บทที่ 36: วันแรกของการทำงาน
เลิ่งหย่งคังรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาจากห้วงนิทราตามความเคยชิน สายตาเหลือบมองไปทางหน้าต่างเป็นอันดับแรก ท้องฟ้าด้านนอกยังคงเป็นสีเทาสลัวคล้ายเพิ่งจะเช้าตรู่ เขาเอื้อมมือควานหานาฬิกาข้อมือใต้หมอนขึ้นมาดูเวลา เข็มสั้นชี้บอกเวลาเจ็ดโมงเช้าเสียแล้ว
ชายหนุ่มบิดขี้เกียจไล่ความเมื่อยขบ ก่อนจะยันกายลุกขึ้นนั่งบนเตียงเดี่ยวขนาดเล็ก ความเคลื่อนไหวของเขาปลุกให้เลิ่งฮุ่ยที่นอนหลับอยู่บนเตียงใหญ่ตื่นตามไปด้วย เธอค่อยๆ ลุกขึ้นมานั่งแล้วหยิบเสื้อผ้ามาสวมใส่
“ตื่นเช้าขนาดนี้ทำไม วันนี้ลูกไม่ได้ไปทำงานนี่นา นอนต่ออีกหน่อยเถอะ วันนี้ดูท่าทางฝนจะตก อากาศครึ้มๆ แบบนี้เหมาะกับการนอนตื่นสายที่สุด”
สภาพอากาศในฤดูใบไม้ผลินั้นแปรปรวนจนยากจะคาดเดา เมื่อวานอุณหภูมิยังสูงถึงยี่สิบกว่าองศา พอมาวันนี้อากาศกลับพลิกผัน อุณหภูมิดิ่งลงกว่าสิบองศาจนหนาวเหน็บ
เลิ่งฮุ่ยสวมเสื้อคลุมตัวเดิมจากเมื่อวานแต่ก็ยังต้านทานความหนาวไม่ไหว เธอจึงลุกไปค้นเสื้อไหมพรมจากในหีบไม้มาสวมทับไว้ข้างในอีกชั้น ถึงได้รู้สึกอุ่นขึ้นมาบ้าง
“หาเสื้อไหมพรมให้พ่อด้วย” เลิ่งหย่งคังเองก็สัมผัสได้ถึงไอเย็นที่ลอยอวลอยู่ในอากาศ เขาจึงดึงผ้าห่มขึ้นมาห่อตัวแน่นด้วยความไม่อยากลุกจากที่นอน
เลิ่งฮุ่ยโยนเสื้อไหมพรมที่พับเก็บไว้อย่างเรียบร้อยไปให้ผู้เป็นพ่อ พร้อมกับเร่งเร้า
“แค่ตื่นนอนยังลีลาชักช้าอยู่ได้ รีบหน่อยเถอะพ่อ”
หลังจากเลิ่งฮุ่ยเดินถือของใช้ส่วนตัวออกไปล้างหน้าแปรงฟันที่ห้องน้ำรวม เลิ่งหย่งคังก็สวมเสื้อผ้าไปพลางเอ่ยถามถังหลินที่ตื่นขึ้นมาแล้วเช่นกัน
“วันนี้ฮุ่ยฮุ่ยตื่นเช้าขนาดนี้ มีธุระอะไรหรือเปล่า”
ถังหลินอ้าปากหาวหวอด ก่อนจะลุกขึ้นมานั่งสวมเสื้อผ้าบ้าง
“วันนี้ลูกต้องไปทำงานที่โรงงานแทนฉัน เดี๋ยวคุณปั่นจักรยานไปส่งลูกหน่อยก็แล้วกัน”
มือที่กำลังติดกระดุมเสื้อของเลิ่งหย่งคังชะงักกึก เขาหันมาถามด้วยน้ำเสียงไม่อยากจะเชื่อ
“ลูกจะไปทำงานแทนคุณเนี่ยนะ หัวหน้าแผนกของคุณอนุญาตแล้วเหรอ”
“ทำไม ลูกสาวจะไปทำงานแทนแม่ไม่ได้หรือไง” ถังหลินสวนกลับเสียงแข็ง
“ไม่ใช่แบบนั้น พวกคุณทำงานโดยอาศัยทักษะเฉพาะทาง แล้วฮุ่ยฮุ่ยจะทำงานแทนคุณไหวเหรอ เดี๋ยวจะพาลทำเนื้องานของคุณเสียเอานะ”
นี่ดูถูกกันชัดๆ ถังหลินตวัดสายตาค้อนใส่สามีวงใหญ่
“ลูกมีแรงเยอะแยะ ถึงจะไม่รู้เรื่องเทคนิคแต่ก็เป็นลูกมือให้พวกช่างเทคนิคได้ งานแบกหามยกของสำหรับลูกแล้วไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย ยังไงก็ดีกว่าให้น้องสะใภ้ของคุณมาสวมรอยทำงานแทนฉันก็แล้วกัน”
เลิ่งหย่งคังถึงกับพูดไม่ออก
เรื่องนี้ภรรยาคงไม่ยอมจบง่ายๆ สินะ
เลิ่งหย่งคังรู้สึกอัดอั้นตันใจ เขาเปิดม่านกั้นห้องเดินออกมาด้านนอก แต่กลับบังเอิญเจอเลิ่งหย่งซิงที่กำลังยืนแต่งตัวอยู่พอดี สองพี่น้องมองหน้ากันด้วยความกระอักกระอ่วน ต่างฝ่ายต่างพยักหน้าให้กันเล็กน้อยก่อนที่เลิ่งหย่งคังจะรีบเดินหนีไปล้างหน้า
มื้อเช้าวันนี้เป็นโจ๊กข้าวโพดบด กินคู่กับผักดองเค็มหนึ่งถ้วยและยำหน่อไม้อีกหนึ่งถ้วย
หน่อไม้สดที่นำไปลวกในน้ำเดือดจนสุก ปรุงรสด้วยกระเทียมสับ พริกป่น และน้ำมันงา คลุกเคล้าให้เข้ากัน รสชาติกลมกล่อมและอร่อยกว่าผักดองเค็มเป็นไหนๆ
ช่วงนี้สองแม่ลูกอย่างเลิ่งฮุ่ยและถังหลินดูจะเป็นบุคคลที่ไม่ควรไปตอแยด้วย พอกินข้าวเช้าเสร็จ เลิ่งฮุ่ยก็เดินตามเลิ่งหย่งคังออกจากบ้านไปโดยไม่มีใครกล้าเอ่ยปากถาม หรือแม้แต่จะกล้าเข้ามาขัดขวาง
สายลมยามเช้าพัดกรรโชกบาดผิว เลิ่งฮุ่ยนั่งซ้อนท้ายจักรยาน มือที่จับคานเหล็กเย็นเฉียบจนแทบไร้ความรู้สึก เธอเหลือบมองกระเป๋าเสื้อคลุมตัวใหญ่ของเลิ่งหย่งคัง ก่อนจะถือวิสาสะสอดมือเข้าไปซุกในกระเป๋าเสื้อของพ่อ ความอบอุ่นภายในนั้นช่วยบรรเทาความหนาวได้เป็นอย่างดี
เลิ่งหย่งคังสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้ถึงมือเย็นๆ ของลูกสาว เขาหัวเราะเบาๆ เชิงหยอกล้อ
“พ่อนี่เพิ่งรู้จริงๆ ว่าไม่มีใครจะรู้จักหาความสบายใส่ตัวได้เก่งเท่าลูกอีกแล้ว เจ้าเล่ห์จริงๆ”
“ฉลาดหน่อยไม่ดีหรือไง” เลิ่งฮุ่ยแค่นเสียงตอบ “ยังไงก็ดีกว่าพวกคนโง่บางประเภท ที่โดนคนอื่นหลอกขายแล้วยังจะไปช่วยเขานับเงินให้อีก”
เลิ่งหย่งคังฟังแล้วรู้สึกทะแม่งๆ ชอบกล แต่ก็พูดไม่ออกบอกไม่ถูก
“ตอนเย็นเลิกงานแล้วจะให้พ่อมารับไหม” เมื่อมาถึงหน้าประตูโรงงานเครื่องจักร เลิ่งหย่งคังก็ตะโกนถามไล่หลังลูกสาวที่กำลังจะเดินเข้าไป
เลิ่งฮุ่ยพยักหน้ารับ
“แน่นอนว่าต้องมารับ ขืนให้นั่งรถเมล์กลับเองก็เปลืองเงินแย่”
เลิ่งหย่งคังไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาพยักหน้าแล้วปั่นจักรยานออกไปทันที
โรงงานเครื่องจักรเมือง S มีหน้าที่หลักในการออกแบบและผลิตเครื่องจักรกลหนัก
โครงการเครื่องจักรกลหนักนั้นมีมากมายและซับซ้อน แต่โรงงานเครื่องจักรเมือง S จะเน้นไปที่เครื่องจักรสำหรับโลหะวิทยาและเครื่องจักรสำหรับงานวิศวกรรมเป็นหลัก
ส่วนแผนกเทคนิคนั้น ไม่เพียงแค่ต้องรับผิดชอบเรื่องการออกแบบและควบคุมการผลิต แต่ยังต้องรับหน้าที่ซ่อมบำรุงเครื่องจักรภายในโรงงานด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ทุกครั้งที่ถึงฤดูเพาะปลูกหรือฤดูเก็บเกี่ยว หากสถานีเครื่องจักรการเกษตรทำงานไม่ทัน พวกเขาก็ต้องลงพื้นที่ไปชนบทเพื่อช่วยซ่อมแซมเครื่องจักรการเกษตรอีกแรง
เลิ่งฮุ่ยเดินเข้ามาในห้องทำงานของแผนกเทคนิค ภายในห้องมีเจ้าหน้าที่เหลืออยู่รวมหัวหน้าแผนกแล้วแค่ห้าคนเท่านั้น
ส่วนคนอื่นๆ ต่างถูกส่งตัวไปช่วยงานในชนบทกันเกือบหมด
หญิงสาวกล่าวทักทายทุกคนอย่างเป็นกันเอง บรรดาช่างเทคนิคคนอื่นๆ ต่างพยักหน้ายิ้มรับตามมารยาท ทั้งที่ในใจยังคงงุนงงว่าผู้หญิงคนนี้เป็นใคร
สุดท้ายหลี่หย่งผู้เป็นหัวหน้าแผนกจึงต้องเป็นคนแนะนำให้ทุกคนได้รู้ว่า วันนี้เธอมาทำงานแทนแม่
แรกเริ่มเดิมที ทุกคนต่างมองเธอด้วยสายตาเคลือบแคลงสงสัย ก็แน่ล่ะ ดูจากรูปร่างผอมบางของเลิ่งฮุ่ยแล้ว จะเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน
ทว่าพอตกสาย เธอก็ได้ติดตามช่างเทคนิคสองสามคนออกไปตรวจงานที่โรงงาน ผลปรากฏว่าเธอช่วยซ่อมเครื่องกลึงเล็กๆ น้อยๆ ได้อย่างคล่องแคล่ว พอทุกคนได้เห็นเลิ่งฮุ่ยลงมือทำงานจริง ถึงได้ประจักษ์แก่สายตาว่าแม่สาวน้อยคนนี้แรงเยอะของจริง
ตำแหน่งช่างเทคนิคเล็กๆ หากโรงงานไม่มีเครื่องจักรใหญ่โตที่ต้องซ่อมบำรุง ก็นับว่าเป็นงานที่สบายพอสมควร
เพราะคนที่จะเขียนแบบแปลนจริงๆ คือวิศวกร ส่วนช่างเทคนิคตัวเล็กๆ อย่างพวกเขาแทบจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรมากนัก อย่างมากก็เป็นแค่ผู้ช่วย
ช่วงเช้าหมดเวลาไปกับการซ่อมเครื่องกลึงไม่กี่เครื่อง พอพักเที่ยงกินข้าวที่โรงอาหารเสร็จ เลิ่งฮุ่ยก็กะว่าจะของีบหลับพักสายตาที่โต๊ะทำงานสักหน่อย แต่ทว่าฟุบหน้าลงไปได้ไม่ถึงสิบห้านาที หลี่หย่งก็เดินออกมาจากห้องทำงานส่วนตัว
เขาเคาะโต๊ะเรียกความสนใจ พอเห็นว่าทุกคนเงยหน้าขึ้นมามองแล้ว จึงเริ่มเอ่ยปากสั่งงาน
“ช่วงนี้พวกคุณคงจะต้องยุ่งกันหน่อยนะ จนกว่าช่างเทคนิคคนอื่นๆ จะกลับมา เมื่อกี้ทางโรงงานรีดเหล็กโทรมาแจ้งว่าเครื่องกลึงของพวกเขามีปัญหา ซ่อมยังไงก็ไม่หายสักที เลยโทรมาขอความช่วยเหลือจากทางเรา”
“บ่ายนี้ใครพอจะว่างไปดูให้หน่อย ไปเช็กดูซิว่าเครื่องจักรของพวกเขามันเป็นอะไรกันแน่”
ช่างเทคนิครุ่นใหม่ที่มีประสบการณ์ทำงานไม่กี่ปี ต่างไม่มีใครกล้ารับงานนี้ เพราะกลัวว่าถ้าซ่อมไม่ได้ นอกจากจะเสียหน้าแล้ว ยังอาจจะสร้างภาพลักษณ์ที่ไม่ดีในสายตาหัวหน้าอีกด้วย
สุดท้ายหวยจึงไปออกที่ช่างเทคนิคอาวุโสผู้มากประสบการณ์นามว่า เฉินจงเซี่ยง และเลิ่งฮุ่ยก็ได้รับเกียรติให้เป็นผู้ช่วย ติดตามเขาไปซ่อมเครื่องจักรที่โรงงานรีดเหล็ก
ระหว่างทางที่เดินทางไปยังโรงงานรีดเหล็ก เลิ่งฮุ่ยก็ได้รู้จากการพูดคุยว่า เฉินจงเซี่ยงคนนี้อายุสี่สิบสองปีแล้ว ทำงานอยู่ในโรงงานนี้มาร่วมยี่สิบปี แต่กลับได้เลื่อนขั้นเป็นช่างเทคนิคระดับสิบเอ็ดเท่านั้น
“ระดับสิบเอ็ดก็ถือว่าสุดยอดมากแล้วนะคะ แม่ของฉันป่านนี้เพิ่งจะระดับสิบสี่เอง”
คำพูดของเลิ่งฮุ่ยไม่ได้เกินจริงเลยสักนิด ถังหลินปีนี้อายุย่างสามสิบแปด อายุน้อยกว่าเฉินจงเซี่ยงไม่กี่ปี แต่กลับอยู่แค่ระดับสิบสี่ ซึ่งถือว่าน่าอับอายอยู่ไม่น้อย
แน่นอนว่าส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเจ้าของร่างเดิมมักจะเสียเวลาไปกับเรื่องจุกจิกภายในบ้าน จนไม่มีกะจิตกะใจจะทุ่มเทให้กับงานเท่าที่ควร
เพราะการมีภาระครอบครัวคอยถ่วงแข้งถ่วงขา มันยากนักที่จะทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับงานได้อย่างเต็มที่
เมื่อมาถึงโรงงานรีดเหล็ก เลิ่งฮุ่ยกระโดดลงจากเบาะท้ายจักรยาน มองดูเฉินจงเซี่ยงที่กำลังยืนหอบหายใจแฮกๆ แล้วอดรู้สึกผิดในใจไม่ได้
บาปกรรมแท้ๆ ให้คนแก่ปั่นพามาส่งแบบนี้ บาปกรรมจริงๆ
ที่หน้าประตูโรงงาน ทั้งสองแสดงบัตรพนักงาน ก่อนจะมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเดินนำทางเข้าไปยังโรงงานผลิต
ตลอดทางที่นั่งซ้อนจักรยานมา ลมหนาวพัดตีกระทบหน้าจนปากซีดปากสั่น แต่พอก้าวเท้าเข้ามาในโรงงานผลิต ไอความร้อนก็พุ่งเข้ามาปะทะใบหน้าทันที ความอบอุ่นโอบล้อมไปทั่วสรรพางค์กาย
เลิ่งฮุ่ยลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ในที่สุดก็ไม่ต้องทนหนาวแล้ว
เครื่องกลึงเครื่องอื่นๆ ยังคงเดินเครื่องทำงานตามปกติ มีเพียงเครื่องจักรเครื่องหนึ่งที่หยุดนิ่ง และมีคนกลุ่มหนึ่งยืนมุงดูอยู่
คนกลุ่มนั้นสังเกตเห็นเฉินจงเซี่ยงและเลิ่งฮุ่ย จึงรีบโบกไม้โบกมือเรียก
“ทางนี้ครับ ทางนี้”
ความจริงแล้วเสียงเครื่องจักรภายในโรงงานนั้นดังสนั่นหวั่นไหว หากอยู่ไกลกันเลิ่งฮุ่ยคงไม่ได้ยินเสียงพวกเขาหรอก แต่อาศัยดูจากท่าทางเอาก็พอจะเดาได้
“สวัสดีครับ ผมเฉินจงเซี่ยง ช่างเทคนิคที่ทางโรงงานเครื่องจักรส่งมา ส่วนนี่คือผู้ช่วยของผม เลิ่งฮุ่ยครับ”
หลี่หมิงจื้อรีบเช็ดไม้เช็ดมือกับเสื้อ แล้วเดินเข้ามาจับมือทักทายกับเฉินจงเซี่ยง
“ยินดีต้อนรับครับ ต้องรบกวนพวกคุณแล้ว เครื่องกลึงตัวนี้เสียมาสองวันแล้ว ซ่อมยังไงก็ไม่หาย มันชอบมีปัญหาจุกจิกตลอด ยังไงก็รบกวนช่วยดูให้หน่อยนะครับ”
เฉินจงเซี่ยงพยักหน้ารับ
“ไหนลองเล่าอาการให้ฟังหน่อยสิครับ ผมขอทำความเข้าใจสถานการณ์เบื้องต้นก่อน”
เลิ่งฮุ่ยยืนอยู่ด้านหลังเฉินจงเซี่ยง เธอกวาดสายตามองไปรอบๆ โรงงานแห่งนี้ราวกับคนนอกที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง
เพียงแค่กวาดสายตาผ่านไปแวบเดียว จู่ๆ สายตาของเธอก็ไปสบเข้ากับดวงตาคู่หนึ่งที่คุ้นเคย
“...”
พื้นที่ภายในโรงงานนั้นกว้างขวางใหญ่โต เมื่อเทียบกับเครื่องจักรขนาดมหึมาแล้ว พวกคนงานตัวเล็กนิดเดียว
โดยเฉพาะเหล่าคนงานที่สวมชุดยูนิฟอร์มสีเทาตุ่นเหมือนกันไปหมด หากไม่ใช่เพราะสายตาคู่นั้น เธอคงแทบจะไม่ทันสังเกตเห็นเขาเลยด้วยซ้ำ
[จบบท]