“คิดไม่ถึงว่าจินเสี่ยวเยี่ยจะงดงามถึงเพียงนี้” เหยาเจิ้นฟู่มองจินเสี่ยวเยี่ยจนตาค้าง
เมื่อได้ยินคำพูดของเหยาเจิ้นฟู่ จินโม่ลี่ก็โมโห ครั้นเห็นสีหน้าของเขาอีกจึงกล่าวว่า “ที่จินเสี่ยวเยี่ยงดงามก็เพราะหลีชิงจื้อซื้อเครื่องประดับกับแหวนให้นาง แล้วเจ้าล่ะ? เงินของเจ้าล้วนเอาไปใช้กับคนนอกหมดแล้ว!”
เดิมทีเหยาเจิ้นฟู่เพียงพูดออกมาโดยไม่คิด แต่พอได้ยินจินโม่ลี่กล่าวเช่นนี้ เขาก็ไม่พอใจ “เจ้ารู้แต่จะตำหนิข้า แล้วตัวเจ้าล่ะ? จินเสี่ยวเยี่ยหาเงินเป็น แล้วเจ้าทำอะไรเป็นบ้าง?”
หลายวันมานี้เหยาเจิ้นฟู่คิดเรื่องนี้อยู่เป็นครั้งคราว รู้สึกว่าหากตนได้แต่งงานกับจินเสี่ยวเยี่ยก็คงดี จินเสี่ยวเยี่ยทำการค้าเป็นและหาเงินเก่ง น่าจะยินยอมส่งเสียให้เขาเล่าเรียน
จินโม่ลี่คิดไม่ถึงว่าเหยาเจิ้นฟู่จะพูดเช่นนี้ จึงหลุดปากโต้กลับไปว่า “หลีชิงจื้อหาเงินเป็น ทั้งยังรู้จักเซี่ยนไท่เหยา แล้วเจ้าทำอะไรเป็นบ้าง?”
จินโม่ลี่เสียใจภายหลังจริง ๆ ชาติก่อน หลังแต่งงานกับหลีชิงจื้อแล้ว เขาปฏิบัติต่อจินโม่ลี่ไม่ดีนัก ถึงขั้นค่อนข้างเย็นชา ภายหลังจินโม่ลี่รู้ว่าหลีชิงจื้อมีความรู้ไม่ดี อีกทั้งหลังแต่งงานกันได้ไม่นานหลีชิงจื้อก็หายตัวไป...
สิ่งสำคัญที่สุดคือ จินโม่ลี่ไม่รู้ว่าหลีชิงจื้อหายตัวไปเพราะถูกจับตัว นางคิดมาโดยตลอดว่าหลีชิงจื้อทอดทิ้งตนจากไป แล้วภายหลังไม่รู้เพราะเหตุใดจึงกลับมาอีกครั้ง
ดังนั้นหลังเกิดใหม่ จินโม่ลี่จึงไม่อาลัยอาวรณ์หลีชิงจื้อแม้แต่น้อย ผู้ใดจะคาดคิดว่า หลังจินเสี่ยวเยี่ยช่วยหลีชิงจื้อกลับมา เขาจะเปลี่ยนไปดีถึงเพียงนี้?
หากรู้แต่แรกว่าจะเป็นเช่นนี้... หากจินโม่ลี่ยังคงแต่งงานกับหลีชิงจื้อ และห้ามไม่ให้เขาเข้าไปในตัวอำเภอวันนั้น เวลานี้ชีวิตของจินโม่ลี่คงสุขสบายมาก!
สองสามีภรรยาทะเลาะกันอีกครั้ง นายท้ายเรือเหยากับภรรยาคอยห้ามปราม ให้ทั้งสองอย่าทะเลาะกันตั้งแต่วันแรกของปีใหม่ แต่ก็ห้ามไว้ ไม่อยู่
จินเสี่ยวเยี่ยได้ยินเนื้อหาที่ทั้งสองทะเลาะกันอยู่สองสามประโยค จึงกลับเข้าเรือนอย่างพูดไม่ออก ก่อนกล่าวกับหลีชิงจื้อว่า “ไม่รู้ว่าจินโม่ลี่เป็นอะไร เมื่อก่อนเห็นเหยาเจิ้นฟู่เป็นของล้ำค่า แต่ตอนนี้กลับเริ่มรังเกียจเสียแล้ว”
หลีชิงจื้อก็พูดไม่ออกเช่นกัน สองคนนั้นทะเลาะกันแท้ ๆ กลับยังลากพวกเขาเข้าไปเกี่ยวข้อง ช่างเคราะห์ร้ายจริง ๆ หลีชิงจื้อไม่อยากเสียอารมณ์เพราะผู้อื่น จึงกล่าวกับจินเสี่ยวเยี่ยว่า
“เสี่ยวเยี่ย ข้าสอนเจ้าเขียนอักษรเถอะ”
จินเสี่ยวเยี่ยพยักหน้าทันที “ดี หลายวันนี้พอดีมีเวลาว่าง ข้าจะเรียนให้มากหน่อย”
หลีชิงจื้อจึงยิ้มพลางเริ่มสอน และกล่าวกับจินเสี่ยวเยี่ยว่า “เสี่ยวเยี่ย หลังย้ายเข้าไปในตัวอำเภอ ข้าคิดจะให้ต้าเหมา เอ้อร์เหมา และเสี่ยวโต้วไปเรียนกับเซียนเซิงหลี่ด้วยกัน ไม่ต้องเรียนทั้งวัน ให้ไปเรียนทุกเช้าก็พอ”
สำนักศึกษาของซิ่วไฉหลี่ไม่มีกฎมากมายเช่นนั้น ขอเพียงจ่ายเงินแล้ว จะเรียนทั้งวันก็ได้ จะเรียนครึ่งวันก็ได้เช่นกัน หลีต้าเหมากับหลีเอ้อร์เหมายังเล็กอยู่บ้าง แต่หลีชิงจื้อเคยสอนพื้นฐานให้ทั้งสองแล้ว ให้ไปเรียนวันละครึ่งวันย่อมไม่มีปัญหา ส่วนช่วงบ่ายก็ปล่อยให้เด็กทั้งสองเล่น
“ให้เสี่ยวโต้วไปด้วยหรือ?” จินเสี่ยวเยี่ยถาม ก่อนหน้านี้ทั้งสองเคยปรึกษากันแล้วว่า ตอนย้ายเข้าไปในตัวอำเภอจะพาจ้าวเสี่ยวโต้วไปด้วย แต่หากให้จ้าวเสี่ยวโต้วเรียนหนังสือด้วย ค่าใช้จ่ายย่อมไม่น้อย
หลีชิงจื้อกล่าวว่า “ให้เขาไปเถอะ หากอบรมให้ดี ภายหน้าจะได้ช่วยเหลือต้าเหมากับเอ้อร์เหมา”
หลายวันมานี้หลีชิงจื้อคอยสังเกตจ้าวเสี่ยวโต้วมาโดยตลอด เด็กคนนี้ไม่ถึงกับฉลาดหลักแหลม แต่ทำงานละเอียดรอบคอบ ทั้งยังรู้จักสำนึกบุญคุณ ไม่ว่าจะต่อหลีชิงจื้อหรือต้าเหมากับเอ้อร์เหมา ล้วนสนิทชิดเชื้อเป็นอย่างมาก
หลีชิงจื้อตั้งใจเดินเข้าสู่เส้นทางขุนนาง หากไม่มีเหตุผิดพลาด ภายหน้าหลีต้าเหมากับหลีเอ้อร์เหมาก็น่าจะเดินบนเส้นทางนี้เช่นกัน ถึงเวลานั้นจ้าวเสี่ยวโต้วอาจเป็นซือเหยียหรือทำงานอื่นทำนองเดียวกันได้
สำหรับจ้าวเสี่ยวโต้วซึ่งเกิดในชนบทแล้ว นี่นับเป็นหนทางที่ดีอย่างยิ่ง
แน่นอนว่า หากภายหน้าจ้าวเสี่ยวโต้วไม่เต็มใจ หลีชิงจื้อก็จะไม่บังคับ
จินเสี่ยวเยี่ยครุ่นคิดก่อนกล่าวว่า “ได้” แม้การส่งเสียจ้าวเสี่ยวโต้วเรียนหนังสือจะต้องใช้เงิน แต่เงินจำนวนนี้จินเสี่ยวเยี่ยยังจ่ายไหว
ขณะที่ทั้งสองกำลังพูดถึงจ้าวเสี่ยวโต้ว จ้าวเหล่าซานก็พาจ้าวเสี่ยวโต้วมาอวยพรปีใหม่พอดี
จ้าวเสี่ยวโต้วพักอยู่บ้านหลีชิงจื้อมาหลายเดือน อาหารสามมื้อในแต่ละวันล้วนเป็นของดี ร่างกายจึงอ้วนขึ้นและตัวสูงขึ้น ที่สำคัญที่สุดคือ เด็กคนนี้รู้จักอักษรอยู่บ้างแล้ว ทั้งยังเรียนรู้การคิดบัญชีด้วย!
หลายเดือนมานี้จ้าวเหล่าซานมีความสุขอย่างยิ่ง เมื่อก่อนคนบ้านสกุลจ้าวไม่พอใจที่เขาคอยช่วยเหลือหลีเหล่าเกิน แต่ตอนนี้กลับไม่มีผู้ใดพูดอะไรอีก ทั้งยังปฏิบัติต่อจ้าวเสี่ยวโต้วดีขึ้นมาก เพียงเอ่ยเตือนเป็นครั้งคราวว่าอย่าลืมพี่ชายพี่สาว
อีกไม่กี่วันคนบ้านสกุลหลีจะย้ายเข้าไปอยู่ในตัวอำเภอ และยังตั้งใจจะพาจ้าวเสี่ยวโต้วไปด้วย...จ้าวเหล่าซานซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง จึงมาเยี่ยมตั้งแต่วันแรกของปีใหม่
จ้าวเหล่าซานหิ้วไข่ไก่มาหนึ่งตะกร้า เป็ดหนึ่งตัว ทั้งยังแบกขนมเข่งกับผักหลายชนิดที่บ้านสกุลหลีไม่ได้ปลูกมาด้วย
ทว่าเขาไม่ค่อยรู้จักพูด พอมาถึงและวางของลงแล้วก็ไม่รู้จะพูดอะไรต่อ โชคดีที่หลีเหล่าเกินพูดเก่ง
“เจ้าสามมาแล้วหรือ เจ้าเห็นต่างหูทองของเสี่ยวเยี่ยหรือยัง? ทำจากทองเชียวนะ! นางยังสวมแหวนทองด้วย...”
หลีเหล่าเกินโอ้อวดกับจ้าวเหล่าซานยกใหญ่ จากนั้นก็เริ่มเล่าว่าเมื่อคืนตนกินอะไรบ้าง ทั้งยังชวนจ้าวเหล่าซานอยู่กินข้าวที่บ้าน จ้าวเหล่าซานเห็นบ้านหลีเหล่าเกินเป็นเหมือนบ้านเดิมของตน ย่อมไม่มีทางปฏิเสธ จากนั้นหลีเหล่าเกินก็พาเขาไปผ่าฟืนและหาบน้ำ เรื่องให้แขกมาทำงานเช่นนี้ คงมีเพียงหลีเหล่าเกินเท่านั้นที่ทำได้ ส่วนจ้าวเหล่าซานก็ยังทำอย่างแข็งขันเสียด้วย!
หลังจ้าวเหล่าซานมาได้ไม่นาน ครอบครัวจินต้าเจียงก็ตามมา ก่อนหน้านี้จินเสี่ยวซู่ตกลงกับจินเสี่ยวเยี่ยไว้แล้วว่า วันแรกของปีใหม่พวกเขาจะมากินอาหารที่เหลือของบ้านสกุลหลี ส่วนวันที่สองจินเสี่ยวเยี่ยจะพาหลีชิงจื้อกลับบ้านเดิม แล้วไปกินอาหารที่เหลือของบ้านจินเสี่ยวซู่
ญาติของบ้านสกุลจินมีไม่น้อย แต่จินเสี่ยวซู่ตั้งใจว่าเมื่อถึงเวลาจะทำอาหารสดใหม่ให้พวกเขากิน
“พี่สาว วันนี้ท่านงามจริง ๆ” เมื่อจินเสี่ยวซู่เห็นจินเสี่ยวเยี่ยก็เอ่ยชมเช่นกัน
มารดาจินมองเสื้อผ้าและเครื่องประดับชุดใหม่ของจินเสี่ยวเยี่ยแล้วอดกล่าวไม่ได้ว่า “เสี่ยวเยี่ยของบ้านเราตอนนี้งามกว่าโม่ลี่เสียอีก”
“แน่นอน! ตอนนี้ข้ามีเงินแล้ว” จินเสี่ยวเยี่ยอารมณ์ดีเป็นพิเศษ
จินต้าเจียงไม่ได้พูดอะไร เพียงยิ้มอย่างซื่อ ๆ ก่อนหยิบเงินอีแปะสองพวงออกมาให้หลีต้าเหมากับหลีเอ้อร์เหมาคนละพวง แล้วหยิบกำไลเงินวงเล็กอีกสองวงมอบให้พวกเขา
วันนี้หลีต้าเหมากับหลีเอ้อร์เหมาได้ยินคนชมว่าจินเสี่ยวเยี่ยงามมาตลอด จนพวกเขาเองก็อยากมีเครื่องประดับบ้าง ตอนนี้จินต้าเจียงมอบกำไลเงินให้ เด็กทั้งสองจึงดีใจอย่างยิ่ง “ท่านแม่ ท่านแม่ พวกเราก็มีกำไลแล้ว!”
จินเสี่ยวเยี่ยกล่าวว่า “ท่านพ่อ ท่านให้กำไลพวกเขาทำไม?”
จินต้าเจียงยิ้มอย่างเขินอาย “เสี่ยวเยี่ย ก่อนหน้านี้ตอนต้าเหมากับเอ้อร์เหมาครบขวบ พวกเราไม่ได้ให้อะไร ตอนนี้จึงชดเชยให้”
ที่นี่เมื่อเด็กอายุครบหนึ่งขวบ ปู่ย่าตายายมักมอบเครื่องประดับเงินให้เล็กน้อย บ้านที่มีเงินก็มอบจี้เงินหรือกำไลเงิน ส่วนบ้านที่ไม่มีเงิน เพียงมอบลูกปัดเงินหนึ่งเม็ดให้เด็กร้อยสวมไว้ที่ข้อมือก็ได้เช่นกัน
ตอนนั้นพวกเขาตั้งใจจะมอบถั่วลิสงเงินสองเม็ด แต่ย่าจินไม่ยินยอม ไม่อนุญาตให้พวกเขามอบ
เพราะกลัวย่าจินรู้เข้า สุดท้ายพวกเขาจึงไม่ได้มอบ เพียงแอบนำของกินบางอย่างไปให้จินเสี่ยวเยี่ยเป็นการส่วนตัว จินต้าเจียงออกไปรับทำอาหารในงานเลี้ยง เจ้าภาพมักมอบของกินให้เขาบ้าง ตอนนั้นทันทีที่เขาได้ของมา ก็จะนำไปให้จินเสี่ยวเยี่ยทันที หากไม่มีของกินเหล่านั้น ตอนนั้นจินเสี่ยวเยี่ยคงไม่มีน้ำนมเพียงพอให้เด็กทั้งสองอิ่มท้องแน่
ส่วนเหตุใดตอนนี้จึงนำมาชดเชย...ก่อนปีใหม่จินต้าเจียงไปทำงานที่ท่าเรือแห่งใหม่นานกว่าหนึ่งเดือน ไม่เพียงได้กินจนอ้วนขึ้นทั้งตัว ตอนจากมาพ่อครัวโจวยังมอบเงินให้เขาสามตำลึง และบอกให้ปีหน้าไปทำงานอีก นั่นเป็นเงินถึงสามตำลึง! อีกทั้งเนื้อเงินยังบริสุทธิ์มาก!
หลังจินต้าเจียงกับมารดาจินปรึกษากันแล้ว จึงนำเงินไปทำกำไลเงินสองวงให้หลีต้าเหมากับหลีเอ้อร์เหมา
“ไม่ใช่ทุกบ้านจะมอบให้เสียหน่อย พวกท่านจะชดเชยอะไร? ต้าเหมากับเอ้อร์เหมามีกำไลอยู่แล้ว...” จินเสี่ยวเยี่ยคิดจะคืนกำไลเงินให้บิดามารดา
หลีต้าเหมากับหลีเอ้อร์เหมามีกำไลเงินอยู่แล้ว ในของขวัญที่บ้านสกุลจูมอบให้ก่อนหน้านี้ มีกำไลเงินสำหรับเด็กถึงสี่วง เพียงแต่นางกลัวเด็กทั้งสองทำหาย จึงไม่ได้ให้สวม
“ต้องชดเชย...” จินต้าเจียงกล่าว
“เสี่ยวเยี่ย ให้เด็กทั้งสองสวมไว้เถอะ” หลีชิงจื้อกล่าวพลางยิ้ม แล้วหันไปมองมารดาจิน “ท่านแม่ ช่างบังเอิญ ข้าก็ซื้อกำไลให้ท่านวงหนึ่ง หลายปีมานี้ข้าไม่ได้แสดงความกตัญญูต่อท่านเลย พอดีชดเชยให้ตอนนี้”
ก่อนหน้านี้ตอนหลีชิงจื้อให้คนทำเครื่องประดับแก่จินเสี่ยวเยี่ย เขานึกขึ้นได้ว่ามารดาจินไม่มีเครื่องประดับแม้แต่ชิ้นเดียว จึงซื้อให้นางเพิ่มไปด้วย สิ่งที่เขาเลือกให้มารดาจินเป็นแบบธรรมดาที่ชาวบ้านนิยมสวม มีกำไลเงินหนึ่งวง ต่างหูเงินหนึ่งคู่ และปิ่นเงินหนึ่งเล่ม ของทั้งสามชิ้นมีน้ำหนักไม่มาก ไม่ได้ใช้เงินเท่าไร แต่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับนำมามอบเป็นของขวัญในเวลานี้