บทที่ 56: ลอกหนังตรึงวิญญาณ
“พี่คะ คนนี้คือหญิงชราเสิ่น ผู้นำสกุลเสิ่น” ฉันลดเสียงลงเตือนพี่ชาย เพราะเห็นได้ชัดว่าเขาไม่รู้ว่าหญิงชราท่าทางเคร่งขรึมตรงหน้าเป็นใคร
พอได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของพี่ชายก็มืดลงทันตา เขามองหญิงชราเสิ่นตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าโดยไม่คิดปิดบังความรังเกียจ ก่อนจะแค่นเสียงออกมา “อย่างนี้นี่เอง มิน่าถึงทำหน้าเหมือนเห็นใครก็ขวางหูขวางตา ที่แท้ก็เป็นคนสกุลเสิ่น พวกหัวเก่าดื้อด้านไม่เคยเปลี่ยนจริงๆ”
นักพรตหญิงหลายคนที่ยืนอยู่ด้านหลังหญิงชราเสิ่นได้ยินแล้วต่างพากันโกรธจัด หนึ่งในนั้นก้าวออกมาจ้องพี่ชายด้วยสายตาไม่เป็นมิตร “นายเป็นใคร ถึงกล้าพูดจาไร้มารยาทกับอาจารย์!”
พี่ชายหัวเราะเย็น สีหน้าไม่แสดงความหวั่นเกรงแม้แต่น้อย “ผมไม่ได้เป็นใครทั้งนั้น จะไปวางอำนาจเท่าของเก่าอย่างหญิงชราเสิ่นได้ยังไง เสี่ยวเฉียว ไปกันเถอะ เห็นคนพวกนี้แล้วรำคาญตา”
เขาคว้ามือฉันเตรียมพาเดินออกไป ทว่าพวกเรายังไม่ทันก้าวพ้นบริเวณนั้น เสียงที่กดความโกรธเอาไว้ของหญิงชราเสิ่นก็ดังไล่หลังมา
“หยุดก่อน!”
ฝีเท้าของฉันชะงักไปเล็กน้อย แต่พี่ชายยังคงเดินต่อราวกับไม่ได้ยิน หญิงชราเสิ่นจึงถามเสียงต่ำ “ผู้ใหญ่ในครอบครัวอยู่ไหน? ทำไมปู่ของพวกเธอไม่มา?”
“ต้องขอโทษด้วย ผู้ใหญ่ในครอบครัวต่างก็มีธุระ ครั้งนี้ผมจึงมาในฐานะผู้นำตระกูลรักษาการ ถึงยังไงงานนี้ก็ไม่มีส่วนให้สกุลมู่พูดอยู่แล้ว”
พี่ชายตอบโดยไม่ยอมหันกลับไปมอง จากนั้นก็ดึงฉันออกมาจากตรงนั้น ทิ้งหญิงชราเสิ่นกับเหล่านักพรตหญิงที่กำลังขุ่นใจไว้เบื้องหลัง
เมื่อเดินมาไกลพอสมควร ฉันจึงกระตุกมือเขาเบาๆ แล้วเตือนเสียงต่ำ “พี่ทำแบบนี้จะไม่เสียมารยาทเกินไปหรือ? ต่อหน้าคนมากมาย อย่างน้อยก็ควรไว้หน้าเธอบ้าง”
“คนหัวแข็งแบบนั้นไม่ต้องไปไว้หน้าหรอก” พี่ชายแค่นเสียงอย่างไม่สบอารมณ์ “บีบให้แม่ของเราต้องหนีออกจากบ้านไปกับพ่อ คนแบบนี้จะดีสักแค่ไหนกันเชียว ช่างพวกเธอเถอะ ว่าแต่มู่อวิ๋นเลี่ยง ไอ้สารเลวนั่นอยู่ไหน? พี่จะไปซ้อมมันระบายอารมณ์สักรอบ”
นับตั้งแต่ฉันขึ้นรถของซือถูหลินก็ไม่ได้เห็นมู่อวิ๋นเลี่ยงอีก พี่ชายจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรถาม หลังพูดคุยกันไม่นาน เขาก็รู้ว่าซือถูหลินขอยืมห้องเล็กห้องหนึ่งจากทางอารามเต๋าเพื่อใช้กักตัวมู่อวิ๋นเลี่ยงเอาไว้ ทั้งยังส่งคนไปเฝ้าหน้าประตูอีก 2 คน ป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายหลบหนีหรือก่อเรื่องขึ้นมา
เมื่อวานฉันเดินทางไปตำหนักเทียนจื่อบนยอดเขาเสี่ยวเมี่ยว จากนั้นก็อยู่กับเจียงฉีอวิ๋นจนฟ้าสาง แต่เมื่อแสงเช้ามาถึง เขากลับหายตัวไปโดยไม่ทิ้งแม้แต่คำบอกลา นิสัยชอบมาโดยไร้ร่องรอยแล้วจากไปโดยไม่บอกของเขาทำให้ฉันโกรธมาก ทว่าต่อให้โมโหแล้วฉันจะทำอะไรได้ สุดท้ายจึงทำได้เพียงยัดอาหารเข้าปากไม่หยุด เปลี่ยนความน้อยใจทั้งหมดให้กลายเป็นความอยากอาหารแทน
อารามเต๋าชิงอวี้สร้างขึ้นอย่างโอ่อ่า ภายในมีทางเดินคดเคี้ยวทอดผ่านหมู่ต้นไม้และอาคารต่างๆ ทุกมุมดูสงบและลึกลับ ยิ่งเดินลึกเข้าไปก็ยิ่งรู้สึกเหมือนเสียงวุ่นวายจากโลกภายนอกค่อยๆ ถูกทิ้งไว้ด้านหลัง
ระหว่างผ่านศาลาพักบนไหล่เขา ฉันมองเห็นเจียงฉีอวิ๋นอยู่ในนั้น เขากอดอกเอนตัวพิงเสาศาลาอย่างไม่ใส่ใจ รอบข้างมีชายชราหลายคนกำลังพูดโต้แย้งบางอย่างกับเสิ่นชิงรุ่ย ส่วนเขาเพียงขมวดคิ้วฟังคนเหล่านั้นถกเถียงกันโดยไม่คิดเข้าไปมีส่วนร่วม สีหน้าเย็นชาของเขาบอกชัดว่าความอดทนเหลืออยู่ไม่มากแล้ว
เจียงฉีอวิ๋นเห็นพวกเราในเวลาเดียวกัน สายตาของเขากวาดผ่านใบหน้าฉันเพียงครู่ ก่อนจะเลื่อนลงไปหยุดตรงมือที่พี่ชายกำลังจับอยู่
พี่ชายย่อมสังเกตเห็นสายตานั้น เขาไม่เพียงไม่ปล่อยมือ แต่ยังสอดนิ้วประสานกับนิ้วของฉัน แล้วชูมือที่จับกันขึ้นเขย่าไปทางเจียงฉีอวิ๋นด้วยท่าทางยั่วยุ สีหน้าภาคภูมิใจราวกับเพิ่งเอาชนะอีกฝ่ายได้
“เสี่ยวเฉียว เข้ามาใกล้พี่อีกหน่อย ใครใช้ให้หมอนั่นรังแกน้องสาวของพี่ จากนี้พี่จะคอยปกป้องเธอเอง”
ฉันสัมผัสได้ถึงสายตาไม่พอใจของเจียงฉีอวิ๋น จึงหันไปพูดกับพี่ชายอย่างจนใจ “พี่นี่น่าเบื่อจริงๆ ไม่กลัวทำให้เขาโกรธหรือ?”
“กลัวอะไร!” พี่ชายตอบอย่างไม่ยี่หระ “พี่เป็นพี่ภรรยาของเขา ถ้านับกันตามฐานะ เขาต่างหากที่ควรกลัวพี่!”
เขาขยับเข้ามาเบียดฉันมากกว่าเดิม ก่อนพาเดินผ่านหน้าคนกลุ่มนั้นไปอย่างหน้าตาเฉย ฉันอดหัวเราะออกมาไม่ได้ ไม่ว่าสถานการณ์จะหนักหนาเพียงใด พี่ชายก็มีวิธีเปลี่ยนมันให้กลายเป็นเรื่องน่าขันได้เสมอ ความอึดอัดที่กดอยู่ในใจจึงเบาบางลงตามไปด้วย
ด้านหลังภูเขามีอาคารขนาดเล็กสูง 2 ชั้นเรียงต่อกันเป็นแนวยาว ห้องซึ่งใช้กักตัวมู่อวิ๋นเลี่ยงอยู่ตรงปลายสุดของชั้น 2 บริเวณนี้ห่างจากเขตประกอบพิธีและเรือนรับรองแขกพอสมควร จึงค่อนข้างเงียบและไม่มีคนเดินผ่านมากนัก
ชายสวมชุดสูท 2 คนยืนเฝ้าอยู่หน้าประตู เมื่อเห็นพวกเราเดินเข้ามา พวกเขาก็พยักหน้าให้เป็นเชิงทักทาย หนึ่งในนั้นแจ้งเงื่อนไขตามคำสั่งที่ได้รับมา
“คุณชายของพวกเราบอกว่า มู่อวิ๋นเลี่ยงเกี่ยวข้องกับศพเดินได้ตนหนึ่งของราชาผี ตอนนี้ยังปล่อยให้คุณชายมู่พาตัวเขาไปไม่ได้ แต่จะสอบถามอะไรก็ได้ ขอแค่อย่าทำให้ตาย”
พี่ชายได้ยินแล้วก็ยิ้มออกมาทันที “พูดอะไรอย่างนั้น ผมเป็นคนสุภาพ จะลงมือต่อยคนได้ยังไง ไม่ต้องห่วง”
พอพูดจบ เขาก็ผลักประตูเดินเข้าไปก่อน ท่าทางสุภาพเรียบร้อยเมื่อครู่คงอยู่ได้ไม่ถึงชั่วอึดใจ เพราะฉันยังไม่ทันก้าวข้ามธรณีประตู เสียงร้องโหยหวนก็ดังออกมาจากในห้อง
เมื่อรีบตามเข้าไป ฉันเห็นพี่ชายกำลังยกม้านั่งขึ้นฟาดใส่มู่อวิ๋นเลี่ยง ฝ่ายนั้นถูกไล่ตีจนต้องหดตัวอยู่ตรงมุมกำแพง ใช้แขนทั้งสองข้างป้องศีรษะเอาไว้ ไม่เหลือท่าทางหยิ่งยโสเหมือนก่อนหน้านี้แม้แต่น้อย
ฉันถึงกับเหงื่อไหล รีบเข้าไปดึงแขนพี่ชายไว้ “อย่าลงมือหนักนัก ถ้าตีจนเป็นอะไรขึ้นมาจะทำยังไง?”
“ไอ้เด็กเนรคุณ กินข้าวสกุลมู่แต่กลับไปช่วยคนนอกลักพาตัวคนในครอบครัว ยังมีจิตสำนึกอยู่บ้างหรือเปล่า?”
พี่ชายชี้หน้าด่าเสียงดัง มู่อวิ๋นเลี่ยงเอาแต่ก้มหน้า ไม่กล้าปริปากโต้ตอบ เขาถูกด่าจนแทบยกมือปิดหู กระทั่งพี่ชายระบายความโกรธไปมากพอแล้ว จึงโยนม้านั่งลงข้างตัวและถามเรื่องสำคัญ
“ผู้ชายที่ร่วมมือกับนายชื่ออะไร? เป็นคนที่ไหน? ติดต่อกันได้ยังไง?”
“ผมรู้จักเขาที่ร้านเหล้าใกล้มหาวิทยาลัย พวกเราดื่มด้วยกันบ่อยก็เลยสนิทกันอยู่บ้าง” มู่อวิ๋นเลี่ยงตอบเสียงเบา พลางเหลือบมองสีหน้าพี่ชายอย่างหวาดระแวง “พอเขารู้ว่าผมลาหยุดกลับบ้านหลายวัน เขาก็บอกว่าอยากตามมาดูบ้านเกิดของผม ผมก็เลยพามาด้วย วันนั้นผมบอกเขาว่า... บอกว่า...”
คำพูดของเขาหยุดลงกลางคัน ดวงตาเหลือบมองมาทางฉันอย่างกล้าๆ กลัวๆ เห็นได้ชัดว่าสิ่งที่กำลังจะพูดไม่ใช่เรื่องดี
พี่ชายกระชากเสียงถาม “บอกอะไร? พูดมา! ถ้ายังอ้ำอึ้งอีก พี่จะเอาที่ปั๊มส้วมยัดปากให้พูดคล่องขึ้น!”
มู่อวิ๋นเลี่ยงสะดุ้งจนตัวสั่น เขาก้มหน้าลงกว่าเดิมแล้วสารภาพเสียงแผ่ว “ผมบอกเขาว่า หน้าอกของลูกพี่ลูกน้องผมใหญ่มาก เห็นแล้วอดคิดไม่ได้ เขาเลยบอกว่าจะช่วยจับเสี่ยวเฉียวมัดไว้ ให้ผมได้เล่นกับเธอ ตอนหลังผมถึงรู้ว่า เป้าหมายของเขาตั้งแต่แรกคือการลักพาตัวเสี่ยวเฉียว”
ยิ่งฟัง สีหน้าของพี่ชายก็ยิ่งน่ากลัว ส่วนฉันรู้สึกขยะแขยงจนไม่อยากมองมู่อวิ๋นเลี่ยงอีก ทว่าฝ่ายนั้นกลับคลานเข้ามาคุกเข่าต่อหน้าฉัน พยายามทำสีหน้าสำนึกผิดและกล่าวขอโทษด้วยน้ำเสียงจริงใจ
“เสี่ยวเฉียว ผมขอโทษ ตอนนั้นผมหลงผิดไปชั่ววูบ พวกเราไม่ได้เจอกันนาน พอเห็นคุณสวยขึ้นมาก ผมก็ห้ามใจไม่อยู่ ยกโทษให้ผมสักครั้งเถอะ ต่อไปผมไม่กล้าทำอีกแล้ว”
ฉันมองเขาด้วยสายตาเย็นชา แม้ปากของมู่อวิ๋นเลี่ยงกำลังขอโทษ แต่ในแววตาที่มองมากลับยังหลงเหลือความโลภและความต้องการอันน่ารังเกียจ คำพูดสำนึกผิดเหล่านี้จึงไม่มีน้ำหนักแม้แต่น้อย คนอย่างเขาไม่ได้เสียใจที่คิดทำเรื่องเลวร้าย เพียงเสียใจที่ตัวเองถูกจับได้เท่านั้น หากมีโอกาสอีกครั้ง ความคิดสกปรกในใจก็คงทำให้เขาก่อเรื่องซ้ำได้ทุกเมื่อ
พี่ชายย่อตัวลงตรงหน้า ก่อนคว้าผมของมู่อวิ๋นเลี่ยงแล้วดึงให้เงยหน้าขึ้น “นายคิดล่วงเกินน้องสาวพี่ แค่ขอโทษ 2 ประโยคก็จบหรือ? ถ้าไม่เห็นว่านายยังไม่ได้แต่งงาน พี่ตัดของนายทิ้งไปแล้ว!”
มู่อวิ๋นเลี่ยงตกใจจนรีบหนีบขาทั้งสองข้างเข้าหากันแน่น สีหน้าซีดเผือด เขาส่ายหน้ารัวๆ ไม่กล้าพูดแก้ตัวอีกแม้แต่คำเดียว
หลังจากนั้นพี่ชายก็สอบถามเรื่องชายผู้เป็นศพเดินได้ของราชาผีอีกหลายข้อ คราวนี้มู่อวิ๋นเลี่ยงไม่กล้าปิดบัง เขาเล่าทุกอย่างที่รู้ตั้งแต่ต้นจนจบ ทั้งยังยืนยันซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าความสัมพันธ์ระหว่างตนกับชายคนนั้นไม่ได้ลึกซึ้ง พวกเขาเพียงดื่มเหล้าด้วยกันบ่อยและรู้จักกันจากมหาวิทยาลัยเท่านั้น เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายมีภูมิหลังอย่างไร หรือเหตุใดจึงต้องการจับตัวฉัน
เนื่องจากวันรุ่งขึ้นจะมีงานบวงสรวงเทพผู้สูงศักดิ์ ทุกส่วนของอารามเต๋าจึงวุ่นวายกว่าปกติ เหล่าศิษย์และนักพรตต่างเร่งจัดเตรียมสถานที่ เครื่องบวงสรวง ตลอดจนข้าวของที่ต้องใช้ในพิธี ส่วนผู้ที่เดินทางมาร่วมงานอย่างพวกเราก็ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของอาราม ทั้งกินอาหารเจ ชำระร่างกาย และใช้น้ำแช่ถุงสมุนไพรอาบน้ำ เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมก่อนเข้าร่วมพิธี
ฉันนอนแช่อยู่ในอ่างอาบน้ำ ปล่อยให้กลิ่นสมุนไพรอ่อนๆ ลอยอยู่ท่ามกลางไอน้ำอุ่น ทว่าความสงบอยู่ได้ไม่นาน โทรศัพท์ที่วางอยู่ด้านนอกก็ดังขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า คนโทรเข้ามาไม่มีท่าทีว่าจะยอมวางสาย ฉันจึงต้องลุกจากอ่าง คว้าผ้าขนหนูผืนหนึ่งมาพันร่างกายอย่างรีบร้อนแล้ววิ่งออกไปรับ
แต่ทันทีที่เปิดประตูห้องน้ำ ฉันกลับเห็นเจียงฉีอวิ๋นยืนอยู่ในห้อง เขาถือโทรศัพท์ของฉันแนบหู สีหน้ายังคงเย็นชาเหมือนทุกครั้ง ก่อนตอบคนปลายสายสั้นๆ
“อืม”
“คุณ”
ความไม่พอใจพุ่งขึ้นมาในใจ เขาชอบปรากฏตัวและหายไปโดยไม่บอกก็ชวนให้โมโหมากพอแล้ว ตอนนี้ยังถือวิสาสะรับโทรศัพท์แทนฉันอีกหรือ?
เจียงฉีอวิ๋นไม่สนใจสายตาตำหนิของฉัน เขายืนนิ่งฟังคนปลายสายอยู่พักหนึ่ง สีหน้าค่อยๆ เคร่งขรึมขึ้น จากนั้นจึงออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเย็น
“บอกซือถูหลินว่าอย่าเพิ่งให้ใครรู้ แจ้งเฉพาะหลิงซวีจื่อผู้ดูแลอารามกับผู้นำสกุลเสิ่น ผมจะไปเดี๋ยวนี้ เข้าใจแล้ว ผมจะพาเธอออกไปด้วย”
เขาวางสายแล้วหันมาหาฉัน “พี่ชายโทรมาตรวจดูว่าเธอปลอดภัยหรือเปล่า เขากำชับไม่ให้เธออยู่คนเดียว รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วออกไปกับผม”
“จะไปไหน?”
ฉันรีบหยิบผ้าขนหนูขึ้นมาเช็ดผม ความรู้สึกไม่ดีค่อยๆ ก่อตัวอยู่ในใจ หากเป็นเรื่องธรรมดา พี่ชายคงไม่โทรมาหาฉันซ้ำหลายครั้ง และเจียงฉีอวิ๋นก็คงไม่ทำสีหน้าเคร่งเครียดเช่นนี้
เขาเอนตัวพิงประตู มองฉันเตรียมเปลี่ยนเสื้อผ้าโดยไม่คิดหลบสายตาแม้แต่น้อย แล้วตอบอย่างเรียบเฉย “มีคนเกิดเรื่อง ผมจะไปดู แต่ตอนนี้ยังไม่สะดวกปรากฏตัวต่อหน้าพวกเขา ถึงเวลานั้นเธอช่วยถ่ายทอดสิ่งที่ผมพูดให้ทุกคนฟัง”
“อ้อ ได้”
แม้ปากจะตอบรับ แต่ฉันกลับรู้สึกไม่เป็นตัวเองอย่างมาก เขายังคงยืนมองโดยไม่ยอมหันไปทางอื่น ฉันต้องปลดผ้าขนหนูต่อหน้าสายตาของเขาแล้วรีบสวมเสื้อผ้า ยิ่งถูกจ้องก็ยิ่งประหม่า มือที่ยังเปียกน้ำลื่นจนพยายามติดตะขอเสื้อชั้นในด้านหลังอยู่หลายครั้งก็ไม่สำเร็จ
เจียงฉีอวิ๋นมองอยู่ครู่หนึ่งก็เริ่มหมดความอดทน เขาเดินเข้ามาด้านหลัง แล้วยื่นมือช่วยติดตะขอให้โดยไม่ถามความเห็น นิ้วมือเย็นจัดของเขาเสียดผ่านแผ่นหลัง ทำให้ร่างกายของฉันเกร็งขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
ดูท่าคราวหน้าฉันคงต้องซื้อเสื้อชั้นในแบบติดตะขอด้านหน้า จะได้ไม่ต้องตกอยู่ในสภาพน่าอึดอัดแบบนี้อีก
ขณะที่พวกเราออกจากห้อง ท้องฟ้าด้านนอกก็มืดสนิทแล้ว ภายในอารามมีโคมไฟส่องอยู่ตามทางเดิน ทว่าเมื่อมุ่งหน้าไปทางด้านหลังภูเขา แสงไฟก็ยิ่งบางตา รอบข้างมีเพียงเงาของต้นไม้สูงซึ่งทอดยาวอยู่บนพื้น เสียงผู้คนจากเขตประกอบพิธีค่อยๆ ห่างออกไป จนสุดท้ายเหลือเพียงเสียงฝีเท้าของฉันที่ดังตามหลังเจียงฉีอวิ๋น
ยิ่งเดิน ฉันก็ยิ่งรู้สึกว่าเส้นทางนี้คุ้นตา เพราะมันกำลังพาเรากลับไปยังอาคาร 2 ชั้นซึ่งใช้กักตัวมู่อวิ๋นเลี่ยง ความรู้สึกไม่ดีในใจจึงรุนแรงขึ้นทุกขณะ
ฉันรีบยื่นมือไปดึงแขนเสื้อของเจียงฉีอวิ๋น บังคับให้เขาชะลอฝีเท้าลง “เมื่อกี้คุณบอกว่ามีคนเกิดเรื่อง คนนั้นเป็นใคร?”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา “มู่อวิ๋นเลี่ยง”
หัวใจของฉันกระตุกวูบ “เขาเป็นอะไร?”
“พี่ชายของเธอบอกว่า เขาอาจตายแล้ว ภายในห้องที่ใช้กักตัวเขา มีร่างหนึ่งถูกลอกหนังจนหมดทั้งตัว”
[จบบท]