บทที่ 62: รอยฟกช้ำบนหน้าใครเป็นคนทำ?
เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากตื่นนอนและจัดการธุระส่วนตัวเรียบร้อยแล้ว เลิ่งฮุ่ยก็เดินเข้าไปวุ่นวายอยู่ในครัว ส่วนถังหลินเมื่อล้างหน้าแปรงฟันเสร็จ เธอก็เดินตรงไปยังแปลงผักในลานบ้านทันที
ต้นกล้าในแปลงผักกำลังเจริญเติบโตได้ดี สีเขียวชอุ่มมองแล้วสบายตา เพียงแต่ถ้าจะรอให้พวกมันโตตามธรรมชาติจนเก็บกินได้ คงต้องใช้เวลารออีกนานพอสมควร
สายลมยามเช้าพัดผ่านแผ่วเบา ถังหลินยืนอยู่หน้าแปลงผักเล็กๆ แปลงหนึ่ง พื้นที่ตรงนี้เธอเพิ่งหว่านเมล็ดผักน้ำมันลงไป หญิงสาวค่อยๆ ย่อตัวลงนั่งยองๆ สายตาจับจ้องไปที่หน้าดิน พลางสังเกตเห็นว่าเมล็ดพันธุ์เหล่านั้นเริ่มแตกหน่ออ่อนๆ ออกมาบ้างแล้ว
ถังหลินยกมือขึ้นอย่างช้าๆ คว่ำฝ่ามือลงขนานกับพื้นดิน เปลือกตาปิดลงเล็กน้อย เริ่มรวบรวมสมาธิเพื่อดึงพลังพิเศษธาตุไม้ในร่างกายออกมาใช้งาน
เพียงชั่วอึดใจ แสงสีเขียวที่ดูนุ่มนวลและเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตก็ค่อยๆ แผ่ซ่านออกมาจากกลางฝ่ามือของเธอ แสงนั้นพลิ้วไหวราวกับสายใยไหมที่ถักทอลงสู่เมล็ดพันธุ์ใต้ผืนดินเบื้องล่างอย่างอ่อนโยน
“เอาแค่พอทำกินสักสองมื้อก็พอนะคะแม่”
เลิ่งฮุ่ยส่งเสียงเตือนออกมาจากในครัว
ภายใต้การหล่อเลี้ยงของพลังพิเศษ เมล็ดพันธุ์ใต้ดินต่างพากันแทงยอดทะลุผืนดินขึ้นมาอย่างรวดเร็วราวกับเริงระบำ พวกมันเติบโตขึ้นอย่างบ้าคลั่ง จนกระทั่งความสูงของต้นกล้าขึ้นมาประมาณหนึ่งฝ่ามือ ถังหลินจึงหยุดส่งพลัง
พื้นที่ขนาดประมาณสองฝ่ามือ ในเวลานี้เบียดเสียดไปด้วยต้นกล้าสีเขียวขจีที่อัดแน่นกันอยู่ ส่วนพื้นที่อื่นๆ รอบข้างยังคงเป็นเพียงดินร่วนซุยที่มีความชื้นเล็กน้อยเหมือนเดิม
หากถอนผักพวกนี้ออกมา กะดูแล้วน่าจะได้สักสองจานพอดิบพอดี
“รีบไปกินข้าวเถอะค่ะ เดี๋ยวจะไปทำงานสายเอานะ”
เลิ่งฮุ่ยเดินออกมาตามถังหลินให้เข้าไปในบ้าน
ถังหลินคิดคำนวณในใจว่าจะเก็บส่วนหนึ่งไว้เป็นต้นกล้าสำหรับแยกปลูก ส่วนที่เหลือก็จะใช้เป็นผักสดสำหรับทำอาหารในวันนี้
หลังจากมื้อเช้าจบลง ถังหลินก็รีบออกไปทำงาน เลิ่งฮุ่ยจึงจัดการถอนต้นกล้าผักน้ำมันที่แม่เร่งโตไว้เมื่อครู่ เธอแบ่งส่วนที่จะใช้ทำอาหารเก็บไว้ ส่วนที่เหลืออีกสิบกว่าต้นก็นำไปแยกปลูกลงในแปลงดินอย่างเป็นระเบียบ
เมื่อรดน้ำจนชุ่มฉ่ำและจัดการธุระในบ้านเสร็จเรียบร้อย หญิงสาวก็หยิบตะกร้าขึ้นสะพายหลังแล้วเดินออกจากบ้าน
ทว่าทันทีที่ก้าวพ้นประตู ชายสองคนที่เดินผ่านมาพอดีกลับแสดงท่าทางแตกตื่นราวกับเห็นผีกลางวันแสกๆ พวกเขาร้องเสียงหลงด้วยความหวาดกลัว ก่อนจะสับตีนแตกวิ่งหนีไปอย่างไม่คิดชีวิต
“ประสาทหรือเปล่า! เป็นบ้าอะไรกันเนี่ย”
เลิ่งฮุ่ยยืนงงเป็นไก่ตาแตก เธอก้มลงสำรวจเสื้อผ้าของตัวเองก็ไม่เห็นมีอะไรผิดปกติ
เมื่อมองตามหลังชายสองคนนั้นไป เธอก็จำได้ลางๆ ว่าหนึ่งในนั้นดูเหมือนจะเป็นลูกชายของป้าซุน เพื่อนบ้านข้างเคียง
“ฮุ่ยฮุ่ย มีอะไรหรือเปล่าลูก? เมื่อกี้ป้าเหมือนได้ยินเสียงเจ้าซุนต้าไห่ร้องโวยวาย”
ฉินไป๋ชิวที่ได้ยินเสียงเอะอะเดินออกมาจากในลานบ้าน เมื่อเห็นเลิ่งฮุ่ยสะพายตะกร้าและใช้ผ้าโพกศีรษะไว้อย่างทะมัดทะแมง ก็เอ่ยทักขึ้นว่า
“แต่งตัวแบบนี้ เตรียมตัวจะขึ้นเขาเหรอจ๊ะ?”
“ใช่ค่ะป้า เตรียมจะไปหาฟืนบนเขามาตุนไว้หน่อย ถ่านหินที่บ้านไม่พอใช้แล้ว”
เลิ่งฮุ่ยตอบพลางล็อคประตูรั้วบ้านอย่างแน่นหนา
ความจริงแล้วโควตาถ่านหินที่ได้มาในแต่ละเดือนก็พอถูไถสำหรับหุงหาอาหารได้ แต่เลิ่งฮุ่ยอยากจะฉวยโอกาสตอนที่ยังมีเวลาว่าง สะสมฟืนไม้เก็บไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
กันไว้ดีกว่าแก้ นี่คือนนิสัยที่ติดตัวเธอมาตั้งแต่สมัยใช้ชีวิตอยู่ในวันสิ้นโลก
ฉินไป๋ชิวจัดแจงชายเสื้อของตัวเองให้เรียบร้อย ใบหน้าเปื้อนยิ้มอย่างอารมณ์ดี
“วันนี้น่าเสียดายจริง ไม่อย่างนั้นป้าจะเรียกสะใภ้สองคนของป้าให้ไปเป็นเพื่อนขึ้นเขาด้วย”
เลิ่งฮุ่ยสังเกตเห็นว่าวันนี้ฉินไป๋ชิวแต่งตัวดูดีเป็นพิเศษ เสื้อผ้าหน้าผมดูพิถีพิถันกว่าปกติ จึงอดถามไม่ได้
“วันนี้ที่บ้านป้าจะมีแขกมาเหรอคะ หรือว่าป้าจะออกไปเยี่ยมญาติที่ไหน?”
“วันนี้ที่บ้านจะมีแขกมาจ้ะ”
“อ๋อ มิน่าล่ะคะ มีแขกมาแบบนี้คงออกไปไหนลำบาก”
ฉินไป๋ชิวหัวเราะคิกคักอย่างมีความสุข ก่อนจะกระซิบกระซาบ
“นัดแนะกับแม่สื่อไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ แล้ว วันนี้เขาจะพาฝ่ายหญิงมาดูตัวลูกชายคนรองของป้าที่บ้านน่ะสิ”
“โห เรื่องมงคลเลยนะคะเนี่ย ถ้าดูตัวสำเร็จ อาฉินเล่าเอ้อก็จะมีเมียเป็นตัวเป็นตนกับเขาเสียที”
ฉินเล่าเอ้อทำงานอยู่ที่โรงงานอิฐ ด้วยลักษณะงานที่หนักทำให้เขาดูแก่กว่าวัยและค่อนข้างทรุดโทรม สาวๆ ในเมืองส่วนใหญ่ไม่ค่อยอยากจะแต่งงานกับผู้ชายที่มีเงื่อนไขชีวิตแบบนี้ เพราะมองว่าฐานะทางบ้านไม่ค่อยดีนัก
ครั้นจะไปสู่ขอสาวชนบท คนบ้านฉินก็ทำใจยอมรับไม่ได้อีก เพราะรู้สึกว่าสะใภ้ชนบทไม่มีทะเบียนบ้านในเมือง ไม่มีโควตาอาหาร หากแต่งเข้ามาก็รังแต่จะเป็นภาระเพิ่มขึ้นให้ครอบครัว
ด้วยเหตุนี้ เรื่องการแต่งงานของฉินเล่าเอ้อจึงคาราคาซัง กลืนไม่เข้าคายไม่ออกมาจนถึงทุกวันนี้
คำพูดของเลิ่งฮุ่ยทำให้ฉินไป๋ชิวถูกอกถูกใจเป็นอย่างมาก
“ถ้าเรื่องนี้สำเร็จนะ เดี๋ยวป้าจะเอาลูกอมงานแต่งมาแจกหนูเป็นคนแรกเลย”
เลิ่งฮุ่ยยิ้มรับและพยักหน้า หลังจากร่ำลาฉินไป๋ชิวแล้ว เธอก็แบกตะกร้าเดินมุ่งหน้าไปยังปากซอย
ทว่าพอเดินมาถึงปากซอย จู่ๆ รถจักรยานคันหนึ่งก็พุ่งเข้ามาเกือบจะชนเธอเข้าอย่างจัง
โชคดีที่ปฏิกิริยาตอบสนองของเลิ่งฮุ่ยรวดเร็วว่องไว เธอรีบเบี่ยงตัวแนบชิดกับกำแพงได้ทันท่วงที ทำให้รอดพ้นจากการถูกล้อหน้าเฉี่ยวชนไปได้อย่างหวุดหวิด
เลิ่งหย่งคังเองก็ตกใจจนหน้าซีด เขาปั่นจักรยานมาด้วยความเร่งรีบจนเกือบจะชนคนเดินเท้า ถ้าเกิดมีใครบาดเจ็บขึ้นมา ก็คงต้องเสียเงินค่ารักษาพยาบาลอีกแน่
“เธอไม่... ฮุ่ยฮุ่ย!”
เลิ่งฮุ่ยยืนทรงตัวให้มั่นคง ก่อนจะเอื้อมมือไปปัดฝุ่นที่เปื้อนแผ่นหลังจากการเสียดสีกับกำแพง เธอจ้องมองคนขี่จักรยานตาเขียวปัด แล้วพูดด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง
“ฉันบอกว่าสหายเลิ่งหย่งคังคะ รบกวนช่วยปั่นจักรยานดูตาม้าตาเรือหน่อยได้ไหม เมื่อกี้ถ้าฉันหลบไม่ทัน ป่านนี้คงโดนพ่อแท้ๆ ฆาตกรรมไปแล้วมั้ง”
“พูดจาเหลวไหล! ฆาตกรรมอะไรกัน ใช้คำให้มันถูกหน่อย ส่งเสียให้เรียนหนังสือแต่ความรู้คืนลงท้องหมาไปหมดแล้วหรือไง?”
เลิ่งหย่งคังโมโหจนอยากจะตบกะโหลกลูกสาวสักที ดูซิว่าในหัวมีน้ำเข้าหรือเปล่า
เลิ่งฮุ่ยขี้เกียจจะต่อล้อต่อเถียงด้วย เธอกระชับตะกร้าบนหลังเตรียมจะเดินเลี่ยงหนีไป
แต่เลิ่งหย่งคังกลับรีบขวางทางไว้
“นี่เธอจะไปไหน?”
“ไปตัดฟืน”
“ไปตัดฟืนเหรอ? โควตาถ่านหินของแม่เธอไม่พอให้พวกเธอสองแม่ลูกใช้หรือไง?”
เลิ่งฮุ่ยไม่ตอบคำถาม แต่ย้อนถามกลับด้วยความสงสัย
“วันนี้คุณไม่ได้ไปทำงานเหรอ มาทำอะไรแถวนี้?”
“ฉันมาหาเธอนั่นแหละ พวกเรากำลังจะย้ายบ้านแล้วนะ จะย้ายไปที่บ้านพักสกุลฉีใกล้ๆ นี่เอง”
“อ๋อ”
เลิ่งฮุ่ยยืนนิ่งรอฟังว่าเขาจะพูดอะไรต่อ
เมื่อเห็นว่าลูกสาวมีท่าทีเฉยชา เลิ่งหย่งคังจึงพูดต่อด้วยน้ำเสียงเชิงคำสั่ง
“ไหนๆ เธอก็ไม่ได้ทำงานอยู่แล้ว ช่วงสองสามวันนี้หาเวลาว่างไปช่วยขนของหน่อย ช่วยทางบ้านย้ายของกัน”
เลิ่งฮุ่ยขมวดคิ้วมุ่นทันที
“สมบัติของคุณมีแค่ไม่กี่ชิ้น จำเป็นต้องให้ฉันไปช่วยขนด้วยเหรอ ปั่นจักรยานขนสักสองรอบก็หมดแล้วมั้ง”
เลิ่งหย่งคังจอดจักรยานเทียบข้างทาง แล้วดึงแขนเลิ่งฮุ่ยให้เดินออกมาพ้นจากปากซอย เพราะยืนขวางทางคนอื่นอยู่
“ของฉันน่ะไม่มีเท่าไหร่หรอก แต่ของย่ากับอาของเธอน่ะเยอะเชียว แล้วฉันกับอาของเธอก็ต้องไปทำงาน ส่วนขาของเลิ่งเหมยก็ยังไม่หายดี เด็กอีกสองคนก็ช่วยอะไรไม่ได้มาก...”
“สรุปก็คือ คุณคิดเผื่อคนทั้งโลก เป็นห่วงคนทั้งตระกูล แต่ไม่เคยคิดเลยสินะว่าฉันจะมีเวลาว่างไหม ฉันจะเหนื่อยหรือเปล่า หรือถ้าต้องกลับไปขนของให้บ้านตระกูลเลิ่ง ฉันจะต้องไปรองรับอารมณ์ใครบ้าง?”
เลิ่งฮุ่ยรู้สึกเจ็บปวดแทนเจ้าของร่างเดิมจริงๆ
“คุณเป็นพ่อฉันนะ แต่คุณไม่เคยสงสารฉันเลย มีแต่จะทำเพื่อคนอื่นในบ้านตระกูลเลิ่ง คุณอยากจะกตัญญูหรือดูแลพวกเขา มันก็เรื่องของคุณ แต่ทำไมต้องลากฉันไปลำบากด้วย?”
เลิ่งหย่งคังพยายามแก้ตัว
“ก็ที่บ้านมันยุ่งจนมือเป็นระวิงจริงๆ ฉันกับอาของเธอก็ลางานไม่ได้...”
“ฉันยุ่งมาก ไม่มีเวลาไปช่วยพวกคุณย้ายบ้านหรอก”
เลิ่งฮุ่ยพูดแทรกขึ้นมาทันควัน สายตาคมกริบจ้องมองใบหน้าของพ่อบังเกิดเกล้า แล้วจู่ๆ ก็ถามขึ้นว่า
“แล้วรอยแผลบนหน้าคุณนั่นน่ะ ใครเป็นคนซ้อมมา?”
ไปทำเรื่องอะไรที่ไม่น่าให้อภัยมาหรือเปล่า ถึงได้มีวีรบุรุษมาฝากรอยรักไว้แบบนี้?
“หกล้ม... ไม่ระวังน่ะ”
เลิ่งหย่งคังยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองแก้เก้อ กำลังจะอ้าปากพูดต่อ แต่เลิ่งฮุ่ยก็ชิงถามขึ้นอีก
“วันนี้คุณไม่ได้ไปทำงานใช่ไหม?”
“ลางานครึ่งวัน”
“ในเมื่อไม่ต้องทำงาน งั้นจักรยานคันนี้ฉันขอยืมครึ่งวัน”
พูดจบ เลิ่งฮุ่ยก็ไม่รอช้า เอื้อมมือไปคว้าแฮนด์จักรยานทันที
“เฮ้ยๆๆ ฉันต้องใช้รถนะ”
“ก็ลางานแล้ว จะใช้อะไรนักหนา! เดี๋ยวเที่ยงฉันเอาไปคืนให้!”
เลิ่งฮุ่ยไม่สนใจเสียงประท้วง เธอแย่งจักรยานมาได้ก็กระโดดขึ้นคร่อม แล้วออกแรงถีบตัวพุ่งทะยานออกไปไกลลิบ
“นังลูกทรพี! เอารถไปแล้วเช้านี้ฉันจะไปทำธุระยังไงห๊ะ!”
เลิ่งหย่งคังตะโกนไล่หลังร่างที่ค่อยๆ เล็กลงไป
สุดท้ายจักรยานก็เลี้ยวหายวับไปที่หัวมุมถนน ทิ้งให้เลิ่งหย่งคังยืนกระทืบเท้าด้วยความโกรธจัดแต่ทำอะไรไม่ได้
ในยุคสมัยที่รถยนต์ยังไม่ใช่ของหาง่าย จักรยานคือพาหนะคู่ใจที่ทุกบ้านต้องมีเพื่อใช้ในการเดินทาง
เดิมทีวันนี้เลิ่งฮุ่ยตั้งใจว่าจะไปชวนเจียงจิ่งเทาให้พาขึ้นเขา แต่ในเมื่อมาเจอเลิ่งหย่งคังกลางทางแบบนี้
มีพาหนะใช้แล้ว ก็ฉายเดี่ยวขี่รถออกนอกเมืองไปคนเดียวเลยแล้วกัน
[จบบท]