บทที่ 129: ต่างฝ่ายต่างระอา
ปลายนิ้วของเลิ่งฮุ่ยไล้ไปตามขอบกระดาษหนังสืออย่างเหม่อลอย ทันใดนั้นโสตประสาทพลันจับเสียงกระแทกทึบๆ ดัง “ตึง” มาจากผนังอีกฝั่ง
เธอเงยหน้ามองนาฬิกาบนโต๊ะหนังสือด้วยความสงสัย เข็มสั้นเพิ่งจะเลยเลขสิบมาได้ไม่นาน ทว่าความเคลื่อนไหวจากห้องนอนข้างๆ กลับฟังดูเหมือนมีใครกำลังขนย้ายเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่
เมื่อเสียงกระแทกดังขึ้นอีกครั้ง เธอก็ทนไม่ไหวจนต้องปิดหนังสือแล้วลุกขึ้นยืน เสียงรองเท้าแตะเสียดสีกับพื้นไม้ดังกึกกักแผ่วเบา ครั้นพอแนบหูเข้าใกล้ผนัง ก็ได้ยินเสียงครางอู้อี้แผ่วเบาแทรกมากับแรงสั่นสะเทือนของแผ่นไม้
สุ้มเสียงนั้นคล้ายคนกำลังกลั้นเสียงร้อง หรือไม่ก็เหมือนเสียงแก้วเปราะบางที่ถูกชนจนล้มดังกรุ๊งกริ๊ง
ใบหน้าของเธอร้อนผ่าวขึ้นมาทันควัน เลิ่งฮุ่ยถอยกรูดออกมาสองก้าว ก่อนจะวิ่งกลับไปที่เตียง โยนหนังสือในมือทิ้งลงบนโต๊ะอย่างไม่ไยดี แล้วทิ้งตัวลงนอนคลุมโปงมิดหัว พยายามข่มตาหลับ แต่กลายเป็นว่าตาสว่างโล่ ในหัวจินตนาการเตลิดเปิดเปิงไปไกลถึงไหนต่อไหน
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ประตูห้องนอนข้างๆ ก็เปิดออก ตามมาด้วยเสียงน้ำไหลซูู่ซ่าจากห้องน้ำ
ราตรีนี้มืดสนิทราวกับน้ำหมึก ประตูรั้วหน้าบ้านส่งเสียง “แอ๊ด... ปัง” ดังลั่น จังหวะการเปิดปิดของประตูไม้ไม้เก่าคร่ำครึปลุกให้สุนัขที่อยู่ไกลออกไปเห่ารับเสียงขรมขึ้นมาสองสามที
เลิ่งฮุ่ยกลั้นหายใจฟังเสียงฝีเท้าที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้นไปเปิดประตูห้อง
ถังหลินลากรองเท้าแตะเดิน “เตาะแตะ” เข้ามาในห้อง พอเห็นเลิ่งฮุ่ยยืนอยู่ที่หน้าประตูห้องนอน เธอก็ยกมือขึ้นสางผมยาวสลวยของตัวเอง พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่ายิ่งกว่าปกติ “ทำไมลูกยังไม่นอนอีก?”
เส้นผมสีดำขลับของเลิ่งฮุ่ยทิ้งตัวลงปรกไหล่ราวกับน้ำตก เธอเดินไปที่โต๊ะกินข้าวแล้วรินน้ำใส่แก้วให้ตัวเอง
ทว่าถังหลินกลับแย่งแก้วน้ำจากมือเธอไป แล้วยกขึ้นดื่มรวดเดียวจนพร่องไปเกือบค่อนแก้ว
เลิ่งฮุ่ยตวัดสายตามองแม่ด้วยความหมั่นไส้ ก่อนจะนั่งลงแล้วรินน้ำให้ตัวเองใหม่อีกแก้ว “เรื่องวุ่นวายเมื่อตอนบ่ายยังเคลียร์ไม่จบเลย แม่ให้เขาค้างในห้องคืนนี้หมายความว่ายังไง?”
ถังหลินเอียงคอไปมาอย่างเกียจคร้าน เสียงหัวเราะใสราวกับระฆังเงินดังแทรกความเงียบอันน่าอึดอัดภายในห้อง
เธอพิงขอบโต๊ะด้วยท่วงท่าผ่อนคลาย ปลายนิ้วม้วนปลายผมเล่น “จะมีความหมายอะไรได้ล่ะ? ค่ำคืนมันยาวนาน ก็แค่หาใครสักคน...”
มุมปากของเธอยกยิ้มอย่างมีเลศนัย “...มาช่วยคลายเหงาก็เท่านั้น”
เลิ่งฮุ่ยเบือนหน้าหนี ภาพท่าทางยั่วยวนของแม่ทำให้เส้นเลือดขมับเธอเต้นตุบๆ ทั้งโกรธทั้งระอา “ดูสภาพแม่ตอนนี้สิ ทำตัวอ่อนปวกเปียกเหมือนกระดูกไม่มี ใครไม่รู้คงนึกว่าคืนนี้แม่ซดเหล้าขาวเข้าไปสักสองเป๊กแล้วมั้ง”
ดวงตาของถังหลินฉายแววขบขัน เธอโน้มตัวเข้ามาโอบไหล่เลิ่งฮุ่ย ปลายนิ้วลูบไล้หัวไหล่ที่เกร็งเขม็งของลูกสาวเบาๆ
เธอเอียงศีรษะวางคางเกยลงบนกลุ่มผมของอีกฝ่าย ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดข้างหู “ลูกสาวตัวน้อยของแม่...”
เสียงเรียกนั้นลากยาวหวานหยดราวกับเส้นไหมชุบน้ำผึ้ง
เลิ่งฮุ่ยเผลอยกมือขึ้นลูบแขนตัวเองที่ขนลุกซู่โดยอัตโนมัติ
“เป็นผู้หญิงน่ะ กระดูกต้องแข็ง จิตใจต้องแกร่ง แต่ก็ต้องเรียนรู้จากตัวละครบนเวทีงิ้วด้วย...”
จู่ๆ เธอก็เชยคางเลิ่งฮุ่ยให้หันมาสบตา ปลายนิ้วไล้ไปตามกรอบหน้าที่ตึงเครียดของลูกสาว “บทที่ต้องสวมวิญญาณนางพญา ก็ต้องวางตัวให้สง่าหนักแน่น บทที่ต้องเป็นสาวงามเจ้าเสน่ห์ ก็ต้องรู้จักบริหารเสน่ห์ให้แพรวพราว กลางวันอยู่ข้างนอกเราอาจต้องขึงตึงเครียด แต่พอกลับถึงบ้านไม่จำเป็นต้องปั้นหน้า ใส่หน้ากากเข้าหากัน สบายใจแบบไหนก็ทำแบบนั้นเถอะ”
เลิ่งฮุ่ยปัดมือที่จับคางเธอออกอย่างไม่ไยดี สายตากวาดมองคอเสื้อชุดนอนของแม่ที่เปิดกว้าง “หนูชอบแม่ตอนยุควันสิ้นโลกมากกว่า ตอนนั้นแม่แบกมีดสปาร์ตาฟันคอซอมบี้ ดูทะมัดทะแมงกว่าสภาพตอนนี้เป็นไหนๆ”
ถังหลินมองใบหน้าที่พองลมด้วยความโมโหของเลิ่งฮุ่ยแล้วก็หลุดขำ เธอยกมือขึ้นจัดทรงผมที่ยุ่งเหยิงให้เข้าที่ “เห็นลูกทำหน้าเครียดเป็นคนแก่แบบนี้ แม่ล่ะกลุ้มใจจะตายอยู่แล้ว ตอนวันสิ้นโลกเราต้องแทะบิสกิตอัดแท่ง สู้ตายกับซอมบี้เพื่อแลกกับทางรอด แม่จะมีอารมณ์สุนทรีย์ที่ไหนได้? แต่ตอนนี้สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปแล้ว ชีวิตนี้เราก็ควรได้ใช้ชีวิตให้มันสุดเหวี่ยงสมใจอยากบ้างไม่ใช่หรือไง?”
“ดึกป่านนี้แล้วแม่ส่งเขาออกไป ไม่กลัวจะเจออันตรายกลางทางหรือไง?” เลิ่งฮุ่ยถามพลางมองฝ่าความมืดออกไปนอกหน้าต่าง
“เขาเป็นผู้ชายตัวโตสูงตั้งร้อยแปดสิบ สมัยนี้ใครมันจะว่างงานไปดักจี้ผู้ชายตัวควายๆ แบบนั้น? ถ้าเจอคนร้ายจริงๆ ดีไม่ดีใครจะเป็นฝ่ายสอนบทเรียนความปลอดภัยให้ใครก็ยังไม่รู้เลย!”
พูดจบ ถังหลินก็แกล้งดัดเสียงทุ้มต่ำเลียนแบบท่าทางของผู้ชาย จนเลิ่งฮุ่ยหลุดขำออกมาจนได้
เสียงจักจั่นยามดึกเงียบหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่มีใครรู้
ในความฝัน เลิ่งฮุ่ยหาบของหนักเดินโซซัดโซเซไปตามถนนหินที่ทอดยาวไร้ที่สิ้นสุด
กว่าเธอจะงัดเปลือกตาอันหนักอึ้งขึ้นมาได้ แสงตะวันด้านนอกก็สาดส่องจนสว่างจ้าไปทั่วแล้ว
ถังหลินที่นอนอยู่ข้างๆ ขดตัวงอเป็นกุ้ง เส้นผมยุ่งเหยิงพันกันยุ่งเหยิงจนระใบหน้า มุมปากมีรอยยิ้มจางๆ ประดับอยู่ เห็นชัดว่ากำลังฝันหวาน
เลิ่งฮุ่ยผลักร่างของถังหลินที่นอนทับตัวเธออยู่ออกไป ก่อนจะดีดตัวลุกขึ้นนั่งอย่างคล่องแคล่ว
เฮ้อ!
นอนมาทั้งคืนกลับรู้สึกเหนื่อยกว่าตอนไม่ได้นอนเสียอีก
“กี่โมงแล้ว?”
เสียงงัวเงียเจือเสียงขึ้นจมูกของถังหลินดังมาจากด้านหลัง
เลิ่งฮุ่ยบีบนวดไหล่ที่แข็งเกร็งพลางถอนหายใจ “แม่รีบลุกกลับไปนอนเตียงตัวเองเลย นอนกับแม่คืนเดียวหนูแทบขาดใจตาย”
ถังหลินนอนหงายเหยียดแขนตึง ส่งเสียง “ซู้ด...” ยาวเหยียดราวกับแมวขี้เกียจบิดขี้เกียจ
พอยันกายลุกขึ้นนั่ง เธอก็สวนกลับอย่างไม่ยอมลดละ “นอนกับลูกแม่ก็เหนื่อยเหมือนกัน ทั้งเหนื่อยทั้งร้อน”
พูดจบก็เตะผ้าห่มบางๆ ที่พันแข้งพันขาออก ลากรองเท้าแตะเดินโงนเงนไปที่หน้าต่าง หรี่ตามองท้องฟ้าด้านนอก แล้วหันมาถาม “เช้านี้อยากกินอะไร?”
เลิ่งฮุ่ยพับผ้าห่มบนเตียงให้เรียบร้อย “น้ำเต้าหู้ปาท่องโก๋”
“น้ำเต้าหู้ปาท่องโก๋แม่เสกให้กินตอนนี้ไม่ได้หรอก งั้นลูกไปกินที่ร้านอาหารของรัฐเอาเองแล้วกัน?”
พูดจบ ถังหลินก็หาวหวอดใหญ่ ก่อนจะเปิดประตูเดินออกไปจากห้อง
หลังจากเก็บกวาดห้องและล้างหน้าแปรงฟันเรียบร้อย เลิ่งฮุ่ยบอกกล่าวถังหลินสั้นๆ แล้วเดินออกจากบ้าน
ลานบ้านตระกูลซุนข้างๆ มีม้านั่งวางเรียงรายอยู่เต็มไปหมด เลิ่งฮุ่ยไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก เพียงแค่ปรายตามองผ่านๆ แล้วล้วงกระเป๋าเดินมุ่งหน้าไปยังปากซอย
เมื่อมาถึงร้านอาหารของรัฐ ก็เป็นช่วงเวลาขายอาหารเช้าพอดี ภายในร้านจึงมีลูกค้าจับจองที่นั่งกันหนาตา
“เลิ่งฮุ่ย เลิ่งฮุ่ย ทางนี้!”
ขณะที่เลิ่งฮุ่ยกำลังเงยหน้าดูเมนูแนะนำบนกระดานดำ ก็ได้ยินเสียงเรียกจากด้านหลัง
พอหันกลับไปมอง—อ้าว! คนกันเองนี่นา!
“วันนี้นายไม่ต้องทำงานหรือไง?”
“แฮะๆ ต้องทำสิ แต่ฉันบอกพ่อไว้แล้วว่าจะเข้าสายหน่อย” เจียงจิ่งเทาตอบพลางชี้ไปที่กระดานดำ “อยากกินอะไร?”
“น้ำเต้าหู้ปาท่องโก๋” เลิ่งฮุ่ยหันไปสั่งพนักงานที่ช่องส่งอาหาร แล้วทำท่าจะล้วงเงินและตั๋วอาหารออกมา
แต่เจียงจิ่งเทามือไวกว่า ชิงยื่นเงินและตั๋วให้ก่อน “ตอนนี้ฉันเป็นคนมีงานมีการทำ มีเงินเดือนกินแล้ว มื้อนี้ฉันเลี้ยงเอง!”
“ก็ได้” เลิ่งฮุ่ยไม่คิดจะเกรงใจ เก็บเงินและตั๋วกลับใส่กระเป๋า
จังหวะนั้นน้ำเต้าหู้กับปาท่องโก๋ถูกส่งออกมาจากช่องพอดี เจียงจิ่งเทารีบรับมาอย่างทุลักทุเล แล้วพยักพเยิดหน้าไปทางโต๊ะ “ไปเถอะ นั่งตรงโน้น”
ทั้งสองคนเดินไปนั่งที่โต๊ะเดิม เลิ่งฮุ่ยปรายตามองชายแปลกหน้าที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ก่อนจะเบนสายตากลับมามองเจียงจิ่งเทาด้วยความสงสัย “คนนี้เพื่อนของนายเหรอ?”
“นี่เพื่อนซี้ฉันเอง ชื่อเส้าหัว”
เส้าหัวฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวเรียงเป็นระเบียบ ยกมือโบกทักทายเลิ่งฮุ่ย “สวัสดีครับเจ๊ฮุ่ย! ได้ยินจิ่งเทามันบ่นถึงเจ๊บ่อยๆ วันนี้ได้เจอตัวจริงสักที!”
“สวัสดี” เลิ่งฮุ่ยทักทายกลับตามมารยาท
เจียงจิ่งเทากัดซาลาเปาคำโตแล้วถาม “เดี๋ยวเธอก็ต้องไปทำงานใช่ไหม?”
“ไม่ต้อง” เลิ่งฮุ่ยเล่าเรื่องที่เธอถูกยืมตัวไปช่วยงานที่ต่างเมืองให้ฟัง
“ยืมตัว?” เจียงจิ่งเทาเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ “ที่นั่นอยู่สูงกว่าบ้านเราตั้งเยอะ อากาศเช้าเย็นต่างกันมาก เธอต้องเตรียมเสื้อผ้าหนาๆ ไปด้วยนะ อีกอย่างทางขึ้นเขาก็ลำบากอันตราย ต้องระวังตัวให้ดีล่ะ”
เมื่อได้รับความเป็นห่วงเป็นใยจากเพื่อน เลิ่งฮุ่ยก็พยักหน้ารับรัวๆ “รู้แล้วน่า จำใส่ใจไว้หมดแล้ว”
“วันนี้เธอหยุดงานพอดี ถ้ากินข้าวเช้าเสร็จแล้วไม่มีธุระอะไร ก็ไปช่วยฉันเก็บหนี้หน่อยสิ”
“เก็บหนี้? หนี้หลวงหรือหนี้ราษฎร์?”
“หนี้ส่วนตัว ไอ้หมอนั่นมันติดเงินฉันไม่ยอมคืนมาเกือบสองปีแล้ว ช่วงนี้ฉันกะจะไปทวงเงินก้อนนี้คืน”
“ไม่มีปัญหา”
เลิ่งฮุ่ยตอบตกลงโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
ภารกิจทวงหนี้แบบนี้เธอถนัดนักล่ะ
ก็คงหนีไม่พ้นการข่มขู่แล้วก็ลงไม้ลงมือ
“พี่เทา ถ้าวันนี้ไอ้หมอนั่นยังไม่ยอมคืนเงินจะทำยังไงดี?”
เจียงจิ่งเทาปรายตามองเส้าหัว แววตาฉายประกายอำมหิตวูบหนึ่ง “ถ้าไอ้ลูกเต่านั่นวันนี้ยังไม่ยอมคืนเงินอีก พ่อจะหวดให้ขาหักทั้งสามขาเลยคอยดู!”
เส้าหัวหดคอด้วยความหวาดเสียว ก่อนจะสะกิดแขนเพื่อน “พี่เทา ไอ้ลูกเต่ามาโน่นแล้ว!”
เจียงจิ่งเทากับเลิ่งฮุ่ยหันมองตามสายตาของเส้าหัวทันที
เจียงจิ่งเทาทำหน้าแปลกใจ ก่อนจะเทโจ๊กคำสุดท้ายลงคอ แล้วลุกขึ้นยืน “โอ้โห! เฮ้ย วันนี้ดวงขึ้นว่ะ”
“พี่เทา พี่บอกให้มันคืนเงิน มันบอกไม่มี แต่ตอนนี้ดันมีเงินมานั่งกินเหลา แสดงว่าในกระเป๋าตุงแน่”
เจียงจิ่งเทาลากเก้าอี้เดินอาดๆ ออกไปขวางหน้า “เป้าหมาย” เอาไว้ “อ้าวๆ นี่มันเฟ่ยอู่นี่หว่า วันนี้พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกหรือไง ฉันถึงได้โชคดีเดินเหยียบขี้หมาแต่เช้า มาเจอนายเข้าจังๆ แบบนี้”
พอเฟ่ยอู่เห็นชัดๆ ว่าคนที่มาขวางทางเป็นใคร หนังหัวก็ชาวาบไปทั้งแถบ ถ้ากลับตัวทัน เขาคงวิ่งหนีไปแล้ว
แต่สถานการณ์ตอนนี้หนีไม่พ้นแน่ จึงได้แต่ฝืนยิ้มทักทาย “พี่เทา ไม่เจอกันนานเลยนะ พี่ก็มากินข้าวที่นี่เหมือนกันเหรอ?”
รอยยิ้มบนหน้าเจียงจิ่งเทาหุบลงทันควัน แววตาเปลี่ยนเป็นเย็นชา “ไม่ต้องมาตีซี้ เงินที่ติดฉันไว้เมื่อไหร่จะคืน?”
เฟ่ยอู่มองซ้ายมองขวาแล้วกระซิบเสียงอ่อย “พี่เทา ที่นี่คนเยอะ แขกเหรื่อเต็มร้าน พี่เบาเสียงหน่อยสิ มันดูไม่ดี”
“ทำไม? รำคาญว่าฉันเสียงดังน่าอายรึไง?” เจียงจิ่งเทาตบโต๊ะดังปัง ดวงตาฉายแววเกรี้ยวกราด “นายต้องลำดับความสำคัญให้ถูก คนที่ทำเรื่องน่าอายมันคือนาย! ไอ้คนไม่มีสัจจะ เป็นหนี้แล้วเบี้ยว จ่ายช้า ลีลาเยอะอย่างนายเนี่ย ฟ้าดินไม่ให้อภัยเว้ย! ถ้านายจ่ายตรงเวลา รักษาคำพูด ฉันจะกินอิ่มแล้วว่างมากัดนายให้เสียชื่อเล่นหรือไง?”
เฟ่ยอู่หน้าจ๋อย “ก็ผมไม่มีจริงๆ นี่นา ถ้ามีผมคืนให้ไปนานแล้ว เอาอย่างนี้ เดือนหน้าถ้าผมหาเงินได้จะรีบเอามาคืนเลย”
พูดจบเขาก็ทำท่าจะหมุนตัวหนี
“จะไปไหน!” เจียงจิ่งเทาคว้าแขนไว้
เส้าหัวกับเลิ่งฮุ่ยขยับตัวไปขวางทางออกหน้าร้านไว้อย่างรวดเร็ว
“ถ้าปล่อยนายไปรอบนี้ ชาติหน้าตอนบ่ายๆ ฉันคงได้เจอนายอีกทีหรอกนะ คิดว่าฉันเป็นเง็กเซียนฮ่องเต้รึไง ถึงจะมีอายุยืนรอหนี้นายได้นานขนาดนั้น!”
“พี่เทา ผมใช่คนแบบนั้นที่ไหนเล่า?”
“ตอนยืมเงินนี่ตบอิทอกชกอกสาบานเป็นมั่นเป็นเหมาะ พอจะคืนเงินอึกอักชักแม่น้ำทั้งห้า กว่าจะเจอกันทีเลือดตาแทบกระเด็น นายยังจะมาทำเฉไฉไม่พูดเรื่องคืนเงิน แล้วฉันจะปล่อยนายไปได้ยังไง? ปล่อยให้นายแกล้งทำเป็นมีธุระด่วน แล้วก็หายเข้ากลีบเมฆไปเลยงั้นสิ? หรือต้องให้ฉันตามไปทวงยันยมโลก?”
เฟ่ยอู่หน้าถอดสี ปากคอเราะร้ายชะมัด! ตอนนี้คนทั้งร้านอาหารต่างหันมามองพวกเขากันหมด เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นลิงในคณะละครสัตว์ที่กำลังถูกประจาน
“พี่เทา ผมไม่มีเงินจริงๆ นะ” เฟ่ยอู่น้ำตาจะไหล เจียงจิ่งเทากลายเป็นคนพูดจาขวานผ่าซากกัดเจ็บแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?
เลิ่งฮุ่ยเตะขาเจียงจิ่งเทาไปทีหนึ่ง
เจียงจิ่งเทากลั้นความเจ็บที่น่อง หันกลับมามองเธอด้วยสายตาเป็นเชิงถาม: เตะฉันทำไม?
เลิ่งฮุ่ยพยักพเยิดหน้าให้เขาดูถุงกระสอบงูที่เฟ่ยอู่ถือติดมือมาตั้งแต่เดินเข้ามาในร้าน
ตอนนั้นเอง เจียงจิ่งเทาถึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าเฟ่ยอู่ไม่ยอมวางถุงกระสอบนั่นเลย “ในถุงกระสอบนั่นใส่อะไรไว้? เข้ามาตั้งนานไม่เห็นยอมวาง หรือจะมีของมีค่าอะไรซ่อนอยู่?”
พูดจบเขาก็ทำท่าจะเอื้อมมือไปแย่ง “เอามาขัดดอกก่อนแล้วกัน!”
เฟ่ยอู่เห็นท่าไม่ดี รีบสลับถุงไปถืออีกมือหนึ่งอย่างคล่องแคล่ว “พี่เทา แบบนี้ไม่ได้นะพี่”
“โอ้โห ดูทำหน้าเข้า ลนลานเชียวนะ ข้างในมีทองแท่งรึไง?”
เจียงจิ่งเทาหรี่ตามอง ยิ่งเห็นอีกฝ่ายหวงแหน เขาก็ยิ่งอยากรู้อยากเห็น แย่งยื้อจะเอามาดูให้ได้ “ขอดูหน่อยสิ เปิดหูเปิดตาหน่อย!”
เลิ่งฮุ่ยสังเกตเห็นอย่างละเอียดว่า ทุกครั้งที่เจียงจิ่งเทาพยายามจะแย่ง เฟ่ยอู่จะปกป้องถุงกระสอบนั่นสุดชีวิต นิ้วมือเกร็งแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน
ความตื่นตระหนกที่ผิดปกตินี้ทำให้เธอขมวดคิ้วมุ่น
ฉวยจังหวะที่เฟ่ยอู่เอียงตัวหลบ เลิ่งฮุ่ยพุ่งเข้าไปคว้าข้อมือเขาไว้ทันควัน ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสชีพจรที่เต้นระรัวแรงของอีกฝ่าย ถุงกระสอบก็ร่วงหลุดจากมือที่หมดแรงของเฟ่ยอู่
“ระวัง!”
เฟ่ยอู่ตะโกนลั่นด้วยสัญชาตญาณ
ภาพที่เห็นคือถุงกระสอบวาดเป็นเส้นโค้งกลางอากาศ ก่อนที่เลิ่งฮุ่ยซึ่งตาไวและมือไวกว่าจะพุ่งเข้ารับไว้ได้ทันท่วงที
วินาทีที่ถุงกระสอบตกสู่อ้อมแขน เลิ่งฮุ่ยสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า... สิ่งที่อยู่ในถุงนั้นเป็นวัตถุแข็ง
[จบบท]