บทที่ 574: ชายชราลึกลับ
ฉันหันไปมองพี่ชาย เห็นเขากับเส้าอี้หางยืนอยู่ตรงประตูห้องแต่งตัว ทั้งคู่ไม่ได้รีบร้อนออกมาตามเสียงสนทนาจากด้านนอก ดูเหมือนจะพบอะไรบางอย่างที่น่าสนใจเข้าแล้ว
พี่ชายกำลังค้นข้าวของอยู่ข้างใน ส่วนเส้าอี้หางยืนกอดอกพิงตู้เสื้อผ้า มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นคล้ายมองเรื่องราวทั้งหมดออกตั้งแต่แรก
สองคนนี้ยิ่งอยู่ด้วยกันก็ยิ่งเข้าขากันดีขึ้นทุกวัน สีหน้าแบบนั้นแทบไม่ต้องเปิดปาก ฉันก็มองออกว่าพวกเขาคงพบเบาะแสอะไรสักอย่างแล้ว
“พวกคุณยิ้มอะไรกัน ดูไม่น่าไว้ใจสักนิด”
ฉันเดินเข้าไปใกล้พลางชะโงกหน้ามองด้วยความสงสัย
ในกระเป๋าสะพายของพี่ชายมีถุงมือติดไว้ตลอด เพราะเวลาออกไปทำงาน เขามักต้องสัมผัสสิ่งของในสถานที่ต่างๆ การสวมถุงมือจึงช่วยป้องกันไม่ให้ทิ้งรอยนิ้วมือเอาไว้ได้ ตอนนี้เขาก็สวมถุงมือก่อนจะลงมือค้นทุกซอกทุกมุมอย่างคล่องแคล่ว
เส้าอี้หางกลับไม่ได้แตะต้องอะไร เขาเพียงกอดอกยืนมองพี่ชายเปิดตู้ ดึงลิ้นชัก และรื้อสิ่งของออกมาตรวจดูทีละชิ้น ราวกับหน้าที่ของเขาคือยืนดูเรื่องสนุกเท่านั้น
หญิงสาวที่เป็นคนรักลับๆ ของเหล่าฉียืนอยู่ตรงประตู เธอแอบดึงชายเสื้อของเหล่าฉีเบาๆ เป็นสัญญาณเรียกเขา ทั้งสองสบตากันครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินออกจากประตูห้องแต่งตัวแล้วพากันเข้าไปในห้องหนังสือ เห็นได้ชัดว่าต้องการหลบไปคุยเรื่องที่ไม่อยากให้พวกเราได้ยิน
พี่ชายเหลียวมามองฉันแวบหนึ่ง
“เสี่ยวเฉียว ไปฟังหน่อยว่าพวกเขาคุยอะไรกัน”
ฉันขมวดคิ้ว ไม่คิดจะรับหน้าที่นี้ง่ายๆ
“ทำไมต้องให้ฉันไปด้วย? ฉันไม่อยากฟังเรื่องส่วนตัวของพวกเขาหรอก อย่างมากก็คงเป็นเรื่องลามกพวกนั้น”
ฉันยังพูดไม่ทันจบ พี่ชายก็ค้นพบตู้ใบเล็กที่ซ่อนอยู่ในมุมลับของห้องแต่งตัว เขาเปิดมันแล้วล้วงของหลายชิ้นออกมาวางตรงหน้า
นี่มันของบ้าอะไรกัน?
“หึ”
พี่ชายกลั้นหัวเราะไม่อยู่ ส่วนเส้าอี้หางก็หัวเราะเย็นตามมาสองครั้ง สีหน้าของทั้งคู่เหมือนได้พบหลักฐานชิ้นสำคัญ แต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้านั้นไม่เหมือนหลักฐานในคดีทั่วไปสักนิด
เมื่อเห็นฉันยืนมองอย่างไม่เข้าใจ พี่ชายก็รีบทำท่าเหมือนกำลังปกป้องเด็กน้อยผู้ไร้เดียงสา
“เด็กดี เสี่ยวเฉียวอย่ามองของพวกนี้ ไปแอบฟังทางนั้นเถอะ เรื่องที่พวกเขาคุยกันสำคัญมาก พวกเราต้องรู้ให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น”
ท่าทีของเขาชัดเจนมาก เขากำลังหาเรื่องไล่ฉันไปทางอื่น
ถึงฉันพอจะเดาได้ว่าของเหล่านั้นมีไว้ทำอะไร แต่รูปร่างของแต่ละชิ้นกลับประหลาดเกินกว่าจะเข้าใจ บางอย่างดูคล้ายอุปกรณ์ทรมาน บางอย่างก็ทำให้คนมองไม่อยากคิดต่อว่ามันถูกนำไปใช้แบบไหน
ฉันท่องคำประกาศอัญเชิญอยู่ในใจ เรียกเจ้าหน้าที่วิญญาณตัวน้อยออกมา ก่อนสั่งให้พวกเขาเดินเข้าไปฟังบทสนทนาของสองคนนั้นอย่างเปิดเผย ถึงอย่างไรคนธรรมดาก็มองไม่เห็นพวกเขา จึงไม่จำเป็นต้องย่องเบาหรือหลบซ่อนให้เสียเวลา
ส่วนฉันยังคงยืนอยู่หน้าประตูห้องแต่งตัว จ้องพี่ชายค้นของต่อไปโดยไม่ยอมเดินหนีไปไหน
พี่ชายก้มมองสิ่งของในตู้ใบเล็ก สีหน้าของเขามีทั้งความสนใจและความไม่เข้าใจปะปนกัน
“สามีภรรยาคู่นี้น่าสนใจดี พี่เริ่มแยกไม่ออกแล้วว่าใครมีบทบาทแบบไหนกันแน่”
ฉันมองตามสายตาของเขา ในตู้มีทั้งเชือก กระบองขนาดเล็กรูปร่างประหลาดหลายแบบ หางที่ติดจุกเอาไว้ เสื้อรัดตัวคล้ายชุดที่ใช้ควบคุมผู้ป่วยทางจิต รวมถึงกางเกงบางตัวที่มีแท่งเล็กสองแท่งติดอยู่ด้วย
ฉันเกือบหลุดหัวเราะออกมา ทั้งอึดอัดทั้งไม่รู้ว่าควรวางสายตาไว้ตรงไหน
ห้องนี้เหมือนพื้นที่จัดแสดงอุปกรณ์สำหรับเรื่องบนเตียงโดยเฉพาะ ของแต่ละชิ้นวางรวมกันจนดูเหมือนเจ้าของสะสมเอาไว้เป็นงานอดิเรก
ผิดศีลเรื่องกามจริงๆ
พี่ชายหยิบของชิ้นหนึ่งขึ้นมอง ก่อนหันไปถามเส้าอี้หางพร้อมรอยยิ้มล้อเลียน
“ประธานเส้า คนในวงสังคมชั้นสูงเล่นกันหนักขนาดนี้ ไม่กลัวผลจากการผิดศีลเรื่องกามบ้างเหรอ?”
เส้าอี้หางขมวดคิ้วทันที เห็นได้ชัดว่าไม่ยอมถูกลากเข้าไปรวมกับคนในบ้านนี้
“อย่านับผมเข้าไปด้วย ผมนี่ถือว่าสะอาดกว่าคนอื่นมาก”
“แค่ก แค่ก”
ฉันเกือบสำลักน้ำลายตัวเอง ไม่คิดว่าเขาจะชมตัวเองด้วยสีหน้าจริงจังขนาดนั้น
เส้าอี้หางหันมามองฉันอย่างไม่พอใจ เขาคงเห็นสีหน้าที่ฉันพยายามกลั้นหัวเราะเอาไว้
“คุณเสี่ยวเฉียว หมายความว่ายังไง? ผมไม่เคยเที่ยวเล่นมั่วๆ ถึงผมจะชอบเรื่องพวกนั้น ก็ไม่ได้แปลว่าผมจะทำกับใครก็ได้”
ฉันรีบยกมือเป็นเชิงยอมแพ้ แม้ริมฝีปากยังสั่นเพราะต้องกลั้นหัวเราะ
“ได้ พวกคุณคุยกันต่อเถอะ ฉันไม่พูดแล้ว”
จากนั้นฉันก็พยายามเก็บสีหน้าให้จริงจัง ราวกับเมื่อครู่ไม่ได้คิดอะไรเกี่ยวกับคำแก้ตัวของเขา
พี่ชายกลับไปวางท่าเหมือนกำลังไขคดี เขายกมือลูบคาง ดวงตาเป็นประกายเจ้าเล่ห์ขณะกวาดมองอุปกรณ์ทั้งหมดอีกครั้ง
“เรื่องนี้เริ่มน่าสนใจแล้ว เดิมทีพี่คิดว่าสามีแอบมีคนรัก แต่ดูจากของพวกนี้ สามีอาจเป็นฝ่ายถูกกระทำก็ได้”
ฉันชะงักไปเล็กน้อย
เป็นฝ่ายถูกกระทำได้อย่างไร?
พี่ชายชี้ไปยังอุปกรณ์ที่วางอยู่ ก่อนอธิบายตามข้อสังเกตของเขา
“ดูของพวกนี้สิ คนใช้เป็นผู้หญิงชัดๆ แล้วคนที่ถูกใช้ด้วยก็น่าจะเป็นผู้หญิง ไม่อย่างนั้นจะเก็บของที่มีปลายสองด้านไว้ทำไม?”
เขาเบ้ปาก สีหน้ามีความดูแคลนอย่างไม่คิดปิดบัง
“ทำตามธรรมชาติของหยินหยางดีๆ ไม่ชอบ กลับเลือกเดินเข้าทางผิดศีลเรื่องกาม”
เส้าอี้หางฟังมาพักหนึ่งแล้ว แต่ยังไม่เข้าใจถ้อยคำที่พวกเราใช้ เขาจึงขมวดคิ้วถามขึ้นมา
“พวกคุณพูดเรื่องผิดศีลทางกามอยู่ตลอด มันหมายถึงอะไรกันแน่?”
พี่ชายยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ
“คุณไม่ได้ศึกษาวิถีเต๋า จะถามไปทำไม?”
เส้าอี้หางไม่ยอมจบเรื่องง่ายๆ เมื่อถามพี่ชายแล้วไม่ได้คำตอบ เขาจึงหันมาหาฉันแทน
“คุณเสี่ยวเฉียว อธิบายให้ผมฟังหน่อยได้หรือเปล่า?”
ฉันลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เพราะเรื่องนี้จะอธิบายให้คนที่ไม่ได้ศึกษาหลักเต๋าเข้าใจภายในไม่กี่คำก็ไม่ง่ายนัก อีกทั้งเนื้อหายังเกี่ยวข้องกับเรื่องส่วนตัวซึ่งพูดตรงเกินไปก็ดูน่าอึดอัด
“ก็คือมีความสัมพันธ์แบบนั้นกับคนอื่นนอกจากคู่ครอง รวมถึงการมีความสัมพันธ์กับคนที่ไม่สมควร อยู่ในสถานที่หรือช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสม หรือหมกมุ่นกับเรื่องไม่เหมาะสม ทั้งหมดถือเป็นการผิดศีลเรื่องกาม”
ฉันเลือกอธิบายอย่างอ้อมค้อมที่สุด แม้ในห้องจะมีของซึ่งทำให้คำอธิบายทั้งหมดเห็นภาพชัดอยู่แล้วก็ตาม
เส้าอี้หางยังคงไม่เข้าใจ เขาเหลือบมองสิ่งของในตู้แล้วถามต่อ
“พวกคุณพูดเหมือนมีเรื่องลึกลับอยู่ตลอด แล้วคำว่าไม่เหมาะสมตัดสินจากอะไร?”
“ถ้าการกระทำนั้นฝืนกฎธรรมชาติ ทำลายความสมดุลของหยินหยาง ขัดต่อศีลธรรมและความสัมพันธ์ของผู้คน หรือทำร้ายร่างกายกับจิตใจ ก็ถือว่าไม่ดีและไม่เหมาะสม จึงเข้าข่ายผิดศีลเรื่องกาม เรื่องแบบนี้ทำให้บุญวาสนาของคนลดลง ถ้าคนนั้นมีบุญสะสมไว้มาก ผลอาจยังไม่ปรากฏในเวลาอันสั้น แต่ถ้าเดิมทีก็มีบุญไม่มากอยู่แล้ว เรื่องร้ายย่อมเกิดขึ้นได้ง่าย”
หลังอธิบายจบ ฉันเห็นคิ้วของเขาขมวดแน่นกว่าเดิม สีหน้าดูไม่ค่อยพอใจนัก จึงเติมประโยคเพื่อไม่ให้เขารู้สึกว่าฉันกำลังบังคับให้เชื่อ
“คุณไม่ได้ศึกษาวิถีเต๋า ฟังไว้เป็นความรู้ก็พอ ไม่ต้องเอาหลักนี้ไปใช้กับตัวเองทุกข้อ”
เส้าอี้หางเงียบไปครู่หนึ่ง คล้ายกำลังนึกถึงคนหรือเหตุการณ์บางอย่าง สีหน้าไม่พอใจเมื่อครู่ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเย็น
“เรื่องที่คุณบอกว่ามันทำให้เกิดปัญหาได้ง่าย ผมเชื่อ”
เขาหยุดนิดหนึ่ง ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงประชดประชัน
“มีข้าราชการตั้งกี่คนที่หมดอนาคตเพราะเมียน้อย คนรักลับๆ หรือมือที่สาม?”
ฉันไม่กล้าต่อบท เพราะดูเหมือนบิดาของเขาเองก็มีปัญหาในด้านนี้อยู่เหมือนกัน หากถามต่อหรือแสดงความเห็นออกไป บรรยากาศคงอึดอัดกว่าเดิม
พี่ชายตรวจค้นของในห้องแต่งตัวอยู่อีกพักหนึ่ง จากร่องรอยและสิ่งของที่พบ เขาคงพอเดาความสัมพันธ์ของคนในบ้านได้แล้ว ในเวลาเดียวกัน เจ้าหน้าที่วิญญาณที่ฉันส่งไปก็วิ่งกลับมารายงานเรื่องที่แอบฟังมา
“นายหญิงน้อย พี่ชายของนายหญิงน้อย ผู้ชายคนนั้นกำลังด่าผู้หญิงอยู่ขอรับ เขาบอกว่าผู้หญิงคนนั้นทำให้ภรรยาของเขาเสียสติ ภรรยาเขาถึงทำเรื่องโง่ๆ อย่างกระโดดตึกฆ่าตัวตายครับ”
พี่ชายฟังด้วยความสนใจ เขาวางของในมือลงแล้วหันมาถามทันที
“ผู้หญิงคนนั้นตอบว่ายังไง?”
เจ้าหน้าที่วิญญาณรีบเล่าต่อ
“เธอบอกว่าไม่คิดว่าเรื่องจะลงเอยแบบนี้ครับ”
เมื่อเอาเรื่องที่ได้ยินมารวมกับสิ่งของในห้องแต่งตัว ความสัมพันธ์อันยุ่งเหยิงของคนทั้งสามก็เริ่มเห็นเป็นรูปร่าง เหตุการณ์นี้ทั้งวุ่นวายและน่าเหลือเชื่อจนแทบไม่รู้ว่าควรตำหนิใครก่อน
เจ้าของบ้านหญิงที่กระโดดตึกฆ่าตัวตายชอบได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้หญิง เธอเป็นฝ่ายมีอำนาจและชอบควบคุมอีกฝ่าย อย่างหญิงสาวที่ถูกเรียกว่าเป็นมือที่สามคนนี้ เดิมทีก็ถูกเธอชักนำเข้ามาในความสัมพันธ์ที่ไม่ปกติ
หญิงเจ้าของบ้านค่อยๆ ดึงอีกฝ่ายให้ถลำลึก จนหญิงสาวยอมรับความรักในรูปแบบนี้ จากนั้นทั้งคู่ก็คบหากันอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด ความสัมพันธ์ดำเนินอยู่เป็นเวลานาน และคงเต็มไปด้วยเรื่องที่คนนอกไม่อาจเข้าใจได้ง่ายๆ
แต่สำหรับหญิงสาวคนนั้น จุดเริ่มต้นของทุกอย่างเป็นเพียงความอยากรู้อยากลอง เธอจึงปล่อยตัวเข้าไปสัมผัสโลกที่ไม่เคยรู้จัก ช่วงแรกอาจรู้สึกตื่นเต้นและแปลกใหม่ ทว่าหลังคบหากันไปพักหนึ่ง ความรู้สึกเหล่านั้นก็ค่อยๆ จางลง
เมื่อเล่นสนุกมาระยะหนึ่ง เธอก็เริ่มเบื่อและอยากเลิกรา ยิ่งไปกว่านั้น ระหว่างเข้าออกบ้านหลังนี้อยู่เสมอ เธอกลับมองเหล่าฉีผู้เป็นสามีของคนรักแล้วเกิดถูกใจกันขึ้นมา
ส่วนเหล่าฉีเป็นคนอ่อนแอและขี้ขลาดมาแต่ไหนแต่ไร เขาอาศัยภรรยาเลี้ยงดู ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินหรือชีวิตความเป็นอยู่ก็ต้องพึ่งเธอ วันหนึ่งเขาแอบนัดพบหญิงสาวคนนั้นโดยไม่ให้ภรรยารู้ แต่กลับถูกภรรยามาเห็นเข้าพอดี
ภาพที่เห็นคงสร้างความกระทบกระเทือนให้เจ้าของบ้านหญิงอย่างหนัก หลังจากวันนั้นสภาพจิตใจของเธอก็ไม่มั่นคงมาโดยตลอด เดิมทีเธอคงคิดว่าคนทั้งสองอยู่ในอำนาจควบคุมของตน แต่สุดท้ายสามีกับคนรักหญิงกลับหันไปคบหากันลับหลังเธอ
พี่ชายฟังเรื่องทั้งหมดแล้วก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้
“เรื่องนี้น่าขันจริงๆ ผู้หญิงคนนั้นคงคิดว่าตัวเองคบพร้อมกันสองคน จะเลือกไปทางไหนก็ได้ตามใจ แถมยังสนุกกับชีวิตแบบนั้นมาก แต่พอรู้ตัวอีกที คนที่ถูกนอกใจกลับเป็นเธอ สามีกับคนรักที่เธอคิดว่าควบคุมได้ดันมาคบกันเอง เธอคงโกรธจนเสียสติ ถึงได้ทำเรื่องโง่ๆ ลงไป”
เส้าอี้หางหัวเราะเย็น เขารู้จักเหล่าฉีมานาน จึงเข้าใจนิสัยของอีกฝ่ายดีกว่าพวกเรา
“เหล่าฉีเป็นคนขี้ขลาด เขาเกาะภรรยากินมาตลอด ถึงรู้ว่าภรรยาชอบเรื่องแบบนี้ก็ไม่กล้าออกความเห็น เขาคงคิดว่าตราบใดที่ภรรยาไม่ได้ไปมีอะไรกับผู้ชาย เขาก็ยังไม่ถูกสวมเขา”
คำพูดนั้นฟังดูมีเหตุผลอยู่บ้าง หากเป็นเหล่าฉีซึ่งไม่มีอำนาจในบ้านและไม่กล้าขัดใจภรรยา เขาอาจหลอกตัวเองด้วยเหตุผลเช่นนี้จริงๆ แต่ตอนนี้เรื่องกลับตาลปัตร คนที่ภรรยาพาเข้ามาในบ้านดันกลายเป็นคนรักของเขาเสียเอง
เจ้าหน้าที่วิญญาณขยับเข้ามาใกล้ ก่อนลดเสียงลงราวกับกลัวว่าคนในห้องหนังสือจะได้ยิน ทั้งที่อีกฝ่ายไม่มีทางมองเห็นหรือได้ยินเสียงของเขาอยู่แล้ว
“พี่ชายของนายหญิงน้อย พวกเรายังได้ยินผู้หญิงคนนั้นบอกอีกว่า เรียกนักพรตมาเปลี่ยนการจัดวางในบ้าน แล้วคืนวันที่ 7 หลังความตายก็ทำให้เธอจากไปดีๆ แค่นี้พวกเราสองคนก็อยู่ด้วยกันได้ พวกเราไม่ได้ฆ่าเธอสักหน่อย เธอกระโดดตึกเอง จะมาโทษพวกเราได้ยังไง? ฉันยอมเล่นกับเธอมาตั้ง 2 ปีแล้ว ไม่ได้ติดค้างอะไรเธอสักนิด”
กล้ามเนื้อตรงมุมปากของพี่ชายกระตุกหลายครั้ง เห็นได้ชัดว่าความอดทนของเขาต่อคนในบ้านหลังนี้ใกล้หมดเต็มที
“เรื่องนี้พี่ไม่อยากยุ่งจริงๆ ไม่ว่าจะฝ่ายไหน พี่ก็ไม่อยากช่วยทั้งนั้น”
ฉันเองก็รู้สึกไม่ต่างกัน ความสัมพันธ์ของคนทั้งสามเริ่มต้นจากความปรารถนาและการหลอกตัวเอง ไม่มีใครคิดถึงผลที่จะตามมา เจ้าของบ้านหญิงอาจเป็นฝ่ายตัดสินใจกระโดดตึกเอง แต่สามีกับหญิงคนรักก็ไม่ได้ไร้ส่วนเกี่ยวข้องเสียทีเดียว
ถึงอย่างนั้น จุดประสงค์ที่พวกเรามาวันนี้ไม่ใช่เพื่อตัดสินว่าใครผิดมากกว่ากัน หน้าที่ของพวกเราคือจัดการพลังหยินที่ค้างอยู่ในบ้าน และป้องกันไม่ให้วิญญาณผู้ตายสร้างปัญหาแก่คนเป็น
“อย่าพูดแบบนั้นสิ ในเมื่อพวกเรามาถึงแล้ว ก็ช่วยทำให้หยินหยางกลับเข้าที่ ส่วนผลจากการกระทำของพวกเขา ปล่อยให้แต่ละคนรับกันเอง พวกเราไม่ต้องเข้าไปยุ่ง”
ฉันพยายามเกลี้ยกล่อมพี่ชาย แม้ในใจจะไม่ชอบคนในบ้านนี้เช่นกัน แต่จะปล่อยให้ความไม่พอใจส่วนตัวกระทบกับสิ่งที่ต้องทำไม่ได้
พี่ชายเบ้ปาก เขาไม่อยากรับงานนี้ต่ออย่างเห็นได้ชัด แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ปฏิเสธ เขาหยิบยันต์ออกมาหลายแผ่น มอบไว้ให้คนในบ้านใช้ป้องกันเหตุไม่คาดคิดชั่วคราว จากนั้นจึงนัดหมายว่าจะกลับมาอีกครั้งในคืนวันที่ 7 หลังความตาย
หลังจากจัดการเรื่องเบื้องต้นเสร็จ พวกเราก็ออกจากบ้านของเหล่าฉี ปล่อยให้ชายหญิงคู่นั้นกลับไปถกเถียงเรื่องของตนเองต่อ
เมื่อต้องรอลิฟต์ พวกเราจึงยืนอยู่ด้วยกันตรงโถงหน้าประตู ฉันหันไปมองผ่านหน้าต่าง เห็นหิมะเริ่มโปรยลงมาจากท้องฟ้าอย่างช้าๆ เมฆสีหม่นปกคลุมอยู่เหนือกลุ่มอาคารจนบรรยากาศภายนอกดูหนักอึ้ง
ทั้งที่ภายในอาคารไม่มีลม แต่จู่ๆ ความหนาวก็ไล่ขึ้นมาตามแผ่นหลังของฉัน ขนอ่อนทั่วร่างพากันลุกชัน ความรู้สึกนั้นไม่เหมือนอากาศหนาวตามธรรมดา กลับคล้ายมีบางสิ่งยืนจ้องมองจากด้านหลัง
ฉันรีบกวาดตามองไปรอบตัว
โถงลิฟต์มีแสงสว่างมาก ผนังและพื้นปูกระเบื้องทั้งหมด แสงจากโคมไฟสะท้อนพื้นจนแทบไม่มีเงามืด บริเวณนี้ไม่มีมุมอับให้คนหรือวิญญาณหลบซ่อน แล้วความรู้สึกเย็นวาบเมื่อครู่มาจากไหน?
เสียงสัญญาณของลิฟต์ดังขึ้น
ประตูลิฟต์ค่อยๆ เปิดออกต่อหน้าพวกเรา
ยังไม่ทันเห็นด้านในชัด เสียงตวาดเกรี้ยวกราดก็ดังออกมาจากลิฟต์อย่างไม่มีที่มา
“ใครอยู่ตรงนั้น?!”
ฉันสะดุ้งสุดตัว หัวใจเต้นแรงเพราะไม่ทันตั้งรับ ความรู้สึกชาวาบที่เกาะอยู่ตามแผ่นหลังเหมือนถูกเสียงตวาดนั้นกระชากออกไป มันหดวูบลงในพริบตา ก่อนจะค่อยๆ จางหายจนไม่เหลือร่องรอย
ฉันเงยหน้ามองเข้าไปในลิฟต์
ชายชราคนหนึ่งยืนอยู่ภายใน เส้นผมกับหนวดเคราของเขาขาวโพลนทั้งหมด แม้อายุมากแล้ว แต่แผ่นหลังยังตั้งตรงและท่าทางเต็มไปด้วยกำลัง คิ้วทั้งสองขมวดเข้าหากัน ดวงตาจ้องเขม็งมายังพวกเราด้วยความโกรธ
[จบบท]