บทที่ 144: ความเข้าใจผิดที่แสนเจ็บปวด
ซ่งเกาหล่างลอบใช้ปลายนิ้วจิกกดลงกลางฝ่ามือของตนเองจนเจ็บแปลบ เขาพยายามสะกดกลั้นก้อนเนื้อในอกซ้ายที่เต้นรัวแรงจนแทบจะทะลุออกมาข้างนอก แม้จะฝืนยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มทักทายได้สำเร็จ แต่สุ้มเสียงที่เปล่งออกมากลับยังคงแหบพร่าและสั่นเครือจนเจ้าตัวยังนึกโมโหตัวเอง
“...ยินดีมากเลยครับที่ได้พบคุณอีกครั้ง”
ถังหลินเพียงส่งรอยยิ้มละมุนให้กับทุกคนตามมารยาท ก่อนจะขยับตัวพาเลิ่งฮุ่ยไปนั่งลงบนเก้าอี้ว่างด้านข้างอย่างเรียบร้อย
ทันทีที่เห็นเป้าหมายนั่งลง ซ่งเกาหล่างก็พุ่งตัวเข้าไปคว้าต้นแขนของเสี่ยวเยว่ที่กำลังจะเดินเลี่ยงไปนั่งอีกฝั่งเอาไว้แน่น เขาออกแรงกระชากลากถูลู่ถูกังให้ลูกน้องหนุ่มมานั่งแปะลงข้างกายตนเองอย่างรวดเร็ว
เขาชี้มือสั่นๆ ไปยังกลุ่มของถังหลินทั้งสามคน แล้วกลืนน้ำลายเอ่ยถามขึ้น
“เสี่ยวเยว่... นายมีความสัมพันธ์ยังไงกับพวกเธอเหรอ”
ผู้ตรวจการที่นั่งอยู่ข้างกันถึงกับหูผึ่ง ดวงตาเป็นประกายวาววับขึ้นมาทันที เขาแอบชำเลืองมองท่าทีเก้ๆ กังๆ ของซ่งเกาหล่างที่มีต่อสหายถังหลิน สัญญาณเตือนภัยระดับสีแดงในใจของเขาก็เริ่มส่งเสียงหวีดร้องดังก้อง นี่มันอาการของคนกำลังมีความรักชัดๆ!
เสี่ยวเยว่ถูกสายตาอันร้อนแรงดั่งดวงอาทิตย์สองดวงของผู้พันและผู้ตรวจการแผดเผาจนรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ เขาจึงกระแอมไอแก้เก้อ
“อะแฮ่ม คือแบบนี้ครับ แฟนของผมคือสหายเลิ่งฮุ่ย ส่วนอีกท่านคือแม่ของเธอ หรือเรียกง่ายๆ ว่าเป็นว่าที่แม่ยายของผมเองครับ แล้วผู้ชายอีกคนก็เป็นเพื่อนร่วมงานในหน่วยงานของพวกเธอครับ”
คำตอบนั้นเปรียบเสมือนสายฟ้าฟาดผ่าเปรี้ยงลงมากลางวงสนทนา ผู้ตรวจการและซ่งเกาหล่างนั่งตัวแข็งทื่อ รอยยิ้มค้างเติ่งอยู่บนใบหน้าเหมือนรูปปั้นปูนปั้นที่ถูกแช่แข็ง บรรยากาศรอบตัวพลันเงียบสงัดราวกับป่าช้า
ผู้ตรวจการเหลือบมองกำปั้นของซ่งเกาหล่างที่กำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปนด้วยความเห็นใจ ในสมองของเขาประมวลผลอย่างรวดเร็ว—เจ้าหมอนี่ครองตัวเป็นโสดมาตั้งสามสิบกว่าปี ไม่เคยชายตามองหญิงคนไหน จู่ๆ ก็ดันมาหูแดงหน้าแดงกับสหายหญิงคนหนึ่ง แต่สวรรค์ช่างกลั่นแกล้ง หญิงคนนั้นดันกลายเป็นว่าที่แม่ยายของลูกน้องตัวเองไปเสียได้!
ความผิดหวังครั้งนี้รุนแรงเหมือนโดนน้ำแข็งถังใหญ่ราดรดศีรษะกลางฤดูร้อน แม้แต่ผู้ตรวจการที่เจนจัดในสนามรบมาโชกโชน วินาทีนี้ยังทำได้แค่ไว้อาลัยให้ซ่งเกาหล่างอยู่ในใจเงียบๆ
จบเห่กันแล้ว!
ต้นรักที่เพิ่งจะแทงยอดอ่อนยังไม่ทันได้รับแสงตะวัน ก็โดนความจริงบดขยี้จนแหลกเหลวคาดิน
ถ้าไม่รู้ความจริงข้อนี้ เขาคงจะขันอาสาไปช่วยถามไถ่สหายถังหลินให้ว่ามีคนรักหรือยัง
แต่ตอนนี้คงไม่ต้องถามให้เสียเวลาแล้ว ลูกสาวโตจนมีแฟนเป็นตัวเป็นตนขนาดนี้ เห็นทีความหวังจะริบหรี่จนมอดดับไปแล้ว
“ว่าที่... แม่... แม่ยายของนายอย่างนั้นเหรอ ไม่ได้เข้าใจอะไรผิดไปใช่ไหม”
สมองของซ่งเกาหล่างส่งเสียงวิ้งๆ เหมือนมีผึ้งนับพันบินว่อนอยู่ข้างใน สติสัมปชัญญะแตกกระเจิงจนควบคุมคำพูดไม่ได้
เสี่ยวเยว่มีเส้นสีดำสามเส้นพาดผ่านหน้าผากด้วยความระอาใจ เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่
“ผู้พันครับ ในโลกนี้จะมีใครหน้ามืดตามัวจนจำแม่แท้ๆ ของตัวเองผิดบ้างล่ะครับ”
การแสดงบนเวทีเริ่มขึ้นแล้ว แสงสีเสียงและเงาร่างของนักแสดงบนเวทีวูบไหวไปมา
ซ่งเกาหล่างนั่งตาลอยจ้องมองเวทีด้วยความว่างเปล่า ผู้ตรวจการเห็นท่าไม่ดีจึงสะกิดแขนเพื่อนเบาๆ
“นายดูสหายหญิงที่กำลังร้องเพลงบนเวทีนั่นสิ ฉันว่าหน้าตาจิ้มลิ้มใช้ได้เลยนะ รอพวกเธอแสดงเสร็จ เดี๋ยวฉันไปช่วยสืบประวัติให้เอาไหม เผื่อจะดามใจได้บ้าง”
ซ่งเกาหล่างเสยผมตัวเองอย่างหงุดหงิด น้ำเสียงเจือความรำคาญใจ
“ผู้ตรวจการครับ คุณหยุดเถอะครับ เด็กสาวรุ่นราวคราวลูกพวกนั้น ใครเขาจะมาแลคนแก่คราวพ่ออย่างผม อีกอย่าง ผมก็ไม่อยากจะไปทำบาปทำกรรมกับอนาคตเด็กมันด้วย”
“นายไม่อยากทำบาปกับเด็กสาว แต่ดันกล้าไปคิดอกุศลกับแม่ยายชาวบ้านเขาเนี่ยนะ?”
ผู้ตรวจการกลอกตามองบนพลางปรายตามองไปยังถังหลินที่นั่งห่างออกไป
จะว่าไปแล้ว สหายถังหลินคนนี้ก็สวยสง่าสมคำร่ำลือ ดวงตากลมโตคู่สวยนั่นดูมีเสน่ห์เหลือเกิน จมูกโด่งรั้นรับกับริมฝีปากได้รูป ผิวพรรณขาวเนียนละเอียดราวกับหยกเนื้อดี ไม่บอกไม่รู้เลยว่าลูกสาวโตจนจะแต่งงานได้แล้ว
ถ้ามองแค่ภายนอก เธอกับแฟนของเสี่ยวเยว่เหมือนพี่สาวน้องสาวกันมากกว่าแม่ลูก
มิน่าเล่า เจ้าเฒ่าซ่งเกาหล่างถึงได้ตกหลุมรักจนถอนตัวไม่ขึ้นขนาดนี้
เสี่ยวเยว่นั่งชมการแสดงข้างๆ เลิ่งฮุ่ยอย่างมีความสุข แต่ด้วยสัญชาตญาณทหารอาชีพ หูตาของเขายังคงว่องไวเสมอ หางตาลอบสังเกตสิ่งรอบข้าง หูก็แอบฟังบทสนทนาของผู้บังคับบัญชาทั้งสองไปด้วย
พอได้ยินประโยคนั้นเข้า มือของเขาก็เผลอกำขอบเก้าอี้แน่นโดยไม่รู้ตัว
ใครจะไปคิดว่าปกติผู้พันจะเป็นคนเฉยชาเหมือนภูเขาน้ำแข็ง วันนี้กลับทำตัวเหมือนคนแก่ไฟแรงสูงที่จู่ๆ บ้านก็ไฟไหม้เสียอย่างนั้น
แรงกระตุกที่แขนเสื้อเรียกสติเสี่ยวเยว่กลับมา เขาหันขวับไปหาคนข้างกายจนปลายจมูกแทบจะชนกับแก้มเนียนของเธอ แล้วกระซิบถามเสียงนุ่ม
“มีอะไรหรือเปล่าครับ”
เลิ่งฮุ่ยบุ้ยใบ้ไปทางนักร้องสาวบนเวทีแล้วถามเสียงเรียบ
“ผู้หญิงคนนั้นมองมาทางนี้ตาไม่กะพริบเลย คุณรู้จักเธอหรือเปล่า”
เสี่ยวเยว่มองตามนิ้วเรียวของเธอไปที่เวที แล้วก็ต้องสะดุ้งเมื่อสบตาเข้ากับสหายหญิงคนนั้นพอดี
แม้จะอยู่ไกล แต่เขาก็เห็นชัดเจนว่าหางตาของเธอโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มหวานหยดย้อยส่งมาให้
คิ้วเข้มของเสี่ยวเยว่ขมวดมุ่นทันที เขาส่ายหน้ารัวเร็ว
“ไม่รู้จักครับ สาบานได้เลยว่าก่อนหน้านี้ผมไม่เคยเห็นหน้าเธอมาก่อน”
“จริงเหรอ”
เลิ่งฮุ่ยใช้นิ้วเรียวยาวคืบจับข้อมือหนาของเขาไว้ ดวงตาคู่งามหรี่ลงเล็กน้อย ขนตายาวงอนทาบลงบนผิวแก้ม เธอจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคมกริบของเขาอย่างค้นหาความจริง
เสี่ยวเยว่ใช้นิ้วโป้งไล้เบาๆ บนหลังมือของเธอเพื่อปลอบประโลม พลางยืนยันหนักแน่น
“จริงที่สุดครับ วันนี้เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นเธอ”
สายตาของเลิ่งฮุ่ยไล่สำรวจใบหน้าคมเข้มของเขาช้าๆ ตั้งแต่คิ้ว จมูก จนถึงริมฝีปากที่เม้มแน่น เธอนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มมุมปาก
“จะยอมเชื่อคุณสักครั้งก็แล้วกัน จำใส่ใจไว้นะคะว่าคุณมีเจ้าของแล้ว ต้องเว้นระยะห่างกับผู้หญิงคนอื่นให้ดี”
“รับทราบครับผม! เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงเลยครับ”
ความตึงเครียดบนบ่าของเสี่ยวเยว่หายไปเป็นปลิดทิ้ง ปลายนิ้วของเขายังคงลูบไล้ข้อมือของเธอเล่นอย่างเพลิดเพลิน
เลิ่งฮุ่ยรู้สึกจั๊กจี้ที่ข้อมือ เธอจึงสะบัดมือออกแล้วถลึงตาใส่เขาอย่างไม่จริงจังนัก
เมื่อการแสดงจบลง เสี่ยวเยว่ก็ทำหน้าที่สุภาพบุรุษ ยกแขนขึ้นกันคนอื่นไม่ให้เบียดเลิ่งฮุ่ย แล้วพาถังหลินกับจิ้นเผิงเดินไปที่โรงอาหาร
กลิ่นหอมของอาหารลอยฟุ้งยั่วน้ำลาย พวกเขาเลือกตักอาหารที่มีเนื้อหนึ่งอย่างและผักหนึ่งอย่าง ก่อนจะหาที่นั่งว่างริมหน้าต่าง
จู่ๆ เลิ่งฮุ่ยก็เงยหน้าขึ้นถามด้วยความสงสัย
“แม่คะ แม่ไปรู้จักกับผู้พันคนนั้นได้ยังไงคะ”
ถังหลินชะงักช้อนในมือเล็กน้อย เธอยิ้มบางๆ อย่างเป็นธรรมชาติ
“ทำไมอยู่ๆ ถึงถามล่ะลูก”
“ก็สงสัยนี่คะ พวกเราเพิ่งย้ายมาที่นี่ได้เดือนกว่าๆ เอง หนูเลยแปลกใจว่าแม่ไปรู้จักเขาตอนไหน”
“ลูกจำลุงซ่งที่อยู่หมู่บ้านข้างๆ ได้ไหม สหายซ่งคนนี้คือน้องชายของลุงซ่งนั่นแหละ”
ถังหลินเลี่ยงที่จะเล่ารายละเอียดเจาะลึก
เลิ่งฮุ่ยและจิ้นเผิงพยักหน้าหงึกหงักอย่างเข้าใจ
คราวนี้กลายเป็นเสี่ยวเยว่ที่หูผึ่งขึ้นมาบ้าง
“ลุงซ่งไหนเหรอครับ”
“ก็คุณลุงแก่ๆ ที่อยู่หมู่บ้านติดกับเขื่อนเราไง วันไหว้พระจันทร์เรานัดกันว่าจะตั้งวงกินข้าวด้วยกัน ถึงวันนั้นคุณห้ามลืมนะ ต้องมาฉลองไหว้พระจันทร์กับพวกเราให้ได้”
เลิ่งฮุ่ยกำชับเสียงเข้ม
“ได้สิครับ ถ้าผู้พันไม่สั่งงานด่วน ผมจะรีบพุ่งไปหาทันทีเลย”
เสี่ยวเยว่เหลือบเห็นผู้ตรวจการและซ่งเกาหล่างเดินถือถาดอาหารมองหาที่นั่งอยู่ เขาจึงเกิดความคิดแผลงๆ ลุกขึ้นยืนแล้วตะโกนเรียกเสียงดังลั่น
“ผู้พัน! ผู้ตรวจการ! ทางนี้ครับ! ทางนี้มีที่นั่งว่าง!”
ฝีเท้าของผู้ตรวจการและซ่งเกาหล่างชะงักกึกพร้อมกันราวกับนัดหมาย
มุมปากของผู้ตรวจการกระตุกยิกๆ รอยยิ้มการค้าบนใบหน้าแทบจะพังทลาย
ซ่งเกาหล่างก้มมองน้ำแกงผักในชามที่กระเพื่อมไหว ปลายลิ้นดันกระพุ้งแก้มขบกรามจนปวดหนึบ ในใจก่นด่าลูกน้องตัวดี
ไอ้เด็กเวรนี่! มันจงใจหาเรื่องให้โดนซ่อมชัดๆ คอยดูเถอะ พรุ่งนี้พ่อจะสั่งวิ่งรอบเขาให้ขาลากเลย!
“ผู้ตรวจการ ผู้พัน เร็วเข้าครับ ตรงนี้ว่างพอดี”
เสี่ยวเยว่ยังคงทำหน้าซื่อตาใส ไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมา
ซ่งเกาหล่างกวาดตามองไปยังสองแม่ลูกที่นั่งอยู่ เท้าของเขาหนักอึ้งเหมือนผูกถุงทรายไว้ข้างละสิบกิโล จะเดินหน้าก็ใจสั่น จะถอยหลังก็เสียฟอร์ม
ถังหลินหยุดทานข้าวแล้วหันกลับมามองตามเสียงเรียก
ซ่งเกาหล่างเห็นสายตานั้นก็รีบยืดตัวตรงทันที เขาประคองถาดอาหารเม้มปากแน่น แล้วเดินตัวเกร็งตรงดิ่งเข้ามา
“สหายถัง แฟนของเสี่ยวเยว่... คงไม่รบกวนเวลาส่วนตัวของพวกคุณนะครับ”
ผู้ตรวจการที่เดินตามมาติดๆ รีบเอ่ยทักทายแก้สถานการณ์ด้วยรอยยิ้มกว้าง
“ผู้ตรวจการ สหายซ่ง เชิญนั่งเลยค่ะ จะว่ารบกวนก็ต้องเป็นพวกเรามากกว่าที่มารบกวนเวลาพักผ่อนของพวกคุณ”
ถังหลินยิ้มตอบอย่างสุภาพ
“ทหารกับประชาชนก็เหมือนพี่เหมือนน้อง อย่าพูดจาเกรงใจกันเลยครับ มาๆ นั่งกินข้าวกันเถอะ”
ผู้ตรวจการหัวเราะร่าพลางทิ้งตัวลงนั่ง แล้วฉุดแขนซ่งเกาหล่างที่ยืนบื้อเป็นตอไม้ให้นั่งลงข้างๆ
“สหายถัง อาหารที่นี่พอทานได้ไหมครับ”
“อร่อยมากค่ะ ดีกว่าที่เขื่อนเยอะเลย”
“สหายถังพูดแบบนี้แสดงว่าอาหารที่เขื่อนไม่อร่อยเหรอครับ ให้ผมประสานงานไปทางนั้นให้ปรับปรุงรสชาติหน่อยดีไหม”
“อุ๊ย”
ถังหลินตกใจรีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน
“ขอบคุณค่ะ ไม่ต้องลำบากหรอกค่ะ ตอนนี้ฉันทำกับข้าวกินเองที่บ้านพักแล้ว”
“อ๋อ อย่างนี้นี่เอง ดีเลยครับ”
ผู้ตรวจการพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะเริ่มปฏิบัติการล้วงข้อมูลต่อ
“สหายถังเป็นคนพื้นเพที่ไหนครับ”
“เมืองเอค่ะ”
“สหายถังพาลูกสาวมาลำบากในหุบเขาแบบนี้ สามีทางบ้านคงเป็นห่วงแย่ แต่ดูทรงแล้วคนทางบ้านคงจะสนับสนุนการทำงานของคุณมากเลยสินะครับถึงยอมให้มา”
ผู้ตรวจการแสร้งทำเป็นชวนคุยเรื่องสัพเพเหระ แต่เจตนาแท้จริงคือต้องการเช็กสถานะครอบครัวของถังหลินให้แน่ใจ
ถังหลินฟังแล้วก็พยักหน้ารับโดยไม่ทันคิดอะไรมาก
ลูกสาวคนเล็กอย่างเลิ่งเสี่ยวเม่ยก็มาอยู่ที่นี่ด้วยกัน แน่นอนว่าครอบครัวต้องสนับสนุนการทำงานของเธออยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นคงไม่ยอมให้มากันหมดบ้านแบบนี้
ผู้ตรวจการลอบถอนหายใจยาวเหยียดในใจ สงสารเพื่อนรักจับใจ เห็นทีชาตินี้คงไม่มีวาสนาได้เกี่ยวดองกับสหายถังเสียแล้ว
เสี่ยวเยว่คอยสังเกตอาการของซ่งเกาหล่างอยู่ตลอด เห็นผู้พันเอาแต่นั่งเงียบก้มหน้าก้มตาเขี่ยข้าวในชาม จึงเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ
“ผู้พันครับ พี่ชายของคุณนัดกับพวกเราไว้แล้วนะครับว่าวันไหว้พระจันทร์จะมากินข้าวด้วยกัน”
“อืม กินข้าวด้วยกันก็ดี เทศกาลทั้งทีจะได้ครื้นเครง”
ซ่งเกาหล่างตอบรับเสียงเบาในลำคอ ยกชามน้ำแกงกระดูกหมูขึ้นซดช้าๆ สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่ก้นชามราวกับมีเลขเด็ดซ่อนอยู่
“สถานที่จัดงานก็คือบ้านพักของแฟนผมนั่นแหละครับ แม่ยายผมท่านจะโชว์ฝีมือทำอาหารเองเลย”
“พรวด! แค่กๆๆ”
[จบบท]