บทที่ 48: ความผิดปกติของลูกพี่ลูกน้อง (2)
ฉันหันกลับไปมองคนที่เพิ่งเข้ามา ก่อนจะพบว่าเป็นเฉินซู่ซิน ลูกพี่ลูกน้องของฉัน เธอพันตัวด้วยผ้าขนหนูผืนใหญ่แล้ววิ่งออกมาจากห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างรีบร้อน
“พี่ พวกเราอาบด้วยกันเถอะ”
เฉินซู่ซินยิ้มร่า ก่อนกระโดดลงมาในบ่ออย่างอารมณ์ดี บ่อน้ำกว้างพอให้เราสองคนเว้นระยะห่างกันได้ อีกทั้งต่างฝ่ายต่างก็มีผ้าขนหนูพันร่าง ฉันจึงไม่ได้รู้สึกกระอักกระอ่วนอะไร เดิมทีฉันคิดจะแช่น้ำให้สบายตัวสักพักแล้วกลับไปนอน จึงไม่อยากสนใจลูกพี่ลูกน้องที่พูดเจื้อยแจ้วไม่หยุดคนนี้นัก
“พี่”
เธอกะพริบตาแล้วขยับเข้ามาใกล้ ก่อนลดเสียงลงถามอย่างอยากรู้อยากเห็น
“รอยพวกนี้ คนจากโลกวิญญาณคนนั้นทำไว้เหรอ?”
สายตาของเธอจับอยู่ตรงรอยจูบบริเวณหน้าอกฉัน ใบหน้ายังเต็มไปด้วยความอิจฉาอย่างไม่คิดปิดบัง
ฉันไม่อยากเอาเรื่องส่วนตัวแบบนี้มาพูดกับคนอื่น จึงตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“เธอเพิ่งอายุ 16 อย่าเพิ่งสนใจเรื่องพวกนี้นัก”
เฉินซู่ซินเม้มปากอย่างไม่ยอมรับ
“ตอนพี่อายุ 16 พี่ก็นอนกับคนจากโลกวิญญาณคนนั้นแล้วไม่ใช่เหรอ? จะมาว่าฉันยังเด็กได้ยังไง”
“ถ้าอยากรู้มาก เธอก็ไปหาคนจากโลกวิญญาณมาทำพิธีสมรสคนตาย แล้วลองด้วยตัวเองสิ”
“ไม่เอา ฉันยังไม่อยากตาย”
เธอแลบลิ้นใส่ฉัน ก่อนจะเข้ามาอ้อนต่ออย่างไม่ยอมเลิกรา
“พี่บอกฉันหน่อยไม่ได้เหรอ? ฉันก็แค่อยากรู้ อีกอย่างฉันยังไม่เคยทำกับใครสักคน”
ฉันเริ่มรำคาญเธอเต็มทน เรื่องพื้นฐานแบบนี้อยากรู้นักก็ไปหาความรู้ด้วยตัวเอง ฉันไม่ใช่อาจารย์ที่มีหน้าที่มาสอนเรื่องร่างกายให้เธอเสียหน่อย
ฉันลุกขึ้นตั้งใจจะออกจากบ่อ แต่เฉินซู่ซินกลับรีบคว้าชายผ้าขนหนูของฉันไว้ ฉันไม่ทันระวังตัว ผ้าที่พันร่างจึงถูกเธอกระชากหลุดออกไปทั้งผืน ทำให้ฉันต้องยืนเปลือยอยู่กลางบ่ออาบน้ำ
“โอ้โฮ สวยมาก!”
เธอเบิกตากว้าง จ้องมองร่างกายฉันด้วยความตื่นตา
“เธอเป็นบ้าอะไร!”
ฉันตวาดด้วยความโกรธ ก่อนดึงผ้าขนหนูที่เปียกชุ่มกลับมาพันตัวให้เรียบร้อย
เฉินซู่ซินทำปากยื่นแล้วพึมพำด้วยท่าทางไม่รู้สึกรู้สา
“ก็เป็นผู้หญิงเหมือนกัน จะอายอะไร ฉันให้พี่ดูของฉันด้วยก็ได้”
เมื่อพูดจบ เธอก็ดึงผ้าขนหนูเปียกที่พันอยู่รอบตัวออกอย่างง่ายดาย
ฉันไม่ได้สนใจจะมองร่างกายของเธอ แต่เครื่องประดับที่อยู่บริเวณลำคอกลับดึงดูดสายตาฉันเอาไว้
รอบคอของเฉินซู่ซินมีด้ายแดงเส้นยาวพันซ้อนกันอยู่หลายรอบ ส่วนปลายด้ายห้อยจี้กุญแจอายุยืนเอาไว้ชิ้นหนึ่ง
ถ้าด้ายแดงยาวเกินไป ทำไมไม่ตัดให้สั้นลง? จะพันรอบคอมากมายขนาดนั้นไปทำไม หรือคิดว่าทำแบบนี้แล้วดูทันสมัย?
เมื่อเห็นว่าฉันเอาแต่จ้องจี้กุญแจอายุยืน เฉินซู่ซินก็ถามด้วยความสงสัย
“มีอะไรน่าดูเหรอ? ฉันใส่มาหลายปีแล้ว”
“หลายปีเลยเหรอ? ใช้ด้ายแดงยาวขนาดนี้มาตลอดหรือเปล่า?”
เฉินซู่ซินพยักหน้า
“แม่เป็นคนสวมให้ฉัน แม่บอกว่าความยาวของด้ายแดงต้องเข้ากับดวงชะตาของฉัน ห้ามตัดให้สั้น ฉันก็เลยต้องพันไว้รอบคอแบบนี้”
มีเรื่องแบบนั้นด้วยหรือ? ความยาวของด้ายแดงต้องสอดคล้องกับดวงชะตาของผู้สวมใส่? ทำไมฉันถึงไม่เคยได้ยินความเชื่อแบบนี้มาก่อน?
“ด้ายยาวขนาดนี้ เธอไม่รู้สึกรำคาญบ้างเหรอ?”
ฉันแกล้งถามไปตามเรื่อง จากนั้นก็รีบขึ้นจากบ่อ ไม่อยากอยู่ต่อให้เฉินซู่ซินหาเรื่องวุ่นวายอีก
คืนนั้นฉันฝันเห็นผู้หญิงท่าทางอ่อนโยนคนหนึ่ง เธอไว้ผมเปียเส้นใหญ่และกำลังยืนยิ้มให้ฉัน ใบหน้าของเธอดูคุ้นตา คล้ายกับพี่เลี้ยงที่เคยกล่อมฉันเข้านอนทุกคืนเมื่อตอนยังเด็ก
ฉันพยายามเดินเข้าไปหา อยากถามว่าเธอชื่ออะไร และมีความเกี่ยวข้องเป็นญาติกับครอบครัวเราหรือไม่ ทว่าเมื่อฉันกำลังจะเข้าไปถึงตัว ร่างของเธอกลับหายไปจากตรงหน้า
ความฝันนั้นทำให้ฉันนอนหลับไม่สนิท ยิ่งไปกว่านั้น ขณะที่ฉันยังอยู่ในอาการครึ่งหลับครึ่งตื่น ประตูห้องกลับถูกใครบางคนทุบเสียงดังสนั่นจนแทบสะเทือนไปทั้งห้อง
“เสี่ยวเฉียว! น้องรัก รีบเปิดประตู!”
เสียงของพี่ชายดังมาจากทางเดินด้านนอก
ฉันชะงักไปครู่หนึ่ง กลางดึกขนาดนี้เขาเกิดเป็นอะไรขึ้นมา?
ฉันเดินไปเปิดประตู พี่ชายก็พุ่งเข้ามาในห้องด้วยความเร็ว จากนั้นรีบปิดประตูตามหลัง ก่อนนำกระดาษยันต์หลายแผ่นมาติดเรียงไว้ด้านหลังบานประตู เมื่อจัดการเสร็จ เขาก็ไปนั่งตัวสั่นอยู่ตรงขอบเตียง
“สะ สามีผีของน้องอยู่ไหม? ช่วยขอให้เขามาดูอะไรให้พี่หน่อยได้ไหม?”
พี่ชายดึงผ้าห่มของฉันมาพันร่างไว้แน่น ขณะพูดฟันของเขายังกระทบกันจนได้ยินเสียง
“พี่เห็นอะไรมา?”
ฉันถามด้วยความแปลกใจ ไม่คิดว่าจะมีสิ่งใดทำให้พี่ชายกลัวจนมีสภาพแบบนี้ได้
ที่นี่เป็นบ้านบรรพบุรุษของสกุลมู่ อีกทั้งคุณทวดก็พักอยู่ในบ้าน รอบบริเวณยังเต็มไปด้วยคนที่มีความรู้เรื่องหยินหยางและฮวงจุ้ย ผีตนไหนจะไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง กล้าบุกเข้ามาก่อเรื่องถึงที่นี่?
พี่ชายพยายามสงบสติอารมณ์ แล้วเอื้อมมือมาคลำบริเวณลำคอของฉัน ฉันตบมือเขาออกอย่างแรง
“รีบเล่ามา อย่าทำตัวลึกลับ!”
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะลดเสียงลงจนเกือบเป็นกระซิบ
“เมื่อครู่พี่นอนห่มผ้าเล่นโทรศัพท์อยู่ น้องก็รู้ว่าพี่ชอบนอนดึก จู่ๆ มีเงาสีขาววาบผ่านหน้าจอ พี่ตกใจจนเกือบกลิ้งตกเตียง พอเงยหน้าขึ้นมอง”
เขาหยุดกลางประโยค ราวกับภาพที่เห็นยังติดอยู่ในหัวจนไม่กล้าพูดต่อ
“พี่เห็นอะไร?”
ฉันไม่อยากเชื่อว่าจะมีของบางอย่างในโลกนี้ที่ทำให้เขาหวาดกลัวได้ถึงเพียงนี้
“อ๊าก! น้องลองเดาสิว่าพี่เห็นอะไร! ลองเดาดู!”
พี่ชายยกมือกุมศีรษะด้วยท่าทางแทบเสียสติ สภาพของเขาดูไม่เหมือนกำลังเสแสร้งแกล้งทำแม้แต่น้อย
เขาโผเข้ามากอดฉันแน่น ร่างกายสั่นระริกขณะกระซิบอยู่ข้างหู
“พี่เห็นภูตหัวบิน! ของจริง เป็นภูตหัวบินของจริง!”
ขนทั่วร่างของฉันลุกชันขึ้นมาในพริบตา ฉันกดเสียงให้เบาลงขณะถามกลับ
“พี่แน่ใจนะ? ที่นี่เป็นบ้านเก่าของสกุลมู่ จะมีของแบบนั้นเข้ามาได้ยังไง”
“ถ้าพี่โกหก ขอให้ชาตินี้ใช้การไม่ได้!”
เขารีบยกคำสาบานที่ร้ายแรงในความคิดของตนขึ้นมายืนยัน
ฉันไม่รู้จะพูดอะไรอยู่พักหนึ่ง จึงยื่นมือไปแตะแก้มเขาแล้วเตือนให้ตั้งสติ
“พี่ใจเย็นก่อน มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เล่าให้ละเอียดหน่อย”
ฟันของพี่ชายยังคงกระทบกันไม่หยุด ดูเหมือนเขาจะรู้สึกปลอดภัยกว่าเมื่ออยู่ใกล้ฉัน อย่างน้อยภายในท้องของฉันก็มีครรภ์วิญญาณซึ่งสิ่งชั่วร้ายไม่อาจเข้าใกล้คอยปกป้องอยู่
“พี่เห็นหัวคนบินได้จริงๆ มันโปร่งใสจนมองทะลุได้ ด้านหลังมีหางสีขาวยาวลากตามมา ที่สำคัญ คนคนนั้นเป็นคนที่เราสองคนรู้จัก”
พี่ชายยกมือเช็ดใบหน้าแรงๆ ราวกับต้องการลบภาพน่ากลัวนั้นออกไปจากความคิด
“ใคร?”
“เฉินซู่ซิน”
ร่างของฉันสั่นวูบโดยไม่ทันตั้งตัว ลูกพี่ลูกน้องอย่างนั้นหรือ? เป็นไปไม่ได้ ไม่นานก่อนหน้านี้ฉันยังลงไปแช่น้ำในบ่อเดียวกับเธออยู่แท้ๆ
“พี่เห็นหน้าเธอชัดใช่ไหม?”
พี่ชายพยักหน้า
“เธอหลับตาอยู่ ดูเหมือนกำลังนอนหลับ ผมทั้งหมดปล่อยสยาย หัวของเธอลอยเข้ามาทางหน้าต่าง แล้วกลิ้งวนอยู่ในห้องพี่หลายรอบ ตอนนั้นพี่กำยันต์สะกดผีไว้แน่น เธอลอยอยู่สักพักแล้วก็บินออกไป ดูคล้ายวิญญาณหลุดออกจากร่าง”
“เธอมีอะไรผิดปกติรึเปล่า?”
ฉันนึกย้อนถึงหนังสือเกี่ยวกับภูตผีและสิ่งลี้ลับที่เคยอ่าน ความกลัวค่อยๆ ไต่ขึ้นมาตามแผ่นหลัง จนร่างกายเริ่มสั่นตามพี่ชายไปด้วย
เรื่องภูตหัวบินเป็นเพียงตำนานเล่าขาน ว่ากันว่าเมื่อเจ้าของร่างหลับ ศีรษะจะหลุดออกจากลำตัวแล้วบินไปไหนมาไหนได้ แต่เรื่องเช่นนี้มีอยู่แค่ในตำนานเท่านั้น การที่พี่ชายเลือกใช้คำว่าภูตหัวบิน แสดงว่าสิ่งที่เขาเห็นต้องคล้ายกับคำบรรยายในเรื่องเล่าอย่างมาก
ศีรษะเป็นศูนย์รวมของหยางทั้งหก สำหรับมนุษย์ที่ยังมีชีวิต ร่างกายกับศีรษะย่อมไม่อาจแยกออกจากกันได้ แต่ถ้าเป็นคนตายหรือดวงวิญญาณ เรื่องนี้กลับไม่ใช่ปัญหา
หรือว่าเฉินซู่ซินจะเป็นผี?
“พี่คิดว่าเธอไม่ใช่ผี”
พี่ชายส่ายหน้า ก่อนอธิบายสิ่งที่ตนสันนิษฐาน
“เธออาจถูกวิชาอะไรบางอย่างเรียกวิญญาณออกจากร่าง เพียงแต่ลักษณะตอนวิญญาณหลุดออกมามันประหลาดเกินไป พี่เกือบตกใจตาย”
คำตอบนั้นไม่ได้ช่วยให้ฉันเบาใจ ตรงกันข้าม ความกลัวกลับเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า เพราะฉันนึกถึงด้ายแดงเส้นยาวที่พันซ้อนกันหลายรอบอยู่บนลำคอของเฉินซู่ซินได้ จึงรีบเล่าเรื่องที่พบในห้องอาบน้ำให้พี่ชายฟัง
มีตำนานหนึ่งกล่าวไว้ว่า ผู้หญิงที่พันด้ายแดงไว้รอบคออาจเป็นภูตหัวบิน ผิวหนังบริเวณลำคอของพวกเธอจะบางกว่าคนทั่วไป และมองเห็นเส้นเลือดแดงเล็กๆ แผ่ขยายอยู่ใต้ผิวหนัง
“พรุ่งนี้พวกเราหาโอกาสถอดจี้กุญแจอายุยืนของเธอออกมาดูดีไหม?”
ฉันเสนอความคิดขึ้นมา หากด้ายแดงกับจี้ชิ้นนั้นซ่อนความลับบางอย่างไว้ การถอดออกมาตรวจดูคงช่วยให้เราหาคำตอบได้
“น้องอยากถอดก็ไปถอดเอง พี่ไม่กล้า! คราวนี้พี่กลัวจริงๆ!”
พี่ชายยกมือตบหน้าอกตัวเอง พูดอย่างหนักแน่นว่าจะไม่ยอมเข้าใกล้เฉินซู่ซินอีก
ฉันจำได้ว่าแม่ของเฉินซู่ซินแต่งงานออกไปอยู่กับครอบครัวสามี แต่เมื่อไม่กี่ปีก่อนเธอหย่าร้าง จึงพาเฉินซู่ซินกลับมาอาศัยอยู่ในบ้านเดิมของฝ่ายแม่
ถ้าเฉินซู่ซินมีความผิดปกติจริง ครอบครัวเรามีคนอยู่มากมายขนาดนี้ เหตุใดจึงไม่มีใครสังเกตเห็น?
ยิ่งกว่านั้น ที่นี่เป็นบ้านของคุณทวด หากมีภูตหัวบินลอยไปทั่วบ้านในช่วงกลางดึก คุณทวดจะไม่รู้เรื่องได้อย่างไร?
หรือว่าคุณทวดรับรู้มาตลอด และยอมปล่อยให้เรื่องนี้เกิดขึ้น?
เพียงความคิดนี้ผุดขึ้นมา ความหนาวก็วิ่งผ่านไปทั่วร่าง จนฉันอดสั่นไม่ได้
สกุลมู่กับสุสานออกเสียงคล้ายกัน หรือคุณทวดของฉันจะคลานออกมาจากสุสานจริงๆ?
[จบบท]