บทที่ 46: เจตนาแอบแฝง
“หือ? ขุดบ่อน้ำเสร็จแล้วเหรอ”
ทันทีที่เสี่ยวเยว่ก้าวเท้าเข้ามาภายในลานบ้าน สายตาของเขาก็ปะทะเข้ากับปากบ่อน้ำที่ถูกปิดทับด้วยซีเมนต์เรียบร้อยแล้ว เขาเอื้อมมือไปบีบท่อ PPR ที่ต่อยื่นออกมาสำรองไว้ พลางพิจารณาวัสดุตรงหน้าซึ่งดูจากภายนอกแล้วก็เป็นเพียงท่อพลาสติกธรรมดาทั่วไป
เมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจากด้านข้างตัวบ้าน เขาจึงเดินตรงเข้าไปหาต้นเสียงพร้อมกับเอ่ยทักทายขึ้น
“ทำบ่อน้ำเสร็จเร็วขนาดนี้ อย่าบอกนะว่าเมื่อคืนคุณไม่ได้กลับไปนอนที่บ้าน”
“คุณมาที่นี่ได้ยังไง”
เลิ่งฮุ่ยชะงักมือที่กำลังฉาบผนังไปครู่หนึ่ง เธอไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าวันนี้เสี่ยวเยว่จะโผล่มาที่นี่อีก
หญิงสาววางมือจากการงานตรงหน้าแล้วลุกขึ้นยืนเต็มความสูงเพื่อหันไปมองผู้มาเยือน วันนี้เขาสวมเสื้อยืดเรียบง่ายเข้าคู่กับกางเกง ทั้งเสื้อและกางเกงล้วนเป็นสีเขียวขี้ม้าแบบทหารที่ผ่านการซักจนสีเริ่มซีดจางลงไปบ้างแล้ว
ดูจากการแต่งกายที่เลือกชุดเก่าซักง่ายมาแบบนี้ เห็นได้ชัดว่าเขาตั้งใจจะมาช่วยเธอทำงานแบกหามโดยเฉพาะ
เสี่ยวเยว่กวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะเอ่ยถาม
“เมื่อวานคุยกันไว้ว่าถ้าวันนี้ว่างจะมาช่วยไม่ใช่เหรอ แล้วนี่น้องชายแซ่เจียงไม่ได้มาด้วยหรือไง”
เลิ่งฮุ่ยส่ายหน้าปฏิเสธเบาๆ
“ความจริงงานที่เหลือฉันทำคนเดียวไหวนะคะ”
เพียงแค่พิจารณาจากบุคลิกท่าทางและการแต่งกายของเขา ก็ดูออกได้ไม่ยากว่าเขาไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไป การจะให้คนระดับนี้มาช่วยทำงานกรรมกรให้ เธอรู้สึกเกรงใจจนบอกไม่ถูกว่าตัวเองมีดีอะไรถึงได้รับเกียรติขนาดนี้
ทว่าเสี่ยวเยว่กลับเดินเข้ามาแย่งพลั่วขุดดินไปจากมือของเลิ่งฮุ่ยหน้าตาเฉย
“เมื่อคืนคุณพักผ่อนไม่พอใช่ไหมล่ะ ตรงนี้เดี๋ยวผมจัดการต่อเอง คุณไปนั่งพักตรงโน้นก่อนเถอะ”
เลิ่งฮุ่ยได้แต่ก้มมองมือว่างเปล่าของตัวเองด้วยความรู้สึกจนใจ อันที่จริงการได้ทำงานเงียบๆ ในบรรยากาศที่สงบและปลอดภัยเช่นนี้ก็นับเป็นความเพลิดเพลินอย่างหนึ่งสำหรับเธอ
แต่การมาถึงของเสี่ยวเยว่ได้ทำลายความเงียบสงบนั้นลง ทำให้เลิ่งฮุ่ยจำต้องปลุกตัวเองให้ตื่นตัวขึ้นมาเพื่อรับมือกับเขา
เสี่ยวเยว่เงยหน้ามองรอยดินโคลนที่เพิ่งฉาบซ่อมแซมบนกำแพง ร่องรอยสีเหลืองที่ตัดกับผนังเก่าคร่ำคร่านั้นดูโดดเด่นสะดุดตา ราวกับดอกไม้สีเหลืองที่เบ่งบานอยู่บนกำแพง หากมองผ่านๆ อาจจะดูน่าเกลียด แต่ถ้าพิจารณาให้ละเอียดกลับมีความงามที่แปลกตาซ่อนอยู่
เขาหันกลับมาถามย้ำอีกครั้ง
“ทำไมยังไม่ไปพักอีก”
เลิ่งฮุ่ยฝืนยิ้มที่มุมปากอย่างเก้อเขิน พยักหน้ารับแกนๆ ก่อนจะหมุนตัวเดินอ้อมมุมตึกมุ่งหน้าไปยังประตูบ้าน
หลังจากย้ายข้าวของเข้ามาและวุ่นวายอยู่ทั้งช่วงเช้า เธอเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าในบ้านยังไม่มีน้ำดื่มเลยสักหยด
หญิงสาวเทของออกจากถังเหล็กสองใบที่นำมาจากบ้านเดิม เนื่องจากไม่มีไม้คานหาบน้ำ เธอจึงคว้าเอากิ่งไม้ขนาดเท่าแขนเด็กมาใช้ต่างไม้คาน ผูกเชือกเข้ากับหูหิ้วถัง เตรียมตัวจะออกไปตักน้ำจากบ่อสาธารณะด้านนอกมาไว้ใช้
บ่อน้ำสาธารณะในละแวกนี้มีชื่อเรียกว่า 'บ่อชิงเถิง' ซึ่งตั้งชื่อตามภูเขาร้างด้านหลังที่สมัยก่อนเคยถูกเรียกว่าภูเขาชิงเถิง
บ่อชิงเถิงเป็นบ่อน้ำโบราณที่มีอายุนับร้อยปี น้ำในบ่อใสสะอาด รสชาติหวานล้ำและเย็นชื่นใจ ชาวบ้านแถวนี้ที่ไม่มีบ่อน้ำส่วนตัวต่างก็อาศัยน้ำจากบ่อนี้ในการอุปโภคบริโภคกันทั้งสิ้น
ขณะที่เลิ่งฮุ่ยกำลังตักน้ำขึ้นจากบ่อ เมื่อเงยหน้าขึ้นมาเธอก็สังเกตเห็นว่าป้าฉินไป๋ชิวกำลังซักผ้าอยู่บริเวณนั้นพอดี
แน่นอนว่าฉินไป๋ชิวเองก็สังเกตเห็นเธอเช่นกัน หญิงวัยกลางคนรีบบิดผ้าชิ้นสุดท้ายจนแห้งหมาดแล้วโยนลงถัง ก่อนจะหิ้วถังผ้าเดินแกมวิ่งตามเลิ่งฮุ่ยมาติดๆ
“แม่หนู ทำไมถึงมาตักน้ำเองล่ะ เอาไปทำความสะอาดบ้านเหรอ”
เลิ่งฮุ่ยประคองไม้คานบนบ่าอย่างทะมัดทะแมง หันไปตอบด้วยรอยยิ้ม
“ป้าฉินคะ คือฉันกับแม่ย้ายเข้ามาวันนี้แล้วค่ะ ต่อไปคงได้ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ถาวร”
ฉินไป๋ชิวปรายตามองถังน้ำด้วยความประหลาดใจ
“ย้ายมาวันนี้เลยเหรอ ป้าจำได้ว่าบ้านหลังนั้นยังซ่อมไม่เสร็จเลยไม่ใช่รึ จะเข้าไปอยู่ได้ยังไง”
“ขอแค่มีหลังคาคุ้มหัวก็พอแล้วค่ะ ยังไงก็ดีกว่าไปนอนข้างถนน”
เลิ่งฮุ่ยไม่อยากลงลึกถึงรายละเอียดปัญหาภายในครอบครัว จึงเลือกที่จะเปลี่ยนเรื่องคุย
“ป้าฉินคะ น้ำในบ่อนี้ทั้งใสทั้งเย็น เป็นบ่อน้ำที่ดีจริงๆ เลยนะคะ”
ฉินไป๋ชิวชะงักไปเล็กน้อย พยายามข่มความอยากรู้อยากเห็นเรื่องชาวบ้านลงไป ก่อนจะยิ้มร่าแล้วเออออตามน้ำไป
“แน่นอนสิ บ่อนี้อยู่มาเป็นร้อยปีแล้วไม่เคยแห้งเลยสักครั้ง ใครเอาน้ำบ่อนี้ไปชงชา รสชาติจะดีกว่าน้ำจากบ่ออื่นตั้งเยอะ”
เมื่อพูดถึงเรื่องน้ำ ฉินไป๋ชิวก็นึกขึ้นได้ถึงเรื่องที่เลิ่งฮุ่ยไปขอน้ำร้อนที่บ้านเมื่อวาน จึงเล่าต่อ
“บ้านป้าน่ะมีแค่ป้าคนเดียวที่ติดกินน้ำต้มสุก ส่วนเจ้าลูกชายสองคนของป้ามันกินน้ำบ่อนี้มาตั้งแต่เล็กจนโต พวกมันไม่ยอมแตะน้ำต้มเลย บอกว่าน้ำต้มมันอุ่นๆ กินไม่ชื่นใจ สู้กินน้ำบ่อสดๆ ที่เย็นเจี๊ยบแบบนี้ไม่ได้”
ทว่าเมื่อเดินมาถึงหน้าบ้านของตัวเอง ฉินไป๋ชิวกลับรั้งแขนเลิ่งฮุ่ยไว้ เธอหันซ้ายแลขวาอย่างระแวดระวัง เมื่อมั่นใจว่าไม่มีใครอยู่แถวนั้น จึงลากเลิ่งฮุ่ยหลบไปคุยที่มุมหนึ่ง
เลิ่งฮุ่ยเริ่มงุนงงกับท่าทีลับๆ ล่อๆ ของอีกฝ่าย
“ป้าฉินคะ มีอะไรหรือเปล่า ทำไมต้องทำท่าลึกลับขนาดนั้น”
ป้าฉินหัวเราะแห้งๆ ก่อนจะกระซิบเสียงเบา
“เบื้องบนเขารณรงค์ให้เลิกงมงายเรื่องไสยศาสตร์ เรื่องนี้ป้าจะบอกแค่หนูคนเดียวนะ ห้ามไปบอกใครเด็ดขาด”
“เรื่องอะไรเหรอคะ”
เลิ่งฮุ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น หรือว่าจะเป็นเรื่องบ้านร้างของเธออีกแล้ว?
“เมื่อคืนตอนดึกๆ เจ้าลูกชายคนรองของป้าลุกมาเข้าห้องน้ำ เขาบอกว่าเหมือนจะได้ยินเสียงกรีดร้องดังมาจากทางบ้านของหนู วันนี้ตอนเข้าไปดูบ้าน หนูเจออะไรผิดปกติบ้างไหม”
เลิ่งฮุ่ยส่ายหน้าทันที
“ก็เหมือนปกตินะคะ ไม่เห็นมีอะไรผิดแปลกไปเลย”
ในใจของเธอคิดไปว่า หรือเมื่อคืนจะมีขโมยขึ้นบ้านจริงๆ?
“ไม่มีเหรอ แปลกแฮะ”
คำตอบนั้นทำให้ป้าฉินเริ่มรู้สึกตะขิดตะขวงใจและครุ่นคิดด้วยความสงสัย ลูกชายคนรองของเธอยืนยันหนักแน่นว่าเมื่อคืนตอนลุกมาเข้าห้องน้ำ เขาเผลอเตะโดนถังไม้ในลานบ้านเสียงดัง แล้วจู่ๆ ก็มีเสียงกรีดร้องโหยหวนดังตอบกลับมาจากบ้านร้างหลังนั้น เล่นเอาเจ้าลูกชายตกใจจนแทบสิ้นสติ
“เจ้าลูกชายคนรองของป้าบอกว่า เสียงกรีดร้องนั่นมันแหลมสูงจนเสียงแตกฟังดูสยดสยองมากเลยนะ”
“มีเรื่องแบบนั้นด้วยเหรอคะ”
ถึงตอนนี้เลิ่งฮุ่ยค่อนข้างมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วว่า เมื่อคืนต้องมีขโมยแอบย่องเข้าไปในบ้านของเธอแน่ๆ
ถ้าเธอไม่เก็บพวกอิฐและกระเบื้องเข้าไปไว้ในมิติ วันนี้มาถึงคงได้เห็นว่าของหายไปไม่น้อยแล้ว
ส่วนเรื่องที่จะอธิบายความจริงให้ป้าฉินฟังนั้น ตัดทิ้งไปได้เลย
เพราะขืนอธิบายไปก็คงฟังไม่ขึ้น
ในเมื่อพูดมากไปก็อาจจะเข้าตัว สู้ปล่อยให้คนภายนอกเข้าใจผิดไปแบบนั้นยังจะดีเสียกว่า
ฉินไป๋ชิวพยักหน้ายืนยันหนักแน่น
“เจ้ารองลูกป้าเป็นคนซื่อที่สุด รับรองว่าไม่มีทางโกหกแน่ ในเมื่อหนูย้ายมาอยู่แล้ว ช่วงนี้ตกกลางคืนก็ระวังตัวหน่อยนะ นอนหลับให้หูไวตาไวเข้าไว้”
เลิ่งฮุ่ยตีหน้าเคร่งขรึม พยักหน้ารับอย่างจริงจัง
“หนูจะระวังค่ะ ป้าวางใจได้เลย”
บรรยากาศการสนทนาทำให้รู้สึกราวกับว่าบ้านหลังนั้นเป็นสถานที่อันตรายดั่งถ้ำเสือแดนมังกรอย่างไรอย่างนั้น
ฉินไป๋ชิวตบไหล่หญิงสาวเบาๆ แล้วถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง
“รีบกลับไปเถอะ”
เมื่อเลิ่งฮุ่ยหาบน้ำกลับเข้ามาในเขตบ้าน เสี่ยวเยว่ซึ่งกำลังซ่อมแซมผนังด้านหน้าอยู่ก็เงยหน้าขึ้นทัก
“ไปตักน้ำมาเหรอ”
“ค่ะ ที่บ้านไม่มีน้ำดื่มเลยไปหาบมาไว้หน่อย นี่เป็นน้ำจากบ่อโบราณร้อยปี ใสมาก เพื่อนบ้านบอกว่าดื่มได้เลย ถ้าคุณหิวน้ำก็มาตักกินได้นะคะ”
เสี่ยวเยว่เหลือบตามองกระติกน้ำทหารที่แขวนอยู่บนรถจักรยานของตัวเองแวบหนึ่ง ก่อนพยักหน้ารับ
“โอเค ขอบใจนะ”
เลิ่งฮุ่ยสบตากับดวงตาคู่คมลึกซึ้งของเขาแล้วก็ต้องเป็นฝ่ายหลบสายตา รอยยิ้มบนใบหน้าดูเก้อกระดาก เธอรีบคว้าจอบเดินเลี่ยงไปถางหญ้าที่มุมอื่นแทน
เมื่อวานแม้จะถางหญ้าไปบ้างแล้ว แต่พวกวัชพืชที่ขึ้นติดหน้าดินยังคงต้องใช้จอบแซะออกทีละต้นให้เกลี้ยง
หลังจากซ่อมแซมผนังด้านนอกเสร็จ เสี่ยวเยว่ก็หิ้วถังโคลนเดินหายเข้าไปในตัวบ้าน เขาจึงสังเกตเห็นเตียงนอนและหีบไม้ใส่ของใช้ส่วนตัวที่จัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบในห้องนอนห้องหนึ่ง ตอนนั้นเองที่เขาเพิ่งตระหนักได้ว่าเลิ่งฮุ่ยกับแม่ย้ายเข้ามาอยู่กันจริงๆ แล้ว
เมื่อเดินออกมาผสมโคลนถังใหม่ เขาจึงเอ่ยถามเลิ่งฮุ่ยเพื่อความแน่ใจ
“คุณกับแม่ย้ายมาอยู่กันวันนี้เลยเหรอ”
“ใช่ค่ะ อยู่ที่นี่เงียบสงบดี” เลิ่งฮุ่ยตอบโดยที่มือยังคงตวัดจอบถางหญ้าอย่างคล่องแคล่วไม่หยุดพัก
เสี่ยวเยว่พยักหน้ารับรู้โดยไม่พูดอะไรต่อ เขาตักโคลนใส่ถังแล้วเดินกลับเข้าไปทำงานในบ้านอีกครั้ง
ทางด้านถังหลิน พอเลิกงานก็รีบไปซื้ออาหารจากโรงอาหารแล้วปั่นจักรยานตรงดิ่งมายังบ้านร้างหลังนี้ทันที
แม้สภาพบ้านจะดูทรุดโทรมไปบ้าง แต่ลึกๆ ในใจกลับให้ความรู้สึกอบอุ่นปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูก
เธอรู้สึกจากใจจริงว่า ที่นี่แหละคือ ‘บ้าน’ ที่แท้จริงของเธอกับลูกสาว
เมื่อเข้ามาในลานบ้าน ถังหลินก็ตะโกนเรียกเลิ่งฮุ่ยที่กำลังก้มหน้าก้มตาถางหญ้าอยู่ให้ไปล้างมือมากินข้าว
ทว่าทันทีที่เธอหิ้วกล่องข้าวเดินเข้ามาภายในตัวบ้าน ก็ต้องชะงักฝีเท้าเมื่อสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ
ทำไมถึงมีหนุ่มหล่อแปลกหน้าอยู่ในบ้าน?
แวบแรกที่เห็นชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่หน้าตาดีอย่างเสี่ยวเยว่ยืนอยู่ ถังหลินตกใจจนแทบสะดุ้ง
จากนั้นเธอก็รีบหันขวับไปส่งสายตาเป็นเชิงถามลูกสาวที่เดินตามหลังเข้ามาว่า ‘นี่มันใครกัน?’
“แม่คะ นี่เสี่ยวเยว่ เป็นเพื่อนของพี่ชายเจียงจิ่งเทา” เลิ่งฮุ่ยรีบแนะนำให้ทั้งสองรู้จักกัน “ส่วนนี่แม่ฉันค่ะ คุณนายถังหลิน”
“สวัสดีครับน้าถัง”
“จ้ะๆ สวัสดีจ้ะ พ่อหนุ่มขยันขันแข็งดีจริงๆ”
ถังหลินตอบรับพร้อมรอยยิ้มกว้าง ก่อนจะยื่นกล่องข้าวในมือส่งให้เขาหนึ่งกล่อง
“วันนี้ลำบากเธอแย่เลย รีบไปล้างไม้ล้างมือแล้วมานั่งกินข้าวด้วยกันสิ”
เดิมทีกล่องข้าวสองกล่องนี้เป็นส่วนของสองแม่ลูกที่กะว่าจะนั่งกินด้วยกัน
แต่ในเมื่อมีแขกไม่ได้รับเชิญโผล่มาแบบกะทันหัน ถังหลินจึงจำต้องเสียสละข้าวส่วนของตัวเองให้เสี่ยวเยว่ แล้วตัวเองหันไปหยิบซาลาเปาที่ซื้อมาเมื่อเช้าขึ้นมากินแทน
เหลือซาลาเปาอยู่สี่ลูก กินสักสองลูกก็น่าจะอิ่มท้องแล้ว
พอเสี่ยวเยว่เดินออกไปล้างมือที่ลานบ้าน ถังหลินก็หุบยิ้มทันควัน หันมาซักไซ้ลูกสาวเสียงเครียด
“เขาเป็นใครกันแน่”
“เมื่อกี้หนูก็บอกแม่ไปแล้วไงคะ เพื่อนของพี่ชายเจียงจิ่งเทา”
“ไอ้เรื่องความสัมพันธ์น่ะแม่ได้ยินชัดเจนแล้ว แต่ที่แม่ถามคือ คนที่เป็นแค่เพื่อนห่างๆ แบบนั้น มีเหตุผลอะไรให้ต้องมาตรากตรำช่วยงานลูกขนาดนี้ฮะ”
ถังหลินรู้จักแค่เจียงจิ่งเทา ส่วนลูกพี่ลูกน้องของเจียงจิ่งเทานั้นเธอไม่เคยเห็นหน้า ยิ่งเพื่อนของลูกพี่ลูกน้องยิ่งไม่ต้องพูดถึง ไม่เคยรู้จักมักจี่กันมาก่อน
เธอรู้แต่เพียงว่า คนที่มาทำดีด้วยแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย มักจะมาพร้อมเจตนาแอบแฝงเสมอ!
ถ้าไม่ใช่เพราะสังเกตเห็นบุคลิกท่าทางของเสี่ยวเยว่ที่ดูองอาจผ่าเผยเหมือนทหาร เธอคงไล่ตะเพิดเขาออกจากบ้านไปนานแล้ว
ใครก็ตามที่กล้ามาเกาะแกะลูกสาวคนเล็กของเธอ ล้วนมีเจตนาไม่บริสุทธิ์และน่าสงสัยทั้งสิ้น
“คำถามนี้แม่ไม่น่ามาถามหนูนะ ต้องไปถามเจ้าตัวเขาเองสิ”
เลิ่งฮุ่ยเปิดกล่องข้าวของตัวเอง เมนูวันนี้คือข้าวฟ่างเสิร์ฟคู่กับมันฝรั่งตุ๋นกากหมูและหน่อไม้ต้มผักดอง
อาหารการกินถือว่าดีใช้ได้ ดีกว่าตอนที่อยู่บ้านตระกูลเลิ่งเสียอีก
ถังหลินได้ยินคำตอบแบบกำปั้นทุบดินของลูกสาวก็ได้แต่ถลึงตาใส่ เรื่องพรรค์นี้ผู้ชายเขายังไม่ทันแสดงท่าทีชัดเจน คนเป็นแม่จะไปกล้าถามตรงๆ ได้ยังไงกัน
เมื่อเสี่ยวเยว่ล้างมือเสร็จเดินกลับเข้ามา เลิ่งฮุ่ยก็ส่งตะเกียบให้พร้อมกับถามด้วยความมีน้ำใจ
“ข้าวพออิ่มไหมคะ ถ้าไม่พอแบ่งของฉันไปก็ได้นะ ฉันยังไม่ได้แตะเลย”
เสี่ยวเยว่ส่ายหน้าปฏิเสธ เขาหย่อนตัวลงนั่งบนหีบไม้ใบหนึ่ง สังเกตเห็นสายตาของถังหลินที่กำลังพิจารณาจับจ้องเขาอยู่ ก็เกิดความรู้สึกกระอักกระอ่วนใจจนต้องยื่นกล่องข้าวคืนให้
“น้าถังกินเถอะครับ เมื่อเช้าผมซ่อมผนังทั้งด้านในด้านนอกเสร็จเกือบหมดแล้ว มื้อเที่ยงผมกลับไปกินเองได้ ช่วงบ่ายคงไม่มีเวลามาช่วยแล้วครับ”
ถังหลินดันกล่องข้าวกลับไปอย่างคะยั้นคะยอ
“เธอกินเถอะ จะให้มาทำงานฟรีๆ โดยไม่เลี้ยงข้าวปลาอาหารได้ยังไง”
เสี่ยวเยว่ได้ยินประโยคนั้น มุมปากก็กระตุกเล็กน้อย ดูท่าทางว่าที่แม่ยายจะมีรังสีความไม่พอใจแผ่ออกมาจางๆ นะเนี่ย
เมื่อเห็นชายหนุ่มยังไม่ยอมลงมือทาน ถังหลินจึงหยิบซาลาเปาสี่ลูกที่เหลือจากเมื่อเช้าออกมาโชว์
“กินเถอะไม่ต้องเกรงใจ น้ายังมีซาลาเปานี่อยู่”
เสี่ยวเยว่เหลือบมองเลิ่งฮุ่ยที่กำลังเคี้ยวกากหมูตุ๋นอย่างเอร็ดอร่อย จึงพยักหน้ายอมรับและเริ่มลงมือทานอาหารในที่สุด
หลังมื้ออาหาร เสี่ยวเยว่ยังช่วยถางหญ้าในลานบ้านต่ออีกเป็นชั่วโมงก่อนจะขอตัวลากลับไป
ถังหลินมองแผ่นหลังกว้างที่ปั่นจักรยานห่างออกไป พลางหันมาถามลูกสาว
“เมื่อกี้ทำไมไม่เดินไปส่งเขาหน่อยล่ะ”
เลิ่งฮุ่ยยังคงก้มหน้าก้มตาถางหญ้าต่อไปโดยไม่เงยหน้ามอง
“ก็เมื่อกี้แม่เล่นจ้องจับผิดหนูเขม็งขนาดนั้น ใครจะไปกล้าล่ะคะ”
สายตาของแม่ที่มองมาราวกับว่าเธอเป็นกระต่ายน้อยไร้เดียงสาที่พร้อมจะโดนหมาป่าคาบไปกินได้ทุกเมื่อ
เลิ่งฮุ่ยเห็นแล้วรู้สึกเลี่ยนพิลึก
ถังหลินคว้าจอบอีกด้ามมาช่วยลูกสาวทำงาน พร้อมกับชวนคุย
“พ่อหนุ่มเสี่ยวเยว่คนนี้รูปร่างหน้าตาใช้ได้เลยนะ ลูกรู้อะไรเกี่ยวกับเขาบ้าง”
เลิ่งฮุ่ยถอนหายใจอย่างระอา เอาจอบยันพื้นแล้วหันมาจ้องหน้าแม่
“ตอนกินข้าว แม่เล่นซักประวัติเขาซะละเอียดขนาดนั้น จะว่าไปแม่น่าจะรู้จักเขาดีกว่าหนูอีกมั้งคะ”
“อีกอย่างนะคุณนายถังหลิน ตอนนี้หนูยังไม่มีความคิดเรื่องหาแฟน เพราะฉะนั้นแม่ไม่ต้องคอยทำตัวเป็นยามเฝ้าประตู คอยกันท่าผู้ชายทุกคนที่เข้าใกล้หนูหรอกค่ะ”
ถังหลินหัวเราะแห้งๆ แก้เก้อ
“แม่ไม่ได้ห้ามลูกมีแฟนสักหน่อย แม่แค่คิดว่าผู้ชายดีๆ ในโลกนี้มันมีน้อย กลัวลูกจะไปเจอพวกผู้ชายเฮงซวยหลอกเอา”
“ถ้าไม่เจอก็ไม่ต้องมีสิคะ เรื่องแค่นี้เอง ถ้าต้องมีแฟนเพราะแค่อยากมี แล้วดันไปเจอคนนิสัยแบบพ่อเลิ่งหย่งคังเข้าอีก หนูคงไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อแล้วล่ะ” เลิ่งฮุ่ยส่ายหน้าอย่างเอือมระอา
“จะมีคู่ครองก็ต้องดูให้ดี ถ้าไม่หาเลยเดี๋ยวแก่ตัวไปจะกลายเป็นแม่ชีเอานะ วันนี้แม่จะช่วยสแกนเสี่ยวเยว่คนนี้ให้ ดูซิว่าจะพึ่งพาได้หรือเปล่า”
“หนูไม่ได้คิดอะไรกับเขา แม่ไม่ต้องไปวุ่นวายหรอกค่ะ”
เลิ่งฮุ่ยขมวดคิ้วมุ่น เธอเหมือนคนหนุ่มสาวทั่วไปที่ไม่ชอบให้พ่อแม่เข้ามาบงการชีวิต
ถังหลินทำหูทวนลมกับคำพูดของลูกสาว เรื่องเลิ่งฮุ่ยอยากมีแฟนหรือไม่ก็เรื่องของลูก แต่ในฐานะแม่ ตราบใดที่มีผู้ชายพยายามเข้าหาลูกสาว เธอมีหน้าที่ต้องคัดกรอง ตรวจสอบว่าผู้ชายพวกนั้นเหมาะสมที่จะมาเป็นคู่ชีวิตของเลิ่งฮุ่ยหรือไม่
ย้ำว่า เธอสนใจแค่ว่า เหมาะสมที่จะเป็นสามีของเลิ่งฮุ่ยหรือไม่ ไม่ใช่ เหมาะสมที่จะเป็นลูกเขยของเธอหรือเปล่า
ช่วงบ่าย เลิ่งฮุ่ยจัดการถางหญ้าจนสะอาดเกลี้ยงทั้งลานบ้าน พอตกเย็นถังหลินเลิกงานกลับมา สองแม่ลูกก็ช่วยกันติดตั้งเสาโยกและตัวปั๊มน้ำ รอแค่ให้ซีเมนต์แห้งสนิท บ่อน้ำโยกนี้ก็จะพร้อมใช้งาน
วันถัดมา เลิ่งฮุ่ยใช้เวลาทั้งวันในการจัดการกับวัชพืชและต้นไม้รกทึบนอกกำแพงรั้ว
พอพื้นที่รอบนอกโล่งเตียน บ้านทั้งหลังก็ดูสะอาดตาขึ้นไม่รกร้างน่ากลัวเหมือนก่อน แถมยังสะดวกต่อการเตรียมก่ออิฐทำกำแพงรั้วในขั้นตอนต่อไปด้วย
วันมะรืน เลิ่งฮุ่ยลองตรวจสอบความแข็งแรงของแท่นปั๊มน้ำ แม้ปูนจะแข็งตัวแล้ว แต่เนื่องจากหล่อฐานไว้หนามาก จึงยังไม่แห้งสนิทดี คงต้องรออีกสักวันถึงจะใช้งานได้จริง
วันนี้งานก่อกำแพงยังทำไม่ได้ เลิ่งฮุ่ยจึงเปลี่ยนแผนมาพลิกหน้าดินในพื้นที่ว่างข้างตัวบ้านเพื่อเตรียมแปลงปลูกผัก
ในยุคสมัยนี้ การใช้ชีวิตในเมืองจะซื้ออะไรก็ต้องใช้คูปอง แม้แต่ผักสดสักกำก็ใช่ว่าจะหาซื้อได้ง่ายๆ
พื้นที่ลานบ้านกว้างขวางขนาดนี้ เหมาะแก่การปลูกผักสวนครัวไว้กินเองเป็นที่สุด
“ยืมจักรยานฉันไปตั้งหลายวัน ถ้าฉันไม่ถ่อมาทวงเอง เธอคงกะจะไม่เอาไปคืนเลยใช่ไหม”
เลิ่งฮุ่ยเงยหน้ามองเจียงจิ่งเทาที่เดินวางมาดกร่างเข้ามาในบ้าน พลางคิดในใจว่าเรื่องประตูรั้วบ้านนี่ต้องรีบจัดการโดยด่วนแล้ว
“จิ๊ๆ ไม่เจอกันแค่สองวัน บ้านเธอดูเป็นผู้เป็นคนขึ้นเยอะเลยนะเนี่ย แล้วนี่ทำอะไรอยู่ ขุดดินเหรอ” เจียงจิ่งเทากวาดตามองไปรอบๆ ก่อนจะมาหยุดสายตาที่เลิ่งฮุ่ยซึ่งกำลังขุดดินอย่างขะมักเขม้น
เลิ่งฮุ่ยทิ้งจอบลงกับพื้นแล้วนั่งแปะลงบนด้ามจอบอย่างหมดสภาพ หายใจหอบพลางบ่นด้วยความรำคาญ
“มาถึงก็น่ารำคาญถามโน่นถามนี่อยู่ได้ ฉันขุดดินมาทั้งเช้า เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว ไปเอาน้ำมาให้กินหน่อยซิ”
ขนาดจะใช้เขายังกล้าทำเสียงแข็งใส่ได้อีก
เจียงจิ่งเทาหลุดขำออกมาด้วยความหมั่นไส้ แต่พอเห็นเหงื่อเม็ดโป้งผุดพราวเต็มหน้าผากของหญิงสาว สุดท้ายเขาก็ไม่ได้บ่นอะไร ยอมหมุนตัวเดินไปรินน้ำมาให้แต่โดยดี
เขายื่นชามน้ำส่งให้เลิ่งฮุ่ยพลางถาม
“ถามจริง ทำความสะอาดบ้านจนเอี่ยมขนาดนี้ไม่เหนื่อยบ้างหรือไงแม่คุณ”
“ไม่ลองดูบ้างล่ะ”
เลิ่งฮุ่ยลุกขึ้นเดินหลบฉากไปด้านข้าง ปล่อยด้ามจอบไว้ให้เขาดูต่างหน้า
เจียงจิ่งเทาคิดในใจว่า ลองก็ลองวะ เขาคว้าจอบขึ้นพาดบ่าแล้วเริ่มลงมือขุดดินอย่างฮึกเหิม
ช่วงแรกท่าทางก็ดูทะมัดทะแมงดีอยู่หรอก แต่ผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เรี่ยวแรงที่มีก็เริ่มหดหาย กลายเป็นคนหมดสภาพไปเสียอย่างนั้น
“นี่เลิ่งฮุ่ย งานขุดดินนี่มันกินแรงชะมัด เธอเป็นผู้หญิงตัวแค่นี้ไปเอาแรงมาจากไหนขุดได้ตั้งขนาดนั้น”
เลิ่งฮุ่ยกลั้นขำ เดินเข้าไปแย่งจอบคืนจากมือเขา
“ฉันเคยบอกแล้วไงว่านายขาดการออกกำลังกาย ร่างกายถึงได้อ่อนปวกเปียกแบบนี้ เมื่อก่อนนายไม่เชื่อฉัน ตอนนี้เชื่อหรือยังล่ะว่าฉันพูดจริง”
เจียงจิ่งเทายกฝ่ามือที่เริ่มแดงเถือกขึ้นมาเป่า เมื่อสองวันก่อนตอนช่วยขุดบ่อน้ำ มือก็พองไปรอบหนึ่งแล้ว ตอนนี้เริ่มจะเจ็บขึ้นมาอีกรอบ
“คนเรามันถนัดไม่เหมือนกันนี่หว่า ฉันโตมาไม่เคยจับงานพวกนี้ เธอจะเอาเรื่องนี้มาหัวเราะเยาะฉันไม่ได้นะเว้ย”
“จ้าๆ เรื่องกินดื่มเที่ยวเล่นน่ะนายถนัดที่สุดอยู่แล้ว”
“เฮอะ ปากคอเราะร้ายนักนะ เถียงสู้เธอไม่ได้จริงๆ” เจียงจิ่งเทาบ่นอุบอิบ ก่อนจะเหลือบไปเห็นบ่อน้ำโยกกลางลานบ้าน “อ้าว บ่อเสร็จแล้วเหรอเนี่ย ฝีมือพี่เสี่ยวเยว่เขาเหรอ”
“ฉันทำเองแหละ” เลิ่งฮุ่ยตั้งท่าจะถามถึงเสี่ยวเยว่ แต่คิดอีกทีก็เปลี่ยนใจไม่ถามดีกว่า
“สองวันมานี้ที่บ้านยุ่งเรื่องงานแต่งงานลูกพี่ลูกน้องฉันน่ะ ก็เลยไม่ได้แวะมาช่วย”
เจียงจิ่งเทาถือโอกาสอธิบายสาเหตุที่เขาหายหน้าไปในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา
“ลูกพี่ลูกน้องนายแต่งงานเหรอ”
“ใช่ พี่เขาลาพักร้อนเพื่องานนี้โดยเฉพาะเลย พอจัดงานเสร็จ วันรุ่งขึ้นเขากับเพื่อนทหารก็ต้องรีบกลับค่ายแล้ว”
เลิ่งฮุ่ยพยักหน้ารับรู้ นึกในใจว่าเสี่ยวเยว่คงกลับไปแล้วเช่นกัน น่าเสียดายที่เขามีน้ำใจมาช่วยงานตั้งสองวัน แต่เธอยังไม่มีโอกาสได้ขอบคุณเขาอย่างเป็นทางการเลย
“ขอบใจนายกับเสี่ยวเยว่มากนะที่มาช่วย พวกนายเป็นคนกลุ่มแรกที่ยื่นมือเข้ามาช่วยพวกเราหลังจากย้ายออกมาเลย”
เจียงจิ่งเทายกมือเกาหัวแก้เขินแล้วหัวเราะร่า
“เพื่อนฝูงกันไม่ต้องเกรงใจหรอกน่า มีอะไรให้ช่วยก็บอกมาได้เลย”
[จบบท]