บทที่ 204: ชิงลงมือตัดหน้า
หลังจากที่ทั้งคู่ทานมื้อเที่ยงเสร็จและเดินออกมาจากร้านอาหารรัฐ ต่างฝ่ายต่างรักษาระยะห่างอย่างรู้กัน เดินตามกันมาเงียบ ๆ หนึ่งหน้าหนึ่งหลัง กระทั่งเดินผ่านโรงภาพยนตร์ประจำอำเภอ จวงหย่งเจ๋อจึงหยุดฝีเท้าเพื่อรอหญิงสาวที่เดินตามมา
เมื่อระยะห่างระหว่างคนทั้งสองลดน้อยลง เหมิงเหมยเงยหน้ามองแผ่นหลังของชายหนุ่มที่สูงกว่าตนเองหนึ่งช่วงศีรษะ หัวใจดวงน้อยพลันเต้นรัวแรง ลมหายใจเริ่มติดขัดอย่างควบคุมไม่อยู่
จวงหย่งเจ๋อหันกลับมาพร้อมรอยยิ้ม นิ้วเรียวยาวชี้ไปที่โรงภาพยนตร์เบื้องหน้า เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงผ่อนคลายและเป็นกันเอง “ถือโอกาสที่เวลายังไม่เย็นมาก ถ้าคุณเหมิงเหมยไม่ได้มีธุระที่ไหนต่อ เราไปดูหนังด้วยกันสักรอบดีไหมครับ”
เหมิงเหมยลอบสูดหายใจเข้าลึกเพื่อระงับความตื่นเต้น พยายามปั้นสีหน้าให้ดูเป็นปกติที่สุดก่อนจะพยักหน้าตอบรับ “ได้ค่ะ พอดีช่วงบ่ายฉันว่างอยู่พอดี”
เวลาล่วงเลยผ่านไปหลังจากภาพยนตร์จบลง ทั้งสองยังคงสานต่อช่วงเวลาดี ๆ ด้วยการเดินเล่นในสวนสาธารณะ พูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวกันอย่างออกรส กว่าจวงหย่งเจ๋อจะเดินมาส่งเหมิงเหมยถึงหน้าบ้าน ท้องฟ้าก็ถูกย้อมด้วยสีหม่นของยามพลบค่ำเสียแล้ว
“ขนมไข่ห่อนี้คุณเอาไปทานเล่นเถอะครับ แบ่งกันทานกับน้อง ๆ ที่บ้านนะ” จวงหย่งเจ๋อยื่นห่อกระดาษน้ำมันที่ภายในบรรจุขนมไข่ส่งให้ถึงมือของหญิงสาว
เหมิงเหมยรับมาด้วยความงุนงงเล็กน้อย
นี่เขาไม่ได้ซื้อเพื่อกลับไปฝากครอบครัวของเขาหรอกหรือ?
ความประหลาดใจระคนยินดีถาโถมเข้ามาอย่างกะทันหัน
มุมปากของเหมิงเหมยยกยิ้มกว้างจนปิดไม่มิด ดวงตาคู่สวยเปล่งประกายสดใสมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันตาเห็น ความรู้สึกของผู้ชนะมันหอมหวานเช่นนี้นี่เอง
ดูเหมือนว่าวันนี้จวงหย่งเจ๋อเองก็มีความสุขมากเช่นกัน ชายหนุ่มยกมือขึ้นเกาศีรษะแก้เขิน แววตาที่มองมาสื่อความหมายลึกซึ้ง “เอ่อ...คือว่า วันนี้ผมดีใจมากนะครับที่ได้รู้จักคุณ”
เหมิงเหมยยิ้มกว้างจนแก้มแทบปริ แต่เมื่อฉุกคิดได้ว่ากุลสตรีควรจะสำรวมกิริยา เธอจึงรีบปรับสีหน้าและรอยยิ้มให้อ่อนหวานลง “ฉันเองก็ดีใจมากค่ะที่ได้รู้จักกับคุณจวงอย่างเป็นทางการ”
จวงหย่งเจ๋อพยักหน้ารับ เขายังคงยืนอึกอักเหมือนอยากจะเอ่ยอะไรต่อ ทว่าเสียงฝีเท้าหนัก ๆ ที่ดังมาจากในลานบ้านขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน ไม่กี่อึดใจ ร่างท้วมของเหมิงหย่งคังก็ปรากฏตัวขึ้นที่ประตูรั้ว
“พวกเธอ...”
เหมิงหย่งคังเบิกตากว้าง คาดไม่ถึงเลยว่าจะมาเจอจวงหย่งเจ๋อยืนอยู่กับหลานสาวของตนเองที่หน้าบ้าน
สายตาคมกริบของผู้เป็นลุงกวาดมองใบหน้าของหนุ่มสาวทั้งสอง รอยยิ้มแห่งความสุขที่ฉายชัดบนใบหน้าของพวกเขายังไม่ทันจะจางหายไป นั่นยิ่งทำให้เหมิงหย่งคังรู้สึกเหมือนโดนตบหน้า
สีหน้าของเขาขรึมลงทันควัน สายตาเลื่อนต่ำลงไปหยุดอยู่ที่ห่อขนมในมือของเหมิงเหมย อุณหภูมิในแววตาของผู้เป็นลุงลดต่ำลงจนน่าขนลุก
“ลุงเหมิง” จวงหย่งเจ๋อรีบโค้งตัวทักทายอย่างมีมารยาท น้ำเสียงนุ่มนวลและให้เกียรติ “วันนี้บังเอิญเจอสหายเหมิงเหมยที่ร้านอาหาร พอได้คุยกันถึงทราบว่าเธอเป็นหลานสาวของลุงเหมิง ก็เลยคุยกันเพลินไปหน่อยครับ เห็นว่าเย็นแล้วผมเลยอาสาเดินมาส่งเธอให้ถึงบ้าน ตอนนี้ส่งถึงที่แล้ว ผมคงต้องขอตัวกลับก่อน”
เหมิงหย่งคังตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว ใบหน้าที่บึ้งตึงเมื่อครู่ถูกฉาบด้วยรอยยิ้มต้อนรับอย่างเสแสร้ง เขาหัวเราะร่าพลางเอ่ยรั้ง “อ้าว จะรีบกลับไปไหนเล่า ไหน ๆ ก็มาถึงหน้าบ้านแล้ว เข้าไปนั่งพักดื่มน้ำในบ้านสักหน่อยสิ ทานมื้อเย็นด้วยกันแล้วค่อยกลับก็ได้”
จวงหย่งเจ๋อยิ้มแห้ง ๆ โบกมือปฏิเสธด้วยความเกรงใจ “ไม่รบกวนดีกว่าครับลุงเหมิง ผู้ใหญ่ที่บ้านเจ้าระเบียบมาก ถ้ากลับผิดเวลาพ่อแม่ผมคงจะเป็นห่วงแย่”
เหมิงหย่งคังยังไม่ละความพยายาม “งั้นแค่เข้าไปดื่มชาร้อน ๆ สักถ้วยก่อนกลับไหม”
จวงหย่งเจ๋อยิ้มบาง ๆ พลางโบกมือลา “ผมไม่ได้เกรงใจจริง ๆ ครับลุงเหมิง ไว้โอกาสหน้าผมค่อยนัดลุงทานข้าวด้วยกันนะครับ วันนี้ขอตัวก่อน”
เหมิงหย่งคังได้แต่ยิ้มค้างและโบกมือลา ทันทีที่แผ่นหลังของจวงหย่งเจ๋อหายลับไปที่มุมตึก รอยยิ้มจอมปลอมบนใบหน้าก็มลายหายไปสิ้น เขาหันขวับกลับมาถลึงตาใส่เหมิงเหมยอย่างดุเดือด แล้วเดินกระแทกเท้าปึงปังเข้าไปในลานบ้าน
จางต้าหนิวที่กำลังยืนรอเกลืออยู่ที่หน้าครัว พอได้ยินเสียงคนเดินเข้ามาก็ยื่นหน้าออกมาบ่นอุบ “ฉันรอเกลือจะไปผัดกับข้าวอยู่เนี่ย ทำไมคุณยังไม่ออกไปซื้ออีก”
เหมิงหย่งคังตวาดกลับเสียงดังลั่น “ก็ใช้ให้เจ้าเหมิงเฟิงไปซื้อสิ! ถ้าไม่มีปัญญาหาคนไปซื้อก็ไม่ต้องกินมันแล้ว!”
“เป็นบ้าอะไรเนี่ย ไปกินรังแตนที่ไหนมา ถึงได้มาพาลใส่คนอื่นแบบนี้!” จางต้าหนิวบ่นกระปอดกระแปดพลางเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อน ก่อนจะล้วงเงินสองเหมาออกมาเรียกใช้เหมิงเฟิงที่วิ่งเล่นอยู่ให้ไปซื้อเกลือแทน
เหมิงหย่งคังสบถในลำคอ สะบัดแขนเสื้อเดินดุ่ม ๆ เข้าไปในห้องโถงกลาง
จางต้าหนิวตั้งท่าจะอ้าปากถามเหมิงเหมยที่เดินตามหลังมา แต่เด็กสาวกลับทำเมินราวกับหล่อนเป็นธาตุอากาศ ก้มหน้าก้มตาเดินตามผู้เป็นลุงเข้าไปในห้องหน้าตาเฉย
ทิ้งให้จางต้าหนิวยืนอ้าปากค้างอยู่ตรงนั้น คำถามจุกอยู่ที่คอหอย จะพ่นออกมาก็ไม่ได้ จะกลืนกลับไปก็ไม่ลง
ภายในห้อง แม่เฒ่าเหมิงและซุนเสี่ยวจวนที่กำลังนั่งพับกล่องไม้ขีดไฟหารายได้เสริม เพียงแค่เงยหน้าขึ้นมองผู้เข้ามาใหม่แวบหนึ่ง แล้วก็ก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ
เหมิงหย่งคังหน้าดำคร่ำเครียด ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ตัวใหญ่ วางท่าทางขึงขังน่าเกรงขามราวกับผู้พิพากษาเตรียมเปิดศาลไต่สวน
เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกดต่ำ “เล่ามาให้หมด เรื่องเธอกับจวงหย่งเจ๋อมันเป็นยังไงมายังไง เธอไปรู้จักมักจี่กับเขาได้ยังไง”
สมาชิกคนอื่น ๆ ในห้องพอสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิต ก็รีบวางงานในมือลงทันที สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่เหมิงหย่งคังและเหมิงเหมยสลับกันไปมา
เหมิงเหมยเกลียดบรรยากาศที่ถูกปฏิบัติราวกับเป็นนักโทษเช่นนี้ ใบหน้าของเธอเรียบตึง เธอบรรจงวางห่อขนมไข่ลงบนโต๊ะอย่างเบามือ แล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบไม่สะทกสะท้าน “ก็ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนนี่คะ แค่บังเอิญเจอกันตอนทานข้าวเที่ยง คุยกันไม่กี่คำ รู้สึกว่าถูกคอก็เลยทำความรู้จักกันไว้”
ซุนเสี่ยวจวนหูผึ่งทันทีที่ได้ยินคำว่า ‘ร้านอาหาร’ หล่อนรีบโพลงขึ้นมาด้วยน้ำเสียงตำหนิติเตียน “เมื่อเที่ยงลูกก็กินข้าวที่บ้านไปแล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมยังออกไปกินที่ร้านข้างนอกอีก คิดว่าเงินทองที่บ้านมันหาง่ายเหมือนใบไม้ร่วงหรือไง ถึงได้ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายขนาดนี้”
“กับข้าวที่บ้านมันกลืนลงคอได้ที่ไหน ทำออกมาแล้วรสชาติไม่ต่างอะไรกับอาหารหมู!” เหมิงเหมยสวนกลับทันควัน ไม่คิดจะรักษาน้ำใจคนทำอาหารอย่างจางต้าหนิวแม้แต่น้อย
ซุนเสี่ยวจวนถึงกับพูดไม่ออก
จะว่าไปฝีมือการทำอาหารของจางต้าหนิว หล่อนเองก็กลืนไม่ค่อยลงเหมือนกัน
เหมิงหย่งคังไม่ปล่อยให้ประเด็นเบี่ยงเบน เขาถามจี้จุดต่อทันที “แล้วตอนนี้เธอคิดจะเอายังไง หรือจะบอกว่าเธอกับจวงหย่งเจ๋อคบหากันในสถานะไหน”
เหมิงเหมยยังคงตอบด้วยท่าทีสบาย ๆ “ฉันจะไปมีความคิดอะไรได้ล่ะคะ ฉันกับเขาก็ถือว่าเป็นเพื่อนกัน เป็นเพื่อนที่คุยกันถูกคอก็เท่านั้นเอง”
“ฉันขอเตือนเธอไว้ตรงนี้เลยนะ ให้รักษาระยะห่างกับจวงหย่งเจ๋อซะ นั่นคือคนที่ฉันวางตัวไว้ว่าจะแนะนำให้เป็นคู่ดูตัวของเหมิงฮุ่ย”
เมื่อเผชิญหน้ากับคำประกาศิตของเหมิงหย่งคัง เหมิงเหมยไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย กลับกัน ในใจเธอกลับรู้สึกสะใจ ถ้าไม่ใช่เพราะเขาเป็นคนที่ลุงเตรียมใส่พานถวายให้เหมิงฮุ่ย มีหรือเธอจะยอมลดตัวลงไปทำความรู้จัก
และปฏิเสธไม่ได้ว่า จวงหย่งเจ๋อมีคุณสมบัติที่เพียบพร้อม ทั้งฐานะทางบ้านและหน้าที่การงาน
วินาทีนี้ ความริษยาแล่นพล่านไปทั่วอกของเหมิงเหมย
เธออิจฉาที่เหมิงหย่งคังให้ความสำคัญกับเรื่องคู่ครองของเหมิงฮุ่ยมากขนาดนี้ ถึงขั้นเฟ้นหาผู้ชายเกรดเอมาประเคนให้ถึงที่
“เป็นไปไม่ได้!”
ซุนเสี่ยวจวนเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวได้แล้ว จึงรีบถามแทรกด้วยความอยากรู้อยากเห็น “เดี๋ยวนะ นี่พวกคุณกำลังพูดเรื่องอะไรกัน จวงหย่งเจ๋อคนนี้คือใครกันแน่”
ไม่มีใครสนใจตอบคำถามของหล่อน
เหมิงเหมยสบตาแข็งกร้าวของลุงใหญ่อย่างไม่เกรงกลัว “ฉันรู้จักสหายจวงก่อน เราสองคนคุยกันถูกคอ จะให้เพียงเพราะว่าเขาเป็นคนที่ลุงหมายตาไว้ให้พี่เหมิงฮุ่ย แล้วฉันต้องเลิกคบกับเขาอย่างนั้นเหรอคะ?
อีกอย่าง การดูตัวมันก็มีทั้งสมหวังและผิดหวัง ถ้าเกิดเขาไม่ได้ชอบพอกับพี่เหมิงฮุ่ย คงไม่ใช่ว่าฉันกับเขาจะเป็นเพื่อนกันก็ไม่ได้หรอกนะ? ถ้าลุงคิดแบบนั้นจริง ลุงก็เผด็จการเกินไปแล้ว!”
เหมิงหย่งคังโกรธจนหน้าแดงก่ำ เขาพยักหน้าช้า ๆ “ดี... ดีมาก ฉันเข้าใจแล้ว ที่แท้เธอก็จ้องจะเล่นงานฉันมานานแล้วสินะ เรื่องวันนี้ก็คงจงใจจัดฉากขึ้นมา เธอมันพวกทนเห็นเหมิงฮุ่ยได้ดีกว่าไม่ได้!”
เหมิงเหมยแค่นเสียงเยาะหยัน สะบัดหน้าหนีไปอีกทาง “ก็แล้วแต่ลุงจะคิด ตอนนี้ต่อให้ฉันอธิบายอะไรไป ลุงก็คงไม่เชื่อฉันอยู่ดี”
ซุนเสี่ยวจวนเห็นท่าไม่ดี รีบปั้นหน้ายิ้มประจบเอาใจพี่สามี “พี่ใหญ่ เด็กมันยังเล็ก มันจะไปรู้อิโหน่อิเหน่อะไร คำพูดของแกพี่อย่าไปถือสาหาความเลย! ว่าแต่จวงหย่งเจ๋อคนนี้มีดีอะไรเหรอพี่”
เหมิงหย่งคังขมวดคิ้วแน่นด้วยความรำคาญใจ ตวาดเสียงห้วน “เรื่องนี้ไปถามลูกสาวตัวดีของเธอเถอะ ยัยเด็กนั่นอาจจะรู้ดีกว่าฉันซะอีก!”
[จบบท]