บทที่ 205: คืนสู่เหย้า
สายลมพัดเอากลิ่นดินโคลนจางๆ ลอยมาแตะจมูก ภารกิจฟื้นฟูหลังภัยพิบัติที่หนักหน่วงราวกับแบกภูเขาไว้ทั้งลูกเริ่มเบาบางลง งานเก็บกวาดคราบดินโคลนในตัวอำเภอและหมู่บ้านรอบนอกที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องหลายวันเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม ชาวบ้านร้านถิ่นต่างทยอยขนข้าวของย้ายกลับเข้าสู่บ้านเรือนที่คุ้นเคย แววตาที่เคยตื่นตระหนกเริ่มฉายแววแห่งความหวัง
ภาพของเหล่าทหารหาญที่ร่วมมือกับทีมวิศวกรและหน่วยกู้ภัยซ่อมแซมถนนที่ขาดวิ่นจนกลับมาเชื่อมต่อกันได้อีกครั้ง เป็นภาพที่สร้างความอุ่นใจให้กับทุกคน เมื่อเส้นทางคมนาคมถูกเปิดใช้อย่างเป็นทางการ รถบรรทุกสิ่งของบรรเทาทุกข์ก็เคลื่อนขบวนเข้ามาดุจสายน้ำหล่อเลี้ยงชีวิต และในที่สุด บนโต๊ะอาหารมื้อค่ำวันนี้ก็มีสีเขียวสดของผักใบที่ทุกคนโหยหามาประดับจานเสียที
ท่ามกลางบรรยากาศผ่อนคลายในวงข้าว ซ่งเกาหล่างวางตะเกียบลงแล้วหันมาสบตาถังหลินกับเลิ่งฮุ่ย “หลิน... งานทางนี้เริ่มเข้าที่เข้าทาง ถนนหนทางก็ใช้การได้แล้ว ผมว่าบ่ายนี้คุณพาลูกติดรถขนส่งเสบียงกลับบ้านไปก่อนดีกว่าครับ”
มือที่กำลังจะคีบยอดผักของถังหลินชะงักค้าง เธอมองหน้าเขาด้วยความแปลกใจ “ทำไมถึงรีบให้กลับนักล่ะคะ”
ชายหนุ่มพยักหน้า สีหน้าจริงจังขึ้นเล็กน้อย “ทางนี้จบแล้ว แต่ผมต้องนำทีมไปดูสถานการณ์ที่อำเภอข้างเคียงต่อ ถนนฝั่งนั้นเสียหายหนักคงต้องใช้เวลาซ่อมแซมอีกพักใหญ่ เอาไว้ผมจัดการทางนั้นเสร็จเมื่อไหร่ จะรีบไปรับคุณกับลูกที่เมืองเอ แล้วเราค่อยกลับค่ายทหารพร้อมกันนะครับ”
ถังหลินมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้น เธอรู้ดีว่าหน้าที่ความรับผิดชอบของเขาสำคัญเพียงใด หญิงสาวจึงพยักหน้าตอบรับอย่างว่าง่าย “ได้ค่ะ สัมภาระของเรามีไม่เยอะ เก็บเดี๋ยวเดียวก็เสร็จ แต่คุณต้องสัญญานะคะว่าจะดูแลตัวเองให้ดี อย่าฝืนร่างกายจนเกินไป”
ซ่งเกาหล่างยิ้มรับความห่วงใยนั้น ก่อนจะคีบเนื้อชิ้นโตใส่ชามให้สองแม่ลูกจนพูน “ผมสัญญาครับ พวกคุณเองก็เหมือนกัน ระหว่างเดินทางต้องหูไวตาไว ถ้ามีใครมาทำทีตีสนิทถามนั่นถามนี่ อย่าไปสนใจพวกมัน หรือไม่ก็รีบเดินไปหาตำรวจรถไฟทันที เข้าใจไหมครับ”
ถังหลินหลุดขำออกมาเบาๆ “โธ่คุณ... ฉันกับยายหนูเลิ่งฮุ่ยไม่ใช่เด็กสามขวบเสียหน่อย ทำไมต้องทำเหมือนกลัวเราจะโดนใครหลอกไปขายอยู่เรื่อยเลย”
“ก็...” ซ่งเกาหล่างเกาแก้มแก้เขิน “ก็ภรรยาผมกับลูกสาวสวยขนาดนี้ ผมก็ต้องหวงต้องห่วงเป็นธรรมดา กลัวพวกแมลงหวี่แมลงวันมันจะมาวุ่นวาย”
“ปากหวานจริงเชียว” ถังหลินส่ายหน้าแสร้งทำเป็นระอา “ฉันน่ะแม่แก่ลูกติดแล้ว ใครเขาจะอยากมาลักพาตัวไปให้เป็นภาระ หรือจะลักพาตัวไปนั่งจิบชาเฝ้าบ้านให้กันล่ะคะ”
“ใครว่าแก่ สำหรับผม คุณสวยที่สุด” เขาพูดเสียงดังฟังชัดพลางยืดอก “ภรรยาของผมสวยที่สุดในโลก!”
บทสนทนาที่เคล้าเสียงหัวเราะจบลงพร้อมกับมื้ออาหาร เมื่อถึงเวลาบ่าย ซ่งเกาหล่างและเสี่ยวเยว่ก็มาส่งสองแม่ลูกขึ้นรถบรรทุกทหารที่ดัดแปลงสำหรับโดยสาร
“คนขับจะไปส่งถึงหน้าสถานีรถไฟเลยนะครับ ตั๋วรถไฟผมให้คนไปจัดการไว้ให้แล้ว ไปถึงช่องขายตั๋วแล้วบอกชื่อผมได้เลย เดินทางปลอดภัยนะครับ” ซ่งเกาหล่างกำชับทิ้งท้าย
ถังหลินและเลิ่งฮุ่ยยื่นมือออกมานอกหน้าต่างรถ โบกมือลาจนร่างของชายหนุ่มทั้งสองลับสายตาไป
การจราจรบนถนนที่เพิ่งเปิดใหม่ค่อนข้างติดขัด รถขนส่งวิ่งสวนกันขวักไขว่ แต่โชคยังเข้าข้างที่พวกเธอไปถึงตัวเมืองก่อนฟ้ามืด คนขับรถใจดีพามาส่งถึงหน้าสถานีรถไฟ หลังจากกล่าวขอบคุณและร่ำลากันตามมารยาท ถังหลินก็พาเลิ่งฮุ่ยไปรับตั๋วและนั่งรอเวลา
รถไฟขบวนนี้ออกเดินทางตอนหนึ่งทุ่ม กว่าล้อเหล็กจะบดรางมาถึงสถานีเมืองเอก็ล่วงเข้าสู่เวลาตีหนึ่ง
บรรยากาศหน้าสถานีรถไฟยามดึกเงียบเชียบ แสงไฟสีส้มสลัวจากเสาไฟข้างทางกะพริบวิบวับเหมือนคนง่วงนอน สองแม่ลูกกระชับเป้บนหลัง เตรียมจะเดินฝ่าความมืดกลับบ้าน แต่ยังไม่ทันจะได้ก้าวขา เสียงแตรรถยนต์ก็ดังขึ้นสั้นๆ เรียกความสนใจ
รถจิ๊บทรงทหารจอดอยู่ฝั่งตรงข้าม ประตูรถเปิดออกพร้อมกับร่างสูงใหญ่ของชายวัยกลางคนที่มีใบหน้าเหลี่ยมเข้มก้าวลงมา เขาเดินตรงดิ่งมาหาพวกเธออย่างมั่นใจ
“สวัสดีครับ ใช่สหายถังกับสหายเลิ่งหรือเปล่าครับ”
ถังหลินมองเครื่องแบบทหารที่เขาสวมใส่อย่างพิจารณาก่อนจะพยักหน้า “ใช่ค่ะ คุณคือ...”
“ผมชื่อจางต้ากังครับ เป็นเพื่อนรุ่นเดียวกับซ่งเกาหล่าง เมื่อกลางวันหมอนั่นโทรมาหาผม บอกให้ช่วยมารับภรรยากับลูกสาวหน่อย ดึกป่านนี้แล้วให้เดินกลับเองคงไม่ปลอดภัย” จางต้ากังแนะนำตัวด้วยรอยยิ้มเป็นกันเอง
“อ๋อ... ลำบากคุณแย่เลย”
“ไม่ลำบากหรอกครับ เชิญพี่สะใภ้กับหลานสาวขึ้นรถเลยครับ เดี๋ยวผมไปส่งถึงหน้าบ้าน” เขาผายมือเชื้อเชิญพร้อมเปิดประตูรถให้
ตลอดทางกลับบ้าน ถังหลินได้รู้ว่าจางต้ากังกับซ่งเกาหล่างเคยเป็นทหารร่วมรุ่นที่สนิทกันมาก ก่อนที่จางต้ากังจะย้ายมาประจำการที่เมืองเอ แม้ตัวจะห่างแต่ใจยังถึงกันเสมอ การสนทนาที่เป็นกันเองทำให้บรรยากาศในรถผ่อนคลายลง
รถจิ๊บแล่นมาจอดสนิทหน้าบ้านที่คุ้นเคย
“วันนี้ขอบคุณสหายจางมากจริงๆ ค่ะที่อุตส่าห์มารับ นี่ก็ดึกมากแล้วจะชวนเข้าบ้านดื่มน้ำก็เกรงใจ ไว้เกาหล่างกลับมาเมื่อไหร่ ฉันจะให้เขาชวนคุณมาทานข้าวที่บ้านนะคะ มื้อนี้ฉันขอเป็นเจ้าภาพเลี้ยงเอง” ถังหลินเอ่ยด้วยความซาบซึ้งใจ
“ด้วยความยินดีครับ ถ้าเกาหล่างเลี้ยงผมไม่พลาดแน่” จางต้ากังหัวเราะร่า
“ขับรถกลับดีๆ นะคะ”
“ครับผม พี่สะใภ้กับหลานสาวรีบเข้าบ้านเถอะครับ พักผ่อนเยอะๆ ไว้เจอกันครับ”
เมื่อสิ้นเสียงเครื่องรถยนต์ ถังหลินไขกุญแจเปิดประตูบ้าน กลิ่นอายความคุ้นเคยโชยมาปะทะหน้า ทั้งสองเหนื่อยล้าเกินกว่าจะทำอะไรต่อ จึงรีบต้มน้ำอาบแล้วเข้านอนทันที
ความเงียบสงบของบ้านทำให้สองแม่ลูกหลับสนิทมาราธอน ลืมตาตื่นอีกทีแสงแดดก็ส่องจ้าจนเกือบจะสิบโมงเช้าแล้ว อาหารเช้าแบบง่ายๆ จากในมิติช่วยเติมพลัง ก่อนที่มหกรรมทำความสะอาดบ้านจะเริ่มขึ้น
ถังหลินและเลิ่งฮุ่ยช่วยกันปัดกวาดเช็ดถูทุกซอกทุกมุม ฝุ่นละอองที่จับเกรอะกรังถูกขจัดจนเกลี้ยง พื้นบ้านถูกถูจนเงาวับ เสื้อผ้าที่หมักหมมมาจากพื้นที่ภัยพิบัติถูกซักตากจนเต็มราว แสงแดดจัดจ้าช่วยฆ่าเชื้อโรคและกลิ่นอับชื้นได้เป็นอย่างดี
พอเสร็จงาน ทั้งคู่ก็หมดแรงข้าวต้ม ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงโดยไม่สนใจมื้อเที่ยง หลับยาวชดเชยความเหนื่อยล้าสะสมจากการเดินทางและภารกิจที่ผ่านมา
จนกระทั่งแดดร่มลมตก ถังหลินถึงได้รู้สึกตัวตื่น เธอเดินบิดขี้เกียจออกมายืดเส้นยืดสายที่ลานบ้าน ก่อนจะเดินทอดน่องไปดูแปลงผักสวนครัว
ต้นพริกสิบกว่าต้นที่เคยเหี่ยวเฉาเจียนตายก่อนหน้านี้ กลับมาแตกใบเขียวชอุ่มหลังจากที่เธอแอบใส่ปุ๋ยและถอนหญ้าให้เมื่อครั้งก่อน ถังหลินย่อตัวลง วางมือเหนือยอดพริก ปล่อยให้พลังพิเศษสายหนึ่งไหลผ่านปลายนิ้วเข้าไปหล่อเลี้ยงลำต้น
อัศจรรย์ใจ... เม็ดพริกเล็กจิ๋วค่อยๆ ปรากฏขึ้นตามกิ่งก้าน พองโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเปลี่ยนสีจากเขียวเข้มเป็นแดงสดราวกับอัญมณีสีชาด ถังหลินมองผลงานด้วยความพึงพอใจ เธอตัดสินใจปล่อยพวกมันไว้คาต้นแบบนั้น รอให้ถึงวันที่ต้องเดินทางจริงๆ ค่อยเก็บเกี่ยวทีเดียว
“น้องสาวถัง! หนูเลิ่งฮุ่ย! กลับมากันแล้วเหรอ!”
เสียงตะโกนเรียกชื่อดังลั่นมาจากหน้าบ้าน ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเป็นใคร ถังหลินละมือจากต้นพริก เดินไปเปิดประตูรั้วต้อนรับ
“พี่ฉิน เข้ามานั่งก่อนสิคะ”
ฉินไป๋ชิวกวาดสายตามองถังหลินตั้งแต่หัวจรดเท้า แม้เพื่อนบ้านสาวคนนี้จะอยู่ในชุดลำลองเก่าๆ หน้าตาปราศจากเครื่องประทินโฉม แต่ผิวพรรณกลับดูผ่องใสราศีจับจนน่าอิจฉา เธอแอบนึกในใจว่าคนสวยนี่มันช่วยไม่ได้จริงๆ ต่อให้ใส่กระสอบปุ๋ยก็ยังดูดี
“กลับมาถึงเมื่อไหร่กันเนี่ย หายไปหลายวันเชียว”
“ถึงเมื่อคืนดึกๆ แล้วค่ะ วันนี้เลยมัวแต่นอนกับทำความสะอาดบ้าน เพิ่งจะว่างนี่แหละค่ะ ปวดเมื่อยไปหมดทั้งตัวเลย” ถังหลินบ่นอุบพร้อมรอยยิ้ม
“แหม ก็พวกเธอแม่ลูกรักสะอาดกันขนาดนี้ บ้านช่องไม่ได้อยู่ไม่กี่วันมันจะสกปรกอะไรนักหนา” ฉินไป๋ชิวแซวขำๆ พลางเดินตามเจ้าบ้านเข้าไปนั่งพัก
ถังหลินรินน้ำชาเสิร์ฟพร้อมจานเมล็ดแตงโมและถั่วลิสง ฉินไป๋ชิวหยิบเมล็ดแตงโมขึ้นมาแทะอย่างคุ้นเคยก่อนจะเปิดประเด็น “เอ้อนี่... เมื่อวานมีพ่อหนุ่มคนหนึ่งมาหาเธอด้วยนะ คนที่เคยขับรถมาส่งพวกเธอคราวนั้นน่ะ แต่เมื่อวานเห็นขี่จักรยานมา”
ถังหลินนึกภาพลี่หลิงเฟยออกทันที “เขาฝากเรื่องอะไรไว้หรือเปล่าคะ”
“เปล่าหรอก แค่ฝากบอกว่าถ้าพวกเธอกลับมาแล้วให้บอกด้วยว่าเขาแวะมา”
“สงสัยจะเป็นเรื่องงานที่โรงงานน่ะค่ะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันคงต้องเข้าไปดูหน่อย”
ฉินไป๋ชิวมองซ้ายมองขวา “แล้วแม่หนูเลิ่งฮุ่ยไปไหนเสียล่ะ”
“นอนอู้อยู่ในห้องน่ะค่ะ คงเพลียจากการเดินทาง”
“กลับมาแล้วก็พักผ่อนให้เยอะๆ นั่นแหละดี” หญิงวัยกลางคนพยักหน้า ก่อนจะชี้ไม้ชี้มือไปทางกำแพงบ้านข้างๆ “ว่าแต่... ลูกสาวคนโตบ้านตระกูลเลิ่งน่ะ ที่ทำงานแล้ว อายุรุ่นราวคราวเดียวกับหนูเลิ่งฮุ่ยหรือเปล่า”
ถังหลินเลิกคิ้ว “เลิ่งฮุ่ยแก่กว่าสองปีค่ะ มีอะไรหรือเปล่าคะ”
“อ้าว ฉันก็นึกว่ารุ่นเดียวกัน ช่วงนี้ฉันเห็นมีผู้ชายมารับมาส่งแม่นั่นถึงหน้าบ้านทุกวัน ท่าทางคงจะกำลังคบหากันอยู่” ฉินไป๋ชิวทำเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอ “ลูกสาวเธอโตกว่าตั้งสองปี ก็น่าจะเริ่มมองหาได้แล้วนะน้องสาวถัง ผู้หญิงเราอายุเป็นเรื่องสำคัญ มีใครหน่วยก้านดีก็ให้ลองคบๆ กันดู ขืนมัวแต่เลือกมาก พวกผู้ชายดีๆ จะโดนคนอื่นคาบไปกินหมด เหลือแต่พวกตกเกรดนะจะบอกให้”
“อะแฮ่ม!” ถังหลินสำลักน้ำชาเบาๆ ก่อนจะกระแอมไอแก้เก้อ
“ขอบคุณที่เตือนนะคะพี่ฉิน เรื่องนี้ฉันจะลองดูๆ ให้แกค่ะ” เธอรับคำพอเป็นพิธีเพื่อตัดบท ก่อนที่แม่สื่อสมัครเล่นตรงหน้าจะร่ายยาวไปมากกว่านี้
[จบบท]