บทที่ 5: มังกรหลีหยกโลหิต (1)
แหวนวงนั้นติดตัวฉันมาตั้งแต่วันแรกที่ลืมตาดูโลก ทวดเล่าว่าเขาพบมันอยู่บนโต๊ะวางเครื่องเซ่นภายในศาลบรรพชน ทั้งที่ก่อนหน้านั้นไม่มีใครเคยเห็นหรือรู้ว่ามันมาจากไหน
หลังจากพิจารณาเรื่องนี้อยู่นาน ทวดก็เดาว่าแหวนวงนั้นคงเป็นสินสอดที่คนจากโลกวิญญาณทิ้งเอาไว้ให้ฉัน
ตอนเด็ก นิ้วมือของฉันยังเล็กเกินกว่าจะสวมแหวนได้ ครอบครัวจึงใช้เชือกแดงร้อยมันแล้วคล้องไว้รอบคอ เมื่อสวมแบบนั้นมานานหลายปี ฉันก็เคยชินจนไม่เคยคิดจะถอดมาสวมที่นิ้ว กระทั่งถูกชายคนนั้นเตือน ฉันจึงลองนำมันมาสวมดูทีละนิ้ว สุดท้ายกลับพบว่ามันพอดีกับนิ้วนางข้างขวาอย่างน่าประหลาด ทันทีที่สวมลงไป ตัวแหวนก็ติดแน่นอยู่ตรงข้อนิ้ว ต่อให้พยายามดึงเท่าไรก็ถอดไม่ออก
ฉันสวมแหวนวงนี้มาตั้งแต่เกิด แม้ตอนนี้จะรู้แล้วว่ามันเป็นสิ่งที่เขาทิ้งเอาไว้ ฉันก็ยังเกลียดมันไม่ลงอยู่ดี
เมื่อก่อนเนื้อแหวนเป็นสีแดงเข้มหม่นไปทั้งวง แต่ช่วงนี้สีของมันกลับสว่างขึ้นทุกวัน ผิวหยกดูนุ่มนวลและมีประกายมากกว่าเดิม สีแดงเข้มค่อยๆ จางหาย เหลือเพียงลายคล้ายเส้นโลหิตกระจายอยู่ด้านใน ทว่าลวดลายเหล่านั้นเลือนรางเกินไป ฉันจึงมองไม่ออกว่ามันเป็นรูปอะไรกันแน่
เช้าวันต่อมา พี่ชายขับรถไปส่งฉันที่มหาวิทยาลัย เขาเป็นนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 5 และภารกิจหลักของปีนี้ก็คือการฝึกงาน
แต่เพราะเขาต้องคอยช่วยพ่อทำงาน อีกทั้งยังรู้จักผู้คนในแวดวงลับอยู่ไม่น้อย เขาจึงขอให้ผู้อำนวยการโรงพยาบาลใหญ่แห่งหนึ่งซึ่งเป็นคนรู้จักช่วยจัดการเรื่องฝึกงานให้เรียบร้อย จากนั้นก็ใช้เวลาแทบทั้งวันอยู่ที่ร้าน คอยช่วยพ่อดูแลข้าวของลึกลับประหลาดที่เกี่ยวข้องกับภูตผีและโลกวิญญาณ
สาเหตุที่วันนี้เขายอมมาส่งฉันถึงมหาวิทยาลัย เป็นเพราะได้ยินเรื่องนักศึกษาตกตึกเมื่อวาน ส่วนฉันก็ยังเป็นหนึ่งในคนที่อยู่ในเหตุการณ์ เช้าตรู่วันนี้ตำรวจจึงโทรศัพท์มาหาพี่ชายเพื่อขอสอบปากคำเพิ่มเติม
เส้นสายของพี่ชายกว้างขวางเกินกว่าที่ฉันจะนึกภาพออก นายตำรวจผู้รับผิดชอบคดีนี้บังเอิญเป็นคนรู้จักของเขาด้วย อีกฝ่ายจึงฝากบอกว่าจะรอพบฉันอยู่ที่มหาวิทยาลัย
ระหว่างขับรถ พี่ชายตบพวงมาลัยเบาๆ สีหน้าดูเหมือนกำลังพูดถึงเรื่องธรรมดา
“พี่ว่าคราวนี้ผีสามีของเธอไม่ได้ทำผิดหรอก ใครกล้ามาแตะเมียพี่ พี่ก็ฆ่ามันทิ้งเหมือนกัน”
เขาหยุดไปนิดหนึ่ง ก่อนเสริมด้วยน้ำเสียงจริงจังจนน่าหมั่นไส้
“แต่พี่คงจัดการให้สุภาพกว่านั้นหน่อย”
ฉันหันไปมองเขาด้วยสีหน้าหม่นมืด
“พี่มีเมียตั้งแต่เมื่อไร?”
พี่ชายส่ายหน้า ก่อนถอนหายใจยาวเหมือนกำลังแบกความทุกข์เอาไว้ทั้งโลก
“บ้านเราทำงานแบบนี้ จะหาเมียสักคนยากมาก ผู้หญิงมีธาตุหยินอยู่แล้ว ถ้าต้องสัมผัสของจากโลกวิญญาณนานๆ ก็อายุสั้น ดูแม่เป็นตัวอย่างสิ พี่อยู่คนเดียวดีกว่า”
คำพูดนั้นทำให้รอยยิ้มบนหน้าฉันเลือนหาย ฉันก้มมองแหวนตรงนิ้วนางข้างขวา แล้วเตือนเขาเบาๆ
“พี่ ฉันเองก็อาจอายุสั้นเหมือนกัน ถ้าวันหนึ่งฉันตาย พี่ต้องดูแลพ่อให้ดีนะ”
คิ้วของพี่ชายขมวดเข้าหากัน เขายื่นมือมาขยี้ผมยาวของฉันจนยุ่งฟู ทั้งยังตั้งใจออกแรงราวกับต้องการขยี้ความคิดอัปมงคลนั้นให้หายไปจากหัวฉันด้วย
“อย่าพูดมั่ว พี่ลองวิเคราะห์ดูแล้วนะ ถ้าผีสามีของเธออยากฆ่าเธอจริง เขาคงทำตั้งแต่เมื่อ 2 ปีก่อนแล้ว จะได้พาเธอไปอยู่ด้วยกัน เขาไม่จำเป็นต้องเสียเวลาทำเรื่องยุ่งยากขนาดนี้หรอก พี่ว่าเขาน่าจะมีเป้าหมายอย่างอื่น เธออดทนอีกหน่อย พอเขาทำเรื่องนั้นสำเร็จ เขาอาจยอมจากไปเองก็ได้”
ฉันส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้มขมขื่น เพราะถ้อยคำที่ชายคนนั้นเคยพูดยังติดอยู่ในความทรงจำ เขาบอกด้วยปากของตัวเองว่าฉันต้องอยู่กับเขาไปจนตาย ต่อให้พี่ชายวิเคราะห์ได้ฟังขึ้นแค่ไหน ความหวังที่ว่าเขาจะยอมปล่อยฉันไปก็ยังริบหรี่อยู่ดี
รถแล่นต่อไปได้ไม่นาน พี่ชายก็หันมาถามด้วยแววตาอยากรู้อยากเห็น
“จริงสิ เสี่ยวเฉียว ผีสามีของเธอหน้าตาเป็นยังไง หล่อหรือเปล่า?”
ฉันส่ายหน้า
“ฉันไม่เคยเห็นหน้าเขา เขาสวมหน้ากากผีเอาไว้ตลอด”
“ลึกลับขนาดนั้นเชียว แล้วเสียงเขาฟังดีไหม?”
ฉันมองพี่ชายอย่างไม่เข้าใจ
“เสียงหรือ? มันเกี่ยวอะไรด้วย?”
พี่ชายยกมุมปาก ทำท่าราวกับตัวเองค้นพบความจริงสำคัญของโลก
“เธอไม่รู้หรือ ผู้ชายที่เสียงดีมากๆ ส่วนใหญ่ตัวจริงเป็นหนุ่มเก็บตัวหน้าตาแย่”
ฉันชะงักไปทันที ก่อนจะนึกถึงน้ำเสียงของชายคนนั้นขึ้นมา เสียงของเขาทุ้มต่ำ เย็นสะอาด และชวนให้คนฟังเผลอจดจำ หากตัดน้ำเสียงเย็นชาไร้ความรู้สึกออกไป มันก็นับว่าเป็นเสียงที่ไพเราะมากจริงๆ
จบกัน เขาต้องเป็นผีหน้าตาน่าเกลียดแน่นอน ถึงได้สวมหน้ากากผีปิดบังใบหน้าเอาไว้ตลอดเวลา
พี่ชายเป็นคนมองโลกในแง่ดีมาแต่ไหนแต่ไร แม้ครอบครัวของเราจะเต็มไปด้วยเรื่องมืดมนหนักอึ้ง เขาก็ยังหาความสนุกให้ชีวิตได้เสมอ เมื่ออยู่ข้างเขา ฉันจึงเผลอยิ้มออกมาอย่างหาได้ยาก หลายวันที่ผ่านมา ใบหน้าของฉันตึงแข็งจนแทบลืมไปแล้วว่าการยิ้มต้องทำอย่างไร
ตอนรถแล่นผ่านร้านขายยาใกล้ประตูมหาวิทยาลัย ฉันรีบบอกให้พี่ชายจอด จากนั้นก็เปิดประตูลงจากรถแล้วแอบเดินเข้าไปในร้านด้วยท่าทางมีพิรุธ
ร้านขายยาที่ตั้งอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยย่อมรู้ดีว่าสินค้าชนิดใดขายดีที่สุด นอกจากถุงยางอนามัยแล้ว ก็คงหนีไม่พ้นยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน
พนักงานขายส่งกล่องยาให้ฉันด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ แววตาของเธอเฉยชาราวกับพบลูกค้าที่มาซื้อของชนิดนี้จนเคยชิน ไม่มีแม้แต่ความสนใจจะมองฉันให้ละเอียด
นับจากคืนแรกจนถึงวันนี้ก็ผ่านมา 4 วันแล้ว ฉันไม่รู้ว่ากินยาตอนนี้จะยังทันอยู่หรือเปล่า แต่ต่อให้โอกาสเหลือเพียงน้อยนิด ฉันก็ไม่กล้าเสี่ยงปล่อยผ่าน
ฉีกแผงยาออกแล้ว ฉันกลับไปยืนข้างรถ ก่อนโยนยาเม็ดหนึ่งเข้าปากและฝืนกลืนลงไปทั้งอย่างนั้น จากนั้นก็รีบขยำกล่องยาทิ้งลงถังขยะใกล้ๆ
พี่ชายมองฉันตาค้างอยู่พักหนึ่ง กว่าจะนึกออกว่าฉันเพิ่งกินอะไรเข้าไป เขาก็แทบพุ่งออกมาจากรถ
“ตอนพวกเธอทำกัน เขาไม่ได้ใส่ถุงยางหรือ!”
ใบหน้าฉันร้อนวาบจนแดงไปถึงใบหู
ใส่ถุงยางอย่างนั้นหรือ?
จะให้ฉันไปคุยเรื่องถุงยางกับผู้ชายที่ใช้กำลังขืนใจคนอื่นตามอำเภอใจได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้น เขายังไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นผีผู้ชายที่ไม่เคยคิดจะรับฟังคำปฏิเสธของฉันสักครั้ง!
เมื่อเห็นฉันอึกอัก ไม่ยอมตอบอะไร และรีบกลับเข้าไปนั่งในรถ พี่ชายก็ขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิม
“แต่เธอจะกินยาคุมฉุกเฉินทุกวันไม่ได้นะ ยาชนิดนี้ทำร้ายร่างกายมาก”
เพราะฝืนกลืนยาโดยไม่ดื่มน้ำ ลำคอของฉันจึงระคายเคืองจนรู้สึกอึดอัด เหมือนมีมือข้างหนึ่งกำรอบคอเอาไว้ ส่วนยาเม็ดเล็กก็ดูจะติดค้างอยู่กลางลำคอ ไม่ยอมไหลลงไปเสียที
เมื่อไปถึงบริเวณห้องประชุมเล็ก ฉันเห็นตู้กดน้ำร้อนตั้งอยู่ข้างห้องน้ำ จึงรีบบอกพี่ชายว่าจะไปดื่มน้ำก่อน
พี่ชายพยักหน้าแล้วเดินตรงเข้าไปในห้องประชุมเพื่อพูดคุยกับนายตำรวจคนนั้น ส่วนฉันก้มตัวลงวางแก้วไว้ใต้ก๊อกน้ำ ขณะที่กำลังจะกดน้ำใส่แก้ว ร่างกายเย็นจัดของใครบางคนก็แนบเข้ามาจากทางด้านหลัง
ไอเย็นซึมผ่านเสื้อผ้าจนผิวกายฉันเกร็งแข็ง
“ใจกล้าไม่เบา”
เสียงของเขาดังอยู่ข้างหู แม้จะพูดเพียงไม่กี่คำ แต่อันตรายที่กดทับอยู่ในน้ำเสียงกลับทำให้หัวใจของฉันหล่นวูบ
ฉันรีบหันกลับไปมอง และพบว่าเขายืนอยู่ด้านหลังจริงๆ รอบกายของเขาเต็มไปด้วยความเย็นจัดจากโทสะ ดวงตาที่มองผ่านหน้ากากมานั้นทำให้ฉันแทบลืมหายใจ
ยังไม่ทันได้ขยับหนี เขาก็คว้าคอเสื้อของฉันแล้วลากเข้าไปในห้องน้ำข้างๆ ร่างของฉันเสียหลักตามแรงกระชากจนแทบล้ม แต่เขาไม่คิดจะผ่อนมือแม้แต่น้อย
“คุณจะทำอะไร?”
ฉันมองเขาด้วยความกลัว สองมือรีบจับข้อมือของเขาไว้ ทว่าแรงของฉันเทียบกับเขาไม่ได้แม้แต่นิดเดียว
เขาไม่ตอบคำถาม กลับเหวี่ยงฉันเข้าไปในห้องหนึ่งแล้วปิดประตูตามหลัง มือใหญ่ที่เย็นเหมือนน้ำแข็งบีบต้นคอด้านหลังของฉันไว้แน่น จากนั้นนิ้ว 2 นิ้วก็สอดเข้ามาในปากอย่างแรง
“อื้อ อึก!”
ลำคอเจ็บแปลบขึ้นมา ฉันสำลักจนตัวงอ ก่อนจะอาเจียนเอายาเม็ดเล็กซึ่งยังค้างอยู่ในลำคอออกมา
เขามองเม็ดยาบนพื้นด้วยสายตาเย็นชา แล้วหัวเราะในลำคอ มือข้างหนึ่งผลักร่างฉันกระแทกกับประตูห้องน้ำจนแผ่นหลังชาไปทั้งแถบ
“เธอกล้ากินยาหรือ? โชคดีที่ฉันตามเธออยู่ตลอด ไม่อย่างนั้นเธอคงกลืนมันลงไปแล้ว”
ทั้งความเจ็บ ความกลัว และความอัดอั้นตลอดหลายคืนที่ผ่านมาไหลรวมกันจนฉันทนไม่ไหว ฉันจ้องเขาผ่านม่านน้ำตาแล้วโต้กลับอย่างโกรธจัด
“คุณขืนใจฉันยังไม่พอ แม้แต่ยาก็ไม่ยอมให้ฉันกินหรือ!”
สิ่งที่เขาทำกับฉันในทุกค่ำคืนโหดร้ายจนแทบไม่อาจทนรับได้ การกระทำของเขาราวกับจะลอกหนัง แยกกระดูก แล้วกลืนกินฉันเข้าไปทั้งตัว
คืนไหนบ้างที่ฉันไม่ถูกเขารังแกจนหมดสติ ถึงฉันจะไม่รับรู้อะไรแล้ว เขาก็ยังไม่คิดจะหยุดมือ!
“ขืนใจหรือ?”
เสียงของเขาเย็นลงกว่าเดิม ความโกรธที่ซ่อนอยู่ด้านในกดบรรยากาศรอบตัวจนฉันหายใจติดขัด ไม่นานเขาก็หัวเราะเยาะตัวเองเบาๆ
“ได้ ถ้าเธอจะเรียกแบบนั้น ก็ถือว่าฉันขืนใจเธอ”
พูดจบ เขาก็ยื่นมือมาเปิดกระโปรงของฉัน แล้วกระชากถุงน่องลงอย่างแรง
ผิวส่วนที่บอบบางสัมผัสอากาศเย็นภายในห้องน้ำ เม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นทั่วผิวกายในเวลาเดียวกัน ฉันตัวแข็งค้าง สมองว่างเปล่าไปชั่วขณะ
หรือว่าเขาคิดจะทำตรงนี้?
บริเวณนี้เป็นเขตห้องประชุม ปกติแทบไม่มีคนเดินผ่าน แต่ถึงอย่างนั้น ที่นี่ก็คือมหาวิทยาลัย เป็นสถานที่สาธารณะที่ใครสักคนอาจผลักประตูเข้ามาเมื่อไรก็ได้
แค่คิดว่าจะมีคนได้ยินหรือเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น ความกลัวก็พุ่งขึ้นมาจนฉันสั่นไปทั้งตัว
“อย่า ไม่เอา ได้โปรด อย่าทำตรงนี้!”
คราวนี้ฉันกลัวจริงๆ น้ำเสียงสั่นจนแทบฟังไม่เป็นคำ
ตอนอยู่บ้าน ไม่ว่าเขาจะทำกับฉันหนักหนาแค่ไหน อย่างน้อยสถานที่นั้นก็ยังเป็นห้องของฉัน เป็นเตียงของฉันเอง ต่อให้ต้องอับอายหรือรู้สึกถูกเหยียดหยามเพียงใด ก็มีแค่ฉันคนเดียวที่รับรู้
แต่ตรงนี้เป็นสถานที่สาธารณะ ฉันไม่อาจทนรับความเสี่ยงว่าจะมีใครเข้ามาพบเห็นได้
“ฉันจะไม่กินยาแล้ว ไม่กินแล้ว ได้โปรด”
น้ำตาไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ฉันถูกเขากดแนบกับบานประตู ร่างทั้งร่างสั่นแรงจนควบคุมไม่ได้ ความหวาดกลัวบีบรัดหัวใจและลมหายใจเอาไว้พร้อมกัน
เสียงหายใจที่เต็มไปด้วยความโกรธของเขาค่อยๆ สงบลง หลังจากผ่านไปพักหนึ่ง มือที่กดร่างฉันไว้ก็คลายออก
สุดท้ายเขายอมปล่อยฉัน
ทันทีที่แรงกดนั้นหายไป น้ำตาของฉันก็ยิ่งไหลหนักกว่าเดิม ขาทั้ง 2 ข้างอ่อนแรงจนยืนไม่อยู่ ฉันทรุดตัวลงตามบานประตู นั่งกอดไหล่ตัวเองอยู่บนพื้นและยังคงสั่นไม่หยุด
เขาย่อตัวลงตรงหน้า ก่อนวางมือไว้ด้านหลังศีรษะของฉันแล้วบังคับให้เงยหน้าขึ้นมองเขา
“มู่เสี่ยวเฉียว จำเอาไว้ เธอเป็นภรรยาที่แต่งงานกับฉันตามพิธีสมรสคนตาย เธอต้องทำหน้าที่ของภรรยาให้ครบ”
ฉันหลับตา ความหวังจะต่อต้านถูกความกลัวกดจนไม่เหลือเรี่ยวแรง จึงทำได้เพียงพยักหน้ายอมรับชะตาของตัวเอง
เขามองฉันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ฉันยังมีเรื่องต้องทำในโลกมนุษย์อีกมาก ส่วนเธอคือสิ่งที่ทำให้ฉันเดินทางไปมาได้ เพราะฉะนั้นเธอห้ามตาย ต้องมีชีวิตอยู่ให้ดี เข้าใจหรือไม่?”
ฉันพยักหน้าอีกครั้ง น้ำตาไหลเปียกแก้มทั้ง 2 ข้าง แม้จะไม่เข้าใจว่าตัวเองเป็นสิ่งยืนยันการเดินทางของเขาได้อย่างไร แต่ในเวลานี้ฉันไม่กล้าถามและไม่อยากขัดขืนเขาอีก
เขาจับแขนฉันแล้วดึงให้ลุกขึ้นยืน เมื่อเห็นว่าขาของฉันยังอ่อนแรง เขาก็ประคองไว้เพียงชั่วครู่ ก่อนปล่อยมือเมื่อแน่ใจว่าฉันยืนได้แล้ว
จากนั้นเขายื่นมือมาวางทาบบนท้องน้อยของฉัน ฝ่ามือเย็นจัดกดผ่านเนื้อผ้าบางเบา ความเย็นนั้นทำให้ฉันสะดุ้งและก้มลงมองโดยไม่รู้ตัว
“อีกเรื่องหนึ่ง สิ่งที่อยู่ตรงนี้ต้องปกป้องไว้ให้ดี”
ฉันลืมตากว้าง เงยหน้ามองหน้ากากผีของเขาด้วยความสงสัย ไม่เข้าใจว่าเขาหมายถึงอะไร
สิ่งที่อยู่ตรงนี้อย่างนั้นหรือ?
มือของเขายังวางอยู่เหนือท้องน้อย ตำแหน่งนั้นทำให้ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัว แต่ฉันไม่กล้าเชื่อและไม่อยากคิดต่อ สีหน้าของพี่ชายตอนเห็นฉันกินยาคุมฉุกเฉินย้อนกลับเข้ามาในความทรงจำ พร้อมกับความรู้สึกหนาวเย็นที่ค่อยๆ ลามไปทั่วร่าง
เขาชักมือกลับ แล้วลุกขึ้นยืนเต็มตัว ความโกรธก่อนหน้านี้หายไปจากน้ำเสียง เหลือเพียงความเย็นชาและห่างเหินตามปกติ
“ถ้าเธอทำตามสิ่งที่ฉันต้องการ ฉันจะรับปากเธอ หลังจากทุกอย่างจบลง ฉันจะปล่อยให้เธอใช้ชีวิตเพียงลำพังอย่างสงบจนแก่ตาย และจะไม่ปรากฏตัวต่อหน้าเธออีก”
[จบบท]