บทที่ 59: เสื้อผ้าขาด
เช้าวันจันทร์เริ่มต้นขึ้นด้วยความวุ่นวายเล็กน้อย ถังหลินกับเฉินจงเซี่ยงต้องออกไปดูงานที่โรงงานผลิตชิ้นส่วนตั้งแต่เช้าตรู่ กว่าจะกลับเข้ามาที่สำนักงานได้ก็สายโด่ง ทันทีที่ถังหลินหย่อนตัวลงนั่งพักได้ไม่นาน ลี่หย่งก็เดินเข้ามาหาที่โต๊ะพร้อมกับกระดาษสองใบในมือ มันคือใบรับรองการสอบเลื่อนระดับที่ทางโรงงานออกให้ หรือจะเรียกว่าจดหมายแนะนำตัวก็ได้เหมือนกัน
ลี่หย่งวางใบรับรองทั้งสองใบลงตรงหน้าถังหลินแล้วเอ่ยขึ้น
“นี่เป็นเรื่องที่ทางโรงงานรับปากเธอไว้เมื่ออาทิตย์ก่อน ตอนที่เพิ่งเริ่มเข้างานรองผู้อำนวยการฉีเป็นคนเอามาให้ด้วยตัวเองเลยนะ”
ถังหลินได้ยินดังนั้นก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เธอรู้สึกแปลกใจที่รองผู้อำนวยการฉีถึงกับต้องลดตัวลงมาส่งเอกสารแค่สองใบนี้ด้วยตัวเอง มันดูผิดวิสัยไปหน่อย
เธอหรี่ตามองลี่หย่งด้วยความสงสัย แล้วถามออกไปตรงๆ
“หัวหน้าลี่ แค่ใบรับรองสองใบ ทำไมรองผู้อำนวยการฉีต้องลำบากเอามาให้ด้วยตัวเองคะ แบบนี้ฉันรู้สึกเกรงใจแย่เลย”
ลี่หย่งฟังแล้วก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เขาตอบกลับไปตามที่เห็น
“รองผู้อำนวยการฉีอุตส่าห์เอามาให้เอง ก็คงมีเหตุผลของเขานั่นแหละ เธอรับไว้เถอะ อีกไม่กี่วันก็พาเลิ่งฮุ่ยไปสอบเลื่อนระดับด้วยกัน โอกาสดีๆ แบบนี้ไม่ได้มีบ่อยๆ ต้องคว้าไว้ให้แน่นนะ”
ถังหลินหวนนึกถึงเหตุการณ์วุ่นวายที่เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ความระแวงก็ผุดขึ้นในใจทันที
“หัวหน้าลี่ พวกหัวหน้ามีเรื่องอะไรปิดบังฉันอยู่หรือเปล่าคะ”
ลี่หย่งหัวเราะร่า
“จะมีเรื่องอะไรปิดบังเธอได้ล่ะ ระดับหัวหน้าเขาไม่มีเวลามานั่งจับจ้องพวกเธอหรอกน่า”
ถังหลินยังหาเหตุผลที่สมเหตุสมผลไม่ได้ แต่ก็ไม่อยากเซ้าซี้ จึงรับใบรับรองทั้งสองใบนั้นเก็บใส่ลิ้นชักโต๊ะทำงานไปอย่างงงๆ
พอลี่หย่งเดินกลับเข้าไปในห้องทำงานส่วนตัว เขาก็ยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่หน้าผากเบาๆ ทั้งที่ไม่มีเหงื่อสักหยด โชคดีที่เมื่อกี้เขาเก็บอาการได้เนียนสนิท ไม่หลุดพิรุธอะไรออกมา
พอลี่หย่งลับสายตาไป เพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ในห้องก็กรูกันเข้ามาล้อมโต๊ะถังหลินทันที
“สหายถัง หัวหน้าไปยื่นเรื่องสอบเลื่อนระดับให้เธอตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย”
“การสอบเลื่อนระดับมันยากมากเลยนะ นอกจากทักษะฝีมือแล้วยังต้องสอบความรู้ทฤษฎีด้วย ทำงานมาตั้งกี่ปีแล้ว หนังสือหนังหาก็ทิ้งไปตั้งนาน ถ้าให้ฉันไปสอบรับรองว่าตกแน่นอน”
“สหายถัง หรือว่าช่วงที่ผ่านมาเธอแอบซุ่มอ่านหนังสืออยู่ตลอด”
เมื่อเจอคำถามรัวใส่จากเพื่อนร่วมงาน ถังหลินก็เพียงแค่ยิ้มบางๆ
“พอมีเวลาก็หยิบมาอ่านบ้าง ถือว่าเป็นการทบทวนความรู้เก่าแล้วก็ได้ความรู้ใหม่ไปด้วย ครั้งนี้ที่ให้หัวหน้าช่วยยื่นเรื่องก็แค่อยากจะลองดู ถ้าผ่านก็ดี แต่ถ้าไม่ผ่านฉันก็ไม่ได้เสียหายอะไรนี่คะ”
ในแผนกเทคนิคส่วนใหญ่มีแต่ผู้ชาย ถังหลินเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียว ปกติแล้วพวกผู้ชายก็มักจะคอยดูแลช่วยเหลือเธออยู่บ้าง
แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะเป็นมิตร ยังมีบางคนที่มองเธอด้วยสายตาเหยียดหยาม
อย่างเช่นตอนนี้ ลี่เสี่ยวจวินส่งเสียงฮึดฮัดในลำคออย่างไม่พอใจ
“การสอบเลื่อนระดับนะไม่ใช่การไปเดินจ่ายตลาด นึกอยากจะสอบก็สอบได้เหรอ ถ้าแค่พลิกหนังสืออ่านผ่านๆ แล้วสอบผ่านได้ ป่านนี้เขาก็สอบผ่านกันทั้งประเทศแล้ว นี่มันการสอบระดับชาตินะ
บางคนนี่นะ พอหย่าผัวแล้วก็ทำตัวเก่งกาจ นึกว่าตัวเองเป็นผู้วิเศษทำได้ทุกอย่าง คิดจะสอบก็สอบผ่านอย่างนั้นสิ ระวังเถอะ ถ้าสอบไม่ผ่านขึ้นมาจะขายขี้หน้าเขาเปล่าๆ”
เฉินจงเซี่ยงทนฟังไม่ได้จึงพูดแทรกขึ้น
“สหายเสี่ยวจวิน อย่าพูดจาถากถางเพื่อนร่วมงานแบบนั้น ถ้าเธอไม่พอใจก็ไปยื่นเรื่องกับทางโรงงานเองสิ ตอนนี้สหายถังเขามีความกระตือรือร้นอยากก้าวหน้า ถึงได้ไปขอกับทางโรงงาน ไม่ว่าจะสอบผ่านหรือไม่ผ่าน ความตั้งใจของเขาก็น่านับถือ
การเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด ในชีวิตธรรมดาๆ แบบนี้ยังไม่ลืมที่จะขวนขวายหาความรู้ นี่เป็นคุณสมบัติที่ดีที่เราควรเอาเยี่ยงอย่างนะ”
ถังหลินพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของเฉินจงเซี่ยง เธอยิ้มมุมปากแล้วเลิกคิ้วมองลี่เสี่ยวจวิน พลางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“ท่านประธานเหมาเคยกล่าวไว้ว่า ยิ่งสถานการณ์เลวร้าย ยิ่งต้องมีความมั่นคงทางยุทธศาสตร์ อย่ามัวแต่ไปบ่นตามคนอื่น คนที่เอาแต่บ่นคือคนที่สมองมีปัญหา ขอถามหน่อยเถอะสหายลี่ วันนี้เธอมาพ่นคำบ่นต่อหน้าฉันเนี่ย สมองเธอมีปัญหาหรือเปล่า”
“เธอ!”
ลี่เสี่ยวจวินหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธจัด ในใจทั้งตกใจและหวาดหวั่น แต่เขาไม่กล้าโต้เถียงกลับในที่สาธารณะแบบนี้
ขืนเถียงออกไปแล้วเรื่องถึงหูเบื้องบน มีหวังเขาโดนสอบสวนจนหมดอนาคตแน่
ถังหลินมองท่าทางโกรธจนตัวสั่นแต่ทำอะไรไม่ได้ของอีกฝ่ายด้วยความสะใจ ในยุคสมัยที่เข้มงวดแบบนี้ ใครหน้าไหนก็ไม่กล้าหักล้างคำสอนท่านประธานเหมาหรอก ต่อให้โมโหแค่ไหนก็ต้องกลืนเลือดลงคอไปเอง
อกแตกตายไปเลยสิ!
อยากขี้อิจฉานักก็เชิญ
ถังหลินแค่นหัวเราะในใจ
เธอรู้ดีว่าท่านประธานเหมายังมีอมตะวาจาอีกประโยคหนึ่ง นั่นคือการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีไม่ใช่การพินอบพิเทา ไม่ใช่การทำตัวเป็นเต่าหดหัว แต่คือการที่เมื่อถึงเวลาต้องล้มโต๊ะก็ไม่ต้องกลัวมือพอง ต้องมีความแข็งแกร่งที่ไม่ล้ำเส้น!
การรับมือกับคนพาลอย่างลี่เสี่ยวจวิน ต้องงัดข้อกันซึ่งหน้าแบบนี้แหละ ให้มันจุกจนพูดไม่ออก สะใจที่สุด
เธอไม่มายุ่งกับฉัน ฉันก็เคารพเธอ แต่ถ้าเธอมารังแกฉัน ฉันจะเอาคืนเป็นสิบเท่า
ต้องเป็นฝ่ายปล่อยหมัดก่อนถึงจะคุมสถานการณ์ได้ ถ้ามัวแต่หลบหมัด สักวันก็ต้องเจ็บตัวอยู่ดี
“อย่าเพิ่งได้ใจไปหน่อยเลย เดี๋ยวสอบไม่ผ่านขึ้นมา ฉันจะคอยดูน้ำหน้าว่าเธอจะยังอวดดีได้อีกไหม”
ลี่เสี่ยวจวินทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก่อนจะสะบัดแขนเดินหนีไป
เฉินจงเซี่ยงหันมาชี้นิ้วใส่ถังหลินพร้อมกับแซวขำๆ
“ฉันเพิ่งรู้นะเนี่ย ว่าพอหย่าแล้วเธอจะกลายเป็นคนปากคอเราะร้ายแบบนี้”
ถังหลินกางแบบแปลนที่ยังวาดไม่เสร็จลงบนโต๊ะ แล้วยิ้มตอบ
“การยอมก้มหัวอดทนไม่ได้ช่วยให้เขาสำนึกหรอกค่ะ เมื่อก่อนฉันยอมเขามากเกินไป เขาถึงได้ปีนเกลียวขึ้นมาขี่คอแบบนี้”
เฉินจงเซี่ยงส่ายหน้ายิ้มๆ ก่อนจะหันกลับไปนั่งทำงานที่โต๊ะของตัวเอง
เมื่อตัวปัญหาออกไปแล้ว บรรยากาศในห้องทำงานก็กลับมาสงบสุขอีกครั้ง ทุกคนต่างก้มหน้าก้มตาทำงานของตัวเองต่อไป
ตัดภาพมาทางด้านเลิ่งฮุ่ย
กว่าเธอจะตื่น ถังหลินก็ออกไปทำงานเรียบร้อยแล้ว
หลังจากลุกขึ้นจัดการธุระส่วนตัวและกินมื้อเช้าเสร็จ เลิ่งฮุ่ยก็ไปรวบรวมเสื้อผ้าที่ถอดทิ้งไว้เมื่อคืนใส่กะละมัง ขนไปวางไว้กลางลานบ้าน แล้วโยกคันโยกปั๊มน้ำบาดาลออกมาแช่ผ้าทิ้งไว้
เธอลุกเดินสำรวจรอบๆ ลานบ้านเพื่อเช็กดูว่ากล้าผักที่ปลูกลงดินเมื่อวานยังอยู่ดีหรือเปล่า เมื่อเห็นว่าพวกมันดูสดชื่นแข็งแรงดีก็เบาใจ แล้วกลับมานั่งยองๆ ลงมือซักผ้า
ในยุคนี้ยังไม่มีเครื่องซักผ้าอำนวยความสะดวก ทุกบ้านต้องซักมือกันทั้งนั้น และอุปกรณ์คู่ใจของแม่บ้านยุคนี้ก็คือกระดานซักผ้า
มันคือกระดานไม้ที่มีร่องหยักๆ แข็งๆ นั่นแหละ
กระดานซักผ้าช่วยให้ผ้าสะอาดเร็วก็จริง แต่มันก็กินเนื้อผ้าใช่เล่น
อย่างเช่นตอนนี้ เลิ่งฮุ่ยขยี้ผ้าไปได้ไม่เท่าไหร่ ก็ต้องตกใจเมื่อเห็นรอยขาดบนเสื้อ
“ไม่จริงน่า ผ้าเนื้อแย่ขนาดนี้เลยเหรอ ขยี้แค่ไม่กี่ทีก็ขาดซะแล้ว”
เธอสะบัดเสื้อตัวนั้นออกดู รอยขาดนั้นกว้างจนมองทะลุเห็นต้นพุทราที่กำลังแตกยอดอ่อนอยู่ข้างกำแพงรั้วได้อย่างชัดเจน
“น่าสงสารคุณนายถังหลินจริงๆ ตลอดหลายปีมานี้มัวแต่ประหยัดอดออมเพื่อครอบครัว จนไม่ยอมซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้ตัวเองเลยสักชุด”
เสื้อผ้าที่ใส่มานานจนเนื้อผ้าเปื่อยยุ่ย พอโดนแรงขยี้หน่อยเดียวก็ฉีกขาดคามือ
เสื้อซับในที่มีอยู่แค่สองตัว ถูกเธอซักจนขาดไปตัวหนึ่งแล้ว ตอนนี้เลยไม่มีเสื้อให้เปลี่ยน
เลิ่งฮุ่ยไม่กล้าลงแรงขยี้เสื้อผ้าตัวอื่นอีก เธอรีบซักน้ำเปล่าให้สะอาดแล้วตากอย่างเบามือ จากนั้นก็รีบวิ่งเข้าบ้าน
เธอเปิดมิติส่วนตัว รื้อค้นเอาจักรเย็บผ้าไฟฟ้าแบบพกพาขนาดจิ๋วออกมา ตัวเครื่องเล็กกะทัดรัดใช้พลังงานแสงอาทิตย์ก็เพียงพอสำหรับงานเย็บปักถักร้อยทั่วไปแล้ว
ก่อนวันสิ้นโลก จักรเย็บผ้าแบบพกพานี้ฮิตมากในโลกออนไลน์ ขายดิบขายดีจนเลิ่งฮุ่ยที่ชอบงานฝีมืออยู่แล้วก็อดใจไม่ไหวต้องซื้อมาเก็บไว้สักเครื่อง
ใครจะไปคิดว่าของเล่นชิ้นนี้จะกลายเป็นของมีค่าในวันสิ้นโลก ช่วยงานซ่อมแซมเสื้อผ้าของเธอมานักต่อนัก
น่าเสียดายที่ในมิติไม่ได้สต็อกผ้าตัดชุดเอาไว้ นอกจากผ้าใยสังเคราะห์สีดำสองพับ ก็มีแค่ชุดเครื่องนอนสิบกว่าชุด พวกปลอกผ้านวม ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน
ลวดลายของชุดเครื่องนอนพวกนี้ไม่ค่อยเหมาะจะเอามาตัดเสื้อผ้าสักเท่าไหร่ ขืนตัดออกมาใส่เดินถนนคงดูตลกน่าดู
เธอรื้อไปรื้อมาจนเจอชุดเครื่องนอนสีเหลืองอ่อนที่เป็นสีพื้น เนื้อผ้าคอตตอนร้อยเปอร์เซ็นต์นุ่มสบายผิว เหมาะจะเอามาตัดเสื้อซับในที่สุด ติดอยู่แค่อย่างเดียวคือคนยุคนี้ไม่นิยมใส่เสื้อผ้าสีฉูดฉาด ส่วนใหญ่จะวนเวียนอยู่แค่ เขียว ดำ น้ำเงิน ขาว
แต่เลิ่งฮุ่ยไม่สนหรอก ถังหลินไปทำงานต้องใส่ชุดยูนิฟอร์มทับอยู่แล้ว จะใส่เสื้อข้างในสีแจ่มๆ หน่อยจะเป็นไรไป
เลิ่งฮุ่ยวัดขนาดตัวของถังหลินแล้วลงมือตัดเย็บเสื้อแขนสั้นออกมาสองตัว และตัดให้ตัวเองอีกสองตัว รวมเป็นสี่ตัว สองแบบ เป็นชุดคู่แม่ลูกชุดแรกของพวกเธอในยุคนี้
จักรเย็บผ้าพกพาทำงานได้ช้ากว่าจักรเย็บผ้าอุตสาหกรรมมาก งานตัดเย็บทั้งสี่ตัวที่ต้องเก็บขอบและเดินตะเข็บอย่างประณีต จึงกินเวลาของเลิ่งฮุ่ยไปเกือบทั้งวัน
[จบบท]