บทที่ 177: ปากพระร่วง
เสียงแค่นหัวเราะในลำคอที่ดังลอดออกมาจากจมูกของมู่ปินนั้นเต็มไปด้วยความเหยียดหยาม ความไม่พอใจที่กลิ้งวนอยู่ในลูกกระเดือกของเขา ท้ายที่สุดก็ถูกกลืนหายไปกลายเป็นความเงียบงันที่น่าอึดอัด เหมือนมีถ้อยคำมากมายที่อยากจะพ่นออกมาแต่ต้องจำใจสะกดกลั้นเอาไว้
เลิ่งฮุ่ยปรายตามองท่าทางอันน่าสมเพชนั้นแวบหนึ่ง ในใจลอบด่ากราดไปคำเดียวว่า 'ไอ้หน้าตัวเมีย' ก่อนจะสะบัดหน้าเลิกสนใจ เธอคล้องตะกร้าผักไว้ที่แขนอย่างทะมัดทะแมงแล้วเดินตามหลังลี่อีอวิ๋นตรงดิ่งไปยังห้องครัว
บรรยากาศภายในห้องครัวอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของวิถีชีวิตดั้งเดิม เตาไฟแบบเก่าที่ก่อด้วยอิฐและดินเหนียวกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งภายใต้สองมือของลี่อีอวิ๋น เสียงฟืนไม้แห้งปะทุแตกดังเปรี๊ยะๆ ปล่อยสะเก็ดไฟกระเด็นออกมาสร้างความอบอุ่น ในขณะที่เธอก็ยกกาน้ำอลูมิเนียมก้นดำวางลงบนช่องเตาไฟอย่างชำนาญ
เลิ่งฮุ่ยยืนพิงกรอบหน้าต่างไม้เก่าคร่ำครึ สายตาทอดมองผ่านกระจกออกไปยังลานบ้าน เห็นกลุ่มวัยรุ่นกำลังวิ่งไล่จับหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน เธอจึงเอ่ยถามขึ้นทำลายความเงียบ “ได้ยินมาว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นเพื่อนร่วมชั้นของมู่ปินเหรอ เธอมาขลุกอยู่ที่บ้านเธอเป็นประจำเลยสินะ”
“ก็ทุกครั้งที่คนพวกนี้มารวมตัวกันที่บ้าน เธอก็จะติดสอยห้อยตามมาด้วยตลอดนั่นแหละ มีอะไรหรือเปล่า เธอรู้จักหล่อนเหรอ” ลี่อีอวิ๋นละสายตาจากเปลวไฟสีส้มที่กำลังเต้นเร่าในเตา หันมามองเลิ่งฮุ่ยด้วยความสงสัย
เลิ่งฮุ่ยส่ายหน้าเบาๆ พลางตอบเสียงเรียบ “เปล่าหรอก แค่เคยเห็นพวกเขาเล่นหัวกันอยู่บ่อยๆ น่ะ”
“เฮ้อ ก็พวกเขาก็รวมกลุ่มกันเป็นประจำแบบนี้แหละ ไม่มีอะไรหรอก”
ลี่อีอวิ๋นไม่ได้เก็บมาใส่ใจหรือคิดอะไรให้มากความ เมื่อเห็นว่าฟืนในเตาไฟลุกโชนได้ที่แล้ว เธอก็หันไปง่วนกับการเตรียมถ้วยชาและหยิบใบชาออกมา
เลิ่งฮุ่ยเห็นท่าทางใสซื่อไม่รู้ร้อนรู้หนาวของเพื่อน ก็ไม่อาจหักหาญน้ำใจพูดเตือนอะไรที่มันตรงไปตรงมาจนเกินงาม เพราะถึงอย่างไรเธอก็ไม่ได้เห็นกับตาตัวเองว่ามู่ปินกับแม่เพื่อนนักเรียนหญิงคนนั้นแอบพลอดรักหรือทำเรื่องบัดสีอะไรกัน
“งั้นเธอทำงานต่อเถอะ ฉันขอตัวกลับก่อนดีกว่า” เลิ่งฮุ่ยตัดสินใจตัดบท เธอล้วงมือลงไปในกระเป๋าสะพายข้าง หยิบเอาก้อนผ้าสีดำขลับที่พับไว้อย่างดีออกมา แล้วยัดใส่มือของเพื่อนรักอย่างไม่ให้ทันตั้งตัว “ตอนที่เธอแต่งงานฉันติดธุระอยู่ต่างจังหวัดเลยมาร่วมงานไม่ทัน ผ้าผืนนี้ถือว่าเป็นของขวัญแสดงความยินดีที่ฉันมอบให้ย้อนหลังก็แล้วกัน เนื้อผ้าดีครอนอย่างดี เอาไปตัดกางเกงใส่ได้สวยพอดีตัวเลยล่ะ”
“โธ่เอ๊ย! จะทำแบบนี้ได้ยังไงกัน” ลี่อีอวิ๋นตาโตด้วยความตกใจ รีบปฏิเสธพัลวัน “ตอนนี้ใครๆ ก็รู้ว่าผ้าดีครอนมันหายากและมีราคาแพงจะตายไป ผ้าผืนนี้ไม่รู้ว่าต้องใช้โควตาตั๋วแลกผ้าของแม่เธอสะสมมากี่เดือน ฉันรับของมีค่าขนาดนี้ไว้ไม่ได้หรอก เธอเอากลับไปตัดกางเกงใส่เองเถอะ” พูดจบลี่อีอวิ๋นก็พยายามดันผ้าผืนนั้นกลับคืนมา
เลิ่งฮุ่ยรีบคว้าข้อมือของเพื่อนไว้ แล้วกดผ้าใส่มืออีกฝ่ายให้แน่นขึ้น ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มจริงใจ “ฉันตั้งใจให้ เธอรับไว้เถอะน่า บ้านฉันไม่ได้ขาดแคลนผ้าผืนนี้หรอก ให้เธอก็เพื่ออวยพรเธอ ไหนมีใครเขาผลักไสคำอวยพรกันบ้างล่ะ รับไว้เถอะนะ”
ลี่อีอวิ๋นลังเลอยู่ครู่หนึ่ง มองดูแววตามุ่งมั่นของเลิ่งฮุ่ยที่ต้องการมอบให้จริงๆ เธอก็ยอมชักมือกลับมาพร้อมกับผ้าผืนนั้น “ก็ได้... ถ้าอย่างนั้นตอนนี้เธอรู้แล้วว่าฉันพักอยู่ที่นี่ วันหลังถ้าคิดถึงกันก็แวะมาหามาเล่นด้วยกันบ่อยๆ นะ”
“อ้าว นั่นเพื่อนนักเรียนของลี่อีอวิ๋นใช่ไหม มาทางนี้สิ มาคุยกันหน่อย มาทำความรู้จักกันดีไหมครับ”
ทันทีที่เลิ่งฮุ่ยเดินก้าวพ้นประตูห้องครัว สายตาอันรวดเร็วของเฉินจื้อหมิงก็จับจ้องมาที่เธอทันที เขารีบตะโกนเรียกด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น
ด้วยความเกรงใจและไว้หน้าลี่อีอวิ๋น ครั้งนี้เลิ่งฮุ่ยจึงไม่ได้ทำหน้าบึ้งตึงใส่เหมือนทุกที แต่เธอก็เลือกที่จะไม่เสวนาพาทีก่อความสัมพันธ์ใดๆ เพียงแค่พยักหน้าให้ตามมารยาทอย่างห่างเหินทีหนึ่ง จากนั้นก็ก้าวเท้าฉับๆ เดินออกจากลานบ้านไปโดยไม่หยุดชะงัก
“ลี่อีอวิ๋น เพื่อนของเธอนี่หยิ่งเกินไปหรือเปล่า เฉินจื้อหมิงอุตส่าห์พูดด้วยดีๆ หล่อนยังไม่สนใจเลย” เสียงเพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มบ่นอุบอิบ
ลี่อีอวิ๋นเดินไปส่งเลิ่งฮุ่ยจนพ้นเขตลานบ้าน แล้วหันกลับมามองผู้หญิงที่พูดเมื่อครู่ “เพื่อนของฉันเขาค่อนข้างเป็นคนเก็บตัวน่ะ ไม่ค่อยชอบสุงสิงกับคนแปลกหน้า พวกเธออย่าถือสาเลยนะ”
มู่ปินผู้รู้ฤทธิ์เดชดีว่าเลิ่งฮุ่ยนั้นร้ายกาจเพียงใด เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความรำคาญใจ ไม่อยากจะให้ใครเอ่ยถึงผู้หญิงคนนั้นอีก “พอได้แล้ว เลิกพูดเรื่องคนอื่นเสียที เธอน่ะรีบไปชงชาแล้วยกออกมาเร็วๆ เข้า”
หลังจากผละออกมาจากบ้านหลังเล็กของตระกูลมู่ได้ไม่นาน ท้องฟ้าเบื้องบนก็เริ่มแปรปรวน เมฆสีเทาตะกั่วก้อนมหึมาลอยต่ำลงมาเรื่อยๆ จนแทบจะแตะยอดไม้ บรรยากาศมืดครึ้มอึมครึมบอกชัดว่าพายุฝนลูกใหญ่กำลังจะโหมกระหน่ำในไม่ช้า
เลิ่งฮุ่ยไม่กล้าโอ้เอ้อยู่ข้างนอกนาน ขาของเธอเกร็งแน่นและออกแรงปั่นจักรยานคู่ใจอย่างสุดชีวิต ล้อรถหมุนติ้วบดไปบนถนนลูกรังเพื่อแข่งกับเวลา
ผู้คนบนท้องถนนต่างเร่งฝีเท้ากันจ้าละหวั่น ใบหน้าแต่ละคนฉายแววกังวล ทุกคนต่างมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือต้องรีบกลับให้ถึงบ้านก่อนที่เม็ดฝนจะเทลงมา
ตอนที่เธอเลี้ยวรถเข้าตรอกบ้านของตัวเองด้วยอาการหอบหายใจถี่ ลมพายุก็เริ่มพัดกรรโชกแรงขึ้นจนฝุ่นตลบ
เพราะกลัวว่าจักรยานจะไปเฉี่ยวชนเด็กๆ ที่ยังวิ่งเล่นกันอยู่ในตรอก เธอจึงรีบกระโดดลงจากรถ แล้วเข็นจักรยานเดินกึ่งวิ่งกลับบ้าน
เมื่อเดินผ่านลานบ้านเดิมของตระกูลซุน สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นซุนเสี่ยวจวนกำลังยืนหันหลังง่วนอยู่กับการเก็บเสื้อผ้าที่ตากไว้
คล้ายกับสัญชาตญาณจะร้องเตือน จู่ๆ ซุนเสี่ยวจวนก็หันขวับกลับมามอง
ภาพที่ปรากฏทำเอาเลิ่งฮุ่ยชะงักกึก ใบหน้าที่เคยปากเก่งของซุนเสี่ยวจวนบัดนี้เขียวช้ำบวมปูดจนแทบจำเค้าเดิมไม่ได้ มันปรากฏขึ้นตรงหน้าอย่างกะทันหันจนเลิ่งฮุ่ยตกใจจนสะดุ้งโหยง
บ้าจริง! ใครเป็นคนลงมือกันเนี่ย? ช่างโหดเหี้ยมถึงใจจริงๆ
แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันช่างสมใจเธอเหลือเกิน เหมือนมีคนมาช่วยทำเรื่องที่เธอยังไม่ทันได้ลงมือทำให้สาสม
เปาะ! หยดน้ำฝนเม็ดแรกตกลงมาใส่หน้าผาก เลิ่งฮุ่ยยกมือขึ้นปาดน้ำออก แล้วรีบจ้ำอ้าวเข็นจักรยานกลับบ้านทันที
“แม่! แม่!”
เสียงเรียกของเลิ่งฮุ่ยที่แฝงไปด้วยความตื่นเต้นระคนขบขันทำลายความเงียบสงบภายในบ้าน
ถังหลินเงยหน้าขึ้นจากโต๊ะทำงาน มองดูเลิ่งฮุ่ยที่พุ่งพรวดเข้ามาเหมือนไปเจอเรื่องดีๆ มา แล้วถามด้วยความแปลกใจ “มีเรื่องอะไรหรือลูก หน้าตาตื่นเชียว”
เลิ่งฮุ่ยทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้อย่างหมดแรง ชี้ไม้ชี้มือไปทางประตูแล้วระเบิดเสียงหัวเราะออกมา “ฮ่าๆๆ แม่รู้ไหมว่าเมื่อกี้หนูเจอใคร”
ถังหลินวางกรรไกรในมือลง แล้วโน้มตัวไปข้างหน้าอย่างให้ความร่วมมือ ในดวงตาฉายแววใคร่รู้ “ใครล่ะ”
เลิ่งฮุ่ยชี้ไปทางข้างนอกย้ำอีกครั้ง “ก็ซุนเสี่ยวจวนบ้านข้างๆ ไงแม่”
เธอลดเสียงลงให้เบาเหมือนกระซิบ แต่ในดวงตากลับเป็นประกายวาววับด้วยความสะใจ “แม่ไม่เห็นใบหน้าของหล่อนนะ เขียวเป็นจ้ำม่วงเป็นแถบ แถมยังบวมเป่งเหมือนหมั่นโถวที่ขึ้นฟูเลย หนูละอยากรู้จริงๆ ว่าผู้กล้าคนไหนเป็นคนลงมือ ทำเรื่องที่หนูอยากทำแต่ยังไม่ทันได้ทำแทนหนูไปเรียบร้อยแล้ว”
ถังหลินนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนคาดเดา “แม่ว่าน่าจะเป็นคนของตระกูลเลิ่งทำกันเองนั่นแหละ ไม่อย่างนั้นถ้าเป็นคนนอกกล้ามาแตะต้องหล่อน หล่อนคงไม่อยู่เฉยแน่ ป่านนี้คงอาละวาดโวยวายจนฟ้าถล่มดินทลายไปนานแล้ว”
“คนตระกูลเลิ่งคนไหนกัน เลิ่งหย่งซิงเหรอ? ดูไม่ออกเลยนะว่าคนขี้ขลาดตาขาวอย่างเลิ่งหย่งซิงจะกล้าตบตีเมียตัวเองได้ลงคอ”
“ก็อาจจะเป็นไปได้นะ คนเราบทจะขาดสติก็ทำได้ทุกอย่าง”
ถังหลินตัดบทพลางชี้ไปที่กองเสื้อผ้าที่วางอยู่บนเก้าอี้ข้างๆ “เรื่องชาวบ้านช่างเถอะ นี่แม่เพิ่งตัดเย็บเสร็จ ลูกลองสวมดูสิ ดูว่าขนาดพอดีตัวไหม”
ตลอดช่วงบ่ายถังหลินง่วนอยู่กับการใช้ผ้าฝ้ายถักเนื้อดีตัดเย็บชุดเสื้อและกางเกงตัวในสำหรับกันหนาวให้ลูกสาว
ในยุคสมัยที่ข้าวของขาดแคลนเช่นนี้ ชุดซับในกันหนาวเนื้อดีนับว่าเป็นของหายากยิ่ง คนส่วนใหญ่ทำได้เพียงแค่สวมกางเกงตัวบางๆ ทับกันทีละชั้นทีละชั้นเพื่อประทังความหนาว ขากางเกงที่หนาเทอะทะแกว่งไปมา เวลาเดินทีก็ส่งเสียงดังสวบสาบเสียดสีกัน
ต่อให้ห่อตัวจนหนาเหมือนบ๊ะจ่าง ก็ยังเก็บความอบอุ่นไม่อยู่ ลมหนาวอันโหดร้ายยังคงสามารถมุดลอดขากางเกงเข้าไปกัดกินผิวเนื้อจนหนาวสั่นจนตัวโยน
ผ้าชนิดที่ถังหลินใช้นี้ อีกไม่กี่ปีจะได้รับความนิยมอย่างมาก ส่วนใหญ่พวกสหายผู้หญิงมักจะมีเสื้อกล้ามและกางเกงขาสั้นตัวใหญ่ที่ทำจากผ้าชนิดนี้คนละชุดติดตู้เสื้อผ้า
“ฝีมือแม่ตัดตามขนาดตัวของหนู มันก็ต้องพอดีเป๊ะอยู่แล้ว ไม่ต้องลองหรอกแม่”
ระหว่างที่สองแม่ลูกคุยสัพเพเหระกัน ฝนด้านนอกก็ค่อยๆ ทวีความรุนแรงขึ้น หยดน้ำฝนเม็ดใหญ่กระหน่ำตีหน้าต่างและหลังคากระเบื้อง ส่งเสียงดังเปาะแปะก้องกังวานไปทั่ว
เลิ่งฮุ่ยรีบลุกขึ้นไปปิดประตูห้องโถงเพื่อกันละอองฝน มองผ่านกระจกหน้าต่างออกไปข้างนอก ม่านน้ำฝนเทลงมาจากชายคาอย่างไม่ขาดสาย บ้านทั้งหลังเหมือนถูกห่อหุ้มไว้ในหมอกน้ำสีขาวโพลน ตัดขาดจากโลกภายนอก
ฝนตกหนักลมพัดแรงจนน่ากลัว เลิ่งฮุ่ยรู้สึกว่าในห้องเริ่มมืดเกินไป ทว่าพอดึงเชือกเปิดไฟ ก็พบว่าไฟฟ้าดับเสียแล้ว
ฝนตกหนักขนาดนี้ ทำได้แค่ต้องอุดอู้อยู่แต่ในบ้าน พักผ่อนกายใจ
ถังหลินตัดผ้าเสร็จเรียบร้อย ก็เก็บเศษผ้าและชิ้นส่วนทีละชิ้นอย่างประณีต แล้วถามลูกสาว “เย็นนี้อยากกินอะไรเป็นพิเศษไหม”
“ฝนตกอากาศเย็นแบบนี้หนูอยากจะมุดตัวเข้าไปนอนซุกในผ้าห่มอุ่นๆ มื้อเย็นไม่ต้องทำอะไรยุ่งยากมากหรอกแม่ ต้มเกี๊ยวน้ำร้อนๆ หรือทำบะหมี่น้ำกินง่ายๆ ก็พอแล้ว”
ถังหลินพยักหน้าเห็นด้วย “ในเมื่ออยากจะรีบมุดเข้าผ้าห่ม ในหม้อที่ครัวมีน้ำร้อนต้มไว้อยู่ ลูกรีบไปอาบน้ำให้สบายตัวก่อนมากินข้าวเถอะ”
ฝนด้านนอกเทลงมาอย่างบ้าคลั่งไม่มีทีท่าว่าจะเบาลงเลย
เสียงลมฝนอึกทึกครึกโครมถูกกำแพงบ้านกั้นไว้นอกบ้าน การได้ขดตัวอยู่ในบ้านภายใต้แสงเทียนสลัวที่เต้นระริก กินบะหมี่ทำมือร้อนๆ ส่งกลิ่นหอมฉุย ไม่ว่าจะอยู่ในยุคสมัยใดก็นับเป็นความสุขที่อบอุ่นใจที่สุด และเป็นความเพลิดเพลินที่สุดยอดจนหาสิ่งใดมาทดแทนไม่ได้
คืนนั้นเลิ่งฮุ่ยกินอิ่มดื่มพอ และนอนหลับฝันดีตลอดคืนท่ามกลางเสียงฝนขับกล่อม
เช้าวันรุ่งขึ้น เลิ่งฮุ่ยถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงเคาะประตูที่ดังรัว
ฝนด้านนอกหยุดตกแล้ว แต่ท้องฟ้ายังคงมืดครึ้มไร้แสงแดด แสงสว่างภายในห้องจึงยังดูสลัวๆ ชวนให้ง่วงนอน
เลิ่งฮุ่ยเปิดประตูห้องนอนเดินงัวเงียออกมา ถังหลินตื่นก่อนแล้วและกำลังสาละวนทำอาหารเช้าอยู่ในครัว เมื่อได้ยินเสียงลูกสาวเดินออกมา เธอก็หันมาบอก “มีคนมาเคาะประตูหน้าบ้าน ลูกลองไปดูซิว่าเป็นใคร”
“ใครกันนะ เช้าตรู่ขนาดนี้มารบกวนเวลานอนคนอื่น คงไม่ใช่คนตระกูลเลิ่งอีกหรอกนะ” เลิ่งฮุ่ยบ่นพึมพำด้วยความหงุดหงิด
ทว่าพูดไม่ทันขาดคำก็กลายเป็นจริงเสียแล้ว
เลิ่งฮุ่ยเดินย่ำข้ามลานบ้านที่เจิ่งนองไปด้วยน้ำฝนขัง พอเปิดประตูรั้วออกไปเห็นเลิ่งหย่งคังยืนทำหน้าสลอนอยู่ด้านนอก เธอก็อดไม่ได้ที่จะกลอกตามองบนใส่ฟ้าด้วยความเอือมระอา
ปากของเธอไปเจิมศักดิ์สิทธิ์มาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน พูดปุ๊บก็โผล่หัวมาปั๊บ
“นี่... พ่อตัวดี เช้าขนาดนี้พ่อมาเคาะประตูมีธุระอะไร พ่อกับแม่ของหนูหย่ากันไปแล้วนะ ทำไมพ่อถึงไม่รู้จักหลบเลี่ยงเพื่อรักษาชื่อเสียงกันบ้าง ไม่มีธุระอะไรก็มาเคาะประตู พ่อเคยคิดเผื่อแม่ของหนูบ้างไหมห๊ะ”
[จบบท]