บทที่ 4: การคำนวณ
หลังจากเหมิงหย่งคังกลับมาจากโรงพยาบาลและก้าวเท้าเข้าสู่ตัวบ้าน สมาชิกทุกคนในครอบครัวต่างก็หลับใหลกันไปหมดแล้ว
เขามองดูความมืดภายในบ้านด้วยความระมัดระวัง เพราะกลับมาดึกดื่นขนาดนี้จึงไม่กล้าทำเสียงดังรบกวนใคร ชายหนุ่มตัดสินใจไม่ล้างหน้าแปรงฟัน เพียงแค่ถอดเสื้อคลุมออกแล้วล้มตัวลงนอนด้วยความอ่อนเพลียทันที
เช้าวันรุ่งขึ้น เสียงร้องไห้จ้าของเด็กน้อยปลุกให้เขาตื่นขึ้นจากภวังค์
“เด็กมันยังเล็กอยู่เลยนะ แต่เช้าขนาดนี้เธอไปกินรังแตนมาจากไหน? จะตีลูกทำไมกัน?”
แม่เฒ่าเหมิงรวบผมที่ยุ่งเหยิงให้เข้าที่ขณะเดินออกมาจากห้องด้านใน นางรีบดึงตัวหลานชายตัวน้อยเข้ามาหลบข้างกายเพื่อปลอบโยน ปากก็พร่ำบ่นตักเตือนซุนเสี่ยวจวนลูกสะใภ้รองด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
ทางด้านซุนเสี่ยวจวนไม่ได้สนใจเสียงบ่นของแม่สามี เธอใส่น้ำมันลงในกระทะเล็กน้อย ก่อนจะขยับมืออย่างคล่องแคล่วใช้ตะหลิวขูดลงไปบนพื้นดิน ไข่ไก่ฟองสวยที่ลูกชายคนเล็กเพิ่งทำร่วงแตกเมื่อครู่ถูกกวาดขึ้นมาพร้อมกับเปลือก เธอค่อยๆ เขี่ยเศษเปลือกไข่ออกอย่างบรรจง แล้วเทไข่แดงไข่ขาวที่ปนเปื้อนฝุ่นลงในกระทะ รอให้ความร้อนทำให้มันสุกทีละนิด
“แม่คะ ก็ไม่ใช่ว่าฉันอยากจะตีแกแต่เช้าหรอกนะ แต่แกทำไข่ไก่ตกลงพื้น แม่ว่าสมควรโดนสั่งสอนไหมล่ะ”
เมื่อได้ฟังต้นสายปลายเหตุ แม่เฒ่าเหมิงก็ไม่กล้าเข้าข้างหลานชายจนออกนอกหน้า นางตบก้นเจ้าตัวเล็กเบาๆ สองสามทีเป็นการลงโทษพอเป็นพิธี
“เจ้าเด็กคนนี้นี่จริงๆ เลย รู้ไหมว่าเดือนหนึ่งบ้านเราจะได้โควตาไข่ไก่สักกี่ฟอง? คนทำงานสามคนในบ้าน กว่าจะแลกไข่ได้สัก 1 จั่งเลือดตาแทบกระเด็น วันนี้แกทำแตกไปหนึ่งฟอง แม่แกตีก็ไม่ผิดหรอก”
เด็กชายวัย 7-8 ขวบถูกตีก้นแต่กลับไม่รู้สึกเจ็บปวดหรือโกรธเคือง แม้จะมีน้ำมูกโป่งพองออกมาที่จมูก แต่พอคิดว่าเช้านี้จะได้กินไข่เจียว ในใจของเขาก็เบิกบานมีความสุขจนแทบจะกลั้นยิ้มไม่อยู่
จังหวะนั้นเอง เหมิงหย่งคังเดินกลับมาจากล้างหน้าแปรงฟันด้านนอก ทันทีที่เขาทิ้งตัวลงนั่งที่โต๊ะอาหาร ซุนเสี่ยวจวนก็รีบกุลีกุจอเข้ามาตักโจ๊กข้าวฟ่างส่งให้เขาด้วยท่าทีนอบน้อมผิดปกติ
“พี่ใหญ่ เดี๋ยวไปทำงานสาย รีบกินตอนร้อนๆ เถอะค่ะ”
เหมิงหย่งคังชะงักไปเล็กน้อย เขาจ้องมองถ้วยโจ๊กตรงหน้าด้วยความฉงน ไม่เข้าใจว่าทำไมวันนี้ซุนเสี่ยวจวนถึงได้เอาอกเอาใจพี่ชายสามีอย่างเขาเป็นพิเศษ
ทว่า เรื่องที่คิดไม่ออกเขาก็คร้านจะเก็บมาใส่ใจ ชายหนุ่มเพียงพยักหน้าขอบคุณตามมารยาท แล้วเริ่มตักโจ๊กเข้าปากเงียบๆ
ซุนเสี่ยวจวนยังไม่หยุดเพียงเท่านั้น เธอดันจานหัวไชเท้าดองไปตรงหน้าเขาพร้อมรอยยิ้ม
“พี่ใหญ่ อย่ากินแต่โจ๊กสิคะ กินกับข้าวด้วย พอพี่กินข้าวเช้าเสร็จก็ไปทำงานได้อย่างสบายใจเลยนะ เรื่องส่งข้าวที่โรงพยาบาลเดี๋ยวฉันจัดการเอง”
เมื่อครู่ตอนตักโจ๊กคนอื่นอาจจะยังไม่ทันสังเกต แต่ตอนนี้ความกระตือรือร้นที่มากเกินพอดีทำให้แม้แต่แม่เฒ่าเหมิงยังสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ นับประสาอะไรกับเจ้าตัว
เหมิงหย่งคังเหลือบตามองเหมิงหย่งซิงน้องชายของตนที่ก้มหน้าก้มตากินโจ๊กไม่พูดไม่จา ก่อนจะหันไปขอบคุณซุนเสี่ยวจวน
“งั้นเรื่องนี้ต้องรบกวนน้องสะใภ้แล้วล่ะ”
“คนกันเองทั้งนั้น จะรบกวนอะไรกันคะ ฉันไม่ได้ทำงาน อยู่บ้านช่วยดูแลเรื่องอาหารการกินให้ทุกคนก็เป็นหน้าที่ที่สมควรทำอยู่แล้ว”
พูดจบ ซุนเสี่ยวจวนก็เปลี่ยนเรื่องอย่างแนบเนียน น้ำเสียงของเธอเจือแววเห็นอกเห็นใจขึ้นมาทันที
“สงสารก็แต่พี่สะใภ้ เมื่อวานผ่าตัดใหญ่ขนาดนั้น ร่างกายคงบอบช้ำน่าดู แถมยังไปทำงานไม่ได้อีก ไม่รู้ว่าหัวหน้างานที่หน่วยงานของพี่เขาจะมีปัญหาอะไรหรือเปล่า”
คำพูดนี้ทำหน้าที่ชักจูงให้ทุกคนในโต๊ะเริ่มคิดตามได้อย่างสัมฤทธิผล
เธอฉวยโอกาสนั้นถามต่อทันที “พี่ใหญ่ พี่ว่าหัวหน้าของพี่สะใภ้จะกลั่นแกล้ง หรือถือโอกาสนี้ไล่พี่สะใภ้ออกไหม?”
แม่เฒ่าเหมิงหรี่ตามองลูกสะใภ้รอง สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความสงสัย คอยจับจ้องทุกอากัปกิริยาบนใบหน้าของซุนเสี่ยวจวนไม่วางตา
“ไม่หรอก เมื่อวานฉันลางานให้เธอแล้ว ถ้าใบลาอนุมัติก็ไม่มีปัญหาอะไร” เหมิงหย่งคังตอบไปตามตรงโดยไม่ได้คิดลึกซึ้ง
ซุนเสี่ยวจวนขมวดคิ้วเล็กน้อย แสร้งทำสีหน้าเป็นกังวลพลางกล่าวต่อ
“ถึงจะลางานแล้วก็เถอะ แต่ถ้าพักฟื้นแค่ 3-5 วันคงไม่เป็นไร ทว่าครั้งนี้พี่สะใภ้ผ่าตัดใหญ่นะคะ ได้ยินว่าตัดม้ามไปตั้งครึ่งหนึ่ง อย่างน้อยๆ ก็ต้องนอนโรงพยาบาลครึ่งเดือนแน่ๆ แถมออกจากโรงพยาบาลแล้วยังต้องมาพักฟื้นที่บ้านต่ออีก เวลาหยุดยาวขนาดนี้...”
ยังไม่ทันที่เธอจะพูดจบ แม่เฒ่าเหมิงก็สะดุ้งเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ นางเข้าใจแจ่มแจ้งทันที ลูกสะใภ้รองกำลังหมายตาตำแหน่งงานของลูกสะใภ้ใหญ่
สำหรับแม่เฒ่าเหมิงแล้ว ไม่ว่าลูกสะใภคนไหนจะไปทำงาน นางก็ไม่ได้ใส่ใจ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือเงินที่หามาจุนเจือครอบครัวต้องไม่ขาดหายไป
ลูกสะใภ้ใหญ่ป่วยคราวนี้ไม่รู้จะกินเวลานานแค่ไหนกว่าจะหายดี หยุดงานไปหนึ่งวันก็เท่ากับสูญเงินค่าจ้างไปหนึ่งวัน แต่ถ้าให้ลูกสะใภ้รองไปทำงานแทนมันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ทางโรงงานจะต้องจ่ายค่าจ้างให้ไม่ขาดแม้แต่วันเดียว
“เจ้าใหญ่ เมียแกพูดมีเหตุผลนะ ช่วงที่เมียแกพักฟื้น ให้เจ้าจวนไปทำงานแทนดีไหม? มีคนไปทำแทน เมียแกจะได้พักรักษาตัวอยู่ที่บ้านอย่างสบายใจ ผ่าตัดอวัยวะภายในแบบนี้ถ้าดูแลไม่ดี เดี๋ยวจะกลายเป็นโรคเรื้อรังเอาได้”
ซุนเสี่ยวจวนรีบพยักหน้าสนับสนุนพร้อมรอยยิ้มหวาน “ใช่ค่ะ แม่พูดถูก ถ้าไม่รักษาตัวให้ดี เดี๋ยวร่างกายจะแย่เอานะคะ”
เหมิงหย่งคังเห็นแม่ตัวเองเห็นดีเห็นงามด้วย เขาจึงไม่ได้คิดอะไรมาก พยักหน้าตอบรับง่ายๆ
“ได้ครับ งั้นไว้เลิกงานแล้วผมจะไปถามเสี่ยวหลินที่โรงพยาบาล ถ้าเธอไม่ขัดข้องก็ให้น้องสะใภ้ไปทำแทนสักพัก”
ซุนเสี่ยวจวนและเหมิงหย่งซิงสบตากันเงียบๆ แอบลิงโลดอยู่ในใจ เรื่องนี้มีหวังสำเร็จแน่แล้ว
“ตกลงตามนี้ก็แล้วกัน”
“ตกลงเรื่องอะไรกันคะ?”
เสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมา เหมิงฮุ่ยเดินเข้ามาในบ้านพอดี ประโยคแรกที่เธอได้ยินทำให้รู้สึกทะแม่งๆ ในความทรงจำของเธอ คนพวกนี้ไม่เคยมีแผนการดีๆ อะไรหรอก
“ฮุ่ยฮุ่ยกลับมาแล้วเหรอ แม่ของหลานที่โรงพยาบาลเป็นยังไงบ้าง?” ซุนเสี่ยวจวนสะดุ้งตกใจกับการปรากฏตัวกะทันหันของหลานสาว
แต่เมื่อสังเกตสีหน้าของเหมิงฮุ่ยแล้วไม่เห็นความผิดปกติ เธอจึงรีบปรับสีหน้ายิ้มแย้มแล้วเปลี่ยนเรื่อง “กินข้าวเช้ามาหรือยังจ๊ะ?”
เหมิงฮุ่ยเหลือบมองแม่เฒ่าเหมิงแวบหนึ่ง ก่อนจะแค่นเสียงในลำคอ “พวกคุณไม่ให้ตั๋วอาหาร ไม่ให้เงินฉันสักแดง แล้วฉันจะไปกินที่ไหนได้?”
แม่เฒ่าเหมิงนึกถึงพฤติกรรมของหลานสาวเมื่อวานแล้วก็ค้อนขวับ นางพูดเสียงแข็งใส่ก่อนที่ซุนเสี่ยวจวนจะได้อ้าปาก
“จะกลับมากินข้าวก็ไม่รู้จักบอกล่วงหน้า พวกฉันไม่ได้เตรียมส่วนของแกไว้หรอกนะ อยากกินก็ไปทำเอาเอง”
ซุนเสี่ยวจวนเหลือบมองแม่สามี เธอพอจะได้ยินเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่โรงพยาบาลเมื่อวานมาบ้าง จึงฉลาดพอที่จะไม่ขัดคอแม่สามีเพื่อปกป้องหลานสาว
ดังนั้น เธอจึงพูดด้วยน้ำเสียงเกรงใจว่า “ข้าวเช้าที่บ้านทำไว้พอดีคน อาก็นึกว่าหลานกินที่โรงพยาบาลแล้ว ในเมื่อยังไม่กิน งั้นหลานก็ไปทำเองเถอะนะ เดี๋ยวอาต้องรีบไปจ่ายตลาดที่ตลาดสด ถ้าไปช้าผักสดๆ คงโดนแย่งหมด”
เหมิงฮุ่ยปรายตามองอาหารบนโต๊ะ ทุกคนมีโจ๊กข้าวฟ่างคนละชาม หัวไชเท้าดองคนละถ้วย แต่ในชามของเหมิงเฟิงน้องเล็กสุดกลับมีไข่ดาวโปะอยู่
“ทำไมวันนี้เหมิงเฟิงถึงได้กินไข่คนเดียว? เด็กตั้งหลายคนในบ้าน มีแค่เขาที่มีไข่กินเหรอ?”
แม่เฒ่าเหมิงถลึงตาใส่ “พูดอะไรว่ากินคนเดียว แกเป็นสาวเป็นนางยังจะไปแย่งของกินจากปากเด็กอีกเรอะ?”
ซุนเสี่ยวจวนกลัวเหมิงฮุ่ยจะเข้าใจผิด จึงรีบฉีกยิ้มอธิบาย “บ้านเราเดือนหนึ่งมีไข่กี่ใบกันเชียว ใครจะไปตัดใจเจียวให้แกกินได้ลงคอ พอดีเมื่อเช้าเจ้าลูกคนนี้มันทำไข่ตกลงพื้น ถ้าไม่เอามาเจียวก็เสียของเปล่าๆ”
เหมิงหย่งคังซดโจ๊กจนหมดชาม เขาช่วยเสริมขึ้นมาสั้นๆ “ไข่มันหล่นพื้นจริงๆ ไม่มีทางเลือกอาสะใภ้แกเลยต้องเจียวให้”
นอกจากแม่เฒ่าเหมิงและเหมิงหย่งคังแล้ว คนอื่นๆ ในบ้านต่างก็รู้สึกแปลกใจที่วันนี้เหมิงฮุ่ยดูจะคิดเล็กคิดน้อยเป็นพิเศษ
พอได้ยินว่าไข่ถูกกวาดขึ้นมาจากพื้น เหมิงฮุ่ยก็มองไปที่เหมิงเฟิงซึ่งกำลังก้มหน้าก้มตาเคี้ยวไข่อย่างเอร็ดอร่อยด้วยสายตามีความหมาย
ทว่าเจ้าเด็กคนนี้กลับไม่รักดี จู่ๆ ก็ร้องไห้จ้าพร้อมอ้าปากฟ้อง “แม่! ในไข่มีทราย!”
ซุนเสี่ยวจวนได้ยินดังนั้นก็เลิกสนใจเหมิงฮุ่ย หันไปดุลูกชายด้วยความหงุดหงิด “มีของกินยัดปากแล้วยังไม่เงียบอีก มีทรายก็คายออกมาสิ! แกมันโง่หรือเปล่าฮะ?”
“ไม่คาย!” เหมิงเฟิงส่ายหน้าดิก
เหมิงฮุ่ยยืนมองเด็กน้อยเคี้ยวกร้วมๆ แล้วกลืนไข่ผสมทรายลงคอไป มุมปากของเธอกระตุกยิกๆ ด้วยความสมเพช
เหมิงหย่งคังและเหมิงหย่งซิงสองพี่น้องวางชามแล้วรีบออกไปทำงาน ส่วนซุนเสี่ยวจวนก็คว้าตะกร้าเดินออกจากบ้านไปจ่ายตลาด
แม่เฒ่าเหมิงตบไหล่เหมิงเหมยหลานสาวจากบ้านรอง ย่าหลานช่วยกันอุ้มกล่องไม้ขีดไฟเดินออกไปส่งงาน พร้อมกับรับงานล็อตใหม่กลับมาทำต่อ
สุดท้าย บ้านทั้งหลังก็เงียบเชียบลง เหลือเพียงเหมิงฮุ่ย กับเหมิงชวนและเหมิงเฟิง สองพี่น้องจากบ้านรอง
เหมิงชวนปีนี้อายุ 12 ปี ส่วนเหมิงเฟิงอายุ 8 ขวบ พอกินข้าวเสร็จ พวกเขาก็สะพายกระเป๋าหนังสือวิ่งออกจากบ้านไปโรงเรียนทันที
[จบบท]