ถ้าโดนจับได้อย่างมากก็ติดคุกไม่กี่ปี แต่ถ้ามีคดีฆ่าคนตายติดตัว... โทษคือโดนเป่าหัวแน่ๆ พวกแกแน่ใจเหรอว่าจะเอาให้ถึงตาย?”
ชายหัวหน้าแก๊งแสยะยิ้มเย้ยหยัน
“เหอะ! ตลกสิ้นดี พวกกูจะกลัวลูกปืนทำไม? คืนนี้เก็บมึงเสร็จ ลากศพไปฝังบนเขา ใครมันจะรู้ว่าเป็นฝีมือพวกกู? ส่วนเพื่อนร่วมงานกับครอบครัวมึง... ก็คงไม่มีวันได้รู้หรอกว่ามึงตายยังไง”
“อย่ามัวแต่พล่าม! อุดปากมันไว้ แล้วลากเข้าไปในซอย!”
พรรคพวกคนอื่นเริ่มกังวลว่าจะมีคนผ่านมาเห็น จึงเร่งเร้าอยู่ข้างๆ
[จบบท]