“นายหญิงน้อย พวกเราไม่ได้ตั้งใจมาช่วยท่านช้านะขอรับ แต่เขตอาคมนี่รับมือยากจริงๆ ท่านช่วยพูดกับองค์จักรพรรดิให้พวกเราสักคำ อย่าให้องค์จักรพรรดิลงโทษพวกเราได้หรือไม่ขอรับ”
ยมทูตขาวส่งยิ้มมาให้ฉันด้วยท่าทางประจบประแจง ยามที่ลิ้นยาวของเขาไม่ได้ห้อยออกมานอกปาก ใบหน้านั้นก็ดูน่ากลัวน้อยลงมาก อย่างน้อยยังพอมองได้โดยไม่ทำให้คนรู้สึกขนลุกไปทั้งตัว
ส่วนฉันในตอนนี้ ความเชื่อและสามัญสำนึกที่เคยมีแทบพังไม่เหลือชิ้นดี ผ่านเรื่องประหลาดเหนือความเข้าใจมามากเสียจนถึงขั้นรู้สึกว่ารอยยิ้มของยมทูตขาวดูเป็นมิตรอยู่บ้าง ทั้งที่ก่อนหน้านี้แค่เห็นหน้าเขา ฉันก็คงตกใจจนตัวแข็งไปแล้ว
“ฉัน…”
ฉันหันไปมองเจียงฉีอวิ๋นโดยไม่รู้ว่าควรตอบอีกฝ่ายอย่างไร เขากำลังลดสายตามองฉันอยู่พอดี แววตาคู่นั้นเต็มไปด้วยอารมณ์ซับซ้อนจนฉันอ่านแทบไม่ออก นอกจากความจนใจและความรู้สึกผิดแล้ว ฉันยังเห็นบางอย่างซ่อนอยู่ในส่วนลึกของดวงตาเขา
มันคล้ายกับความสงสาร
ใช่แล้ว เขากำลังสงสารฉัน
หรือแม้แต่เขาเองก็คิดว่าฉันน่าสงสารมากเหมือนกัน?
ก่อนหน้านี้เขาทั้งดุร้าย เย็นชา และไม่เคยสนใจความรู้สึกของฉัน ไม่ว่าฉันจะกลัวหรือทุกข์ใจเพียงใด เขาก็ยังคงวางท่าเหมือนทุกเรื่องไม่เกี่ยวข้องกับตน ทว่าหลังจากเกิดเรื่องครั้งนี้ ในที่สุดเขาก็ยอมอ่อนโยนกับฉันขึ้นมาบ้างแล้วหรือ?
ฉันละสายตาจากเจียงฉีอวิ๋น ก่อนหันกลับไปหายมทูตขาว
“ฉันไม่เป็นอะไร ขอบคุณที่มาช่วยฉัน”
ยมทูตดำยืนอยู่ข้างกัน สีหน้าของเขาจริงจังกว่ายมทูตขาวมาก ไม่มีท่าทางยิ้มแย้มขี้เล่นแม้แต่น้อย ดวงตากลมโตเบิกกว้างขณะจ้องมาทางฉัน ดูแล้วเหมือนกำลังโกรธใครสักคนอยู่ตลอดเวลา
ยมทูตขาวรีบโบกมือปฏิเสธพลางยิ้มกว้าง
“อย่าขอบคุณพวกเรา พวกเรารับไว้ไม่ไหวหรอกขอรับ หากท่านอยากขอบคุณ ก็ขอบคุณองค์จักรพรรดิเถอะ”
พูดกับฉันจบ เขาก็เหลือบไปมองยมทูตดำ แล้วถามด้วยน้ำเสียงกวนอารมณ์ว่า
“เหล่าแปด ทำไมจับผีผู้หญิงมาได้แค่นี้? แล้วหญิงแพศยาคนนั้นหายไปไหน?”
ฉันมองตามสายตาของเขาไป ถึงได้เห็นว่าในมือของยมทูตดำมีเพียงวิญญาณของคนที่ถูกอาจารย์ชั่วฆ่าตายก่อนหน้านี้ คนเหล่านั้นส่วนใหญ่เป็นผู้พักอาศัยอยู่ในอาคารแห่งนี้ พวกเขาตายอย่างน่าเวทนา ทั้งยังถูกกักวิญญาณเอาไว้ ไม่อาจไปจากสถานที่อันเย็นยะเยือกและเต็มไปด้วยกลิ่นความตายแห่งนี้ได้
ยมทูตขาวกวาดตามองวิญญาณเหล่านั้นอีกครั้ง ก่อนหันไปพูดจาเหน็บแนมคู่หูของตน
“เหล่าแปด นี่ไม่เหมือนฝีมือของนาย ปกตินายไม่เคยปล่อยวิญญาณตนไหนหลุดมือ หรือเพราะหญิงแพศยาคนนั้นไม่สวมเสื้อผ้า นายเลยมัวแต่มองจนตาพร่า?”
“พูดเหลวไหล!”
ยมทูตดำถลึงตาใส่เขาด้วยความโมโห ก่อนอธิบายด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์
“ผู้ใช้วิชาหลอมวิญญาณคนนั้นมีพลังสูงมาก เธอกอดหน้าผีตนหนึ่งแล้วหายตัวไป ฉันจับไม่ทัน”
ยมทูตดำกับยมทูตขาวมักปรากฏตัวพร้อมกัน แต่ความจริงแล้วพวกเขาสามารถแยกกันไปจับวิญญาณได้เช่นกัน ตามหลักหยินหยาง ผู้ชายประกอบขึ้นจากดวงวิญญาณฝ่ายหยางและขวัญฝ่ายหยิน ส่วนผู้หญิงประกอบขึ้นจากดวงวิญญาณฝ่ายหยินและขวัญฝ่ายหยาง เพราะเหตุนี้ ตามปกติยมทูตขาวจึงมีหน้าที่จับผีผู้ชาย ขณะที่ยมทูตดำรับผิดชอบผีผู้หญิง
ฉันยืนฟังสองคนนั้นคุยกันอย่างเลื่อนลอย โดยไม่ทันสังเกตว่าตนยังแนบชิดอยู่ในอ้อมอกของเจียงฉีอวิ๋น มือข้างหนึ่งจับมือเขาไว้แน่น ส่วนอีกข้างกำสาบเสื้อบริเวณหน้าอกของเขา ราวกับกลัวว่าเพียงคลายมือ เขาจะหายไปต่อหน้าต่อตาอีกครั้ง
แน่นอนว่าท่าทางเช่นนี้ เมื่อมองจากสายตาของมนุษย์ทั่วไป ฉันคงไม่ต่างจากคนเสียสติที่กำลังกอดอากาศและแสดงท่าทางประหลาดอยู่เพียงลำพัง
ตำรวจวัยกลางคนคนหนึ่งยืนจ้องฉันอยู่นาน สุดท้ายก็อดถามขึ้นมาไม่ได้
“ศีรษะไปกระแทกอะไรมาหรือเปล่า?”
“อะไรนะ?”
ฉันหลุดเสียงออกไป ก่อนจะนึกได้ว่าเขามองไม่เห็นเจียงฉีอวิ๋น ยิ่งไม่เห็นยมทูตดำกับยมทูตขาว ในสายตาของตำรวจเหล่านี้ ฉันจึงเป็นเพียงหญิงสาวที่ยืนเกาะเกี่ยวสิ่งที่ไม่มีตัวตนอยู่กลางห้องเก็บศพ
เมื่อตระหนักได้เช่นนั้น ฉันก็รีบปล่อยสาบเสื้อของเจียงฉีอวิ๋น แต่ยังไม่อยากปล่อยมือเขา น่าแปลกที่เขาเองก็ไม่ได้ชักมือกลับ ยังคงปล่อยให้ฉันกุมไว้เช่นเดิม
แม้ฉันจะรู้สึกว่าเขาเงียบผิดปกติ และสายตาซับซ้อนของเขาก็ทำให้ฉันไม่เข้าใจว่ากำลังคิดอะไรอยู่ แต่ในเวลานี้ฉันไม่ต้องการคำอธิบาย ขอเพียงเขายืนอยู่ข้างกายและให้ฉันสัมผัสได้ว่าเขายังอยู่ เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว
“ให้ตายสิ ในห้องนี้หนาวจริงๆ!”
ตำรวจหนุ่มคนหนึ่งยกมือถูแขนตัวเองไปมา พลางสบถด้วยความหงุดหงิด
“ไอ้พวกวิปริตนี่คงเปิดเครื่องปรับอากาศไว้ต่ำสุดเพื่อซ่อนศพ หนาวจะตายอยู่แล้ว”
“ถ้าหนาวก็ออกไปตากแดดข้างนอก เดี๋ยวป่วยขึ้นมา”
คุณอาผลักตำรวจหนุ่มคนนั้นออกจากห้องโดยไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายเถียง
คุณอาของฉันชื่อมู่เฉิงซู่ เขาเป็นนายตำรวจระดับสูงที่อายุน้อยที่สุด ทั้งยังดำรงตำแหน่งรองศาสตราจารย์ด้านนิติเวชศาสตร์อีกด้วย ในบรรดาคนรุ่นเดียวกับพ่อ เขาเป็นคนที่มีความสามารถมากที่สุด ไม่ว่าเรื่องงานตำรวจ งานชันสูตร หรือเรื่องที่ไม่อาจอธิบายด้วยหลักวิทยาศาสตร์ เขาก็รับมือได้อย่างคล่องแคล่ว
ภาพที่ฉันเห็นก่อนหน้านี้ยังติดอยู่ในหัว เขาถือปืนด้วยมือข้างหนึ่ง ขณะที่อีกมือทำมุทราร่ายคาถา ท่วงท่านั้นดูน่าเกรงขามจนฉันแทบละสายตาไม่ได้
แต่เรื่องนี้พูดออกไปไม่ได้เด็ดขาด
คุณอายังสวมเครื่องแบบซึ่งมีตราแผ่นดินอยู่เหนือศีรษะ เป็นข้าราชการที่ยึดถือแนวคิดทางการเมืองของรัฐ จะให้ใครรู้ว่าเขาทำพิธีหรือใช้คาถาซึ่งถูกมองว่าเป็นความเชื่องมงายไม่ได้ มิฉะนั้นหน้าที่การงานที่สร้างมาทั้งหมดอาจเกิดปัญหาตามมา
ปีนี้เขาเพิ่งอายุครบ 30 ปีและยังไม่ได้แต่งงาน ผู้หญิงที่เป็นฝ่ายเข้าหาเขามีมากจนนับไม่ถ้วน แต่เขาไม่เคยสนใจใครเป็นพิเศษ แม้แต่ชายตามองก็แทบไม่มี
เรื่องการแต่งงานทำให้เขากับคุณปู่มีปัญหากัน ความสัมพันธ์ของทั้งสองตึงเครียดจนคุณอาไม่ยอมกลับบ้านมานานถึง 2 ปีแล้ว
“เสี่ยวเฉียว”
เสียงเรียกของคุณอาดังมาจากระยะหนึ่ง สายตาของเขากวาดผ่านพื้นที่ว่างข้างตัวฉัน เห็นได้ชัดว่าเขารับรู้ถึงการมีอยู่ของเจียงฉีอวิ๋น แม้จะไม่แน่ว่าเขามองเห็นได้ชัดเจนเพียงใดก็ตาม
“ข้างในมีไอหยินแรงเกินไป ออกมา”
น้ำเสียงทุ้มต่ำของคุณอาแฝงความหมายเตือนอย่างชัดเจน ฉันเข้าใจว่าเขาไม่ต้องการให้ฉันอยู่ใกล้เจียงฉีอวิ๋นในสถานที่แห่งนี้นานเกินไป ทว่าภายในใจกลับลังเลอย่างหนัก
ฉันไม่อยากเดินออกไป ไม่อยากอยู่ห่างจากเจียงฉีอวิ๋นในตอนนี้
หลังจากผ่านความหวาดกลัวและการถูกตามล่ามาตลอดทั้งคืน ความรู้สึกปลอดภัยเพียงอย่างเดียวของฉันคือมือเย็นจัดที่กำลังกุมอยู่ หากต้องปล่อยเขาไปทั้งอย่างนี้ ฉันคงอดหวั่นใจไม่ได้ว่าจะเกิดอันตรายขึ้นอีกเมื่อไร
เจียงฉีอวิ๋นส่งสายตาเป็นสัญญาณให้ยมทูตขาว อีกฝ่ายเข้าใจในทันที ก่อนที่ยมทูตดำและยมทูตขาวจะหายไปจากห้องพร้อมกับเหล่าวิญญาณ ไม่เหลือแม้แต่เงาร่างให้มองเห็น
จากนั้นเจียงฉีอวิ๋นก็ดึงมือฉัน พาเดินออกจากห้องเย็นไปพร้อมกัน
บนพื้นยังมีชิ้นส่วนแขนขาที่ร่วงออกมาจากตู้แช่ ศพเหล่านั้นถูกตัดแยกอย่างโหดเหี้ยม เนื้อหนังแข็งซีดเพราะถูกแช่เย็นเป็นเวลานาน เพียงก้มลงเห็นเข้า ฉันก็ต้องรีบยกมือปิดปาก อาการคลื่นไส้พุ่งขึ้นมาจุกถึงลำคอจนอดขย้อนแห้งไม่ได้
ท่าทางของฉันทำให้เจียงฉีอวิ๋นขมวดคิ้ว เขารีบพาฉันเดินข้ามแนวกั้นของตำรวจออกมา แล้วหยุดอยู่ในจุดที่ห่างจากภาพน่าสยดสยองเหล่านั้น
“ยังไม่สบายอยู่หรือ?”
“ภาพข้างในน่าขยะแขยงเกินไป”
ฉันพยายามกดอาการปั่นป่วนในอก สูดลมหายใจช้าๆ เพื่อควบคุมสติของตัวเอง ก่อนจะรีบอธิบายให้เขาฟัง
“ฉันไม่ได้ตั้งใจเอาตัวเองไปเสี่ยง คนพวกนั้นเล็งครอบครัวฉันไว้ ต่อให้ระวังแค่ไหนก็ป้องกันได้ไม่หมด”
ฉันพูดเสียงเบา เพราะไม่รู้ว่าเขาจะยอมฟังเหตุผลหรือไม่ ที่ผ่านมายามเจียงฉีอวิ๋นโกรธ เขาแทบไม่เคยสนใจคำอธิบายของฉัน บางครั้งเพียงสายตาเย็นชาของเขาก็ทำให้ฉันหวาดกลัวจนไม่กล้าพูดต่อ
ครั้งนี้เขาไม่ได้ต่อว่า แววตาที่เคยเต็มไปด้วยอารมณ์ซับซ้อนค่อยๆ กลับมาเย็นชาและห่างเหินตามเดิม
“ผมรู้ ผมจะสั่งให้ตามล่าพวกมัน พยายามกำจัดอันตรายรอบตัวเธอให้มากที่สุด”
ประโยคนั้นทำให้ความตึงเครียดในใจฉันผ่อนลงเล็กน้อย อย่างน้อยเขาก็รับรู้แล้วว่าฉันไม่ได้เป็นฝ่ายวิ่งเข้าไปหาอันตราย และยังคิดจะจัดการต้นเหตุแทนการตำหนิฉันเพียงอย่างเดียว
***
เมื่อออกจากสถานีตำรวจ ฉันก็ง่วงจนแทบลืมตาไม่ขึ้น ร่างกายโงนเงนแม้เพียงยืนอยู่เฉยๆ หากไม่มีคนคอยประคอง ฉันอาจล้มลงไปนอนกับพื้นได้ทุกเมื่อ
ช่วงนี้อาการของคนตั้งครรภ์เริ่มปรากฏชัดขึ้นเรื่อยๆ อย่างแรกคือฉันง่วงนอนง่ายมาก ร่างกายอ่อนเพลียเร็วกว่าปกติ หลังจากเผชิญความตกใจครั้งใหญ่ ทั้งยังอดนอนมาตลอดคืน เรี่ยวแรงที่เหลืออยู่จึงถูกใช้จนแทบหมด ฉันฝืนต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว
ฉันจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าตัวเองกลับมาถึงห้องได้อย่างไร ความทรงจำช่วงสุดท้ายมีเพียงความรู้สึกว่ามีใครสักคนอุ้มฉันไว้ หลังจากนั้นทุกอย่างก็มืดลง ฉันหลับสนิทโดยไม่รู้เรื่องอะไรอีก
เมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ฉันยังคงนอนอยู่บนเตียง ภายในห้องเงียบสงบและมีแสงสลัวลอดผ่านผ้าม่านเข้ามา ฉันขยับตัวเล็กน้อย ก่อนจะสัมผัสได้ถึงความผิดปกติจากด้านหลัง
มีร่างของใครคนหนึ่งแนบอยู่กับแผ่นหลังฉัน
เจียงฉีอวิ๋นนอนอยู่ตรงนั้น
เขาใช้แขนข้างหนึ่งหนุนศีรษะตัวเอง ส่วนแขนอีกข้างพาดอยู่บนเอวฉันอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับท่านอนเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ระหว่างเรา
เสื้อผ้าที่เขาสวมเป็นชุดซึ่งฉันเคยเผาส่งไปให้ เป็นเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบง่ายกับกางเกงขายาวสีดำ ไม่มีลวดลายหรือเครื่องประดับใด ทว่าเมื่ออยู่บนร่างของเขา เสื้อผ้าธรรมดากลับทำให้เขาดูเหมือนชายหนุ่มในโลกมนุษย์มากขึ้น ลดความห่างเหินน่ากลัวขององค์จักรพรรดิแห่งโลกวิญญาณลงไปไม่น้อย
ฉันมองภาพตรงหน้าแล้วอดยิ้มไม่ได้
“ยิ้มอะไร?”
ดวงตาที่ปิดอยู่เปิดขึ้นโดยไม่มีสัญญาณเตือน ฉันตกใจเล็กน้อย ก่อนจะรีบเก็บรอยยิ้ม
“เปล่า คุณยังไม่ได้นอนหรือ?”
ฉันพลิกตัวกลับไปหาเขา ทำให้เรานอนเผชิญหน้ากันในระยะใกล้จนมองเห็นขนตาและแนวคิ้วของเขาได้ชัดเจน
“ผมจะนอนหรือไม่นอนก็ไม่ต่างกัน”
เขาตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แล้วค่อยๆ ปิดเปลือกตาลงอีกครั้ง ท่าทางสงบนิ่งราวกับไม่คิดอธิบายเพิ่มเติม
ฉันนอนมองใบหน้าเย็นชาของเขาอยู่เงียบๆ และยิ่งมองก็ยิ่งไม่เข้าใจความคิดของชายคนนี้
เห็นได้ชัดว่าเขาให้ความสำคัญกับครรภ์วิญญาณในท้องฉันมาก ทุกครั้งที่ฉันตกอยู่ในอันตรายหรือมีสิ่งใดกระทบต่อเด็ก เขาจะโกรธและแสดงท่าทีจริงจังเป็นพิเศษ แต่เหตุใดเขาถึงต้องการเด็กคนนี้มากขนาดนั้น?
เขาไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา จึงไม่ต้องหวาดกลัวความแก่ชรา ไม่ต้องกังวลว่าวันหนึ่งตัวเองจะตาย ไม่จำเป็นต้องมีลูกหลานคอยดูแลรับใช้ และยิ่งไม่ต้องกลัวว่าบั้นปลายจะอยู่เพียงลำพังโดยไร้ที่พึ่ง
สำหรับมนุษย์ การมีทายาทอาจหมายถึงการสืบทอดสายเลือดและวงศ์ตระกูล แต่เหตุผลเหล่านี้ไม่น่าจะมีความหมายต่อเจียงฉีอวิ๋น ผู้มีชีวิตอยู่เหนือข้อจำกัดของมนุษย์อย่างเขาไม่จำเป็นต้องพึ่งพาลูกเพื่อให้ชื่อหรือสายเลือดคงอยู่
ความสงสัยสะสมอยู่ในใจมานาน จนในที่สุดฉันก็รวบรวมความกล้าถามออกไป
“เจียงฉีอวิ๋น เราเป็นสามีภรรยาที่แต่งงานกันด้วยพิธีสมรสคนตายใช่ไหม?”
เขาส่งเสียงตอบรับเบาๆ จากลำคอ ทั้งยังหลับตาอยู่เหมือนเดิม
ฉันเม้มริมฝีปาก รู้สึกว่าคำถามต่อจากนี้พูดยากกว่ามาก แต่ถ้าไม่ถามในตอนนี้ ฉันอาจต้องเก็บความสับสนเอาไว้และคิดซ้ำไปมาโดยไม่มีวันหาคำตอบได้
“ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมคุณถึงต้องการฉัน หรือพูดให้ตรงกว่านั้น ทำไมคุณถึงต้องการครรภ์วิญญาณหยินหยาง คุณดูไม่เหมือนคนที่ขาดผู้หญิง ข้างกายคุณน่าจะมีคนจากโลกวิญญาณคอยอยู่เป็นเพื่อนมากมายไม่ใช่เหรอ?”
ฉันถามอย่างระมัดระวัง คอยสังเกตสีหน้าของเขาไปด้วย เพราะกลัวว่าคำถามนี้จะล้ำเส้นจนทำให้เขาไม่พอใจ
เจียงฉีอวิ๋นลืมตาขึ้น สายตาเย็นจัดจ้องตรงมาที่ฉัน ความกดดันจากดวงตาคู่นั้นทำให้หัวใจฉันเต้นแรง ร่างกายที่อยู่ใกล้เขาเริ่มแข็งเกร็งขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“ฉันไม่ได้อยากสอดรู้เรื่องของคุณ และไม่ได้คิดจะควบคุมคุณ ฉันแค่อยากรู้ว่าตัวเองมีประโยชน์อะไรกับคุณ ทำไมคุณถึงต้องให้ฉันตั้งครรภ์ คุณไม่ต้องกลัวแก่ ไม่ต้องกลัวเจ็บป่วยหรือตาย และไม่จำเป็นต้องมีลูกไว้สืบทอดวงศ์ตระกูลเหมือนมนุษย์ ฉัน…”
คำพูดที่เหลือติดอยู่ในลำคอ ฉันพยายามจะพูดต่อ แต่กลับไม่รู้ว่าควรเรียบเรียงความรู้สึกทั้งหมดออกมาอย่างไร
สายตาของเขาลุ่มลึกจนดูเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด เส้นสีทองเข้มในดวงตาคู่นั้นเคลื่อนไหวจางๆ ราวกับมีบางอย่างกำลังไหลเวียนอยู่ภายใน ยิ่งสบตานานเท่าไร ฉันก็ยิ่งรู้สึกว่าตนกำลังยืนอยู่ตรงปากปล่องภูเขาไฟ มองเห็นหินหลอมเหลวสีแดงเคลื่อนตัวอยู่ใต้ฝ่าเท้า เพียงพลาดไปก้าวเดียวก็อาจตกลงไปและถูกเผาไหม้
ความรู้สึกกดดันนั้นทำให้ศีรษะฉันวิงเวียน แม้แต่ลมหายใจก็เริ่มติดขัด
“ฐานะของคุณสูงส่งมาก สำหรับคุณแล้ว ชีวิตของฉันอาจสั้นแค่ช่วงกะพริบตา ฉันไม่ได้อยากค้นเรื่องของคุณให้ละเอียด แค่อยากรู้ว่าสิ่งที่ฉันกำลังทำอยู่มีความหมายอะไร”
ยิ่งพูด ร่างกายของฉันก็ยิ่งเกร็งแน่น มือข้างหนึ่งเลื่อนไปวางบนท้องน้อยโดยไม่รู้ตัว ราวกับต้องการปกป้องสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่ยังมองไม่เห็นในนั้น
ความจริงฉันไม่ได้สงสัยเพียงเรื่องครรภ์วิญญาณ ฉันอยากรู้ด้วยว่าตัวเองอยู่ตรงไหนในสายตาเขา เป็นภรรยาที่เขายอมรับจริงๆ หรือเป็นเพียงผู้หญิงซึ่งมีร่างกายเหมาะสมสำหรับอุ้มท้องลูกของเขาเท่านั้น
ดวงตาของเจียงฉีอวิ๋นยังคงเย็นชาและเฉียบคม จ้องฉันโดยไม่ละไปไหน แรงกดดันจากร่างของเขาทำให้ฉันหายใจเร็วขึ้นเรื่อยๆ หัวใจเต้นกระแทกหน้าอกจนเจ็บ
ท่ามกลางความเงียบ เขาเปิดปากขึ้นในที่สุด น้ำเสียงทุ้มต่ำและหนักกว่าปกติ
“ไม่มีคนอื่น”
ฉันชะงักไปชั่วครู่ เพราะตามความคิดของเขาไม่ทัน
“อะไรนะ?”
“ไม่มีคนอื่น แหวนวงนั้น ผมเคยให้เธอเพียงคนเดียว”
หลังพูดจบ ขนตาของเขาก็ค่อยๆ ลดลง ปิดบังดวงตาเย็นชาคู่นั้นเอาไว้ ไม่เปิดโอกาสให้ฉันมองเห็นอารมณ์ที่ซ่อนอยู่ภายใน
ฉันยกมือขึ้นลูบแหวนบนปลายนิ้วเบาๆ ความหมายของคำตอบนั้นทำให้หัวใจสั่นไหว ความอบอุ่นสายหนึ่งก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบ แต่ฉันยังไม่กล้าปล่อยให้ตัวเองดีใจ เพราะคำถามสำคัญที่สุดยังไม่ได้รับคำตอบ
ฉันสูดลมหายใจเข้าช้าๆ ก่อนถามด้วยความระมัดระวัง
“เพราะร่างกายของฉันพิเศษ สามารถตั้งครรภ์วิญญาณให้คุณได้ใช่ไหม?”
ตอนถามคำถามนี้ ฉันยอมรับว่าภายในใจยังมีความหวังซ่อนอยู่เล็กน้อย
ฉันหวังว่าเขาจะปฏิเสธ หวังว่าเขาจะบอกว่าเหตุผลไม่ได้มีเพียงเรื่องร่างกายของฉัน หรืออย่างน้อยที่สุด เขาอาจมองเห็นฉันเป็นคนคนหนึ่ง ไม่ใช่แค่ภาชนะที่เหมาะสมสำหรับให้กำเนิดครรภ์วิญญาณ
“ใช่”
เขาตอบตรงไปตรงมาโดยไม่คิดปิดบัง ไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย
เพียงคำเดียว ความอบอุ่นที่เพิ่งเกิดขึ้นในใจก็ถูกน้ำเย็นราดดับลง อวัยวะภายในเหมือนถูกความเปรี้ยวขมกัดกิน ความอึดอัดก่อตัวอยู่กลางอกและค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความเจ็บปวด
ที่แท้ก็เป็นเพราะร่างกายของฉันจริงๆ
ไม่ใช่เพราะฉันเป็นมู่เสี่ยวเฉียว ไม่ใช่เพราะเขาต้องการฉันในฐานะภรรยา แต่เพราะฉันสามารถตั้งครรภ์วิญญาณให้เขาได้เท่านั้น
ฉันพยายามกลั้นความรู้สึกเอาไว้ ทว่าขอบตากลับร้อนขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ เสียงที่หลุดออกจากริมฝีปากสั่นเครือและเจือด้วยเสียงสะอื้น
“ทำไมต้องเป็นฉัน…”
สิ้นเสียงนั้น เจียงฉีอวิ๋นก็พลิกตัวขึ้นมาคร่อมร่างฉันอย่างรวดเร็ว ความโกรธที่เขาพยายามกดเอาไว้เผยออกมาทางสีหน้า มือเย็นจัดยื่นมาบีบปลายคางฉันแน่น บังคับให้ฉันเงยหน้าสบตาเขาโดยไม่มีทางหลบหนี
[จบบท]