บทที่ 158: สาระแนเรื่องชาวบ้าน
ลมฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านหุบเขาพร้อมหอบเอาความหนาวเย็นยะเยือกของยามเช้าเข้ามาในห้องนอน ถังหลินขยับตัวลุกจากความอบอุ่นของผ้าห่มผืนหนา ผิวสัมผัสกับอากาศเย็นจัดจนต้องรีบคว้าเสื้อไหมพรมตัวเก่งมาสวมทับ ความนุ่มของขนสัตว์ช่วยบรรเทาความหนาวสั่นให้ทุเลาลง
“นี่ยังเช้าอยู่เลยนะ เดี๋ยวผมขับรถไปส่งเอง คุณไม่เห็นต้องรีบตื่นขนาดนี้”
ซ่งเกาหล่างยันตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียง เอื้อมมือหยิบเสื้อเชิ้ตเครื่องแบบทหารมาสวม ท่าทางของเขาดูทะมัดทะแมงแม้ในยามเพิ่งตื่น นิ้วมือเรียวยาวที่เห็นข้อกระดูกชัดเจนกำลังบรรจงติดกระดุมทองแดงเม็ดเล็กๆ ของเสื้อเชิ้ตสีเขียวเข้มทีละเม็ดอย่างคล่องแคล่ว
ถังหลินนั่งลงหน้ากระจกบานใหญ่ ค่อยๆ บรรจงสางผมยาวสลวยที่ยุ่งเหยิงเล็กน้อยจากการนอน “คุณเองก็มีงานล้นมือ เดี๋ยวฉันขี่จักรยานไปเองสะดวกกว่าค่ะ”
ชายหนุ่มหยุดมือ ชะงักเล็กน้อยก่อนเอ่ยขึ้น “เมื่อวานนี้... ผมได้ข่าวว่าพ่อแม่ของเด็กสาวคนนั้นอาจจะมาหาที่บ้านเพื่อขอบคุณเลิ่งฮุ่ย”
มือที่กำลังหวีผมของถังหลินไม่ได้หยุดลง เธอตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบง่ายแต่หนักแน่น “ฉันเชื่อว่าลูกสาวฉันช่วยคนไม่ได้หวังคำขอบคุณหรือของตอบแทนอะไร คุณช่วยรับหน้าแทนพวกเราก็พอนะคะ วันนี้ที่หน้างานจะมีการติดตั้งท่อระบายน้ำรูปกรวย เป็นงานใหญ่และละเอียดอ่อน ฉันต้องไปคุมงานให้ตรงเวลา ไม่มีเวลามานั่งปั้นหน้ารับแขกหรอก”
ซ่งเกาหล่างสวมรองเท้าคอมแบทเสร็จก็คว้าเสื้อคลุมตัวนอกมาพาดบ่า “ตกลง เรื่องทางบ้านปล่อยให้เป็นหน้าที่ผมเอง เมื่อคืนผมตุ๋นโจ๊กธัญพืชทิ้งไว้บนเตาถ่าน ป่านนี้น่าจะเปื่อยได้ที่พอดี เดี๋ยวผมแวะไปโรงอาหารซื้อซาลาเปาร้อนๆ มาเพิ่มให้อีกหน่อย”
หลังจากจัดการธุระส่วนตัวเสร็จ ถังหลินและเลิ่งฮุ่ยทานอาหารเช้าง่ายๆ ที่ซ่งเกาหล่างเตรียมไว้ให้ ก่อนจะขึ้นรถจี๊ปคันเก่งที่จอดรออยู่หน้าบ้านเพื่อไปส่งยังเขื่อน
เสียงเครื่องจักรทำงานดังกึกก้องและเสียงโลหะกระทบกันดังแว่วมาแต่ไกล ยิ่งเดินเข้าใกล้โรงงาน เสียงนั้นยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ บ่งบอกถึงความวุ่นวายของการทำงานที่เริ่มขึ้นแล้ว
“ผู้อำนวยการถัง ผู้ช่วยเลิ่ง ผู้ช่วยจิ้น อรุณสวัสดิ์ครับ”
ทันทีที่เดินมาถึงหน้าประตูโรงงาน ขณะที่ถังหลินกำลังสวมหมวกนิรภัยสาน เสี่ยวเลี่ยวก็รีบกุลีกุจอเดินออกมาต้อนรับด้วยรอยยิ้ม “อาของผมพาคนงานไปตรวจสอบการเซตตัวของคอนกรีตที่เทไปเมื่อหลายวันก่อน แกกำชับให้ผมรอต้อนรับพวกคุณ เชิญทางนี้ครับ ผมจะพาไปดูท่อระบายน้ำรูปกรวยสามท่อนที่เพิ่งขนย้ายมา”
ถังหลินขยับสายรัดคางของหมวกนิรภัยให้กระชับ เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยเป็นการส่งสัญญาณ “นำไปสิ”
ระหว่างเดินเข้าไปในโรงงานที่เต็มไปด้วยโครงสร้างเหล็กมหึมา ผู้รับผิดชอบโครงการอีกคนที่เดินมาพร้อมเสี่ยวเลี่ยวก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกังวล “ผู้อำนวยการถังครับ การติดตั้งท่อระบายน้ำรูปกรวยรอบนี้เรามีเวลาแค่ยี่สิบวันเท่านั้นนะครับ ตารางงานแน่นเอียด ทั้งการยึดท่อ การเชื่อมรอยต่อ และการเทคอนกรีต ทุกอย่างต้องเป๊ะ ห้ามพลาดแม้แต่นิดเดียว ไม่อย่างนั้นกำหนดการรวมจะรวนไปหมด คุณคิดว่าเราควรจะระดมคนหรือทรัพยากรมาเพิ่มหน้างานเพื่อให้งานเดินไวขึ้นไหมครับ”
ถังหลินปรายตามองเขาแวบหนึ่ง แววตาคมกริบฉายแววเด็ดขาด “เรื่องความคืบหน้าและการจัดสรรคน คุณต้องไปคุยกับท่านประธานเหลียว เขาเป็นคนกุมบังเหียนภาพรวม ส่วนฉันรับผิดชอบเรื่องเทคนิคและความถูกต้อง แต่ขอให้วางใจ ในส่วนที่ฉันดูแล ฉันจะไม่ยอมให้มีข้อผิดพลาดหรือการทำงานแบบสุกเอาเผากินเกิดขึ้นเด็ดขาด”
อีกฝ่ายยิ้มเจื่อน “รับทราบครับ เรื่องฝีมือเทคนิคของคุณน่ะหายห่วง แต่โครงการมันก็เหมือนโซ่คล้องต่อกัน ถ้าข้อไหนหลุดก็พังทั้งระบบ งั้นเดี๋ยวผมขอตัวไปคุยเรื่องเวลากับประธานเหลียวโดยตรงเลยดีกว่า จะได้เข้าใจตรงกัน”
ถังหลินพยักหน้ามุมปากยกยิ้มจางๆ “ดีค่ะ คุยกับคนที่มีอำนาจตัดสินใจโดยตรงนั่นแหละดีที่สุด”
เมื่อมาถึงจุดพักท่อขนาดยักษ์ เสี่ยวเลี่ยวกางแผนผังขนาดใหญ่ให้ดู “ผู้อำนวยการถังครับ นี่คือท่อกรวยชุดที่จะติดตั้ง ประกอบด้วยท่อสามส่วน ปากท่อล่างกว้าง 7.6 เมตร ปากท่อบน 6.23 เมตร ความสูงรวม 8 เมตร น้ำหนักปาเข้าไป 55 ตัน ด้วยขนาดมหึมาแบบนี้ ความแม่นยำในการยกและการประกบต้องสูงมาก โดยเฉพาะความร่วมศูนย์ตอนต่อท่อ ต้องให้ทีมเทคนิคของคุณช่วยเล็งให้แม่นยำที่สุด”
ถังหลินมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาพึงพอใจ “ใช้ได้นี่เสี่ยวเลี่ยว เดี๋ยวนี้รู้ลึกรู้จริงขึ้นเยอะ เรื่องเทคนิคฉันจัดการเอง ส่วนเรื่องความไวต้องฝากความหวังไว้ที่ประธานเหลียวแล้วล่ะ”
“การจัดวางท่อพวกเราก็แยกโซนตามลำดับที่จะยกติดตั้งไว้แล้วครับ จะได้หยิบจับง่าย” เสี่ยวเลี่ยวเสริมอย่างภาคภูมิใจ
“รอบคอบดีมาก” ถังหลินชมเชย “รอประธานเหลียวไฟเขียวเรื่องคอนกรีตเมื่อไหร่ ก็สั่งคนมายกได้เลย ตอนยกกำชับทีมงานให้ดี ให้ทีมเทคนิคประกบติด อย่าให้เพราะรีบเร่งแล้วงานเสีย ของใหญ่น้ำหนักเยอะแบบนี้ พลาดนิดเดียวคือเรื่องใหญ่”
“รับทราบครับ!”
ถังหลินหันไปหาลูกสาวที่ยืนถือสมุดจดอยู่ด้านหลัง “ฮุ่ยฮุ่ย เดี๋ยวลูกไปไล่เช็กแผนการยกท่ออีกรอบนะ ตรงไหนไม่มั่นใจให้รีบมาถามแม่”
“ได้ค่ะแม่ ไม่มีปัญหา” เลิ่งฮุ่ยรับคำอย่างแข็งขัน
ขั้นตอนการทำงานดำเนินไปตามระบบ เมื่อประธานเหลียวแจ้งว่าคอนกรีตแข็งตัวได้มาตรฐาน การยกติดตั้งก็เริ่มขึ้น การจัดการกับท่อเหล็กยักษ์หนักหลายสิบตันไม่ใช่เรื่องง่าย ทุกคนต้องทำงานแข่งกับเวลาและความกดดัน จนกระทั่งพระอาทิตย์ตกดิน พวกเขาเพิ่งจะติดตั้งท่อส่วนล่างเสร็จไปได้เพียงท่อนเดียว
หลังคนงานทยอยกลับ ถังหลินยังคงพาทีมตรวจสอบความเรียบร้อยของรอยต่ออย่างละเอียด ก่อนจะพากันเดินออกจากโรงงานด้วยความอ่อนเพลีย
เมื่อเดินขึ้นมาถึงสันเขื่อน เตรียมจะมุ่งหน้ากลับหอพัก สายตาของถังหลินก็สะดุดเข้ากับรถจี๊ปทหารสีเขียวคุ้นตาจอดรออยู่ ซ่งเกาหล่างในชุดเครื่องแบบเต็มยศยืนพิงรั้วกั้นอย่างผ่อนคลาย คีบบุหรี่ไว้ในมือ
พอเขาเห็นภรรยาและลูกเลี้ยงเดินมา ก็รีบทิ้งบุหรี่ลงพื้น ใช้ปลายรองเท้าขยี้ดับไฟ แล้วเดินยิ้มกว้างเข้ามาหา “ภรรยา ฮุ่ยฮุ่ย เลิกงานแล้วเหรอครับ”
บรรดาเพื่อนร่วมงานทีมเทคนิคเห็นภาพนายทหารยศสูงมายืนรอกลับบ้านพร้อมภรรยา ต่างก็พากันยิ้มล้อเลียนอย่างมีเลศนัย ถังหลินแสร้งทำเป็นไม่เห็นสายตาเหล่านั้น ยิ้มลาทุกคนตามปกติ
พอเหลือกันแค่ครอบครัว ถังหลินก็อดบ่นไม่ได้ “เมื่อก่อนไม่ค่อยเห็นสูบบุหรี่ ทำไมเดี๋ยวนี้กลับมาสูบอีกล่ะคะ”
“ก็... รอมันเบื่อๆ นิดหน่อยน่ะครับ ต่อไปผมจะพยายามสูบให้น้อยลงนะ”
ภาพลักษณ์ของ 'เสือยิ้มยาก' แห่งกองพันที่ยอมสยบให้ภรรยาอย่างราบคาบแบบนี้ ถ้าลูกน้องมาเห็นคงแทบไม่เชื่อสายตา ใครจะคิดว่าผู้พันจอมโหดจะกลายเป็นแมวเชื่องๆ เวลาอยู่ต่อหน้าเมีย
ถังหลินมองรถจี๊ปด้านหลังพลางถอนหายใจเบาๆ “ขับรถหลวงมารับบ่อยๆ แบบนี้ เดี๋ยวคนเขาจะนินทาเอาได้นะคะว่าใช้อำนาจในทางที่ผิด”
“ไม่หรอกน่า” ซ่งเกาหล่างรีบเปิดประตูรถให้สองแม่ลูกอย่างเอาใจ
ก่อนก้าวขึ้นรถ ถังหลินหันมากำชับเสียงจริงจัง “วันหลังพยายามอย่าเอารถมารับเลยค่ะ ระยะทางแค่นี้เอง วันไหนอากาศดีพวกเราขี่จักรยานกลับกันได้ แต่ถ้าวันไหนฝนตกหิมะลงหนักจริงๆ พวกเราก็นอนที่หอพัก จะได้ไม่ต้องลำบากเทียวไปเทียวมา”
ชีวิตที่เคยวนเวียนอยู่แค่โรงงานกับหอพักที่แสนจำเจ ตอนนี้กลับมีสีสันและความอบอุ่นเข้ามาเติมเต็ม ถังหลินรู้ดีว่าความรู้สึกปลอดภัยนี้มาจากแผ่นหลังกว้างของผู้ชายที่กำลังขับรถอยู่ข้างหน้า
“ผมจะพยายามก็แล้วกันครับ แต่ถ้าไม่มีภารกิจด่วนอะไร ผมก็จะมารับพวกคุณทุกวันนั่นแหละ”
ถังหลินได้ยินเขาเล่นลิ้น เปลี่ยนคำสั่งของเธอหน้าตาเฉย เกือบจะหลุดขำออกมา เธอแกล้งทำหน้าดุส่งสายตาค้อนวงใหญ่ให้เขา แล้วหันหน้าหนีไปมองวิวข้างทางเหมือนที่ลูกสาวกำลังทำ
ส่วนเลิ่งฮุ่ยที่นั่งอยู่เบาะหลังได้แต่ลอบถอนหายใจ การต้องมาเป็น กขค. ให้คู่รักข้าวใหม่ปลามันนี่มันช่างน่าอึดอัดใจพิลึก เธออยากจะนอนหอพักให้รู้แล้วรู้รอด แต่ซ่งเกาหล่างหัวเด็ดตีนขาดก็ไม่ยอม เขาคงรู้สึกผิดถ้ารับแม่มาอยู่สุขสบายแล้วทิ้งลูกสาวไว้ลำบาก ส่วนแม่ของเธอก็ยิ่งแล้วใหญ่ ห่วงลูกสาวเกินกว่าจะปล่อยให้นอนคนเดียว
ทันทีที่กลับถึงบ้านพัก ซ่งเกาหล่างก็หายตัวเข้าไปในครัว กลิ่นหอมยั่วน้ำลายลอยออกมาแตะจมูกแทบจะทันที
ไม่กี่นาทีต่อมา เขาก็ยกหม้อดินใบใหญ่ออกมาวางกลางโต๊ะ “วันนี้ผมตุ๋นน้ำแกงสูตรพิเศษไว้ รสชาติดีมาก พวกคุณต้องดื่มกันเยอะๆ นะ”
ถังหลินล้างมือเสร็จก็เดินมาช่วยจัดโต๊ะ “อาซ่งคะ ตุ๋นอะไรคะเนี่ย กลิ่นหอมไปถึงหน้าบ้านเลย”
ซ่งเกาหล่างเปิดฝาหม้อ ไอควันพวยพุ่งขึ้นมาพร้อมกลิ่นหอมเข้มข้น “ซุปกระเพาะหมูตุ๋นหอยกาบครับ ใส่ทั้งซี่โครง ปลาหมึกแห้ง แล้วก็ถั่วลิสง เคี่ยวไฟอ่อนมาตั้งหลายชั่วโมงจนน้ำซุปขาวขุ่นเหมือนนมเลย เขาว่าช่วยบำรุงปอด บำรุงเลือด เหมาะกับผู้หญิงทำงานหนักๆ แบบพวกคุณมาก”
เลิ่งฮุ่ยชะโงกหน้ามาสูดกลิ่น “โห อาซ่งสุดยอดไปเลยค่ะ น่ากินมาก”
“ถ้าหอมก็กินเยอะๆ” ซ่งเกาหล่างกุลีกุจอจะตักแบ่งให้
“ไม่เป็นไรค่ะอาซ่ง เดี๋ยวหนูจัดการเอง”
ถังหลินตักซุปขึ้นชิม รสชาติหวานล้ำกลมกล่อมแผ่ซ่านไปทั่วปาก จนต้องเอ่ยปากชม “วัตถุดิบเยอะแยะขนาดนี้ เตรียมยากจะตาย คุณเป็นถึงระดับผู้พัน วันๆ มาขลุกอยู่ในครัว ไม่เสียเวลางานเหรอคะ”
เธอมองอาหารที่เขาตั้งใจทำ ความอบอุ่นจากซุปร้อนๆ ไหลลงสู่กระเพาะ แต่อบอุ่นไม่เท่าความใส่ใจที่เขาพยายามมอบให้
“วันนี้ที่กองพันเหตุการณ์ปกติครับ ผมอาศัยช่วงพักเที่ยงมาเตรียมของ แล้วตั้งไฟตุ๋นทิ้งไว้ตอนบ่าย กลับมาก็ได้ที่พอดี”
ถังหลินชะงักมือ ยุคนี้หาผู้ชายที่ยอมสละเวลาพักผ่อนมาเข้าครัวยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร ส่วนใหญ่เลิกงานก็พาดขาบนโต๊ะรอข้าวกินกันทั้งนั้น
“ฉันกับฮุ่ยฮุ่ยแข็งแรงดี ไม่ต้องโด๊ปอะไรขนาดนั้นหรอกค่ะ วันหลังเอาเวลาพักเที่ยงไปนอนงีบเถอะ เดี๋ยวตอนบ่ายจะไม่มีแรงทำงาน อายุอานามขนาดนี้แล้ว จะไปฟิตเท่าพวกเด็กหนุ่มๆ ได้ยังไง อย่าฝืนสังขารเลยค่ะ”
ซ่งเกาหล่าง “...”
คำว่า 'อายุขนาดนี้' และ 'อย่าฝืน' มันช่างบาดลึกกินใจชายวัยสามสิบหกอย่างเขาเหลือเกิน เขากำลังจะอ้าปากแย้ง แต่ถังหลินก็คีบซี่โครงชิ้นโตยัดใส่ปากเขาดักคอไว้
“ไม่ต้องพูดแล้ว กินซุปไปเยอะๆ ถ้ายังขยันทำเรื่องยุ่งยากอีก พรุ่งนี้พวกเราจะหนีไปนอนหอพักจริงๆ ด้วย คุณจะได้พักผ่อนให้หนำใจ”
เจอไม้นี้เข้าไป ซ่งเกาหล่างได้แต่เคี้ยวตุ้ยๆ หน้าแดงก่ำ ไม่กล้าหือแม้แต่คำเดียว
หลังมื้อเย็น เสี่ยวเยว่แวะมาชวนเลิ่งฮุ่ยออกไปเดินย่อยอาหาร ทิ้งให้สองสามีภรรยาอยู่กันตามลำพัง ซ่งเกาหล่างอาบน้ำเสร็จมานั่งส่องกระจก ลูบไล้ใบหน้าตัวเองด้วยสีหน้าครุ่นคิด
พอถังหลินเดินเช็ดผมออกมาจากห้องน้ำ เขาก็หันขวับไปถาม “นี่ผมดูแก่มากเลยเหรอ?”
ถังหลินมองเขาอย่างงงๆ “ก็ไม่นะ ทำไมเหรอ?”
“งั้น... คุณคิดว่าผมไม่มีแรงหรือไง?”
ถังหลินถึงบางอ้อ ที่แท้พ่อคุณก็ยังคาใจเรื่องที่เธอแซวเมื่อตอนเย็น เธอหลุดขำพรืด “โอเคๆ ยอมแล้วค่ะ คุณแรงดีที่สุดในสามโลก พอใจหรือยัง?”
ซ่งเกาหล่างไม่รอช้า รวบเอวบางดึงร่างภรรยามานั่งบนตัก เงาสะท้อนในกระจกเผยให้เห็นความใกล้ชิดที่ชวนให้ใจเต้นแรง
เขากระซิบข้างหูเธอเสียงพร่า “พอใจแน่นะ?”
ภาพกิจกรรมเข้าจังหวะเมื่อสองคืนก่อนผุดขึ้นมาในหัวของถังหลิน ทั้งที่กลางวันฝึกทหารมาอย่างหนัก แต่ตกกลางคืนพ่อเจ้าประคุณกลับคึกคักราวกับไปกินยาโด๊ปที่ไหนมา
แก้มเนียนแดงซ่าน เธอแกล้งผลักอกเขาเบาๆ “พอใจค่ะ พอใจมาก ปล่อยได้หรือยัง”
ซ่งเกาหล่างหัวเราะในลำคอ คางสากระคายวางเกยบนไหล่เธอ จมูกโด่งคลอเคลียอยู่แถวซอกคอขาวผ่อง “คุณเข้าใจก็ดีแล้ว จำไว้นะ ผมเพิ่งจะสามสิบหก กำลังเป็นวัยฉกรรจ์”
ถังหลินอยากจะมุดดินหนี ผู้ชายคนนี้อายุน้อยกว่าเธอตั้งสองปี แต่ดันมาทำตัวน้อยใจเรื่องพละกำลังเหมือนตาแก่
เมื่อเห็นติ่งหูของภรรยาแดงระเรื่อน่าเอ็นดู ซ่งเกาหล่างก็อดใจไม่ไหว งับเบาๆ ไปทีหนึ่งอย่างหยอกเอิน
ถังหลินสะดุ้งเฮือก มือเผลอกำเสื้อเขาแน่น ลมหายใจเริ่มติดขัด ร่างกายร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
เขากระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น ฝังจมูกลงกับเรือนผมหอมกรุ่น สูดดมกลิ่นกายที่เป็นเหมือนยากระตุ้นชั้นดีสำหรับเขา
.
“ไม่ยักรู้นะเนี่ยว่าเขตบ้านพักทหารตอนกลางคืนจะครึกครื้นขนาดนี้”
เสี่ยวเยว่ส่งส้มกลีบหนึ่งให้เลิ่งฮุ่ย พลางชี้ชวนให้ดูรอบๆ “ในค่ายมันไม่มีอะไรทำนี่ครับ กินข้าวเสร็จถ้าไม่ออกมาเดินเล่น จับกลุ่มคุยกัน ก็คงเฉาตายกันพอดี”
“แล้วถ้ามีเหตุฉุกเฉินตอนกลางคืนล่ะ?” เลิ่งฮุ่ยเคี้ยวส้ม รสเปรี้ยวจี๊ดทำเอาเธอหยีตา
“ตรงนี้มันโซนบ้านพักครับ” เสี่ยวเยว่ชี้ไปทางกลุ่มอาคารที่มีไฟสปอตไลท์ส่องสว่างไกลๆ “ทหารส่วนใหญ่อยู่หอพักฝั่งโน้น ถ้ามีเสียงนกหวีดดังปุ๊บ แค่ไม่กี่นาทีก็รวมพลพร้อมรบได้ทันที”
ขณะเดินผ่านบ้านหลังเล็กๆ หลังหนึ่ง เลิ่งฮุ่ยชะลอฝีเท้าลง บ้านหลังนั้นดูเงียบเชียบและมืดมนผิดกับบ้านหลังอื่นที่เปิดไฟสว่างไสว
“บ้านนั้น... คือบ้านของเด็กผู้ชายที่เสียชีวิตเมื่อวานครับ พ่อเขาเป็นลูกน้องของหัวหน้าซ่ง” เสี่ยวเยว่อธิบายเสียงเบา
เลิ่งฮุ่ยรู้สึกจุกในอก ถ้าเมื่อวานเธอมาเร็วกว่านี้สักนิด บางทีอาจจะช่วยชีวิตเด็กคนนั้นไว้ได้
“ไปดูหนังกลางแปลงกันดีกว่าครับ เปลี่ยนบรรยากาศหน่อย” เสี่ยวเยว่รีบชวนเปลี่ยนเรื่องเมื่อเห็นสีหน้าเธอไม่ดี
ลานสนามหญ้ากลางหมู่บ้านแปรสภาพเป็นโรงหนังชั่วคราว จอผ้าใบสีขาวขึงตึง เครื่องฉายหนังส่งเสียงครางหึ่งๆ ชาวบ้านต่างหิ้วเก้าอี้พับ เสื่อสาดมาจับจองพื้นที่กันเนืองแน่น
เสี่ยวเยว่พาเลิ่งฮุ่ยเดินเลี่ยงฝูงชนไปยังใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัว เขาปูแผ่นพลาสติกที่เตรียมมาลงบนพื้นหญ้าอย่างคล่องแคล่ว
เลิ่งฮุ่ยเพิ่งจะแกะลูกอมเข้าปาก ก็สังเกตเห็นกลุ่มหญิงสาวสามคนนั่งอยู่แถวหน้า พวกเธอสวมเสื้อโค้ทผ้าขนสัตว์ตัดเย็บอย่างดี ผูกโบสีสดใสดูทันสมัยกว่าชาวบ้านทั่วไป กำลังซุบซิบและหันมามองทางนี้เป็นระยะ
“เสี่ยวเยว่...”
หญิงสาวใช้ศอกสะกิดคนข้างๆ เบาๆ “นายรู้จักแม่สาวสวยสามคนข้างหน้านั่นหรือเปล่า มองนายตาเป็นมันเชียว”
เสี่ยวเยว่ที่กำลังนั่งพิงต้นไม้อย่างสบายใจค่อยๆ ปรือตาขึ้นมอง กวาดสายตาผ่านใบหน้าพวกหล่อนเพียงแวบเดียวก่อนจะตอบเสียงเรียบ “ไม่รู้จัก”
รอยยิ้มหวานหยดย้อยของสามสาวแข็งค้างไปทันที
เลิ่งฮุ่ยกลั้นขำ “นายไม่รู้จักพวกเธอ แต่ดูเหมือนพวกเธอจะรู้จักนายดีนะ”
ทันใดนั้น หนึ่งในหญิงสาวกลุ่มนั้นก็สะบัดผม หันมาส่งยิ้มหวาน “แหม... ผู้กองเสี่ยวคะ จะเอาใจสาวข้างๆ ก็ไม่ต้องถึงกับแกล้งทำเป็นจำคนกันไม่ได้หรอกค่ะ คนกันเองแท้ๆ”
เลิ่งฮุ่ยเลิกคิ้วสูง “อ้าว ตกลงรู้จักกันเหรอคะเนี่ย?”
หญิงสาวคนเดิมเชิดหน้าขึ้นอย่างภูมิใจ “พวกเราเป็นพยาบาลจากสถานีอนามัยค่ะ ผู้กองเสี่ยวเคยมาทำแผลที่นั่นบ่อยๆ ฉันเป็นคนล้างแผลให้เขาเองกับมือ ตอนนั้นเขาสุภาพกับพวกเรามากเลยนะคะ...”
เลิ่งฮุ่ยพยักหน้าหงึกหงัก “อ๋อ... มิน่าล่ะ ฟังดูสนิทสนมกันดีจัง”
พอเห็นอีกฝ่ายคล้อยตาม พยาบาลสาวก็ได้ใจ รีบโม้ต่อ “ฉันถึงบอกไงคะว่าอย่ามาทำเป็นจำไม่ได้ ช่วงก่อนเราคุยกันบ่อยจนเขาโดนผู้พันทำโทษสั่งขัง แล้วยังโดนสั่งให้ฝึกหนักเพิ่มอีกต่างหาก”
“โห... ขนาดนั้นเชียว?” เลิ่งฮุ่ยหันมามองเสี่ยวเยว่ด้วยสายตาล้อเลียน เห็นสันกรามของเขาขบกันแน่นจนเป็นสันนูน
“โดนทำโทษตั้งสองวันเต็มๆ เลยนะคะ”
“น่าเห็นใจจริงๆ” เลิ่งฮุ่ยแสร้งทำเสียงเศร้า ก่อนจะถามด้วยรอยยิ้มเย็น “ว่าแต่คุณพยาบาลคนสวยชื่ออะไรเหรอคะ?”
“ฉันชื่อมิซือเถียนค่ะ” มิซือเถียนตอบพลางกวาดตามองเลิ่งฮุ่ยตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วหันไปถามเสี่ยวเยว่ด้วยน้ำเสียงอยากรู้อยากเห็น “ว่าแต่ผู้กองเสี่ยวคะ ผู้หญิงคนนี้เป็นอะไรกับคุณเหรอ? ไม่เคยเห็นหน้าค่าตามาก่อนเลย แฟนใหม่เหรอคะ?”
สิ้นคำถาม บรรยากาศรอบตัวพลันเย็นยะเยือก
เสี่ยวเยว่หันขวับไปจ้องหน้าหล่อน นัยน์ตาสีนิลฉายแววอำมหิตราวกับจะแช่แข็งคนตรงหน้า น้ำเสียงของเขาราบเรียบแต่เชือดเฉือนบาดลึก
“เธอเป็นใคร? สาระแนเรื่องชาวบ้านมากเกินไปแล้วมั้ง?”
[จบบท]