บทที่ 203: วาสนาที่คลาดกันกับทองคำ
ถังหลินทอดสายตามองลูกสาวด้วยความเอ็นดูปนสงสาร พลางส่ายหน้าเบาๆ ให้กับความพยายามที่สูญเปล่า ลูกสาวของเธออุตส่าห์ลงแรงขุดดินจนเหงื่อท่วมตัว สุดท้ายกลับกลายเป็นการขุดหลุมฝังความหวังของตัวเองเสียอย่างนั้น
จะเรียกว่าสูญเปล่าเสียทีเดียวก็คงไม่ถูก เพราะการขุดพบ ‘โบราณวัตถุ’ ที่มีมูลค่ามหาศาลขนาดนี้ อย่างน้อยในบันทึกความดีความชอบของทางการก็ต้องมีชื่อของพวกเธอแม่ลูกประดับอยู่อย่างแน่นอน
“เลิ่งฮุ่ย ลูกรีบเทดินในมิติออกมากลบเกลี่ย แล้วจัดการร่องรอยตรงปากหลุมให้เนียนเลยนะ อย่าให้ใครดูออกว่าเราใช้เครื่องมืออะไรขุด”
เลิ่งฮุ่ยมีสีหน้าเหมือนคนกำลังกลืนยาขม แววตาเต็มไปด้วยความอาลัยอาวรณ์ แต่สุดท้ายก็ต้องกัดฟันยอมจำนน เธอคว้าจอบคู่กายขึ้นมาขุดดินกลบร่องรอยที่แขนกลไฮเทคทิ้งไว้ตามผนังหลุมอย่างขะมักเขม้น ทั้งที่ในใจอยากจะร้องตะโกนออกมาดังๆ ด้วยความเสียดาย
ถังหลินเห็นท่าทางกระฟัดกระเฟียดของลูกสาวก็นึกขำ แววตาเป็นประกายระยิบระยับ “ลูกรออยู่ตรงนี้นะ เดี๋ยวแม่จะรีบไปตามคนมาช่วยขนย้าย”
เลิ่งฮุ่ยเหวี่ยงจอบไปกองรวมกับเศษดินข้างๆ อย่างหมดอารมณ์ ก่อนจะโบกมือไล่แม่เบาๆ เป็นเชิงรับรู้
ฝันหวานเรื่องความร่ำรวยพังทลายลงไม่เป็นท่าอีกแล้ว!
คนเราแค่อยากจะรวยทางลัดสักหน่อย ทำไมสวรรค์ถึงต้องสร้างอุปสรรคให้ยากเย็นขนาดนี้ด้วยนะ
ไม่นานนัก ซ่งเกาหล่างก็พาเจ้าหน้าที่จากคณะกรรมการบริหารจัดการโบราณวัตถุแห่งเมืองเอ พร้อมด้วยกองทัพคนงานแบกจอบเสียมเดินขบวนกันมาอย่างเอิกเกริก เสียงฝีเท้าและเสียงพูดคุยดังจอแจมาแต่ไกล เพียงชั่วพริบตา พื้นที่รอบบ้านร้างก็ถูกห้อมล้อมด้วยฝูงชนจนแน่นขนัดชนิดที่ว่าแมลงวันสักตัวก็บินผ่านเข้าไปไม่ได้
ถังหลินเดินเบียดฝูงชนกลับมายืนข้างลูกสาว ปรายตามองหลุมสมบัติที่ตอนนี้เต็มไปด้วยเจ้าหน้าที่รัฐ แล้วกระซิบบอก “กลับกันเถอะลูก เราไปรอที่บ้านพักกันดีกว่า ขืนยืนดูอยู่ตรงนี้ เดี๋ยวพอเห็นเขาขนของพวกนั้นขึ้นมา คืนนี้ลูกจะนอนไม่หลับเอานะ”
เลิ่งฮุ่ยถอนหายใจยาวเหยียด “แม่คะ ถ้าไม่ได้เห็นกับตาว่าข้างล่างนั่นมีอะไรบ้าง หนูคงจะนอนไม่หลับยิ่งกว่าเดิมอีก”
ทรัพย์สมบัติมหาศาลที่เคยอยู่ใกล้แค่ปลายจมูก แทบจะเอื้อมมือคว้าได้อยู่แล้ว แต่เธอกลับต้องยืนมองตาปริบๆ ปล่อยให้มันหลุดลอยผ่านมือไป ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าและความเสียดายที่กัดกินหัวใจ
ถามว่าเจ็บปวดไหม
บอกเลยว่าเจ็บจนจุก!
เจ็บใจไหมที่ไม่ได้รับส่วนแบ่ง
แน่นอนที่สุด!
ในเมื่อคืนนี้คงข่มตานอนไม่ลงแน่ๆ สู้รอดูให้เห็นกับตาดีกว่าว่าสมบัติที่ตัวเองพลาดไปนั้นมันยิ่งใหญ่แค่ไหน อย่างน้อยจะได้ประเมินมูลค่าความเสียหายทางจิตใจถูก
“สหายท่านนี้คือสหายเลิ่งผู้ค้นพบสมบัติใช่ไหมครับ”
หลังจากสั่งการลูกน้องให้เคลียร์พื้นที่เรียบร้อยแล้ว ผู้อำนวยการคณะกรรมการบริหารจัดการโบราณวัตถุก็หันมาให้ความสนใจกับฮีโร่ผู้ค้นพบ
เขาเดินตรงเข้ามาหาเลิ่งฮุ่ยด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ยื่นมือมาจับมือที่เปรอะเปื้อนดินโคลนของเธอเขย่าด้วยความตื้นตันใจ “สหายเลิ่ง สะดวกไหมครับที่จะเล่าให้พวกเราฟังหน่อยว่า คุณไปเจอของล้ำค่าพวกนี้ได้ยังไง”
เลิ่งฮุ่ยอยากจะกลอกตามองบนด้วยความเบื่อหน่าย แต่ภายนอกต้องปั้นหน้ายิ้มแย้ม แสร้งทำเป็นตื่นเต้นดีใจผสมกับความประหม่าแบบเด็กสาวบ้านนา เธอชี้ไปที่ต้นพุทราที่นอนแอ้งแม้งอยู่ข้างหลุม
“ฉันเห็นบ้านหลังนี้ร้างมานานแล้วค่ะ พอดีเห็นต้นพุทราต้นนี้ฟอร์มสวยดี ก็เลยกะว่าจะขุดกลับไปปลูกที่สวนหลังบ้าน ใครจะไปคิดล่ะคะว่าขุดไปขุดมา จอบจะไปกระแทกเข้ากับของพวกนี้”
ผู้อำนวยการพยักหน้าหงึกหงัก น้ำเสียงเต็มไปด้วยความชื่นชม “ดวงของสหายเลิ่งนี่เฮงจริงๆ แต่สิ่งที่น่ายกย่องกว่าดวงคือจิตสำนึกครับ พอเจอของมีค่าแล้วรีบแจ้งทางการทันทีแบบนี้ หายากมากจริงๆ นับเป็นตัวอย่างที่ดีของเยาวชนยุคใหม่เลยครับ!”
มุมปากของเลิ่งฮุ่ยกระตุกยิกๆ พยายามรักษาภาพลักษณ์รอยยิ้มพิมพ์ใจเอาไว้อย่างสุดความสามารถ “ต้องยกความดีความชอบให้แม่ของฉันค่ะ แม่สอนมาดี พอแม่เห็นของพวกนี้ ท่านก็รีบสั่งห้ามไม่ให้ฉันแตะต้อง แล้วก็รีบวิ่งไปแจ้งเจ้าหน้าที่ทันทีเลยค่ะ”
“เป็นแม่ลูกตัวอย่างจริงๆ ครับ ความดีความชอบครั้งนี้ผมไม่ลืมแน่นอน ผมจะทำเรื่องเสนอเบื้องบนให้มอบรางวัลเกียรติยศให้พวกคุณอย่างสมเกียรติ”
ผู้อำนวยการเหลียวมองซ่งเกาหล่างแวบหนึ่ง ก่อนจะจงใจพูดเรื่องผลงานขึ้นมาเสียงดังฟังชัด การสร้างบุญคุณกับคนกันเองของซ่งเกาหล่างย่อมส่งผลดีต่อหน้าที่การงานของเขาในอนาคต
คนระดับผู้อำนวยการย่อมมีลูกล่อลูกชนแพรวพราว ไม่ใช่คนหัวทึบแน่นอน
เลิ่งฮุ่ยแสร้งทำตัวเป็นเด็กสาวขี้อายที่ไม่ค่อยประสีประสา ยืนบิดตัวไปมาแล้วพยักหน้าเบาๆ ไม่กล้าพูดอะไรมาก เธอไม่ถนัดปั้นคำพูดสวยหรูเอาใจข้าราชการพวกนี้ สู้แกล้งทำเป็นซื่อบื้อไปเลยน่าจะปลอดภัยกว่า
อีกอย่าง มีซ่งเกาหล่างยืนคุมเชิงอยู่ตรงนี้ ใครหน้าไหนจะกล้าโกงส่วนแบ่งของเธอก็ให้มันรู้ไป
กล่องทองแดงใบมหึมาที่เลิ่งฮุ่ยทำความสะอาดไว้บางส่วนถูกเจ้าหน้าที่ช่วยกันหามขึ้นมาจากหลุมอย่างทุลักทุเล
พอกล่องแรกขึ้นมาได้ กล่องต่อๆ ไปก็ตามมาติดๆ
กล่องสมบัติทั้งหกใบถูกวางเรียงรายเป็นตับ ผู้อำนวยการผายมือเชิญให้ซ่งเกาหล่างเป็นคนเปิดกล่องเพื่อเป็นเกียรติ แต่ซ่งเกาหล่างโบกมือปฏิเสธทันควัน อ้างว่าตนเป็นทหารมือหนัก กลัวจะทำข้าวของเสียหาย ให้ผู้เชี่ยวชาญจัดการดีกว่า
ภาระหน้าที่ในการเปิดกล่องสุ่มจึงตกเป็นของผู้อำนวยการแต่เพียงผู้เดียว
ฝากล่องใบแรกถูกเปิดออก เผยให้เห็นเครื่องลายครามและแจกันโบราณวางอัดแน่นอยู่ภายใน กล่องที่สองและสามก็ยังคงเป็นของตกแต่งบ้านและงานศิลปะ แต่พอกล่องที่สี่และห้าถูกเปิดออก แสงสีทองอร่ามก็สาดกระแทกตาจนทุกคนแทบตาพร่า มันคือทองคำแท่งที่อัดแน่นจนเต็มกล่อง! ส่วนกล่องสุดท้ายเป็นก้อนเงินขาววาววับ
กล่องอื่นๆ เลิ่งฮุ่ยยังพอทำใจได้ เพราะตีราคาไม่ถูก แต่ทองคำสองกล่องเน้นๆ นั่น มันบาดตาบาดใจจนเธอรู้สึกเหมือนมีใครเอามีดมากรีดหัวใจจนเลือดซิบๆ
นั่นมันเงินทั้งนั้น! เงินมหาศาลที่เคยอยู่แค่ปลายนิ้ว ตอนนี้กลายเป็นสมบัติของแผ่นดินไปต่อหน้าต่อตา
เจ็บไหมให้ทาย
บอกเลยว่าเจ็บเจียนตาย!
เสียดายไหม
โธ่... ถามได้!
“แม่คะ กลับเถอะ หนูขอร้อง ขืนอยู่ดูต่อหนูคงหัวใจวายตายแน่ๆ”
ถังหลินเม้มปากแน่น กลั้นขำจนไหล่สั่น เธอพยักหน้าให้ซ่งเกาหล่างทีหนึ่ง แล้วรีบลากแขนลูกสาวจอมงกเดินออกจากพื้นที่แห่งความช้ำใจทันที
ส่วนพวกเหรียญทองแดงที่เกลื่อนกลาดอยู่นั้น ตอนนี้ในสายตาของเลิ่งฮุ่ย มันไร้ค่ายิ่งกว่าก้อนกรวดเสียอีก
...
ตัดภาพมาที่ร้านอาหารของรัฐประจำเมืองเอ
ช่วงเที่ยงวันแบบนี้ บรรยากาศภายในร้านคึกคักจอแจไปด้วยผู้คนที่มาฝากท้อง เสียงพูดคุยและเสียงช้อนส้อมกระทบจานดังเซ็งแซ่
เหมิงเหมยเดินไปสั่งบะหมี่หมูเส้นที่เคาน์เตอร์ ก่อนจะกวาดตามองหาที่นั่งว่าง เธอเลือกโต๊ะตัวหนึ่งแล้วนั่งลงรออาหารอย่างใจจดใจจ่อ
ถัดไปเว้นไว้หนึ่งเก้าอี้ มีชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งทานอาหารอยู่ก่อนแล้ว ดูจากรูปร่างหน้าตาน่าจะอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเธอ ผิวพรรณขาวสะอาด ใบหน้าหล่อเหลาคมคายดูสะอาดสะอ้าน ให้ความรู้สึกเป็นปัญญาชนผู้ทรงภูมิ
จวงหย่งเจ๋อสัมผัสได้ถึงสายตาที่จ้องมองมา เขาชะงักตะเกียบในมือ แล้วเงยหน้าขึ้นสบตากับหญิงสาวฝั่งตรงข้าม
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นหญิงสาวหน้าตาสะสวยและกำลังส่งยิ้มให้ จวงหย่งเจ๋อก็วางตะเกียบลง หยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับปากอย่างมีมารยาท
“สหายครับ คุณรู้จักผมด้วยเหรอครับ”
เหมิงเหมยพยักหน้ารับแล้วก็ส่ายหน้าปฏิเสธในทีเดียว ทำเอาชายหนุ่มเลิกคิ้วสงสัย
“ฉันเคยเห็นคุณทานข้าวกับคุณลุงของฉันน่ะค่ะ แต่ไม่รู้ว่าคุณชื่อเสียงเรียงนามว่าอะไร ถ้าจะบอกว่ารู้จัก ก็คงนับว่าคุ้นหน้าคุ้นตากันมากกว่า”
จวงหย่งเจ๋อขมวดคิ้วนิดๆ “คุณลุงของคุณคือ?”
“เลิ่งหย่งคังค่ะ”
“อ๋อ ลุงเลิ่งนี่เอง” จวงหย่งเจ๋อคลายปมคิ้วทันที แววตาดูเป็นกันเองขึ้น
เหมิงเหมยยิ้มกว้างกว่าเดิม “ใช่ค่ะ ฉันเป็นหลานสาวของลุงเลิ่ง ชื่อเหมิงเหมย ตอนนี้ทำงานอยู่โรงงานเครื่องจักรค่ะ”
จวงหย่งเจ๋อพยักหน้ารับรู้ “สวัสดีครับ สหายเหมิง”
รอยยิ้มของเหมิงเหมยค้างไปนิดหนึ่ง ในใจนึกตำหนิเบาๆ ว่าผู้ชายคนนี้ช่างไม่รู้งานเอาเสียเลย ผู้หญิงเขาแนะนำตัวเปิดทางให้ขนาดนี้แล้ว ตัวเองเป็นผู้ชายแท้ๆ กลับไม่ยอมแนะนำตัวกลับซะอย่างนั้น
“แล้วไม่ทราบว่าคุณชื่ออะไรคะ จะได้เรียกถูก”
“จวงหย่งเจ๋อครับ”
“งั้นฉันเรียกคุณว่าสหายจวงนะ ครั้งก่อนฉันเห็นคุณมาทานข้าวกับลุงใหญ่ที่นี่ แค่เห็นแวบเดียวก็จำได้แม่นเลย ไม่คิดเลยว่าโลกจะกลมขนาดนี้ วันนี้ดันมีวาสนาได้มานั่งร่วมโต๊ะกินข้าวกับคุณอีก”
คำพูดตรงไปตรงมาของหญิงสาวทำให้จวงหย่งเจ๋อเลิกคิ้วสูง เขาอดไม่ได้ที่จะพิจารณาเหมิงเหมยให้ละเอียดขึ้นอีกนิด มุมปากหยักยิ้มขึ้นอย่างนึกสนุก น้ำเสียงเจือแววหยอกเย้า
“แหม พูดชมกันซึ้งขนาดนี้ ผมก็ทำตัวไม่ถูกสิครับ ไม่รู้ว่าจะชมว่าคุณความจำดีเยี่ยม หรือควรจะขอบคุณเบ้าหน้าตัวเองที่พอจะดูได้ จนทำให้คุณจำได้แม่นขนาดนี้ดี”
เหมิงเหมยหัวเราะคิกคักจนตาหยีเป็นสระอิ ตอบกลับอย่างฉะฉานไม่มีขัดเขิน “ฉันว่าน่าจะทั้งสองอย่างรวมกันนะคะ โดยเฉพาะหน้าตาของคุณเนี่ย โดดเด่นสะดุดตาจริงๆ อย่างวันนี้คนเต็มร้านไปหมด แต่คุณกลับดูเด่นเด้งออกมาเหมือนนกกระเรียนหลงเข้าไปในฝูงไก่ จะไม่ให้มองเห็นได้ยังไงไหว”
จวงหย่งเจ๋อหัวเราะในลำคออย่างชอบใจ นิ้วเรียวยาวเคาะขอบโต๊ะเป็นจังหวะเบาๆ ดวงตาที่มองหญิงสาวตรงหน้าฉายแววพึงพอใจอย่างปิดไม่มิด
“พูดแบบนี้ ผมกลายเป็นคนผิดเลยสิเนี่ย ที่ดันเกิดมาหน้าตาดีจนไปแย่งซีนชาวบ้านเขา”
บทสนทนากำลังลื่นไหล บรรยากาศกำลังเป็นใจ ทันใดนั้นเสียงตะโกนจากพนักงานเสิร์ฟหน้าเคาน์เตอร์ก็ดังแทรกขึ้นมาราวกับฟ้าผ่า
“บะหมี่หมูเส้นได้แล้วจ้า! มารับด้วย!”
เสียงเรียกอันทรงพลังทำลายบรรยากาศโรแมนติกที่กำลังก่อตัวขึ้นจนหมดสิ้น
จวงหย่งเจ๋อหันไปมองทางต้นเสียง แล้วหันกลับมามองหน้าเหมิงเหมยด้วยแววตาเสียดายเล็กน้อย
เหมิงเหมยรีบดีดตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้
“คุณทานต่อเถอะค่ะ เดี๋ยวฉันมา”
[จบบท]